พิมพ์หน้านี้
|
ปราสาทสดกก๊อกธม เป็นปราสาทหินในวัฒนธรรมเขมรโบราณขนาด ใหญ่ ที่สุดในภูมิภาคตะวันออก หรือ บริเวณทางทิศใต้ของเทือกเขาพนมดงรัก สันกำแพง ดงพญาไฟลงมายังอ่าวไทยในเขตประเทศไทยครับ . ปราสาทสด๊กก๊อกธมตั้งอยู่ที่ บ้านหนองเสม็ด ตำบลโคกสูง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ใกล้กับจะงอย โนนหมากมุ่น สมรภูมิสงครามสำคัญระหว่างไทยกับเวียดนามในปี 2523 ไงครับ เป็นปราสาทอีกหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ประชิดติดกับชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา ระยะห่างไม่เกิน 200 เมตร ที่สำคัญ เส้นกั้นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาดังกล่าว ยังไม่มีการปักปันกันอย่างชัดเจนเกือบทั้งเส้นในทุกวันนี้เลยครับ !!! . ปราสาทชายแดนที่เคยมีข้อพิพาทหรือยังคลุมเครือ มีอยู่ 5 ปราสาท คือ ปราสาทเขาพระวิหารหรือ เปรียะวิเหียร (Preah Vihear) ที่เสียให้กับประเทศกัมพูชาในยุคระบอบกษัตริย์สมเด็จนโรดมสีหนุ ตามคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 จากหลักฐานที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างถึงแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามสนธิสัญญาพุทธศักราช 2447 มีพลเอกหม่อมชาติเดชอุดมเป็นประธานฝ่ายไทย และ พันโทแบร์นารด์ เป็นประธานฝ่ายฝรั่งเศส ซึ่งได้มีการส่งแผนที่ดังกล่าวให้รัฐบาลสยามจำนวน 50 ฉบับโดย "พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ" เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยทรง "ตอบรับ" ในปี 2451 พร้อมทั้งทรงขอแผนที่ดังกล่าวเพิ่มเติมอีก 15 ชุดเพื่อไปแจกจ่ายให้กับข้าราชการในท้องถิ่น . ข้อวินิจฉัยของศาลโลก ก็คือ ราชอาณาจักรไทยยอมรับแผนที่ดังกล่าว เพราะเหตุนิ่งเฉยและมิได้ประท้วงแผนที่นั้นในอดีต จึงมีมติ 9 ต่อ 3 ให้พื้นที่ 150 ไร่ รูปห้าเหลี่ยมคางหมูตกเป็นของประเทศกัมพูชาครับ . ฝ่ายกัมพูชาสามารถขึ้นเขาพระวิหารได้เพียงทางเดียว คือ ช่องบันไดหัก ที่อยู่ห่างจากผนังปราสาทประมาณ 100 เมตร ซึ่งในช่วงรัฐบาลลอนนอล สัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา มีจักรวรรดินิยมอเมริกามาเป็นกาวใจ ฝ่ายไทยจึง อนุโลม ดินแดนส่วนหนึ่งบริเวณตะเข็บชายแดนให้ใช้เป็นพื้นที่ร่วม เป็นพื้นที่ ซ้อนทับ เพื่อให้ชาวกัมพูชาสามารถขึ้นเขาพระวิหารได้โดยสะดวก ต่อมาจึงเกิด หมู่บ้าน ของชาวกัมพูชา ที่ขึ้นมาทำธุรกิจท่องเที่ยวบนเขาพระวิหารขึ้นในเขตซ้อนทับนั้น . หมู่บ้านของชาวเขมรในพื้นที่ ซ้อนทับ ของเขาพระวิหาร คือปัญหาที่ต้องแก้ไขให้ชัดเจนก่อน เพราะปัญหาของเส้นแบ่งพรมแดนที่ยังไม่ได้ปักปันกันอย่างชัดเจนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เป็นปัญหาก่อให้เกิดข้อพิพาทมาโดยตลอด อีกทั้งในอดีตการอนุโลมพื้นที่เขตแดนที่ยังไม่ชัดเจนของรัฐบาลไทย เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต ก็มิใช่การยอมแพ้หรือยินยอมมอบแผ่นดินให้กัมพูชาแต่อย่างใด . การอ้างสิทธิในดินแดน "ซ้อนทับ" ของประเทศกัมพูชา ตามเอกสารแนบท้ายการขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เป็นต้นเหตุของปัญหาที่ทั้งสองประเทศต้องมาแก้ไขอดีตกันอีกครั้ง ครั้งนี้ต้องชัดเจนด้วยการปักปันพรมแดนที่ยอมรับกันทั้งสองฝ่าย . ส่วนที่ฝั่งกัมพูชาบอกว่า