• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 91
  • จำนวนผู้ชม : 104644
  • จำนวนผู้โหวต : 530
  • ส่ง msg :
more
วรณัย
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://www.oknation.net/blog/voranai
วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม 2550
สุดปลายฟ้าที่เขาศาลา “คุรุโยคาจารย์” อรัญวาสีแห่งวัชรยาน
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 974 , 23:47:10 น.   | หมวดหมู่ : โบราณคดีนอกกรอบ   นักมานุษยวิทยาอิสระ   ตะลอนทัวร์  
พิมพ์หน้านี้


          เป็นเวลานานมาแล้ว ที่ "กมรเตงศรีอัญชยวิชัยชคต มหาเสนาบดี" ขุนศึกผู้ภักดีแห่งองค์พระโพธิสัตว์ชัยวรมัน มหาราชาแห่งพระนครหลวง พระผู้ประกาศตนเป็นองค์มหาพุทธอุปถัมภก ได้ออกเดินทางรอนแรม นำไพร่ทหารและขบวนครัวคาราวานออกจากพระนคร เพื่อมาทำราชกิจตามพระราชโองการ ในการควบคุมเส้นทางและหัวเมืองอาณานิคม ภายหลังจากความวุ่นวายอันยาวนานสิ้นสุดลง เมื่อกองทัพแสงยานุภาพแห่งพระนครหลวงเพิ่งสามารถพิชิตเมืองวิชัยปุระ ราชธานีแห่งจามปาเทศลงได้

.

         จากฐานที่มั่นที่เมืองบันทายฉมาร์ มหาเสนาบดีต้องนำกองทัพเข้าควบคุมผู้ปกครองที่นครวิมายะปุระ(พิมาย) ที่ออกอาการกระด้างกระเดื่องในช่วงของความสับสนวุ่นวาย ส่วนเมืองลวะปุระ (ลพบุรี) เมืองศรีจนาศะปุระ (ศรีเทพ) เมืองศรีอโยธยาปุระ (อยุธยา) เมืองศรีสัชนะปุระ (สุโขทัย) และหัวเมืองในลุ่มตะวันออกของน้ำเจ้าพระยาทั้งหลาย กมรเตงชคตผู้ครองดินแดนอาณานิคม(Colonial) ต่างส่งเครื่องบรรณาการหลวง แสดงจุดยืนคืนสู่ความสวามิภักดิ์แก่เมืองพระนครหลวงจนสิ้นแล้ว

.

           แต่ก็ใช่ว่าจะราบรื่นเสมอ บางนครยังมีผู้อหังการ ท้าทายอำนาจใหม่แห่งองค์พระโพธิสัตว์สูงสุดพระองค์ใหม่ผู้เสด็จลงมาโปรดสรรพสัตว์ กองทัพหลวงแห่งพระองค์จึงเข้าบดขยี้ ทำลายล้างพระราชาผู้โง่เขลาเหล่านั้น รวมทั้งรื้อถอนมหาปราสาท ที่สถิตแห่งเทพเจ้าฮินดู หลักของแต่ละเมืองลงจนราบสิ้น

.

           หากบางเมืองที่มีศาสนาสถานเก่าแก่แห่งพระพุทธองค์ผสมผสานอยู่ ที่แห่งนั้นก็จะได้รับการยกเว้น แต่หากเป็นบ้านเมืองที่ถือเอาเทพเจ้ามาเป็นข้ออ้างในการแข็งข้อ ก่อกบฏ เมืองแห่งนั้นก็จะถูกกวาดล้าง...!!!

.

           ขุนศึกหนุ่มผู้เก่งกล้า ได้ปฏิบัติหน้าที่เชื่อมโยงอาณาจักรให้กลับคืนมาเป็นปึกแผ่น เป็นดั่งทองแผ่นเดียวที่เคยยิ่งใหญ่ดังเดิม แต่ในวันนี้มันจะยิ่งใหญ่กว่า เมื่อกองทัพผสมทั้งจากพระนครหลวง รวมกับกองทัพของแผ่นดินที่ราบสูงและลวะปุระ เข้าโจมตีและยึดครองแผ่นดินตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา สถาปนานครขึ้นใหม่อีก 6 แห่ง คือ เมืองศรีชัยวัชรปุระ (เพชรบุรี) เมืองศรีชัยราชปุระ(ราชบุรี) เมืองศรีชัยสิงหปุระ(ปราสาทเมืองสิงห์) เมืองศรีศัมพูกปัฏฏนะ (เมืองโกสินารายณ์)  เมืองสุวรรณปุระ (เนินทางพระ) เมืองสุพรรณภูมิปุระ (หนองแจง) เป็นอาณานิคมใหม่

.

           เมื่อภารกิจแห่งพระราชอำนาจเริ่มทุเลาลง ภารกิจแห่งการทำนุบำรุงทวยราษฎร์แลไพร่ฟ้าจึงเกิดขึ้นมาทดแทน “พระราชาผู้ปรารถนาความดีและประโยชน์อย่างยิ่งแก่มวลสัตว์โลก” ทรงมีพระประสงค์ ให้เขาช่วยควบคุมดูแลการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งองค์พระพุทธเจ้า “อโรคยศาลา” ขึ้น ตามบ้านเมืองต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรของพระองค์ รวมทั้ง จัดระบบการดูแลเส้นทางถนน"ราชมรรคา" เชื่อมโยงบ้านเมืองสองภูมิภาคเข้าด้วยกัน

.

