พิมพ์หน้านี้
|
ในเดือนหน้า วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 พวกเรา Blogger หลาย ๆ คน จากหลาย ๆ สังคมและมุมโลก จากคนละน้ำ คนละผืน เรามายืนมองดาวเดียวกัน จากคนละฝัน คนละหวัง เรามารวมตัวกันที่นี่ ที่โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว กับนักเรียนตัวน้อยชั้นอนุบาลถึงประถมหก จำนวน 215 คน อีกทั้งคุณครู ผู้ปกครองและพวกเรารวมเป็น 500 คน !!! . มันเป็นการเดินทางครั้งใหญ่ร่วมกันครั้งแรก ของกลุ่มคนที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กัน คนที่เราไม่เคยพบเห็นหน้า คนที่เราไม่คุ้นเคยในโลกแห่งความเป็นจริง !!! . แต่ทุกคนกลับเป็นคนที่เรากำลังคิดถึง เป็นคนที่เราเชื่อใจและกำลังสานความร่วมมือ จากความสัมพันธ์ในภาพตัวอักษร ท่วงทำนองเพลง ภาพและศิลปะและมุขกระจายที่แต่ละคนนำมาเสนอ สร้างขึ้นเป็นความห่วงใยและคิดถึงกัน ผ่าน Blog เล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ในวงการข่าวสารในโลกเสมือน OKNation . จากโลกเสมือน ที่กำลังมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ที่เรากำลังร่วมมือร่วมใจกันสร้างกิจกรรม ครอบครัวโอเค แลกเปลี่ยนแบ่งบัน เพื่อน้อง หรือ น้องหนูก็...โอเค ขึ้น . ด้วยเป็นส่วนหนึ่งของ OKNation และกิจกรรม ผมอาสาดูแลและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ก็อดไม่ได้ที่จะสรรหาเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง ที่โฉบเฉี่ยวใกล้เคียง มาประกอบการตัดสินใจร่วมกิจกรรมของท่านที่ยังลังเล ร่วม โหมโรง (Overture) กิจกรรมดี ๆ ของพวกเราครับ . จึงรับอาสาพาเพื่อนชาว Blogger ไปเที่ยวชมโบราณสถานสำคัญ ที่มีชื่อเสียงมากมายของจังหวัดสระแก้วอีกแห่งหนึ่ง เพราะเป็น ปราสาทบนยอดเขา ในแนวคิดคติความเชื่อโบราณแบบเดียวกับ ปราสาทเขาพระวิหาร ที่กำลังเป็นที่สนใจของผู้คน แต่ปราสาทบนยอดเขาของสระแก้วหลังนี้มีอายุเก่าแก่กว่ามาก .
. ภาพ ปราสาทประธานเขาน้อย ก่อนการบูรณะ . เสียดาย !!! ผมได้ปรึกษาหารือเรื่อง เวลา กับท่านประธานมะอึกแล้ว จึงคิดกันว่า พวกเราคงจะไม่แวะที่นี่ เพราะเรามีที่ที่น่าสนใจกว่า นั่นคือ ปราสาทหินสดกก๊อกธม ที่จะมีเรื่องราวมากมายให้พูดถึงยามเมื่อเราไปเยือน เป็นปราสาทใหญ่ที่สุดในเขตภาคตะวันออก อีกทั้งยังเป็นปราสาทที่มีความลึกลับและปริศนา ซ่อนเร้นรวมไปถึง มนตร์ดำ . หากพูดถึงความสำคัญ ปราสาทสดกก๊อกธมมีความสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีของเขมรโบราณมากที่สุดในบรรดาปราสาทเขมรทั้งหมดที่เหลืออยู่ในโลกเลยครับ และยังเกี่ยวข้องกับปัญหาเส้นกั้นพรมแดนที่ผู้คนโง่เขลาต่างใช้ความรู้สึกชาตินิยม โหมไฟความเกลียดชังในประเทศกัมพูชา 2 3 ครั้งในอดีต . เราตัดสินใจว่า เราอยากเชิญชวนท่านไปเที่ยวชมปราสาทสดกก็อกธม มากกว่าปราสาทเขาน้อยสีชมพู ด้วยเพราะเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด และเราจะต้องเผื่อเวลาให้เพื่อน Blogger ได้ใช้ในช่วง Shopping เที่ยวตลาดโรงเกลือและชายแดนเขมรโดยมุ๊กกี้สุดหล่อ ที่จะนำท่านไป "ละลายทรัพย์" !!! . ดังนั้น ผมจึงขอ โหมโรง ด้วยเรื่องราวของปราสาทเขาน้อยสีชมพู ที่เราจะไม่ได้ไปชมกันในวันนั้นใน Entry นี้ โดยผมได้ใช้บทความของอาจารย์วิสุทธิ์ ภิญโญวานิชกะ ที่ท่านได้พิมพ์เผยแพร่ใน สยามรัฐรายวัน วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 มาเป็นเนื้อหาสำคัญในการพาเที่ยวโหมโรง น้องหนูก็โอเค ด้วยครับ . "ปราสาทเขาน้อยสีชมพู" ตั้งอยู่บนยอดเขาหินปูนขนาดเล็ก เรียกว่า เขาน้อย ในเขตหมู่ 1 ตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ ห่างจากตัวสระแก้ว 10 กว่ากิโลเมตร ใกล้เขตชายแดนไทย กัมพูชา เป็นปราสาทสามหลัง เรียงไปตามแนวทิศเหนือ - ใต้ ปราสาททั้งสามหลังหันหน้าไปทางทิศตะวันออก .
