พิมพ์หน้านี้
|
เป็นเวลานานมาแล้ว ที่ "กมรเตงศรีอัญชยวิชัยชคต มหาเสนาบดี" ขุนศึกผู้ภักดีแห่งองค์พระโพธิสัตว์ชัยวรมัน มหาราชาแห่งพระนครหลวง พระผู้ประกาศตนเป็นองค์มหาพุทธอุปถัมภก ได้ออกเดินทางรอนแรม นำไพร่ทหารและขบวนครัวคาราวานออกจากพระนคร เพื่อมาทำราชกิจตามพระราชโองการ ในการควบคุมเส้นทางและหัวเมืองอาณานิคม ภายหลังจากความวุ่นวายอันยาวนานสิ้นสุดลง เมื่อกองทัพแสงยานุภาพแห่งพระนครหลวงเพิ่งสามารถพิชิตเมืองวิชัยปุระ ราชธานีแห่งจามปาเทศลงได้ . จากฐานที่มั่นที่เมืองบันทายฉมาร์ มหาเสนาบดีต้องนำกองทัพเข้าควบคุมผู้ปกครองที่นครวิมายะปุระ(พิมาย) ที่ออกอาการกระด้างกระเดื่องในช่วงของความสับสนวุ่นวาย ส่วนเมืองลวะปุระ (ลพบุรี) เมืองศรีจนาศะปุระ (ศรีเทพ) เมืองศรีอโยธยาปุระ (อยุธยา) เมืองศรีสัชนะปุระ (สุโขทัย) และหัวเมืองในลุ่มตะวันออกของน้ำเจ้าพระยาทั้งหลาย กมรเตงชคตผู้ครองดินแดนอาณานิคม(Colonial) ต่างส่งเครื่องบรรณาการหลวง แสดงจุดยืนคืนสู่ความสวามิภักดิ์แก่เมืองพระนครหลวงจนสิ้นแล้ว . แต่ก็ใช่ว่าจะราบรื่นเสมอ บางนครยังมีผู้อหังการ ท้าทายอำนาจใหม่แห่งองค์พระโพธิสัตว์สูงสุดพระองค์ใหม่ผู้เสด็จลงมาโปรดสรรพสัตว์ กองทัพหลวงแห่งพระองค์จึงเข้าบดขยี้ ทำลายล้างพระราชาผู้โง่เขลาเหล่านั้น รวมทั้งรื้อถอนมหาปราสาท ที่สถิตแห่งเทพเจ้าฮินดู หลักของแต่ละเมืองลงจนราบสิ้น . หากบางเมืองที่มีศาสนาสถานเก่าแก่แห่งพระพุทธองค์ผสมผสานอยู่ ที่แห่งนั้นก็จะได้รับการยกเว้น แต่หากเป็นบ้านเมืองที่ถือเอาเทพเจ้ามาเป็นข้ออ้างในการแข็งข้อ ก่อกบฏ เมืองแห่งนั้นก็จะถูกกวาดล้าง...!!! . ขุนศึกหนุ่มผู้เก่งกล้า ได้ปฏิบัติหน้าที่เชื่อมโยงอาณาจักรให้กลับคืนมาเป็นปึกแผ่น เป็นดั่งทองแผ่นเดียวที่เคยยิ่งใหญ่ดังเดิม แต่ในวันนี้มันจะยิ่งใหญ่กว่า เมื่อกองทัพผสมทั้งจากพระนครหลวง รวมกับกองทัพของแผ่นดินที่ราบสูงและลวะปุระ เข้าโจมตีและยึดครองแผ่นดินตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา สถาปนานครขึ้นใหม่อีก 6 แห่ง คือ เมืองศรีชัยวัชรปุระ (เพชรบุรี) เมืองศรีชัยราชปุระ(ราชบุรี) เมืองศรีชัยสิงหปุระ(ปราสาทเมืองสิงห์) เมืองศรีศัมพูกปัฏฏนะ (เมืองโกสินารายณ์) เมืองสุวรรณปุระ (เนินทางพระ) เมืองสุพรรณภูมิปุระ (หนองแจง) เป็นอาณานิคมใหม่ . เมื่อภารกิจแห่งพระราชอำนาจเริ่มทุเลาลง ภารกิจแห่งการทำนุบำรุงทวยราษฎร์แลไพร่ฟ้าจึงเกิดขึ้นมาทดแทน พระราชาผู้ปรารถนาความดีและประโยชน์อย่างยิ่งแก่มวลสัตว์โลก ทรงมีพระประสงค์ ให้เขาช่วยควบคุมดูแลการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งองค์พระพุทธเจ้า อโรคยศาลา ขึ้น ตามบ้านเมืองต่าง ๆ ในพระราชอาณาจักรของพระองค์ รวมทั้ง จัดระบบการดูแลเส้นทางถนน"ราชมรรคา" เชื่อมโยงบ้านเมืองสองภูมิภาคเข้าด้วยกัน .