.

           ระหว่างเส้นทางเชื่อมโยงอาณาจักร กมรเตงศรีอัญชยวิชัยชคต มหาเสนาบดี ได้สร้าง “วหนิคฤหะ” (ธรรมศาลา - บ้านมีไฟ) ไว้เพื่อให้เป็นด่านสำคัญ สำหรับใช้เป็นที่ตรวจตรารักษาความปลอดภัยและเป็นที่พักแรมให้กับผู้สัญจร ให้สัตว์พาหนะได้พักเอาแรงจากการเดินทาง ภายในวหนิคฤหะจะมีการจุดคบไฟสว่างไว้ทั้งคืน เพื่อเป็นจุดสังเกตเป็นแสงเรืองไสวบนเส้นทางยามค่ำคืน มิให้ผู้เดินทางไม่ทันแสงอาทิตย์หลงป่าในเวลาพลบค่ำ

.

           การมอบหมายงานใกล้จะเสร็จสิ้น พระราชา "กมรเตงชคต" และเหล่าพระญาติพระวงศ์ผู้ครอบครองดินแดนต่าง ๆ ในอาณานิคม ต่างได้ดำเนินการตามพระราชประสงค์อย่างครบถ้วน ถึงแม้ว่าในหลายแห่ง จะมีรูปแบบการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งพระพุทธเจ้า แตกต่างกันออกไปตามความนิยมศิลปะท้องถิ่นนั้นในยุคก่อนหน้าการครอบครองของกัมพุศเทศ แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก...!!!

.

           ยังมีราชกิจอีกมากทั้งการปกครองและศาสนา ที่สำคัญคือการอัญเชิญเหล่ารูปสลักพระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ พระพุทธเจ้าอมิตาภะ ชัยพุทธมหานาถ พระพุทธเจ้าอนาคตพุทธะ ไมเตรยะ พระโพธิสัตว์ พระนางปรัชญาปารมิตา และเหล่าพระโพธิสัตว์และพระตถาคต จากเมืองพระนครหลวง ไปส่งมอบเพื่อประดิษฐานตามศาสนถานที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้าสูงสุด ในที่ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม

.

           หากบ้านเมืองไหน ดูจะมีใจออกห่างและเคยเกิดการแข็งข้อก่อกบฏ หรือเป็นเมืองในอาณานิคมก็ให้ประดิษฐานพระโพธิสัตว์ผู้เปล่งอานุภาพรัศมี เพื่อเตือนใจให้หลาบจำ บ้านเมืองไหนสงบสุข แต่ต้องการที่พึ่งทางจิตใจ ก็ให้ประดิษฐานรูปพระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและรูปพระนางปรัชญาปารมิตา บ้านเมืองไหนอยู่ในอาณาจักรมั่นคงแล้ว ก็ให้ประดิษฐานรูปพระชัยพุทธมหานาถไตรโลกยวิชัยในมหาปราสาทกลางนคร หรือพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคตและพระศรีสูริยไวโรจนจันทโรจิและพระศรีจันทรไวโรจนโรหิณีศะในสุคตาลัยประจำโรงพยาบาลแห่งพระพุทธเจ้า

. 

         ภารกิจที่ยาวนาน ยากลำบากและเหนื่อยล้า จากขุนศึกหนุ่มวัยฉกรรจ์ผู้เคยรบเคียงข้างเจ้าชายวรมันในสงครามยุทธนาวากับจามปาเหนือโตเลสาบ ขุนศึกผู้เคยพิชิตกบฏทั้งพระญาติพระวงศ์และเหล่ากมรเตงชคตเจ้าผู้แข็งข้อทั้งหลาย บัดนี้เส้นผมสีขาวเริ่มแซมขึ้นมาแทนเส้นผมที่เคยดกดำ  .....!!!

.

.

           กาลเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเสียจริง บ้านเมืองพระนครหลวงกลับสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง แต่ก็แอบแฝงไปด้วยความขัดแย้ง ทั้งในเรื่องของการช่วงชิงอำนาจและคติความเชื่อทางศาสนา ขุนศึกหนุ่มในอดีตกลายมาเป็นมหาเสนาบดีสูงวัย ผู้ที่พระโพธิสัตว์ชัยวรมัน ให้ความเชื่อใจในความจงรักภักดีมากที่สุด.... มากยิ่งกว่าผู้ใดในพระราชอาณาจักรอีกแล้ว

.

          แต่มาวันนี้ ความเหนื่อยล้าและสังขารได้แปรเปลี่ยนผู้คน ภารกิจก็บรรลุถึงเป้าหมาย ถึงแม้จะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ก็ดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น ตามกำลังและความจริงของแต่ละบ้านเมือง มหาเสนาบดีจึงเริ่มคิดว่าควรจะถึงเวลา ผลัดเปลี่ยนภารกิจอันหนักอึ้งนี้ไปสู่คนรุ่นใหม่ 

.              