ถ้าไทยปิดทางขึ้นเขาพระวิหาร ก็จะเป็นการปิดตลอดไปและถึงวันนั้นฝ่ายที่เสียหายก็คือไทยนั่นเอง ผมคิดว่า เขากำลังประเมินตัวเองสูงเกินไปครับ ถ้าไทยจะปิดเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ซ้อนทับก็ควรปิด และไม่ควรให้กัมพูชาเอาเรื่องชาตินิยม มาหันเหเรื่องการของขึ้นทะเบียนมรดกโลก ไปเป็นการหลอกลวงคนกัมพูชากันเองว่า ไทยมาแกล้งมิให้เขาพระวิหารของกัมพูชาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มันคนละเรื่องคนละประเด็นกันครับ !!! . ถ้ากัมพูชาจะไม่เปิด จะปิดตอลดกาลและคิดว่าฝ่ายไทยจะเสียหายด้านการท่องเที่ยว ผมขอบอกว่า ประเทศไทยเสียหายมาตั้งแต่เสียเขาพระวิหารเมื่อปี 2505 แล้วครับ เราไม่ต้องเสียอะไรอีกแล้ว จำนวนคนไทยที่ไปเที่ยวนครวัด - นครธม อีกทั้งไปลงทุนในธุรกิจมากมายของกัมพูชา จะถอนตัวออกเพราะเกิดปัญหา ภูมิภาคที่เคยสงบสุข ก็จะตึงเครียด ถามว่า "ชาวต่างประเทศที่ไหนอยากเข้าไปเที่ยวในประเทศกัมพูชา" ประเทศที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดเกิดขึ้นมาอีก หลังจากช่วงความขัดแย้งและสงครามภายในอันยาวนาน . ผู้คนชาวจังหวัดพระวิหารจะมีรายได้มาจากไหน จากนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ หรือจากจีน คนมีกำลังซื้อเขามาเที่ยวเมืองไทยกันครับ หรือไม่ก็ไปเที่ยวนครวัดนครธมเลย ที่จะบุกมาตามถนนกว่า 400 กิโลเมตรเพื่อเดินทางมาเที่ยวเขาพระวิหาร บริการโรงแรม อาหาร ความปลอดภัย ก็ยังไม่มี ต้องลงทุนอีกเท่าไหร่ ใครกันแน่ที่เสียเปรียบครับ ? . อยากปิดตลอดกาลก็ปิดไปสิครับ พอหมดรัฐบาลของคุณ พอหมดเงินทุน ก็ต้องหันมาให้คนไทยช่วยอีก ถ้าไม่อยากเปิด ก็ไม่ต้องเปิด ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าตามโครงการ "เขาพนมฉัตร" ที่ไปหลอกเอาเงินจากจีน ลอยมาเที่ยวดูหินบนเขาพระวิหารตามโครงการฝันหวานเอาล่ะกันครับ อย่าลืมว่า หากหวังจะเป็นมรดกโลกแล้วจะมาทำกระเช้าลอยฟ้า คงถูกถอนมรดกโลกในปีเดียวกัน หรือชาติหน้าก็ไม่มีทางได้ . สู้หันหน้ามาคุยกันจะดีกว่า อย่ามัวแต่ มั่วนิ่ม เอาแผนที่เสนอ UNESCO แอบใส่หมู่บ้านของตนเองที่ตั้งอยู่เชิงเขาเข้าไปด้วย พื้นที่ตรงนี้ยังเป็นพื้นที่ไม่ได้ปักปันเขตแดน ยังเป็นพื้นที่ซ้อนทับ เอาเฉพาะแผนที่ที่ศาลโลกรวมหัวกับฝรั่งเศสยกเขาพระวิหารไปประเคนให้มาใช้ก็พอครับ เพียงเท่านั้นก็จะทำให้เรื่องทุกอย่างผ่อนปรนไปได้มากจริง ๆ . ประเด็นมรดกโลกที่ทางคณะกรรมการร่วมฝ่ายไทยและกัมพูชา ได้เคยพูดคุยและประชุมกันบ่อยครั้งคือ ทางฝ่ายไทยขอให้ทำเป็นมรดกโลกร่วมกันเป็น พหุภูมิภาค (Multiregional) โดยขอให้รวมวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับเขาพระวิหารอันได้แก่ "สระตราว" บารายโบราณขนาดมหึมาของเขาพระวิหาร, มออีแดง แหล่งพำนักของเหล่าช่างและครัวเรือนกัลปันนา ครัวเรือนที่อุทิศถวายแก่เทพเจ้า, สถูปคู่ สถูปหินที่เชื่อว่าเป็นที่เก็บอัฐิของ "วรกมรเตงอัญ ตปัสวีนทรบัณฑิต" และ ภควัตบาท กมรเตงอัญ ตะ คุรุศรีทิวากรบัณฑิต ผู้ดูแลครัวเรือนของหมู่บ้านศัมภูกรมและภวกรม, ถ้ำและน้ำตกขุนศรี ถ้ำที่หลวงศรี นักบวชนุ่มขาวห่มขาว ผู้เฝ้าปราสาทเขาพระวิหาร รับเงินเดือนจากรัฐบาลไทย ในช่วงรัชกาลที่ 5 6 , น้ำตกตานีหรือน้ำตกห้วยตา น้ำตกขนาดเล็กใกล้กับมออีแดง ,ถ้ำฤๅษี เพิงถ้ำขนาดใหญ่ใกล้กับสระตราว, แหล่งตัดหินสร้างปราสาท บริเวณสระตราว , .