. ระหว่างเส้นทางเชื่อมโยงอาณาจักร กมรเตงศรีอัญชยวิชัยชคต มหาเสนาบดี ได้สร้าง วหนิคฤหะ (ธรรมศาลา - บ้านมีไฟ) ไว้เพื่อให้เป็นด่านสำคัญ สำหรับใช้เป็นที่ตรวจตรารักษาความปลอดภัยและเป็นที่พักแรมให้กับผู้สัญจร ให้สัตว์พาหนะได้พักเอาแรงจากการเดินทาง ภายในวหนิคฤหะจะมีการจุดคบไฟสว่างไว้ทั้งคืน เพื่อเป็นจุดสังเกตเป็นแสงเรืองไสวบนเส้นทางยามค่ำคืน มิให้ผู้เดินทางไม่ทันแสงอาทิตย์หลงป่าในเวลาพลบค่ำ . การมอบหมายงานใกล้จะเสร็จสิ้น พระราชา "กมรเตงชคต" และเหล่าพระญาติพระวงศ์ผู้ครอบครองดินแดนต่าง ๆ ในอาณานิคม ต่างได้ดำเนินการตามพระราชประสงค์อย่างครบถ้วน ถึงแม้ว่าในหลายแห่ง จะมีรูปแบบการก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งพระพุทธเจ้า แตกต่างกันออกไปตามความนิยมศิลปะท้องถิ่นนั้นในยุคก่อนหน้าการครอบครองของกัมพุศเทศ แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก...!!! . ยังมีราชกิจอีกมากทั้งการปกครองและศาสนา ที่สำคัญคือการอัญเชิญเหล่ารูปสลักพระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ พระพุทธเจ้าอมิตาภะ ชัยพุทธมหานาถ พระพุทธเจ้าอนาคตพุทธะ ไมเตรยะ พระโพธิสัตว์ พระนางปรัชญาปารมิตา และเหล่าพระโพธิสัตว์และพระตถาคต จากเมืองพระนครหลวง ไปส่งมอบเพื่อประดิษฐานตามศาสนถานที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้าสูงสุด ในที่ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม . หากบ้านเมืองไหน ดูจะมีใจออกห่างและเคยเกิดการแข็งข้อก่อกบฏ หรือเป็นเมืองในอาณานิคมก็ให้ประดิษฐานพระโพธิสัตว์ผู้เปล่งอานุภาพรัศมี เพื่อเตือนใจให้หลาบจำ บ้านเมืองไหนสงบสุข แต่ต้องการที่พึ่งทางจิตใจ ก็ให้ประดิษฐานรูปพระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและรูปพระนางปรัชญาปารมิตา บ้านเมืองไหนอยู่ในอาณาจักรมั่นคงแล้ว ก็ให้ประดิษฐานรูปพระชัยพุทธมหานาถไตรโลกยวิชัยในมหาปราสาทกลางนคร หรือพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคตและพระศรีสูริยไวโรจนจันทโรจิและพระศรีจันทรไวโรจนโรหิณีศะในสุคตาลัยประจำโรงพยาบาลแห่งพระพุทธเจ้า . ภารกิจที่ยาวนาน ยากลำบากและเหนื่อยล้า จากขุนศึกหนุ่มวัยฉกรรจ์ผู้เคยรบเคียงข้างเจ้าชายวรมันในสงครามยุทธนาวากับจามปาเหนือโตเลสาบ ขุนศึกผู้เคยพิชิตกบฏทั้งพระญาติพระวงศ์และเหล่ากมรเตงชคตเจ้าผู้แข็งข้อทั้งหลาย บัดนี้เส้นผมสีขาวเริ่มแซมขึ้นมาแทนเส้นผมที่เคยดกดำ .....!!! .
. กาลเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเสียจริง บ้านเมืองพระนครหลวงกลับสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง แต่ก็แอบแฝงไปด้วยความขัดแย้ง ทั้งในเรื่องของการช่วงชิงอำนาจและคติความเชื่อทางศาสนา ขุนศึกหนุ่มในอดีตกลายมาเป็นมหาเสนาบดีสูงวัย ผู้ที่พระโพธิสัตว์ชัยวรมัน ให้ความเชื่อใจในความจงรักภักดีมากที่สุด.... มากยิ่งกว่าผู้ใดในพระราชอาณาจักรอีกแล้ว . แต่มาวันนี้ ความเหนื่อยล้าและสังขารได้แปรเปลี่ยนผู้คน ภารกิจก็บรรลุถึงเป้าหมาย ถึงแม้จะยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ก็ดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น ตามกำลังและความจริงของแต่ละบ้านเมือง มหาเสนาบดีจึงเริ่มคิดว่าควรจะถึงเวลา ผลัดเปลี่ยนภารกิจอันหนักอึ้งนี้ไปสู่คนรุ่นใหม่ . กมรเตงศรีอัญชยวิชัยชคต มหาเสนาบดี ได้กลับคืนสู่พระนครหลวงอีกครั้งในยามอัสดง เข้าเฝ้าสหายสงครามผู้เป็นจอมกษัตริย์แห่งอาณาจักร เพื่อขอทูลลาไปใช้ชีวิตที่สงบและเรียบง่าย . พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พุทธมหาราชาที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน วัยที่เหนื่อยล้าและอ่อนแรง ทรงมีพระประสงค์ให้พระสหายร่วมศึก กลับมาช่วยราชการในเมืองพระนครหลวง เพื่อแบ่งเบาภาระของพระองค์ มากกว่าจะยอมให้เขาลาจากไป . แต่พระองค์ก็มิอาจจะทัดทานความตั้งใจที่แน่วแน่ เมื่อมหาเสนาบดีได้ทูลเหตุผลว่าการลาไปในครั้งนี้ก็เพื่อออกบรรพชา เดินทางไปแสวงบุญ บำเพ็ญโพธิญาณโปรดสัตว์โลก ตามคติความเชื่อศาสนาที่พระองค์ได้บัญญัติขึ้นไว้เพื่อปกครองอาณาจักร และการบรรพชานั้นก็เป็นการถวายบุญญาธิการแด่พระองค์เช่นกัน .
. เมื่อไม่สามารถหยุดยั้งความตั้งใจ พระโพธิสัตว์ชัยวรมันจึงโปรดให้จัดพิธีมหาบรรพชาใน ราชวิหาร ให้แก่เขาอย่างสมเกียรติยศ จากมหาเสนาบดีจึงกลายมาเป็น คุรุภิกษุโยคาจารย์ สิทธะผู้ศึกษาวิชาตันตระยาน ในพระพุทธศาสนาสายวัชรยานอันรุ่งเรือง . หลังจากบรรพชาได้สิบสองปี เมฆหมอกแห่งความขัดแย้งและความวุ่นวายในเมืองพระนครหลวงปรากฏชัดมากขึ้น ผู้คนจำนวนมากที่เคยเคารพและศรัทธาเหล่าเทพเจ้าฮินดู ต่างก็เริ่มสงสัยและตั้งคำถามถึงอำนาจ อานุภาพและความหลุดพ้นของเหล่าพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ . ความวุ่นวายกำลังจะก่อตัวเป็นคลื่นใหญ่ในเร็ววัน ตัวพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เองก็อยู่ในภาวะเสื่อมถอยพระวรกายด้วยวัยชรา คุรุโยคาจารย์สิทธะจึงตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองพระนครหลวง ไปจาริกแสวงบุญในเขตบ้านเมืองเก่าแก่ที่เคยเป็นที่ตั้งของพุทธสถานและประดิษฐานพระพุทธศาสนาในอดีต .