            กมรเตงศรีอัญชยวิชัยชคต มหาเสนาบดี  ได้กลับคืนสู่พระนครหลวงอีกครั้งในยามอัสดง เข้าเฝ้าสหายสงครามผู้เป็นจอมกษัตริย์แห่งอาณาจักร เพื่อขอทูลลาไปใช้ชีวิตที่สงบและเรียบง่าย

.

            พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พุทธมหาราชาที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน วัยที่เหนื่อยล้าและอ่อนแรง ทรงมีพระประสงค์ให้พระสหายร่วมศึก กลับมาช่วยราชการในเมืองพระนครหลวง เพื่อแบ่งเบาภาระของพระองค์ มากกว่าจะยอมให้เขาลาจากไป

.

          แต่พระองค์ก็มิอาจจะทัดทานความตั้งใจที่แน่วแน่ เมื่อมหาเสนาบดีได้ทูลเหตุผลว่าการลาไปในครั้งนี้ก็เพื่อออกบรรพชา เดินทางไปแสวงบุญ บำเพ็ญโพธิญาณโปรดสัตว์โลก ตามคติความเชื่อศาสนาที่พระองค์ได้บัญญัติขึ้นไว้เพื่อปกครองอาณาจักร และการบรรพชานั้นก็เป็นการถวายบุญญาธิการแด่พระองค์เช่นกัน

.

.

          เมื่อไม่สามารถหยุดยั้งความตั้งใจ พระโพธิสัตว์ชัยวรมันจึงโปรดให้จัดพิธีมหาบรรพชาใน “ราชวิหาร” ให้แก่เขาอย่างสมเกียรติยศ จากมหาเสนาบดีจึงกลายมาเป็น “คุรุภิกษุโยคาจารย์” สิทธะผู้ศึกษาวิชาตันตระยาน ในพระพุทธศาสนาสายวัชรยานอันรุ่งเรือง

.

            หลังจากบรรพชาได้สิบสองปี เมฆหมอกแห่งความขัดแย้งและความวุ่นวายในเมืองพระนครหลวงปรากฏชัดมากขึ้น ผู้คนจำนวนมากที่เคยเคารพและศรัทธาเหล่าเทพเจ้าฮินดู ต่างก็เริ่มสงสัยและตั้งคำถามถึงอำนาจ อานุภาพและความหลุดพ้นของเหล่าพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์

.

            ความวุ่นวายกำลังจะก่อตัวเป็นคลื่นใหญ่ในเร็ววัน ตัวพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เองก็อยู่ในภาวะเสื่อมถอยพระวรกายด้วยวัยชรา คุรุโยคาจารย์สิทธะจึงตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองพระนครหลวง ไปจาริกแสวงบุญในเขตบ้านเมืองเก่าแก่ที่เคยเป็นที่ตั้งของพุทธสถานและประดิษฐานพระพุทธศาสนาในอดีต

.

.

          การธุดงค์จาริกแสวงบุญของคณะคุรุโยคาจารย์ ได้นำพาให้ท่านได้มาพบเห็นถึงคำสอนและแนวทางปฏิบัติ คติความเชื่อของพุทธศาสนาที่แตกต่างกัน ถึงจะมีพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่บ้านเมืองในฝั่งตะวันตกของอาณาจักร กลับมาความเชื่อในพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว ต่างจากพุทธตันตระยานที่คุรุโยคาจารย์ ศึกษาพระธรรมคำสอนในราชวิหาร ที่มีพระพุทธเจ้ามากมายหลายพระองค์และยังมีพระโพธิสัตว์ผู้มีอานุภาพเป็นปกป้องโลกในกัลป์ปัจจุบัน

.

          ผู้คนในฝั่งตะวันตก บูชาพระพุทธรูปในปางที่แตกต่างไปจากตันตระยาน ถึงมีการสวดมนตราคล้ายคลึงกันแต่ใช้ภาษาคนละภาษา   ไม่มีการแสดงรหัสมือ “มุทรา” หรือการกรีดนิ้วแสดงท่ายกมือดุจปางของพระพุทธรูป ไม่มีการใช้เวทย์มนตร์  “ธารณี” ประจำองค์พระโพธิสัตว์และประจำพระพุทธเจ้าองค์ต่าง ๆ  ไม่มีภาษาลับ “ตันตระ” ไม่มี  "มณฑลบูชา" และการใช้ " ยันตะมณฑล "  เพื่อการบูชาพระโพธิสัตว์ กฎเกณฑ์แบบแผนของเครื่องบูชา การจัดบริเวณพิธีกรรม อุปกรณ์และ และการแต่งกายของนักบวชก็แตกต่างกันมาก

.

           พระสงฆ์ในเมืองพระนครก็คือเหล่านักบวชฮินดูตันตระที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นผู้นำในการทำพิธีสวดมนตราและเวทมนตร์ในพิธีกรรมเร้นลับ ไว้ทรงผมจัดรวบเป็นมวยแบบพราหมณ์ ถือวัชระสามง่ามและกระดิ่งรวมทั้งมีรูปเคารพบุคลาธิษฐานแบบพกพาประจำตัว แต่ที่แผ่นดินอาณานิคมตะวันตกนี้ พระสงฆ์จะโกนศีรษะและห่มผ้าย้อมสีชาด ไม่มีเครื่องประดับอาภรณ์ใด ๆ และปฏิบัติธรรมตามคำสอนโดยเคร่งครัด

.