. ปราสาทโดนตวล ปราสาทบนยอดเขาในคติความเชื่อฮินดู "ไศวะนิกาย" เช่นเดียวกับเขาพระวิหาร สร้างขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นปราสาท "ประชิดชายแดน" อีกหลังหนึ่งที่มีความแปลกประหลาด เพราะสร้างด้วยศิลาแลงแล้วมาต่อยอดด้วยอิฐ ในช่วงตอนสร้างเขาพระวิหารในราวพุทธศตวรรษที่ 16 มีร่องรอยของการสร้างมุขเพิ่มเติมยื่นออกมาทางด้านหน้า ในศิลปะและเทคนิคแบบเดียวกันกับปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทโดนตวลจึงเกี่ยวข้องอย่างไม่ต้องสงสัยครับ . อะไรอยู่ตรงไหน ดูจากแผนที่ประกอบเอาล่ะกันนะครับ !!! .
. ปราสาทประชิดชายแดนหลังที่สามนับจากเขาพระวิหารและโดนตวลคือ ปราสาทตาเมือนธม ที่พี่ Google Earth ไปยกให้กัมพูชาซะอย่างงั้น ใครมี Google Earth ลอง Search ดูสิครับ ขี้ตู่กลางนาอีกแล้ว คราวนี้ผมทักท้วงนะศาลโลก เดี๋ยวจะหาว่าประเทศไทยหูหนวก ตาบอด ไม่ทักท้วงอีก หุหุ !!! .
. ปราสาทหลังที่ 4 คือ ปราสาทตาควาย ประชิดชายแดนตรงช่องควาย ปราสาทหินสมบูรณ์แบบหลังเดี่ยว ท่ามกลางความ งุนงง เพราะทุกส่วนยังสมบูรณ์ เหมือนเพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวานนี้เอง แต่ไม่ยอมแกะสลักส่วนใด ๆ เลย ใกล้ ๆ กันคือ อโรคยศาลาปริศนา ที่คนในท้องถิ่นยืนยันว่า มีลวดลายแกะสลักสมบูรณ์สวยงามทั้งองค์ มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ แต่ก็บอกเสริมอีกว่า ปราสาทอโรคยศาลานี้ ล่องหน ได้ เพราะเพิ่งเห็นเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว มาวันนี้ ....หายไปแล้ว ....อย่างนี้น่าสน น่าตะลุย !!! .
. ปราสาทหลังที่ห้าที่ประชิดติดกับชายแดน ก็คือ ปราสาทสด๊กก๊อกธม ที่เรากำลังจะไปเยือนนี่แหละครับ เป็นชายแดนอีกช่วงหนึ่งที่ยังไม่มีการปักปันเส้นแบ่งเขตอย่างชัดเจน ถ้าเดินเลยออกจากเขตหัวบารายไปทางทิศตะวันออกประมาณ 10 เมตร จะเป็นเขต "ดงกับระเบิด(Landmines Zone)" ที่ยังไม่มีการเก็บกู้ครับ .
. ดงกับระเบิดเกิดขึ้นในยุครัฐบาลเขมรแดง ที่ช่วยกันฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อนร่วมชาติไปกว่า 2 ล้านคน ได้วางกับระเบิดทั่วชายแดนแถมลึกเข้ามาในเขตไทย เพื่อป้องกันการเข้ามาแทรกแซงจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจากประเทศไทยนั่นแหละ และป้องกันคนภายในหลบหนีออกมา กับระเบิดจำนวนมหาศาลจึงถูกวางไว้เต็มทั่วแนวตะเข็บชายแดน ประมาณกันว่า อาจมีกับระเบิดมากถึงหกล้านลูกที่วางเอาไว้ในยุคสงครามและคงใช้เวลาอีกอย่างน้อย 30 ปีกว่าจะเก็บกู้ได้ทั้งหมดครับ . ยังไม่ทันสงบ พอรัฐบาลใหม่ของสมเด็จฮุนเซ็นครองอำนาจ ขับไล่เชื้อพระวงศ์รุ่นลูกของเจ้าสีหนุ แถมสามารถยัดข้อหาให้กลายเป็นตัวตลกคบ กิ๊ก ไปจนได้ นักการเมืองเขมรยุคใหม่ยังชอบอ้างว่า ปราสาทสด๊กก๊อกธมเป็นของประเทศกัมพูชา ที่ฝ่ายไทยแอบเข้ามายึดครองและทำเส้นเขตแดนขึ้นมาใหม่ ต้องเรียกร้องคืนเช่นกรณีเขาพระวิหาร .
. ปราสาทหลังนี้ก็เกือบเป็นเรื่อง เมื่อสถานีวิทยุแห่งหนึ่งของกัมพูชาประโคมข่าว จนเกิดกระแสเรียกร้องขึ้นในกรุงพนมเปญ แต่ช่วงนั้นรัฐบาลเขมรเขายังเอาอยู่ . ยกเว้นในครั้งที่วิทยุเขมรอ้างเสียงใส ๆ ของนางเอก เคโระ วิก 7 สี ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองต่อฝ่ายค้าน สถานทูตไทยจึงกลายเป็นเหยื่อสังเวยวิธีการหาเสียงโดยวิธีสกปรกของนักการเมืองกัมพูชาไป !!! .
. ปราสาทสด๊กก๊อกธม สร้างขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ในศิลปะแบบ คลัง - บาปวน มีการวางผังภายอาคารและกำแพงในลักษณะคล้ายคลึงกับผังของปราสาทเมืองต่ำ ที่สร้างขึ้นในยุคเดียวกัน .
. แผนผังของปราสาท หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตามคติความเชื่อที่ว่า แสงอาทิตย์จะเพิ่มพลังและอำนาจให้กับรูปเคารพ มี บาราย หรือสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า ใช้เป็น สระสรง สำหรับกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ผู้ติดตาม ลงสรงก่อนเข้าสู่ปราสาท ถัดมาเป็น สะพานนาค หรือ ชาลากากบาท หรือสะพานสายรุ้งเชื่อมสู่โลกสวรรค์ ยังเป็นเนินดินที่ยังไม่ได้รับการบูรณะ เพราะอยู่ใกล้เขตดงระเบิด .
. ถัดเข้ามาเป็นฉนวนทางเดินที่มี "เสานางเรียง" อยู่ด้านข้างสำหรับประดับโคมพระประทีปให้มีแสงสว่างไสว และอุปมาเป็นดั่งนางอัปสรที่ยืนเรียงรายถวายการต้อนรับขบวนเสด็จ .
. มีเรื่องเล่ากันในปัจจุบันว่า เสานางเรียงจะมีอยู่ทั้งสองข้างของฉนวนทางเดิน ข้างละ 41 รวมกันสองข้างก็เป็น 82 ต้น แต่เลขมงคลตามหลักไสยศาสตร์โบราณคือเลข 8 กับเลข 1 ช่างโบราณจึงสร้างเสานางเรียงเพียง 81 ต้น ทิ้งไว้ 1 ต้นโดยไม่มีการแกะสลัก ถือเป็น เสาศักดิ์สิทธิ์ คนเขมรโบราณจะทำพิธีลงอาคมมนตราเอาไว้ . ใครเดินไปถึงตรงนั้นในวันนั้นกับผม ก็ให้ระวังนะครับ ไม่เชื่อก็ไม่หลบหลู่จะดีกว่า แต่ถ้าจะลองขอเลขเด็ดล่ะก็ อย่าลืมมาแก้บนละกัน ....ถ้าสัมฤทธิ์ผล !!!
. ถัดจากฉนวนทางเดินเข้าไป จะเป็น โคปุระ หรือซุ้มปราสาททางเข้าที่มีอยู่เพียงทิศเดียว ด้านทิศตะวันตกมีโคปุระและประตูเล็ก ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่ปรากฏในปราสาทองค์อื่น ๆ มีกำแพงศิลาแลงล้อมเป็นรูปสี่เหลี่ยม ภายในชั้นที่สอง มีสระน้ำล้อมรอบในคติมหาสมุทรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ มีทางเข้าสู่ปราสาทชั้นในทางทิศตะวันออกเป็นฉนวนทางเดินที่มีเสานางเรียงประดับอยู่เพียงทางเดียว .
.
. ผังชั้นในของปราสาท มีโคปุระ 4 ทิศ แทนความหมายของทวีปทั้งสี่ที่รายล้อมเขาพระสุเมรุ เฉพาะโคปุระด้านทิศตะวันออกก่อยอดเป็นเรือนปราสาทขึ้นไป ซึ่งเป็นรูปแบบการวางผังที่น่าศึกษา เพราะตามปกติเราจะพบโคปุระที่ไม่มีก่อเรือนยอดเป็นปราสาท แต่ที่นี่กลับมีโคปุระทำเป็นยอดปราสาทเพียงด้านนี้ด้านเดียว ระหว่างโคปุระทั้ง 4 มีวิหารระเบียงคดที่มีหลังคาหินทรายและหลังคาอิฐมุง ด้านนอกก่อทึบ ด้านในเว้นเป็นเสาเรียงเชื่อมต่อเป็นรูป 4 เหลี่ยม ด้านในมีบรรณาลัย 2 หลัง ตามแนว เหนือใต้ ตรงกึ่งกลางปราสาทเป็น "ปราสาทประธาน ( .
.
.
.
. จากหลักฐานโบราณวัตถุ ศิลปะเปรียบเทียบ คติชนวิทยาและการวางผัง เชื่อได้อย่างแน่นอนว่าปราสาทสด๊กก๊อกธมสร้างขึ้น เพียงครั้งเดียว ในรัชกาลเดียวครับ ซึ่งตามจารึกที่พบในปราสาทระบุว่า เป็นสมัยของ พระเจ้าอาทิตยวรมันที่ 2 และคงจบลงโดยการสร้างไม่เสร็จและปล่อยให้ทิ้งร้างในสมัยต่อมา เมื่ออิทธิพลของเมืองพระนครหลวงหมดลงจากบริเวณพื้นที่แถบนี้ .
. สดก เป็นภาษาเขมรครับ แปลว่า รก ทึบ หนา "ก๊อก" อาจมาจากคำว่า กก แปลว่านก ประเภทนกยาง นกกระสา หรือมาจาก "กุก" ซึ่งแปลว่าต้นกก ที่ชาวบ้านนำมาทอเสื่อ หรือ ก๊อก เพี้ยนมาจากคำว่า โคก ซึ่งแปลว่า โคก เนิน ส่วน ธม แปลว่า ใหญ่ ถ้าจะแปลตามที่แจกแจงศัพท์ คำว่า สดกก๊อกธม อาจแปลได้ว่า ปราสาทนกยางใหญ่มีจำนวนมาก, ปราสาทที่มีต้นกกขึ้นหนาแน่นมาก (ลำต้นใหญ่),ปราสาทโคกใหญ่ (ป่า) รก ทึบ . ส่วนที่มีการเรียก กก แปลเป็นโคนไม้ ตามภาษาไทยพื้นบ้าน อาจแปลได้เช่นกันว่า ปราสาทที่มีโคนไม้ใหญ่ๆ หนาทึบ แต่ถ้าจะแปลให้ได้ความสมเหตุสมผลก็คือ ปราสาทที่มีต้นกกขึ้นรกหนาทึบมากกว่า เพราะโดยรอบปราสาทมีบารายและมีต้นกกขึ้นเต็มไปหมดในสมัยก่อน .
. ปราสาทสด๊กก๊อกธม มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ปราสาทเมืองพร้าว ซึ่งเป็นชื่อเดิมของชาวบ้านโดยรอบเรียกปราสาทกลางดงมะพร้าว ก่อนที่ฝรั่งเศสจะมาเปลี่ยนชื่อเป็น สด๊กก๊อกธม และบันทึกเรื่องราวการศึกษาในเอกสารวิชาการของสำนักฝรั่งเศสปลายบูรพาทิศตอนที่เข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้ในช่วงระยะหนึ่งครับ .
. ความสำคัญของปราสาทสดกก๊อกธม จริง ๆ น่าจะอยู่ที่ จารึก จำนวน 2 หลัก ที่พบในบริเวณซากปรักหักพังของปราสาท ซึ่งมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของราชวงศ์เขมรในสมัยโบราณเป็นอย่างมาก เพราะจารึกได้กล่าวถึงลำดับราชวงศ์ของกษัตริย์เขมรไว้ค่อนข้างละเอียด ในขณะที่เมืองพระนครหาหลักฐานไม่ได้ . การศึกษาลำดับกษัตริย์เมืองพระนครโบราณที่เคยปะติดปะต่อกันไม่ได้และเป็นปริศนามายาวนาน สามารถเชื่อมโยงได้อย่างสมบูรณ์แบบก็เพราะมีข้อมูลจากจารึกสด๊กก๊อกมาเติมเต็มจนสมบูรณ์นี่แหละครับ !!! . จารึกสด๊กก๊อกธม เริ่มกล่าวถึง "พระเจ้าชัยวรมันที่ 2" ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรกัมพุเทศ ในปลายพุทธศตวรรษที่ 13 จารึกบอกว่าพระองค์มาจากเกาะชวา ขึ้นครองเมืองอินทรปุระ (ทางตะวันออกของแม่น้ำโขงตรงข้ามเมืองพนมเปญปัจจุบัน) แล้วมาประทับที่พนมกุเลน เพื่อบูชาพระศิวะเทพ ประกอบพระราชพิธีสถาปนาพระองค์เป็น สกลกษัตริย์ (เทวกษัตริย์)ประกาศปลดแอกกัมพุชาเทศจากอำนาจของชวา แล้วย้ายเมืองหลวงไปที่เมือง หริหราลัย (ปัจจุบันคือเมืองโลเลย) . จากสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 3 พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 จนมาถึง พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 พระองค์โปรดให้สถาปนา เมืองหริหราลัย โดยสร้างบารายขนาดใหญ่ สร้างปราสาทพระโค (เพรียะโค) หรือปราสาทโลเลยเพื่อการสักการะบรรพบุรุษ และโปรดให้สร้างเทวรูปประจำบรรพบุรุษของพระองค์ . ในช่วงปลายสมัยของพระองค์ ทรงโปรดให้สร้าง ปราสาทบากอง ปราสาทบนฐานปิรามิดขนาดใหญ่ที่สร้างโดยใช่วัสดุหินทรายเป็นรุ่นแรก ๆ ของปราสาทเขมรโบราณครับ . ถัดจากสมัยของพระองค์ เป็นสมัยของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ผู้สถาปนาเมืองพระนครหลวง หรือ "ยโศธรปุระ" เป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรกัมพูชาขึ้นเป็นครั้งแรก .
. พระองค์ได้อัญเชิญเทวราชาจาก หริหราลัย มายังนครใหม่แห่งนี้ ทั้งยังโปรดให้สร้างเทวาลัยขึ้นที่ พนมกันดาล ต่อมา เรียกว่า พนมบาแค็ง (ภูเขาแห่งบรรพบุรุษผู้มีอำนาจ) จารึกสด๊กก๊อกธมบอกว่า พระองค์โปรดให้สร้างปราสาทมากถึง 100 แห่ง . จารึกปราสาทสด๊กก๊อกธม ยังกล่าวถึงกษัตริย์เขมรที่สืบเชื่อสายกันมาอีกหลายพระองค์จนมาสิ้นสุดที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 จารึกแสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนาสายมหายานเริ่มเข้ามามีบทบาทในอาณาจักรกัมพูชาเป็นครั้งแรกครับ . ในปัจจุบันปราสาทหินสด๊กก๊อกธมกำลังอยู่ระหว่างการบูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่ จากสภาพดั่งเดิมที่พังทลายและจมลงอยู่ใต้กองดินและป่าไพรสณฑ์ .
. กองหินที่เคยพังทลายจากหลายสาเหตุในอดีต ทั้งการสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ตามหลักฐานของการแกะสลักที่ยังทิ้งค้างไว้มากมาย การถูกรื้อหินไปใช้ในสมัยหลัง แผ่นดินไหว หรือรากไม้ชอนไชเบียดแยกหินที่ก่อขึ้นไปให้แยกออก หินด้านบนจึงพังลงมา ผสมกับสงครามและการค้นหาของมีค่า โลหะ รูปสลักรูปเคารพในช่วงหนึ่ง สภาพปราสาทจึงรกร้างและพังทลายลงอย่างรุนแรง ทับถมผ่านกาลเวลามายาวนาน .
. ด้วยเพราะซากปรักหักพัง เป็นสิ่งก่อสร้างที่ก่อเรียงด้วยหินทรายเป็นชิ้น ๆ การบูรณะปราสาทหินในเมืองไทย จะนิยมเลือกใช้วิธี อนัสติโลซิส ซึ่งเป็นวิธีเก่าแก่ของชาวฮอลันดาที่ใช้บูรณะ บุโรพุทโธ มหาเจดีย์วัชรยานขนาดมหึมาในเกาะชวากลางมาแล้ว ชาวฝรั่งเศสได้นำวิธีการนี้มาใช้กับปราสาทหินในกัมพูชา เมืองอาณานิคม ของตน จึงเป็นความนิยมต่อมายังเมืองไทยที่มีปราสาทหินทรายในวัฒนธรรมเขมรอยู่อย่างมากมาย ซึ่งใช้วิธีการนี้ได้ใช้บูรณะปราสาทหินพิมายเป็นครั้งแรกครับ . การบูรณะจะเริ่มต้นจาก การขุดค้นทางโบราณคดี เพื่อหาหลักฐาน นำดินและต้นไม้ที่เป็นสิ่ง "แปลกปลอม" ออกไปจากตัวโบราณสถานทั้งหมด หรือคงเหลือไว้ในส่วนที่ไม่พังทลาย แล้วนำชิ้นส่วนหินทรายที่พังถล่มลงมากองกับพื้นหรือจมอยู่ใต้ดิน มาจัดวางเรียงในกลุ่มเดียวกัน จากนั้นก็รื้อชิ้นส่วนหินทรายของอาคารที่เหลืออยู่ที่ ยังไม่พังทลาย ลงมาทีละชิ้น โดยมีการกำหนดรหัสของหินแต่ละก้อนไว้โดยละเอียด เมื่อศึกษารายละเอียดของหินแต่ละก้อนแล้ว จึงนำชิ้นส่วนทั้งที่พังทลายและที่รื้อลง มาลองประกอบกันใหม่บริเวณลานทดลองประกอบ ทำความสะอาดและประกอบจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ขึ้นเป็นรูปแบบตามที่ศึกษาไว้อย่างระมัดระวัง ก่อนนำกลับไปประกอบในบริเวณที่รื้อลงมา .
.
.
.
. รากฐานของเดิมจะถูกรื้อออกทั้งหมด และจะเทคอนกรีตเสริมเหล็กเข้าไปแทนที่ชั้นหินอัดเดิมที่เคยเป็นรากฐานเพื่อสร้างความแข็งแรง จากนั้นจึงค่อยนำ จิ๊กซอว์ ปราสาทที่ประกอบไว้บริเวณลานทดลอง เข้ามาติดตั้งที่เดิม โดยมีการเสริมคานและเสาคอนกรีตทั้งหมดเพื่อความแข็งแรง ชิ้นส่วนหินทรายใดหายไปก็จะนำหินทรายที่มีสีแตกต่างเข้ามาแทนที่ส่วนนั้น เฉพาะส่วนที่มีผลต่อความมั่นคงของสิ่งก่อสร้างเท่านั้นครับ ไม่ต่อเติมขึ้นไปทั้งหมด .
.
.
. แต่ที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม กำลังทำ "เกิน" ครับ ปราสาทประธานถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก เติมด้วยหินทรายใหม่ประกอบขึ้นไปทั้งองค์ ชิ้นส่วนหินทรายเดิมของปราสาทกลายเป็นส่วนประกอบไป .
.
.
. ตรงนี้คงต้องตั้งคำถามกันว่า มันคือวิธี อนัสติโลซิสบริสุทธิ์ หรือไม่ หากไม่ใช่ การกำเนิดขึ้นใหม่ของปราสาทประธาน สด๊กก๊อกธม เกิดขึ้นจากความต้องการอนุรักษ์ของดั่งเดิมตามแนวทางอนัสติโลซิสบริสุทธิ์ซึ่งก็คือ พยายามอย่าสร้างขึ้นไปใหม่ สร้างเท่าที่จำเป็นต่อความมั่นคงของโครงสร้างแบบเดิมเท่านั้น หรือเพราะอยากสร้างปราสาทหลังใหม่ขึ้นมาอีกหลังในโลกปัจจุบันเพื่อสนองตอบต่อการท่องเที่ยว และงบประมาณ ซึ่งนั่นมันก็คือการบิดเบือนหลักฐานทางโบราณคดีอย่างรุนแรง !!! . เราจะรู้ได้อย่างไรครับว่า รูปทรงเดิมของปราสาทประธานนั้น มีรูปทรงเช่นนี้จริง !!! . ดูตัวอย่างโคปุระทิศตะวันออกและบรรณาลัย ที่มีการเสริมหินทรายใหม่เข้าไปจำนวนมาก ก็ดูจะแปลกแยกปะหลับปะเหลือก อย่างไรก็ไม่รู้ .
.
. ถ้าถามผม ผมก็อยากให้ก่อปราสาทขึ้นไปทั้งหลังนั่นแหละ เพราะปราสาทสด๊กก๊อกธมเป็นปราสาทใหญ่ที่สวยงาม มีเอกลักษณ์และมีความสำคัญ จะปล่อยไปซักปราสาท ให้กำเนิดใหม่จากสภาพพังทลายในอดีต ก็ดูจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย .
. แต่อีกใจก็ยังคัดค้าน หากทำอย่างนี้ สร้างใหม่อย่างนี้กับปราสาทต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเมืองไทย กลายเป็นปราสาทมียอดไปจนหมด แน่ใจหรือว่า นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ จากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจะชอบและให้เครดิตกับปราสาทชายแดนของเราหลังนี้ จะสร้างใหม่ทั้งที ทำไมไม่พยายามหาหินทรายชิ้นเก่าดั่งเดิมมาใส่ประดับให้มากกว่านี้ เรียกว่าเอาให้เนียนหน่อย !!! . เอาเป็นว่าพวกเรามาช่วยกันดู ฟัง เห็น สัมผัสกันอย่างจริง ๆ จัง ที่ปราสาทในวันนั้น แล้วช่วยกันคิด ช่วยกันอธิบาย ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ...ดีไหมครับ . ก็ถือเป็นความโชคดีของเรา ที่ปราสาทหินสด๊กก๊อกธมกำลังอยู่ในช่วงของการบูรณปฏิสังขรณ์ มีขั้นตอนให้เห็นทุกขั้นตอนกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งที่ยังไม่ได้ขุดค้น กำแพงที่ยังไม่ได้รื้อลงมา ชิ้นส่วนประติมากรรมหินทรายที่รื้อลงมาแล้ว ขั้นตอนการวางเรียงชิ้นส่วนทำเลขรหัส ขั้นตอนประกอบจิ๊กซอว์ ขั้นตอนเสริมหินทรายใหม่ ขั้นตอนเสริมรากฐาน ไปจนถึงขั้นตอนการประกอบเป็นบรรณาลัยและปราสาทประธาน เรียกว่า ครบทุกขั้นตอนจริง ๆ ครับ . ปราสาทหินสด๊กก๊อกธม เป็นปราสาทหินในวัฒนธรรมเขมรโบราณเพียงองค์เดียวในประเทศไทย ที่กำลังมีการบูรณะโดยวิธีการอนัสติโลซิสอยู่ในขณะนี้ (ยกเว้นที่ปราสาทพนมวัน ที่แยกหินออกมาวางเรียงแต่พองบประมาณหมดก็หยุดทิ้งไว้ให้หญ้าขึ้นทับถมมากว่า 2 ปีแล้ว) ที่น่าสนใจมาก ๆ .
. ทั้งหมดที่กล่าวมานี่แหละครับ คือเหตุผลที่ผมอยากให้เราได้ไปกันในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อไปชมการบูรณะปราสาทหินขนาดใหญ่ ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน และมาร่วม Discuss ข้อสงสัยด้วยกันครับ . .....ถ้าท่านสงสัย !!! . เพิ่มเติมจากการเดินทางไปเยือนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ครับ . ข้อสังเกตและแนวคิดของผมเกี่ยวกับ "โคปุระทิศตะวันตก" ที่กำลังอยู่ในช่วงของการประกอบจิ๊กซอว์ใกล้กับบริเวณของอาคารนิทรรศการชั่วคราว โคปุระด้าน "ตะวันตก" มักเป็นอาคารที่สร้างขึ้นด้วยวัสดุที่แตกต่างไปจากทางด้านหน้าเสมอ คือดูเหมือนว่า จะมีการลดระยะเวลาการก่อสร้างด้วยการเปลี่ยนแปลงวัสดุหลักที่ใช้ในการกำอกำแพง จาก "หินทราย" มาเป็น "ศิลาแลง" . ที่สด๊กก๊อกธมก็เหมือนกันครับ อาคารโคปุระด้านนี้ก่อด้วยศิลาแลง โดยมีหินทรายเป็นส่วนประดับแกะสลัก ไม่ได้ใช้ศิลาแลงทั้งหมด รูปแบบการก่อสร้างผสมวัสดุเช่นนี้ เริ่มนิยมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ลงมา เพราะเป็นการทุ่นเวลาก่อสราง ในด้านที่ไม่สำคัญแต่ต้องมี ดูเหมือนว่า ปราสาทสด๊กก๊อกธมก็มีลักษณะของการเร่งก่อสร้าง และใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนานหลายสมัยครับ .
.
. มีร่องรอยแปลกประหลาดที่ไม่เคยพบในปราสาทองค์อื่น ๆ คือมี "ช่องวางรางหินทรายสลักเป็นท่อราง" จากอาคารภายโคปุระ ออกไปสู่ด้านนอก ซึ่งไม่เคยปรากฏในที่แห่งใด .
. ตามปกติ รางเช่นนี้ อาจจะเรียกว่า "รางโสมสูตร" เป็นช่องสำหรับนำน้ำศักดิ์ที่ผ่านพิธีกรรมให้ไหลไปสู่ภายนอก ให้ผู้คนชนชั้นล่างหรือข้าทาส ชาวบ้าน ผู้ติดตามที่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปภายในได้รับน้ำศักดิ์สิทธิจากพิธีกรรมผ่านท่อรางนี้ ซึ่งมีทั้งซ้ายและขวาของโคปุระโดยมีนักบวชเป็นผู้นำมาเทให้ . แต่ปกติท่อรางโสมสูตร จะวางในระดับล่างรากฐานของปราสาท และต่อเนื่องมาจากปราสาทประธานผ่านออกมาภายนอก แต่ไม่ได้ออกมาถึงนอกแนวโคปุระครับ .
. ท่อรางโสมสูตรปริศนาของปราสาทสด๊กก๊อกธม แตกต่างไปจากปราสาทอื่น ๆ ที่อื่นไม่มี ผมเชื่อว่าท่อรางดังกล่าว สร้างขึ้นภายหลังจากการสถาปนาปราสาทประธานไปแล้ว ผู้คน ชาวบ้านและข้าทาสถวายพระศิวะ ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่โดยรอบปราสาท เข้าร่วมพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์อย่างสม่ำเสมอและบ่อยครั้ง จึงน่าจะมีการ "ประยุกต์" นำน้ำมนตร์แห่งพระศิวะอันศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่าน "พิธีกรรม" แล้ว มาให้แก่ชาวบ้านและข้าทาสผู้ต่ำต้อย ผ่านท่อรางแห่งนี้ . ที่ผมเชื่อเช่นนี้ ลองย้อนกลับไปดูที่ผังปราสาทข้างบนสิครับ หลายคนไปเที่ยวชมแล้วอาจจะไม่สังเกต ปราสาทหลังนี้มี "ประตูสองด้าน" ครับ ด้านหน้าทิศตะวันออกทำเป็นโคปุระสวยงาม สลักรูปเทพเจ้ามากมาย ส่วนด้านหลังทิศตะวันตก ก็มีประตูเล็ก ๆ เป็นโคปุระหินศิลาแลงเล็ก ๆ เสากรอบประตูทำด้วยหินทราย . ประตูนี้คือประตูแห่ง "ไพร่ฟ้าและข้าทาส" ที่มีสิทธิเข้าสู่มหาปราสาทอันยิ่งใหญ่ มันสอดรับพอดิบพอดีกับท่อรางปริศนาของโคปุระตะวันตก . คงเพราะเมื่อเวลาผ่านไป ปราสาทกำลังสถาปนา การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานรอบบาราย เกือบเป็นเมืองขนาดใหญ่ และเข้ามาเซ่นสรวงบูชาเทพเจ้าผู้อำนวยความอุดมสมบูรณ์ นานวัน นานปี มากคนขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องมีการปรับปรุงสร้างประตูใหม่ให้กับ "ชนชั้นล่าง" สามารถเข้ามาสู่มหาปราสาทได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถข้ามคูน้ำแห่งมหาสีทันดรเข้ามาใกล้เขาพระสุเมรุได้ก็ตาม . ก็มีท่อรางโสมสูตรปริศนานี่แหละ ที่เป็นส่วนสำคัญนำน้ำมนตร์แห่งเทพเจ้าในขณะทำ "พิธีกรรม" ให้หลั่งไหลลงสู่บ่อน้ำที่ล้อมรอบปราสาท ผู้คนที่กำลังอ้อนวอน เคารพบูชาอยู่ริมประตูและกำแพงทิศตะวันตก สิทธิที่ได้รับมากขึ้นแตกต่างจากปราสาทอื่น ๆ จะได้ใช้มือของตนวักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากสระน้ำนั้น ขึ้นล้างหน้าและปะพรมศรีษะ ในขณะที่ "เขาเห็นนักบวชกำลังนำน้ำศักดิ์สิทธิ์พร้อมเสียงสวดแห่งพระเวทดังลอยล่องมาจากภายใน เทน้ำลงในสระน้ำอย่างประจักษ์ตา" . ท่อน้ำปริศนาจากโคปุระตะวันตก สะท้อนพฤติกรรมของผู้คนในสมัยโบราณ ที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นล่างสามารถเข้าถึงเทพเจ้า ผ่านจากท่อน้ำของโคปุระ ประตูเล็ก ๆ ทางทิศตะวันตกและสระน้ำที่รายล้อมมหาปราสาทในคติของมหาเกษียรสมุทร อยู่ . ปริศนาของท่อรางในใจผม ได้คลี่คลายแล้วจากเหตุผลที่กล่าวมา ท่านเห็นด้วยกับผมหรือเปล่าครับ ? . เพลงบรรเลงจาก Blog คุณสอนสุพรรณครับ . |