. การธุดงค์จาริกแสวงบุญของคณะคุรุโยคาจารย์ ได้นำพาให้ท่านได้มาพบเห็นถึงคำสอนและแนวทางปฏิบัติ คติความเชื่อของพุทธศาสนาที่แตกต่างกัน ถึงจะมีพระพุทธเจ้าเหมือนกัน แต่บ้านเมืองในฝั่งตะวันตกของอาณาจักร กลับมาความเชื่อในพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว ต่างจากพุทธตันตระยานที่คุรุโยคาจารย์ ศึกษาพระธรรมคำสอนในราชวิหาร ที่มีพระพุทธเจ้ามากมายหลายพระองค์และยังมีพระโพธิสัตว์ผู้มีอานุภาพเป็นปกป้องโลกในกัลป์ปัจจุบัน . ผู้คนในฝั่งตะวันตก บูชาพระพุทธรูปในปางที่แตกต่างไปจากตันตระยาน ถึงมีการสวดมนตราคล้ายคลึงกันแต่ใช้ภาษาคนละภาษา ไม่มีการแสดงรหัสมือ มุทรา หรือการกรีดนิ้วแสดงท่ายกมือดุจปางของพระพุทธรูป ไม่มีการใช้เวทย์มนตร์ ธารณี ประจำองค์พระโพธิสัตว์และประจำพระพุทธเจ้าองค์ต่าง ๆ ไม่มีภาษาลับ ตันตระ ไม่มี "มณฑลบูชา" และการใช้ " ยันตะมณฑล " เพื่อการบูชาพระโพธิสัตว์ กฎเกณฑ์แบบแผนของเครื่องบูชา การจัดบริเวณพิธีกรรม อุปกรณ์และ และการแต่งกายของนักบวชก็แตกต่างกันมาก . พระสงฆ์ในเมืองพระนครก็คือเหล่านักบวชฮินดูตันตระที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นผู้นำในการทำพิธีสวดมนตราและเวทมนตร์ในพิธีกรรมเร้นลับ ไว้ทรงผมจัดรวบเป็นมวยแบบพราหมณ์ ถือวัชระสามง่ามและกระดิ่งรวมทั้งมีรูปเคารพบุคลาธิษฐานแบบพกพาประจำตัว แต่ที่แผ่นดินอาณานิคมตะวันตกนี้ พระสงฆ์จะโกนศีรษะและห่มผ้าย้อมสีชาด ไม่มีเครื่องประดับอาภรณ์ใด ๆ และปฏิบัติธรรมตามคำสอนโดยเคร่งครัด .
. ถึงแม้จะแตกต่างในรายละเอียดกันอย่างมากมาย แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน คุรุโยคาจารย์จึงได้มีโอกาสเรียนรู้ แลกเปลี่ยนและสนทนาธรรม กับพระมหาเถระแห่งเถรวาท ผู้ดูแลศาสนสถานเก่าแก่แห่งพระพุทธองค์ ณ เมืองสุวรรณปุระ . เมื่อคุรุโยคาจารย์สงสัยว่า รูปเคารพที่สำคัญของชาวพุทธเถรวาทคือสิ่งใด มหาเถระแห่งเถรวาท จึงได้นำท่านไปดูรูปเคารพในวิหารไม้แห่งหนึ่ง เบื้องหน้าเป็นพระพุทธรูปสลักหินต้นแบบที่อัญเชิญมาจากเมืองพระนครหลวง พระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ ผู้ยิ่งใหญ่ แต่นั่นกลับไม่ใช่ "รูปเคารพที่สำคัญที่สุด" ของที่นี่ . หากเป็นเวลาของโลกในอดีต มหาเสนาบดีคงต้องลงโทษพระภิกษุเถรวาทในบ้านเมืองนี้ ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นมากกว่าพระมหาไวโรจนะและเหล่าพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นแน่...!!! . แต่ในร่มกาสาวพักตร์ สิทธะคุรุโยคาจารย์ กลับยิ่งสงบและไม่ยี่หร่า หรือยินดียินร้ายในความแตกต่างของความเชื่อในพระพุทธศาสนาอีกต่อไปแล้ว ด้วยเพราะเข้าใจในหลักธรรมคำสอนอย่างลึกซึ้งมากขึ้น . มหาเถระชี้ไปที่รูปรอยเท้าขนาดใหญ่ รูปหนึ่ง แล้วบอกกับคุรุโยคาจารย์ว่า "นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเราชาวเถรวาท พระพุทธบาทคือสิ่งแสดงว่าพระศากยมุนีเจ้าผู้หลุดพ้น สถิตอยู่ในทุกหนแห่งที่มีรอยพระพุทธบาท เป็นเครื่องเตือนใจของชาวพุทธทั้งปวง" .