.

           ถึงแม้จะแตกต่างในรายละเอียดกันอย่างมากมาย แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน คุรุโยคาจารย์จึงได้มีโอกาสเรียนรู้ แลกเปลี่ยนและสนทนาธรรม กับพระมหาเถระแห่งเถรวาท ผู้ดูแลศาสนสถานเก่าแก่แห่งพระพุทธองค์ ณ เมืองสุวรรณปุระ

. 

           เมื่อคุรุโยคาจารย์สงสัยว่า รูปเคารพที่สำคัญของชาวพุทธเถรวาทคือสิ่งใด มหาเถระแห่งเถรวาท จึงได้นำท่านไปดูรูปเคารพในวิหารไม้แห่งหนึ่ง เบื้องหน้าเป็นพระพุทธรูปสลักหินต้นแบบที่อัญเชิญมาจากเมืองพระนครหลวง “พระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ ผู้ยิ่งใหญ่” แต่นั่นกลับไม่ใช่ "รูปเคารพที่สำคัญที่สุด" ของที่นี่

.

            หากเป็นเวลาของโลกในอดีต มหาเสนาบดีคงต้องลงโทษพระภิกษุเถรวาทในบ้านเมืองนี้ ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นมากกว่าพระมหาไวโรจนะและเหล่าพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นแน่...!!!

.

            แต่ในร่มกาสาวพักตร์ สิทธะคุรุโยคาจารย์ กลับยิ่งสงบและไม่ยี่หร่า หรือยินดียินร้ายในความแตกต่างของความเชื่อในพระพุทธศาสนาอีกต่อไปแล้ว ด้วยเพราะเข้าใจในหลักธรรมคำสอนอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

.

            มหาเถระชี้ไปที่รูปรอยเท้าขนาดใหญ่ รูปหนึ่ง แล้วบอกกับคุรุโยคาจารย์ว่า "นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเราชาวเถรวาท พระพุทธบาทคือสิ่งแสดงว่าพระศากยมุนีเจ้าผู้หลุดพ้น สถิตอยู่ในทุกหนแห่งที่มีรอยพระพุทธบาท เป็นเครื่องเตือนใจของชาวพุทธทั้งปวง" 

.

.

           คุรุโยคาจารย์ให้ประทับใจในลวดลายและศิลปะทวารวดีที่พบเห็น ถึงแม้จะรู้ว่า รูปสลักพระพุทธบาทดังกล่าวนั้นทำขึ้นจากไม้ มิใช่รอยพระบาทปาฏิหาริย์ที่แท้จริงตามความเชื่อ แต่นี่ก็คือเครื่องหมายสำคัญที่เตือนใจชาวพุทธทุกนิกายให้รำลึกถึงคำสอน และเพื่อให้สดับรู้ว่า "พระธรรมคำสอน" แห่งพระพุทธองค์ได้เคยมาประดิษฐาน ณ ที่ที่มีรอยพระบาทนี้ พระพุทธองค์ทรงสถิตอยู่ทุกแห่งหนทุกตำบล

.

           จากแผ่นดินอาณานิคมตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา คุรุโยคาจารย์ จึงตั้งใจจะเดินทางมาสู่เมืองพระนครหลวงอีกครั้งเพื่อกลับมาเผยแพร่พุทธศาสนาที่แตกต่างในอีกโลกหนึ่ง เป็นทางเลือกให้กับผู้คนและอาณาจักร แต่เมื่อมาถึงเมืองวิมายะปุระ ก็ได้รับข่าวอวมงคล ด้วยพระโพธิสัตว์ชัยวรมันได้เสด็จสู่สวรรคาลัย เถลิงราชย์เป็น “มหาปรมสุคตบท” ในสรวงสวรรค์เสียแล้ว...!!!

          บ้านเมืองในยามนี้ก็เริ่มอ่อนแอลง ผู้คนอพยพออกจากพระนครหลวงมากขึ้น เพราะระบบชลประทานตื้นเขินและล้มเหลว น้ำหลากและน้ำท่วมเข้าทำลายผลผลิตบ่อยครั้งขึ้น

.

           คุรุโยคาจารย์ ในวัยชราจึงตัดสินใจไม่กลับคืนสู่เมืองพระนคร และเริ่มต้นออกธุดงค์เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต เพื่อโปรดสัตว์และบำเพ็ญศีลภาวนาในที่ห่างไกล โดยใช้แนวทาง”อรัญวาสี” ของเถรวาทเป็นข้อปฏิบัติ  โดยมีป่าเขาและลำน้ำที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรักเป็นจุดหมายปลายทาง

.

.

          ในท่ามกลางไพรสณฑ์อันร่มรื่น แวดล้อมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด กลุ่มสิทธะและภิกษุต่างมุ่งบำเพ็ญภาวนา ปฏิบัติธรรมตามแนวทาง "พระป่า" ในท่ามกลางความเงียบสงบแห่งกิเลส

.               