. ภาพ บันไดทางขึ้นเขาน้อย . ปราสาทเขาน้อย เป็นปราสาท อิฐ สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 12 จากรูปแบบศิลปะที่ศึกษาจากทับหลัง เสาประดับกรอบประตูและลวดลายบนหน้าบันบ่งบอกว่า ปราสาทหลังดังกล่าวน่าจะสร้างขึ้นครั้งแรกในศิลปะแบบ "สมโบร์ไพรกุก" และ ไพรกเมง .
. ผมเชื่อว่า ปราสาทองค์นี้สร้างขึ้นสามครั้ง ครั้งแรกในพุทธศตวรรษที่ 11 สร้างเป็นปราสาทหลังเดียว และในยุคต่อมาอีกประมาณ 100 ปี จึงสร้างขึ้นเป็นสามหลัง ในลัทธิไศวะนิกาย หลังกลางมีความหมายถึงพระศิวะ เป็นที่ประดิษฐาน ศิวลึงค์ หลักซ้ายของประธาน เป็นปรางค์ ศักติ หรือปราสาทพลังเบื้องหลัง อันได้แก่พระแม่อุมา จึงมีการค้นพบรูปพระนางมหิสาสุรทิณี 8 กร คือ เจ้า "แม่ทุรคาปางปราบอสูรควาย" ในช่วงการขุดค้น และอีกหลังหนึ่งแทนความหมายของ พระอาจารย์ ของผู้สถาปนาปราสาท ซึ่งส่วนใหญ่นิยมถือคติ "พระคณปติ หรือ พระคเนศ" .
. หลังจากนั้นปราสาทเขาน้อยก็คงอยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงมีการซ่อมแซมบูรณะในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ในสมัยศิลปะแบบกุเลน - พะโค อีกครั้ง จากหลักฐานเสาประดับกรอบประตูที่เปลี่ยนมาเป็นรูป 8 เหลี่ยม ซึ่งในยุคก่อนหน้านิยมทำเป็นเสากลม และน่าจะมีการแกะสลักอิฐหน้าบันเป็นโกลนแล้วปั้นปูนปั้นประดับทั่วเรือนปราสาทที่นิยมทำกันในยุคนี้ (แต่ปัจจุบันปูนปั้นดังกล่าวหลุดหายไปแทบทั้งหมดแล้ว) .
. ปราสาทสองหลังทางทิศเหนือและใต้ ถูกรื้อลงโดยเจตนา เพื่อให้เหลือปราสาทประธานเพียงหลังเดียวในยุคพุทธศตวรรษที่ 16 ตามคติความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ปกครองพื้นที่แห่งนี้ของเขมรโบราณ น่าจะเกี่ยวข้องกับปราสาทสดกก๊อกธม เพราะที่นั่นก็สร้างเป็นปรางค์เดี่ยว อันหมายถึงอำนาจสูงสุดแห่งพระศิวะเพียงพระองค์เดียว (เรียกว่าไม่สนใจเรื่องของพลังสตรีอีกแล้ว) .