. คุรุโยคาจารย์ให้ประทับใจในลวดลายและศิลปะทวารวดีที่พบเห็น ถึงแม้จะรู้ว่า รูปสลักพระพุทธบาทดังกล่าวนั้นทำขึ้นจากไม้ มิใช่รอยพระบาทปาฏิหาริย์ที่แท้จริงตามความเชื่อ แต่นี่ก็คือเครื่องหมายสำคัญที่เตือนใจชาวพุทธทุกนิกายให้รำลึกถึงคำสอน และเพื่อให้สดับรู้ว่า "พระธรรมคำสอน" แห่งพระพุทธองค์ได้เคยมาประดิษฐาน ณ ที่ที่มีรอยพระบาทนี้ พระพุทธองค์ทรงสถิตอยู่ทุกแห่งหนทุกตำบล . จากแผ่นดินอาณานิคมตะวันตกลุ่มน้ำเจ้าพระยา คุรุโยคาจารย์ จึงตั้งใจจะเดินทางมาสู่เมืองพระนครหลวงอีกครั้งเพื่อกลับมาเผยแพร่พุทธศาสนาที่แตกต่างในอีกโลกหนึ่ง เป็นทางเลือกให้กับผู้คนและอาณาจักร แต่เมื่อมาถึงเมืองวิมายะปุระ ก็ได้รับข่าวอวมงคล ด้วยพระโพธิสัตว์ชัยวรมันได้เสด็จสู่สวรรคาลัย เถลิงราชย์เป็น มหาปรมสุคตบท ในสรวงสวรรค์เสียแล้ว...!!! . บ้านเมืองในยามนี้ก็เริ่มอ่อนแอลง ผู้คนอพยพออกจากพระนครหลวงมากขึ้น เพราะระบบชลประทานตื้นเขินและล้มเหลว น้ำหลากและน้ำท่วมเข้าทำลายผลผลิตบ่อยครั้งขึ้น . คุรุโยคาจารย์ ในวัยชราจึงตัดสินใจไม่กลับคืนสู่เมืองพระนคร และเริ่มต้นออกธุดงค์เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต เพื่อโปรดสัตว์และบำเพ็ญศีลภาวนาในที่ห่างไกล โดยใช้แนวทางอรัญวาสี ของเถรวาทเป็นข้อปฏิบัติ โดยมีป่าเขาและลำน้ำที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรักเป็นจุดหมายปลายทาง .
. ในท่ามกลางไพรสณฑ์อันร่มรื่น แวดล้อมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด กลุ่มสิทธะและภิกษุต่างมุ่งบำเพ็ญภาวนา ปฏิบัติธรรมตามแนวทาง "พระป่า" ในท่ามกลางความเงียบสงบแห่งกิเลส . คุรุโยคาจารย์สิทธะได้เลือกใช้หมู่หินใหญ่ก้อนหนึ่งในป่าห่างไกล เป็นที่นั่งปฏิบัติสมาธิ สืบพระพุทธศาสนาตามความเชื่อใน "โลกภูมิทัศน์" ที่ตนได้เรียนรู้มาจากทั้งสองโลก โลกแห่งวัชรยานตันตระและโลกแห่งเถรวาท ความเชื่อหนึ่งคือพระพุทธเจ้าแห่งอาณาจักรคือพระอาทิพุทธะมหาไวโรจนะ ผู้สถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง และอีกความเชื่อหนึ่งคือพระศากยมุนีเจ้า พระผู้หลุดพ้นจากกิเลศทั้งปวง พระองค์จะสถิตอยู่ในทุกหนแห่งที่มีรอยพระบาทของพระองค์ประดิษฐานอยู่ ...!!! .