           คุรุโยคาจารย์สิทธะได้เลือกใช้หมู่หินใหญ่ก้อนหนึ่งในป่าห่างไกล เป็นที่นั่งปฏิบัติสมาธิ สืบพระพุทธศาสนาตามความเชื่อใน "โลกภูมิทัศน์" ที่ตนได้เรียนรู้มาจากทั้งสองโลก โลกแห่งวัชรยานตันตระและโลกแห่งเถรวาท ความเชื่อหนึ่งคือพระพุทธเจ้าแห่งอาณาจักรคือพระอาทิพุทธะมหาไวโรจนะ ผู้สถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง และอีกความเชื่อหนึ่งคือพระศากยมุนีเจ้า พระผู้หลุดพ้นจากกิเลศทั้งปวง พระองค์จะสถิตอยู่ในทุกหนแห่งที่มีรอยพระบาทของพระองค์ประดิษฐานอยู่ ...!!!

.

.

          กาลเวลาที่สุดปลายฟ้าบนขุนเขาพนมดงรัก ผ่านไปยาวนาน บ้านเมืองในเวลานี้ก็เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง ถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 พระราชาองค์ใหม่แห่งเมืองพระนครหลวงจะไม่ทรงโปรดพระพุทธศาสนา และหันกลับไปทำนุบำรุงเทพเจ้าฮินดูเพื่อเซ่นสรวงอ้อนวอนให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ แต่พระองค์ก็ไม่มีพระราชอำนาจเพียงพอภายนอกเขตพระนครหลวง

.

          เมื่ออำนาจแห่งอาณาจักรเสื่อมลง บ้านเมืองใหญ่น้อยที่เคยเป็นหนึ่งเดียว ต่างก็แยกตัวออกไปเป็นแผ่นดินอิสระ...!!!

.

          และก็ไม่มีใครเคยมีใครพบเห็นกลุ่มนักบวชอรัญวาสีแห่งพนมดงรักในป่าแห่งนั้นอีกเลย

.

          เคยมีผู้เฒ่าผู้แก่ที่จดจำเรื่องราวของคุรุโยคาจารย์ อดีตมหาเสนาบดีได้อย่างเลือนลาง เล่าให้ฟังเพียงว่า “ ท่านละสังขารไปนานมากแล้ว ที่บนโขดหิน ในป่า....นั่นแหละ.........”

. 

          กว่าจะรู้ความหมายของคุรุโยคาจารย์ ที่ต้องการแสดงให้ผู้คนรู้ว่า “พระธรรมของพระพุทธองค์” เคยประดิษฐานอยู่ที่แห่งนี้ โลกก็ต้องใช้เวลารอคอยมายาวนาน อีกหลายร้อยปี........

.

.

          ณ บ้านจรัส ตำบลจรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์  หมู่บ้านป่าที่อยู่เชิงเขาเขาพนมดงรัก  แนวชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา  เมื่อปี พ.ศ. 2540 กว่า ๆ ได้มีการค้นพบรูปสลัก "พระพุทธบาท" ที่มีความสวยงามโดดเด่นบนโขดหินแห่งหนึ่งในป่าเขาศาลา ห่างจากวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ไปทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 200 เมตร

.

         รูปสลักหินดังกล่าว เป็นรูปรอยพระพุทธบาทสลักลงไปในหินทราย มีความยาว 3.2 เมตร  ด้านส้นพระบาทกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร ด้านปลายพระบาท 1.5 เมตร รูปแกะสลักลึกลงไปในผิวหน้าของหินทราย 20 เซนติเมตร พระพุทธบาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเป็นพระบาทด้านขวา ผิวหน้าของโขดหินลาดลงตามแนวทิศตะวันตกมาทิศตะวันออก ขนาดนิ้วพระบาทมีความยาวเกือบเท่ากัน มีลายก้นหอยประดับทั้งส่วนปลายนิ้วและข้อนิ้ว ภายในพระพุทธบาทมีการสลักลวดลายดอกบัวขนาดใหญ่ไว้ที่ฝ่าพระบาทและส้นพระบาท จำนวน 2 วง  เส้นขอบรอบพระบาทด้านนอกนั้นล้อมด้วยลายลูกประคำและลายกลีบบัวศิลปะแบบเขมร 

.  

           ภายในรอยพระพุทธบาท มีเส้นขอบนูนเป็นกรอบสลักรูปสัตว์และสิ่งแวดล้อม แบ่งออกเป็น 23 แถว นับจำนวนภาพได้ 166 ภาพ แถวบนสุดมีรูปกอบัวหนองน้ำและป่าไม้ใหญ่เป็นที่สังเกต กรอบต่าง ๆ เป็นรูปสัตว์นานาชนิดทั้ง สัตว์น้ำ สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ช้าง วัว ควาย อีเห็น นกยูง นกน้ำ หงส์ เป็ด ลิง กระต่าย ผีเสื้อ แมงมุม งู ปลานานาชนิด มีกระทั่งปู ตะขาบ ผีเสื้อ แมงป่อง แมลงและหนอน บางรูปผมยังดูว่าเป็นจิงโจ้และหมีโคอาล่าด้วยซ้ำ....!!!