. ภาพ ทางขึ้นชั้นสอง ที่สร้างขึ้นใหม่โดยองค์กรปกครองท้องถิ่น . หลังจากการล่มสลายของวัฒนธรรมเขมรโบราณ ปราสาทเขาน้อยก็จมอยู่ภายใต้กองดินและถูกทิ้งร้างในป่าเขาน้อยยาวนานกว่า 800 ปี . จนเมื่อทศวรรษที่ 2500 จึงมีการค้นพบปราสาทอีกครั้งบนยอดเขาน้อย ในสภาพถูกดินทับถม และมีร่องรอยการลักลอบขุดหารูปประติมากรรมไปทั่วเนินดินที่ทับถมอยู่ .
. ภาพ เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของเขา จะเห็นหมู่ปราสาทอยู่ทางซ้ายมือแต่ไกล . จนเมื่อปี 2531 มีการลักลอบขโมยทับหลังและรูปนางมหิงสาสุรทิณีจากปราสาทไป แต่ก็เป็นที่โชคดีว่า เราสามารถติดตามรูปเคารพและทับหลังคืนมาได้ทันทีทันใด แต่ที่หายไปก่อนในยุคหน้านั้น ยังคงเป็นความลับดำมืดต่อไป !!! .
. ภาพ อัฒจันทร์รูปปีกกา หินตะกอน-ชนวน ทางขึ้นปราสาทประธาน . หลังจากการขุดแต่งและบูรณะปราสาทเขาน้อยสีชมพูในปี 2531 32 กรมศิลปากรจึงตัดสินใจนำทับหลังศิลปะเก่าแก่ของปราสาทเขาน้อยสีชมพูทั้งหมด ไปเก็บรักษาและจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี จนถึงปัจจุบัน .
. ภาพ ทับหลังสมโบร์ไพกุกที่พบในขณะทำการขุดค้นทางโบราณดคีเมื่อปี 2531 .
. แต่ก็มีความขัดแย้ง จากนักประวัติศาสตร์และผู้ไม่เห็นด้วย ที่ต้องการให้ทับหลังเหล่านั้นกลับคืนสู่ปราสาทเขาน้อย โดยให้องค์การปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็งขึ้นในปัจจุบันเป็นผู้ดูแล ซึ่งก็ยังเป็นข้อขัดแย้งทั้งในเรื่องกฎหมายโบราณวัตถุที่ไม่เอื้ออำนาย และจิตวิญญาณของปราสาทที่หายไป จากมุมมองของผู้คนที่สนับสนุนให้นำทับหลังที่งดงามเหล่านั้น กลับบ้าน .
. ภาพ ปราสาทประธานหลังการบูรณะ . ดังเช่น "บทความ" นี้ครับ ที่ผมเองก็ได้เดินทางไปพร้อมกับอาจารย์วิสุทธิ์ ผู้เขียนบทความนี้ กลับไปที่ปราสาทเขาน้อยด้วยกันอีกครั้ง เมื่อเดือนที่แล้ว บทความของอาจารย์ว่าอย่างไร อ่านดูนะครับ .
. ความกระตือรือร้นแต่แรกที่จะไปดูปราสาทเขาน้อยก็เลยหมดไป เพราะปราสาทดังกล่าว คงไม่หลงเหลือวิญญาณที่แท้จริงให้ได้ชื่นชมอีกต่อไปแล้ว .
. ปราสาทเขาน้อย : ตัวอย่างการทำร้ายโบราณสถาน . ทับหลังของปราสาทเขาน้อยที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรีนั้น มีทั้งหมด 5 ชิ้น บางชิ้นสีเขียว บางชิ้นสีขาวแต่ละชิ้นมีความงามสะดุดตาสะดุดใจ ผู้หลงใหลในศิลปะร่วมแบบเขมรในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง จะขอกล่าวรายละเอียดของทับหลังทั้ง 5 ชิ้น แต่พอสังเขป ดังนี้ .
. ทับหลังหมายเลข 1 เป็นทับหลังประตูทางเข้าปราสาทองค์กลาง แกะสลักด้วยหินทรายเดิมยังติดอยู่เหนือกรอบประตูทุกทางเข้าปราสาท แต่เมื่อปี พ.ศ. 2531 ได้ถูกลักลอบถอดออกไป แต่หน่วยศิลปากรที่ 5 ได้ติดตามเอากลับคืนมาได้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2531 ในสภาพแตกหักออกเป็นสองท่อน ทับหลังชิ้นนี้ แกะสลักเป็นรูปมกรมีคนขี่ มกรคายมาลัยออกมาเป็นวงโค้งรูปปีกกาต่อเนื่องเป็นท่อนเดียวกัน บนท่อนพวงมาลัย แกะสลักเป็นพวงดอกได้รูปไข่ 3 พวง ใต้ท่อนพวงมาลัย แกะสลักเป็นพวงมาลัยและพวงอุบะขอบด้านบนแกะสลักเป็นพวงดอกไม้รูปไข่วางตามแนวนอนลวดลายของทับหลังมีลักษณะคล้ายกับทับหลังของศิลปะเขมรแบบสมโบร์ไพรกุก มีอายุราว พ.ศ. 1150 1200 . ส่วนทับหลังอีก 4 ชิ้น พบที่ปราสาทองค์ด้านทิศเหนือในขณะขุดแต่ง เมื่อปี 2531 2532 ได้แก่ .
. ภาพ ปราสาทหลังทางทิศเหนือ . ทับหลังหมายเลข 2 พบบริเวณทางเข้าปราสาทด้านทิศตะวันออกเป็นทับหลังแกะสลักด้วยหินทรายเนื้อละเอียดสีเขียวเป็นภาพบุคคลนั่งประคองอัญชลีอยู่บนแท่นที่ส่วนปลายของทับหลังทั้งสองข้าง ตรงกลางเป็นท่อนพวงมาลัยที่ปลายทำเป็นลายใบไม้โค้งเข้าหากัน บนท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงดอกไม้รูปไข่ 3 พวง ใต้ท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงมาลัยและพวงอุบะลวดลายของทับหลังมีลักษณะคล้ายคลึงกับทับหลังของศิลปะเขมรแบบไพรกเม็ง มีอายุราว พ.ศ. 1180 1250 . ทับหลังหมายเลข 3 พบบริเวณประตูหลอกด้านทิศใต้แกะสลักด้วยหินทรายเนื้อหยาบสีขาว เป็นภาพมกรมีคนขี่ ยื่นบนแท่น มกรคายท่อนพวงมาลัยออกมาเป็นวงโค้งรูปปีกกาต่อเนื่องเป็นท่อนเดียวกัน บนท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงดอกไม้ 3 พวงใต้ท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงมาลัยและพวงอุบะ ลวดลายของทับหลังมีลักษณะคล้ายคลึงกับทับหลังของศิลปะเขมรแบบสมโบร์ไพรกุก .
.
. ทับหลังหมายเลข 4 พบที่บริเวณประตูหลอกด้านทิศตะวันตกแกะสลักด้วยหินทรายเนื้อละเอียดสีเขียว เป็นรูปสิงห์ยืนบนแท่นที่ส่วนปลายของทับหลังทั้งสองข้าง ตรงกลางเป็นลายท่อนพวงมาลัยที่ทำปลายเป็นวงโค้งเข้าหากัน บนท่อนพวงมาลัย แกะสลักเป็นพวงดอกไม้รูปไข่ 5 พวง ใต้ท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงมาลัยสลับพวงอุบะ ลวดลายของทับหลังมีลักษณะคล้ายคลึงกับทับหลังของศิลปะเขมรแบบไพรกเม็ง . ทับหลังหมายเลข 5 พบที่บริเวณประตูหลอก ด้านทิศเหนือแกะสลักด้วยหินทรายเนื้อหยาบสีค่อนข้างขาว เป็นภาพมกร มีคนขี่ยืนบนแท่นที่ส่วนปลายของทับหลังทั้งสองข้าง มกรคายท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงดอกไม้รูปไข่ 3 พวง ใต้ท่อนพวงมาลัยแกะสลักเป็นพวงมาลัยสลับพวงอุบะ ลวดลายของทับหลังมีลักษณะคล้ายคลึงกับทับหลังของศิลปะเขมรแบบสมโบร์ไพรกุก . ทับหลังแต่ละชิ้นล้วนเป็นทับหลังที่น่าสนใจศึกษาแทบทั้งสิ้นเพราะเป็นทับหลังสมัยก่อนเมืองพระนคร ที่พบในประเทศไทย ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึงพุทธศตวรรษที่ 12 14 . ความจริงที่พวกเราไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรีนั้นเพราะสงสัยกันว่า ทับหลังจากปราสาทเขาน้อย โดยเฉพาะทับหลังหมายเลข 4 น่าจะมีมากกว่า 1 ชิ้น เพราะภาพถ่ายจากหนังสือและภาพโปสการ์ด มีลักษณะแตกต่างกัน พวกเราคิดว่า ภาพดังกล่าวไม่น่าจะถ่ายมาจากโบราณวัตถุชิ้นเดียวกัน ก็เลยต้องไปดูและเมื่อไปถึง ก็ไม่ต้องพิสูจน์อะไร เพราะทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าทับหลังจากปราสาทเขาน้อยนั้น ได้มีการจำลองโดยวิธีถอดพิมพ์จากของจริงไว้หลายชุด และเท่าที่ทราบ มี 4 ชุด แต่ละชุดเก็บไว้ตามที่ต่าง ๆ ดังนี้ . ชุดที่ 1 เป็นทับหลังที่เชื่อกันว่าเป็นของจริง เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี สำนักงานศิลปากรที่ 5 . ชุดที่ 2 เป็นทับหลังจำลอง ติดตั้งแทนของจริงไว้ที่ปราสาทเขาน้อย จ. สระแก้ว . . ชุดที่ 3 เป็นทับหลังจำลองเก็บไว้ที่เมืองศรีมโหสถ อ.โคกปีบ จ.ปราจีนบุรี . ชุดที่ 4 เป็นทับหลังจำลอง มี 3 ชิ้น ไม่ครบชุด เป็นทับหลังหมายเลข 2 จำนวน 2 ชิ้น และทับหลังหมายเลข 4 จำนวน 1 ชิ้น พิงไว้ข้างฝาบ้านพัก ที่สำนักงานโบราณคดีที่ 5 ปราจีนบุรี .