. กาลเวลาที่สุดปลายฟ้าบนขุนเขาพนมดงรัก ผ่านไปยาวนาน บ้านเมืองในเวลานี้ก็เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง ถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 พระราชาองค์ใหม่แห่งเมืองพระนครหลวงจะไม่ทรงโปรดพระพุทธศาสนา และหันกลับไปทำนุบำรุงเทพเจ้าฮินดูเพื่อเซ่นสรวงอ้อนวอนให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ แต่พระองค์ก็ไม่มีพระราชอำนาจเพียงพอภายนอกเขตพระนครหลวง . เมื่ออำนาจแห่งอาณาจักรเสื่อมลง บ้านเมืองใหญ่น้อยที่เคยเป็นหนึ่งเดียว ต่างก็แยกตัวออกไปเป็นแผ่นดินอิสระ...!!! . และก็ไม่มีใครเคยมีใครพบเห็นกลุ่มนักบวชอรัญวาสีแห่งพนมดงรักในป่าแห่งนั้นอีกเลย . เคยมีผู้เฒ่าผู้แก่ที่จดจำเรื่องราวของคุรุโยคาจารย์ อดีตมหาเสนาบดีได้อย่างเลือนลาง เล่าให้ฟังเพียงว่า ท่านละสังขารไปนานมากแล้ว ที่บนโขดหิน ในป่า....นั่นแหละ......... . กว่าจะรู้ความหมายของคุรุโยคาจารย์ ที่ต้องการแสดงให้ผู้คนรู้ว่า พระธรรมของพระพุทธองค์ เคยประดิษฐานอยู่ที่แห่งนี้ โลกก็ต้องใช้เวลารอคอยมายาวนาน อีกหลายร้อยปี........ .
. ณ บ้านจรัส ตำบลจรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ หมู่บ้านป่าที่อยู่เชิงเขาเขาพนมดงรัก แนวชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ. 2540 กว่า ๆ ได้มีการค้นพบรูปสลัก "พระพุทธบาท" ที่มีความสวยงามโดดเด่นบนโขดหินแห่งหนึ่งในป่าเขาศาลา ห่างจากวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ไปทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 200 เมตร . รูปสลักหินดังกล่าว เป็นรูปรอยพระพุทธบาทสลักลงไปในหินทราย มีความยาว 3.2 เมตร ด้านส้นพระบาทกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร ด้านปลายพระบาท 1.5 เมตร รูปแกะสลักลึกลงไปในผิวหน้าของหินทราย 20 เซนติเมตร พระพุทธบาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเป็นพระบาทด้านขวา ผิวหน้าของโขดหินลาดลงตามแนวทิศตะวันตกมาทิศตะวันออก ขนาดนิ้วพระบาทมีความยาวเกือบเท่ากัน มีลายก้นหอยประดับทั้งส่วนปลายนิ้วและข้อนิ้ว ภายในพระพุทธบาทมีการสลักลวดลายดอกบัวขนาดใหญ่ไว้ที่ฝ่าพระบาทและส้นพระบาท จำนวน 2 วง เส้นขอบรอบพระบาทด้านนอกนั้นล้อมด้วยลายลูกประคำและลายกลีบบัวศิลปะแบบเขมร . ภายในรอยพระพุทธบาท มีเส้นขอบนูนเป็นกรอบสลักรูปสัตว์และสิ่งแวดล้อม แบ่งออกเป็น 23 แถว นับจำนวนภาพได้ 166 ภาพ แถวบนสุดมีรูปกอบัวหนองน้ำและป่าไม้ใหญ่เป็นที่สังเกต กรอบต่าง ๆ เป็นรูปสัตว์นานาชนิดทั้ง สัตว์น้ำ สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ช้าง วัว ควาย อีเห็น นกยูง นกน้ำ หงส์ เป็ด ลิง กระต่าย ผีเสื้อ แมงมุม งู ปลานานาชนิด มีกระทั่งปู ตะขาบ ผีเสื้อ แมงป่อง แมลงและหนอน บางรูปผมยังดูว่าเป็นจิงโจ้และหมีโคอาล่าด้วยซ้ำ....!!! .
. หลายคนก็อธิบายรูปพระพุทธบาทนี้กันไปตามแนวทางกรอบการศึกษา ส่วนความเห็นของผม พระพุทธบาทนี้ "น่าจะ" สลักขึ้นในคติพุทธศาสนาสายวัชรยานตันตระผสมกับคติของเถรวาท บัวทั้งสองเป็นตัวแทนของผู้ประทับอยู่สูงสุดแห่งสรวงสวรรค์ เหนือเขาเขาสัตตบริภัณฑ์ ทั้ง 7 นั่นคือพระมหาไวโรจนะผู้ให้กำเนิดพระธยานิพุทธะทั้ง 5 ในความเชื่อของวัชรยาน และบัวอีกกลุ่มหนึ่งคือตัวแทนของ "พระศากยมุนีเจ้า" สมณโคดมตามความเชื่อในคติพระพุทธบาทของเถรวาท . ผู้สลักสร้างพระพุทธบาทนี้จะต้องเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์และมีชีวิตผ่านเรื่องราวทั้งทางโลกและทางธรรมมาอย่างมากมาย จึงสามารถนำความเชื่อ"คติชนวิทยา"ของพระพุทธศาสนาทั้งสองสายมารวมกัน ณ ที่แห่งนี้ได้ . ประสบการณ์ครั้งหนึ่งเขาต้องเคยเห็นและเกี่ยวข้องกับรอยพระพุทธบาทที่มีรูปมงคลและธรรมจักรอยู่ตรงกลางเป็นต้นแบบ แต่เขาจดจำได้เพียง "รูปตัวสัตว์" ที่อยู่ในมงคล 108 ประการนั้นและ "รูปวงกลม" เพราะเป็นที่จำได้ง่ายที่สุด . เมื่อเขากลับมาสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในเขตป่าพนมดงรัก ย่อมเกิดการผสมผสานคติความเชื่อ สิ่งที่เขาจำได้คือตาราง รูปสัตว์และวงกลม แต่รูปสัตว์นั้นจะวางตรงไหนในกรอบ ? และธรรมจักรรูปวงกลมจะต้องวางตรงไหน แทนความหมายอะไร ? ก็ไม่ได้นำคัมภีร์กลับมากำกับด้วย อาศัยแต่ความจำและประสบการณ์เท่านั้น . ช่างผู้แกะสลักจะต้องเป็นมีความรู้ในพุทธศาสนามากเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันก็มีประสบการณ์ในทางโลกด้วย จึงสามารถประยุกต์รูปตารางและสัตว์มงคลจากต้นแบบ(ที่จำได้ลาง ๆ )ให้กลายมาเป็นสรรพสัตว์ที่พบเห็นได้โดยทั่วไปในกรอบมงคล ภายใต้ดอกบัววงกลมแห่งพระพุทธเจ้า "ผู้สถิตอยู่ทุกหนแห่ง" และอาจจะแทนความหมาย พระโพธิสัตว์ผู้โปรดมวลสรรพสัตว์ โดยรูปดอกบัวทั้งสอง เป็นรูปแบบที่อยู่กึ่งกลางใน ยันตระมณฑล(Yantra Mandala) ของวัชรยานตันตระ ที่มีวงรอบ 7 วงเช่นกัน . หากอานิสงส์ของการนมัสการพระพุทธบาทของคนในสมัยโบราณ คือผลบุญที่นำไปสู่สวรรค์ในปลายชาติภพนี้แล้ว ผมเชื่อว่าการเดินทางมานมัสการพระพุทธบาทที่เขาศาลา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ก็ถือเป็นเดินทางมาไหว้พระบาทแห่งพระศาสดา ซึ่งครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา ก็ควรจะได้เดินทางมานมัสการพระพุทธบาท ณ ที่แห่งนี้ซักครั้งหนึ่ง .... .
. และไม่ว่าผมจะตีความพระพุทธบาทนี้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร .ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ที่สำคัญก็คือ ผมขอยืนยันว่าพระพุทธบาทที่เขาศาลานี้ ....เป็นพระพุทธบาทสลักหินทรายที่สวยที่สุดในประเทศไทยเท่าที่เคยพบเห็น และตั้งตระหง่านอยู่บนโขดหินสูง แวดล้อมด้วยภูมิทัศน์ที่สงบเงียบแห่งป่าอรัญวาสี บนเขาพนมดงรัก ......ที่สุดปลายฟ้าของประเทศไทยครับ . |