.

.  

          หลายคนก็อธิบายรูปพระพุทธบาทนี้กันไปตามแนวทางกรอบการศึกษา ส่วนความเห็นของผม พระพุทธบาทนี้ "น่าจะ" สลักขึ้นในคติพุทธศาสนาสายวัชรยานตันตระผสมกับคติของเถรวาท บัวทั้งสองเป็นตัวแทนของผู้ประทับอยู่สูงสุดแห่งสรวงสวรรค์ เหนือเขาเขาสัตตบริภัณฑ์ ทั้ง 7 นั่นคือพระมหาไวโรจนะผู้ให้กำเนิดพระธยานิพุทธะทั้ง 5 ในความเชื่อของวัชรยาน และบัวอีกกลุ่มหนึ่งคือตัวแทนของ "พระศากยมุนีเจ้า" สมณโคดมตามความเชื่อในคติพระพุทธบาทของเถรวาท

.

           ผู้สลักสร้างพระพุทธบาทนี้จะต้องเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์และมีชีวิตผ่านเรื่องราวทั้งทางโลกและทางธรรมมาอย่างมากมาย จึงสามารถนำความเชื่อ"คติชนวิทยา"ของพระพุทธศาสนาทั้งสองสายมารวมกัน ณ ที่แห่งนี้ได้

.

           ประสบการณ์ครั้งหนึ่งเขาต้องเคยเห็นและเกี่ยวข้องกับรอยพระพุทธบาทที่มีรูปมงคลและธรรมจักรอยู่ตรงกลางเป็นต้นแบบ แต่เขาจดจำได้เพียง "รูปตัวสัตว์" ที่อยู่ในมงคล 108 ประการนั้นและ "รูปวงกลม" เพราะเป็นที่จำได้ง่ายที่สุด

.

           เมื่อเขากลับมาสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในเขตป่าพนมดงรัก ย่อมเกิดการผสมผสานคติความเชื่อ สิ่งที่เขาจำได้คือตาราง รูปสัตว์และวงกลม แต่รูปสัตว์นั้นจะวางตรงไหนในกรอบ ? และธรรมจักรรูปวงกลมจะต้องวางตรงไหน แทนความหมายอะไร ? ก็ไม่ได้นำคัมภีร์กลับมากำกับด้วย อาศัยแต่ความจำและประสบการณ์เท่านั้น

.

            ช่างผู้แกะสลักจะต้องเป็นมีความรู้ในพุทธศาสนามากเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันก็มีประสบการณ์ในทางโลกด้วย จึงสามารถประยุกต์รูปตารางและสัตว์มงคลจากต้นแบบ(ที่จำได้ลาง ๆ )ให้กลายมาเป็นสรรพสัตว์ที่พบเห็นได้โดยทั่วไปในกรอบมงคล ภายใต้ดอกบัววงกลมแห่งพระพุทธเจ้า "ผู้สถิตอยู่ทุกหนแห่ง" และอาจจะแทนความหมาย “พระโพธิสัตว์ผู้โปรดมวลสรรพสัตว์” โดยรูปดอกบัวทั้งสอง เป็นรูปแบบที่อยู่กึ่งกลางใน “ยันตระมณฑล”(Yantra Mandala) ของวัชรยานตันตระ ที่มีวงรอบ 7 วงเช่นกัน

.

            หากอานิสงส์ของการนมัสการพระพุทธบาทของคนในสมัยโบราณ คือผลบุญที่นำไปสู่สวรรค์ในปลายชาติภพนี้แล้ว  ผมเชื่อว่าการเดินทางมานมัสการพระพุทธบาทที่เขาศาลา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ก็ถือเป็นเดินทางมาไหว้พระบาทแห่งพระศาสดา ซึ่งครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา ก็ควรจะได้เดินทางมานมัสการพระพุทธบาท ณ ที่แห่งนี้ซักครั้งหนึ่ง ....

.

.

         และไม่ว่าผมจะตีความพระพุทธบาทนี้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ….ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ที่สำคัญก็คือ   ผมขอยืนยันว่าพระพุทธบาทที่เขาศาลานี้ ....เป็นพระพุทธบาทสลักหินทรายที่สวยที่สุดในประเทศไทยเท่าที่เคยพบเห็น และตั้งตระหง่านอยู่บนโขดหินสูง แวดล้อมด้วยภูมิทัศน์ที่สงบเงียบแห่งป่าอรัญวาสี บนเขาพนมดงรัก ......ที่สุดปลายฟ้าของประเทศไทยครับ

.