. ข้อมูลนี้ช๊อคผมมากครับ !!! ตื้อไปหมด งุนงง สับสน คิดไม่ออก ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องจำลองทับหลังกันเป็นจำนวนมากถึงขนาดนั้นและทำไมต้องนำทับหลังจำลอง(ของปลอม) ไปติดตั้งแทนของจริง เสียความรู้สึกหมด มันเป็นการทำร้ายโบราณสถาน เปรียบเสมือนการที่เราตั้งใจจะไปชมสิ่งของอันล้ำค่า และอุตสาห์ดั้งด้นไปจนถึงที่ แต่ปรากฏว่า สิ่งที่ได้เห็นนั้นเป็นเพียงของปลอม .
. จึงเกิดความรู้สึกว่าถ้าจะดูของปลอมก็ไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามถึงขนาดนั้น ดูที่ไหนก็ได้ ดังนั้นความกระตือรือร้นแต่แรกที่จะไปดูปราสาทเขาน้อยก็เลยหมดไป เพราะปราสาทดังกล่าว คงไม่หลงเหลือจิตวิญญาณที่แท้จริงให้ได้ชื่นชมอีกต่อไปแล้ว !!! . หมายเหตุ เมื่อเดือนที่แล้ว ผมไปอุทยานแห่งชาติศรีเทพ ได้ไปชมอาคารนิทรรศการที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบที่นั่น มีจัดแสดงไว้มีทั้งหมด 5 ชิ้น ล้วนจำลองขึ้นใหม่ด้วย พลาสติก แทบทั้งสิ้น . ...... นี่มันอะไรกันครับ !!! . . ภาพ ปราสาททางทิศเหนือ จะเห็นทับหลัง "จำลอง" วางอยู่หน้าปราสาท . ถึงเพื่อน Blogger OK จะไม่ได้ไปเยือน เขาน้อยสีชมพู ในวันที่ 23 นี้ ก็เชื่อว่า ข้อมูลและเรื่องราวมากมายในมุมมองของนักมานุษยวิทยาชื่อ "ศุภศรุต" ใน Entry นี้ ก็คงเติมเต็มส่วนที่จะขาดหายไปได้ . แต่ในส่วนอื่น ๆ ที่ยังขาดแคลน ทั้งของเล่น ของรางวัล หนังสือ ยา อาหาร ขนม และรอยยิ้มของเด็ก ๆ จากกิจกรรมมันส์ ๆ ของพวกเรา . ก็หวังที่ตัว ท่าน นั่นแหละ จะมาช่วยกัน เติมเต็ม ครับ . ใครจะร่วมขบวนรถไปด้วยกันนั้น ก็ช่วยบอกกันล่วงหน้า จะได้แบ่งสรรหน้าที่กันได้ถูกก่อนครับ . รายละเอียด เริ่มต้นจาก Entry นี้ของบ้านทั่นประธาน พี่มะอึก ได้เลยครับ . http://www.oknation.net/blog/panakom/2008/01/29/entry-1 . เพลงเพื่อใช้ประกอบเรื่อง มิได้ใช้เพื่อการค้า สนใจโปรดสนับสนุนสินค้ามีลิขสิทธิ์ . |