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 25
ม้าก้านกล้วย วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 10.00 น.
http://www.oknation.net/blog/banpanya

บทความดีๆแบบนี้น่าได้รับการเผยแพร่ต่อไปในวงกว้างมากกว่านี้ ไม่รู้จัก "ศุภรุต" แต่เชื่อแน่ว่าเนื้อแท้ทางปํญญาต้องมีค่างามดั่งเพชร ที่อย่างไรก็ส่องประกาย
ความคิดเห็นที่ 24
Plin วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 07.12 น.
http://www.oknation.net/blog/plin

ขอบคุณมากครับอาจารย์ เดี๋ยวผมทำ link มาที่หน้านี้ดีกว่า
ความคิดเห็นที่ 23
ลูกหลานเจ้าพ่อกวนอู วันที่ : 31/01/2008 เวลา : 11.42 น.
http://www.oknation.net/blog/miraclelife

ขออนุโมทนา ด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 22
เปมิกา วันที่ : 18/12/2007 เวลา : 13.48 น.
http://www.oknation.net/blog/peamika
@let Get to knOw Me moRe@

นู๋เปได้ความรู้ไปอีกเรื่องเลย ดีจัง หุหุ
ชอบมากๆเลยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 21
chedtha วันที่ : 18/12/2007 เวลา : 05.22 น.
http://www.oknation.net/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ความทรงจำที่สวยงาม)

ตามมาจากความคิดเห็นของคุณในบล๊อก นักศึกษาขายตัว
มาเจอรอยพระพุทธบาท

ขอบคุณมากจริงๆ สำหรับเรื่องและภาพ
ความคิดเห็นที่ 20
ลุงฟาง วันที่ : 17/12/2007 เวลา : 11.58 น.
http://www.oknation.net/blog/semtele

.....สุดยอดเลยครับ อ. เขาทได้ไง งง.....
ความคิดเห็นที่ 19
เป๊ปซี่ วันที่ : 17/12/2007 เวลา : 10.55 น.
http://www.oknation.net/blog/Pepsi8


เป็นรอยพระพุทธบาทที่สวยงามมากครับ....สลักเสลาเสียละเอียดเกินกว่าช่างธรรมดาสามัญจะทำได้....ถูกพบตั้งแต่ปี 2540 ก็ 10 ปี มาแล้ว...ทุกวันนี้มีการบูรณะปรับปรุงให้เหมาะแก่การไปทัศนาหรือยังครับ....หรือก็ยังเป็นแบบป่าๆอย่างที่อาจารย์ไปนั่งพนมมือแต้อยู่บนก้อนหินนั่น....ว่าแต่ว่าอาจารย์จะเป็นท่าน "คุรุโยคาจารย์ " กลับชาติมาเกิดหรือเปล่าครับเนี่ยเล่าเสียได้อารมณ์ชัดเจนเลยครับ.....
ความคิดเห็นที่ 18
วิตามินบี วันที่ : 16/12/2007 เวลา : 18.37 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


แปลกตากว่าที่เคยเห็นพระพุทธบาท
จากที่อื่นค่ะอาจารย์

(เรียนเชิญไปร่วมกิจกรรมโหวตบล็อกเกอร์ออฟเดอะเยียร์
เพื่อร่วมสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับทีมงานโอเคค่ะ)
ความคิดเห็นที่ 17
แมวเหมียว วันที่ : 14/12/2007 เวลา : 14.59 น.
http://www.oknation.net/blog/wassanok

ได้ความรู้เพียบเลย ขอบคุณค่ะ
ความคิดเห็นที่ 16
มุสิกะตะวัน วันที่ : 14/12/2007 เวลา : 14.57 น.
http://www.oknation.net/blog/mataharee

มาร่วมเรียนรู้ด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 15
ดินดำน้ำชุ่ม วันที่ : 14/12/2007 เวลา : 12.08 น.
http://www.oknation.net/blog/derreiser

คารวะ อาจารย์ครับ ผมหายไปนาน แต่คิดถึงเสมอ
ความคิดเห็นที่ 14
ลุงต้าลี่ วันที่ : 14/12/2007 เวลา : 01.00 น.
http://www.oknation.net/blog/loongdali

สุดยอดแห่งการค้นพบรอยพระพุทธบาท ที่มีประวัติความเป็นมาอย่างสำคัญ รวมทั้งสาระสำคัญในรอยพระพุทธบาทที่มีขนาดใหญ่มากแห่งนี้ อยู่ที่บัวเชดรอยต่อชายแดนไทยเขมร จังหวัดสุรินทร์ ต้องไปให้ได้สักวันหนึ่ง เป็น บทความยอดเยี่ยม ให้ประโยชน์ต่อสังคมและเยาวชนรุ่นหลังมากจริง ๆ ครับ สมกับที่ กอง บก. OKnationแนะนำ...โหวดให้หมดหน้าตักเลยครับ..
ความคิดเห็นที่ 13
ต้อง วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 23.23 น.
http://www.oknation.net/blog/justthinking
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมกันได้ทาง message นะครับ "Don't try to be nice,be yourself!"

พระบาทสวยมากจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 12
ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 19.33 น.
http://www.oknation.net/blog/puprasit
puprasit

ราชมรรคา ผมขอให้อีกชื่อหนึ่งตรงๆ ชัยวรมันวิถี นี่ไปถึงเขาศาลา ดูพระพุทธบาทพิศดารด้วยหรือครับ ผมนยังไม่มีวาสนาเลย
ความคิดเห็นที่ 11
nuning วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 18.04 น.
http://www.oknation.net/blog/openning

nuning มาชมบล็อกค่ะ
เรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แบบนี้เป้นยาขมสำหรับหนิงมากๆ ไม่ค่อยชอบอ่าน แต่ถ้าจะพาไปเที่ยวไปเลยค่ะ มีทริปชวนหนูหนิงด้วยนะคะ

ขอบคุณที่ไปชื่นชมความเห็นหนูหนิงค่ะ
ความคิดเห็นที่ 10
mookie วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 17.19 น.
http://www.oknation.net/blog/mookie
มนุษย์…ยืดสุดตัว ก็ไปไม่ถึงไหน  ก้มต่ำสุดก็ไป ไม่ได้ไกล.. แล้วใยยังไขว่คว้า หาในสิ่งเกินตัว...

แวะมาก่อน

เดี๋ยวมาใหม่อีกรอบ

อ่านบทความลักษณะนี้

ต้องมีสติ และสมาธิ

ตอนนี้ จิตกระเจิดกระเจิงกะงานตรงหน้า

แต่ชอบจัง...ชอบอ่านค่ะ


ความคิดเห็นที่ 9
phanasGook วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 15.40 น.
http://www.oknation.net/blog/phanasGook
วารสาร  สรรสร้าง  เที่ยงธรรม           / สวน  ต้านต่อก่อกรรม  กดขี่          ศาสตร์  ส่องอุดมการณ์นำ  ถูกต้อง   /  ดุสิต  สอนศิษย์ป้อง   รับใช้มวลชน ฯ

อืมขอชื่นชมกับความขยันของพี่จริงๆ ครับ นักข่าวอาสาจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 8
Jui วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 14.34 น.
http://www.oknation.net/blog/jui880

นี่คือรอยพระพุทธบาทล่าสุดหรือเปล่าครับ
เด๊ยวค่ำๆจะกลับมาอ่านอีกครั้งครับ
ความคิดเห็นที่ 7
siampatriot วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 09.48 น.
http://www.oknation.net/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

อันซีนจริงๆ ครับ ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น เกี่ยวกับรอยพระพุทธบาทที่นี่เลย ททท. ไปอยู่ส่วนไหนของโลกครับเนี่ย ถึงได้พลาดโปรโมทจุดนี้ได้ จ.สุรินทร์ก็เหมือนกัน โปรโมทแต่งานช้าง ไม่เคยเห็นโปรโมทที่นี่เลย สิ่งดีๆ ไม่เอาออกมาให้ชาวโลกดู....

ว่าแต่ว่าเรื่องเจ๋งมากครับ ดูรูปตอนแรกนึกว่าลุยอีสานย้อนรอยเส้นทางฯยังไม่กลับซะอีก

ขอยคุณจริงๆ เลยครับ ได้จุดหมายจัดทริปส่วนตัวทัวร์เขมรในไทยเพิ่มอีกที่แล้วครับ
ความคิดเห็นที่ 6
มารูโกะ วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 09.45 น.
http://www.oknation.net/blog/maruko

อ่านรวดเดียวจบเลยค่ะ สนุกเหมือนอ่านนิทาน และก็อยากไปเห็นรอยพระพุทธบาทด้วยตาสักครั้ง
ความคิดเห็นที่ 5
บรรณาลัย วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 08.43 น.
http://www.oknation.net/blog/yongyoot

เป็นบทละครมหากาพย์กมเตงชคตแห่งดินแดนกัมพุชเทศได้เลยนะนี่
ความคิดเห็นที่ 4
veerin วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 08.31 น.
http://www.oknation.net/blog/veerin

ชอบมากเลยค่ะ.เป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่เหมือนกับการอ่านนิทานไปด้วยเลยค่ะ..
สนุกและไม่น่าเบื่อค่ะ..
กว่าจะเป็นใหญ่ได้ คนโบราณต้องผ่านการสู้รบ ทำศึกมาอย่างโชกโชนเลยนะคะ..

ภาพประกอบ..แผนที่และรูปสลักพระพุทธบาท ทำได้ดีและน่าสนใจมากๆเลยค่ะ..

โหวตให้ด้วยความชื่นชมค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
Louvorian วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 05.12 น.
http://www.oknation.net/blog/louvorian

Its another educational fiction (right?). I really enjoy reading it and I picked out some interesting historical informations from your story. Pls keep up with your work!!!!
ความคิดเห็นที่ 2
คนช่างเล่า วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 04.41 น.
http://www.oknation.net/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องเก่า...

จะเข้ามาเก็บรายละเอียดอีกครั้ง เย้นนี้ น่าสนใจมาก เพราะชอบประวัติศาสตร์ สมัยก่อนโน้น เคยด่าพี่ชายในใจว่า คิดอย่างไรใหลูกเรียนโบราณคดี ทั้งๆที่ตนเอง จบเศรษฐศาสตร์ มา
ความคิดเห็นที่ 1
feng_shui วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 00.07 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

"กมรเตงชคต" กว่าจะเป็นมหาราชา ได้ ทำศึกสงครามมหาศาล รอนแรมก็มากมาย

จริงๆไม่ชอบการมีศึกเลยค่ะ
ปล.พระพุทธบาทใหญ่และงามมากค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น: