• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 64244
  • จำนวนผู้โหวต : 384
  • ส่ง msg :
วรณัย
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://www.oknation.net/blog/voranai
วันเสาร์ ที่ 5 เมษายน 2551
ท่องเที่ยว “สวรรค์แห่งเทวราชา” ชวนสำรวจ “ป่า.....ปราสาท” กลางไพรสณฑ์
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 534 , 16:46:12 น.   | หมวดหมู่ : โบราณคดีนอกกรอบ   นักมานุษยวิทยาอิสระ   ประวัติศาสตร์โหด มัน ฮา   ตะลอนทัวร์  
พิมพ์หน้านี้


        หลังจากการล่มสลายของ “มหาอาณาจักรกัมพุชาเทศ” นานกว่า 100 ปี กษัตริย์เขมรในยุคเมืองพนมเปญใหม่ ผู้เพียงเคยได้ยินตำนาน “เมืองที่สร้างด้วยทองคำ”  ได้นำไพร่พลบุกป่าผ่าดง ย้อนกลับไปยังดินแดนลึกลับและไร้ผู้คนในเขตป่าไพรสณฑ์อันกว้างใหญ่ริมทะเลสาบอีกครั้ง .......ข่าวการค้นพบเมืองที่สาบสูญนี้ได้แพร่สะพัดไปสู่ชาวสเปญที่มะนิลา และชาวโปรตุเกสที่มะละกา  ...........นี่คือ "ข่าวแรกสุด"  ของ “สวรรค์แห่งเทวราชา” ในราวคริสตวรรษที่ 16

.

        ความสนใจใคร่รู้ต่อ “มหาราชธานีที่สาบสูญ” มีมากขึ้นเรื่อย ๆ  แต่กว่าจะสามารถเดินทางกลับเข้าไปสู่อาณาจักรโบราณที่เคยเรืองรอง ก็ล่วงมาจนถึงช่วงคริสตวรรษที่ 19 – 20  จึงเริ่มมีนักผจญภัย นักหาสมบัติ นักสำรวจและนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งได้เข้ามาเยือน หนึ่งในนั้น คือ อ็องรี มูโอต์ (Henri Mouhot) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ชาวยุโรปคนแรก ๆ ที่ได้เดินทางมาสำรวจอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ เขาได้เขียนเรื่องราวการเดินทางพร้อมลายเส้นในหนังสือ การท่องโลก (Le tour Du Monde ) และได้บรรยายถึงเมืองพระนครหลวงว่า “เป็นดั่งนฤมิตกรรมทางสถาปัตกรรม ซึ่งอาจจจะไม่มีสิ่งก่อสร้างอื่นใดที่สร้างมาแล้ว หรือจะสร้างต่อไปในโลก เสมอเหมือนได้”....... “มันยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด ๆ ที่ชาวกรีกและโรมันสร้างไว้ มันทำให้นักเดินทางอย่างข้าพเจ้าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ในจิตใจเต็มไปด้วยความเบิกบานราวกับคนเดินทางในทะเลทรายได้พบโอเอซิสก็ไม่ปาน”
.

        นับจากการมาเยือนของอ็องรีในปี 1860 ชาวตะวันตกจึงเริ่มให้ความสนใจกับเมืองโบราณในป่าใหญ่ และเดินทางเข้ามาสำรวจมากขึ้น มีทั้งนักศิลปะ นักเขียน จิตรกร ช่างภาพ และนักล่าฝัน ต่างได้นำเสนอ ข่าวคราว เรื่องเล่า บันทึก บทความ อักษรสาร ภาพวาด ลายเส้นและภาพถ่าย จนเป็นแรงดลใจให้ "นักท่องเที่ยว" ในยุคต่อ ๆ มา อยากเข้าไปสัมผัสและชื่นชม “อารยธรรมร้างในไพรสณฑ์” เป็นระลอกคลื่นแห่งความนิยม

.

        เมื่อฝรั่งเศสสามารถครอบครองเขมรในฐานะดินแดนอาณานิคม รัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้ส่งคณะสำรวจแม่น้ำโขงเข้ามาสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด รวมทั้งตั้งสำนักงานฝรั่งเศสแห่งปลายบรพาทิศ (EFEO) เพื่อทำการศึกษาจารึก ประวัติศษสตร์โบราณคดี ค้นหาและบูรณะเหล่าปราสาทที่กระจัดกระจายอยู่มากมายอย่างเป็นระเบียบแบบแผน แต่การบูรณะก็ดำเนินไปได้อย่างล่าช้า เพราะมันคือ “ป่าปราสาท” ที่มากมายและกว้างขวาง กระจายไปทั่วแผ่นดินกัมพูชาและสยาม

.

        ปราสาท "เทวาลัย" ที่เคยสาบสูญ ก็เริ่มกลับกลายมาสู่เมืองท่องเที่ยวที่มีผู้คนจากทั่วอาณานิคมฝรั่งเศสและชาวยุโรป ต่างหลั่งไหลเข้ามามาชม “สวรรค์แห่งเทวราชา” กันอย่างมากมาย

.

        ผ่านมาอีกกว่า 100 ปีของการเปลี่ยนแปลงในประเทศกัมพูชา จากดินแดนอาณานิคมฝรั่งเศส สู่การประกาศเอกราชในปี พ.ศ. 2496 และโศกนาฏกรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในรัฐบาลเขมรแดงจนถึงปัจจุบัน ปราสาทเทวาลัยมากมายล้วนยังไม่ได้รับการบูรณะ หลายแห่งกลับคือสู่ป่ารกอีกครั้ง และหลายแห่งถูกปล้นทำลายโดยขบวนการค้าวัตถุโบราณข้ามชาติในทุกยุคทุกสมัย !!!

.

        ในปี 2535 เมืองพระนครและนครวัด ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม มีชาติตะวันตกหลายชาติ ส่งผู้เชี่ยวชาญและงบประมาณเข้ามาศึกษาและทำการบูรณปฏิสังขรณ์ ปราสาทน้อยใหญ่ ทั้งจาก สหรัฐอเมริกา อินเดีย จีน ฝรั่งเศส อินโดนิเชีย อิตาลี เยอรมัน ญี่ปุ่น ซึ่งนั่นก็สามารถบูรณะเหล่าเทวาลัย “สวรรค์แห่งเทวราชา” ได้เพียงเล็กน้อย จาก “ป่าปราสาท” ทั้งหมด

.

        เมื่อคิดถึงวลีอมตะของ อาร์โนลด์ ทอยบี  (Arnold Toynbee) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่ว่า  "See ANGKOR and die..... ถึงตายก็ไม่เสียดาย หากได้ชายตาแลพระนครเพียงสักครั้ง" ก็อาจจะทำให้หลายท่านคงนึกที่อยากจะไปเยือนดินแดนแห่งปราสาทหินที่เรืองนามแห่งนี้กันสักครั้ง หรืออีกสักครั้ง....

.

        หากไม่มีอะไร ทำไมไม่คิดไปกันล่ะครับ  ...ไปกับผมแบบ “นอกกรอบ” กันนี่แหละ !!!

.

.

        นับแต่ต้นกำเนิดของอาณาจักรกัมพุชาเทศ ในราวพุทธศตวรรษที่ 7 ที่มีตำนานพุทธทำนายเรื่อง “นางนาคกับพระทอง” และตำนาน “โกณฑัญญะ” เดินทางจากอินเดีย ต่างก็ล้วนมาพบกับ “นางนาคโสมะ” ผู้ล้าหลังป่าเถื่อน และทั้งสองวัฒนธรรมก็ได้เริ่มต้นสมานขึ้น “โกณฑัญญะได้นำผู้นุ่งมาใส่ให้นางโสมะ” เป็นร่องรอยของการผสมผสานวัฒนธรรมอินเดียเข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก ๆ

.

        กลุ่มชนกลุ่มแรก ๆ ของอินเดีย ได้นำวัฒนธรรม ภาษา อักษร เทคโนโลยีและคติความเชื่อเข้ามาสู่กัมพูชาเทศ เริ่มต้นที่เมืองพนมดา กำปอด สมโบร์ไพรกุก จากเมืองชายฝั่งทะเลตามลำน้ำโขงเข้าสู่โตนเลสาบ จนกลายมาเป็นรัฐเจนละ แบ่งออกเป็นเจนละบกและเจนละน้ำ ในช่วงเวลาต่อมา

.

        กษัตริย์ในยุคต้น ๆ ของกัมพุชเทศ เป็น “กษัตริย์ในตำนาน” ไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 12  จึงปรากฏพระนาม “พระเจ้าชัยวรมันที่ ขึ้นอย่างชัดเจน แต่กระนั้น ก็ยังเป็นปริศนาถึงอำนาจและอาณาเขตแห่งเทวราชาที่ยังคลุมเคลือ

.

       จนเมื่อมีการค้นพบ “จารึกสด๊กก๊อกธม” ทั้งสองหลักที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม ปริศนาแห่งบัลลังก์ของอาณาจักรที่สาบสูญก็ถูกไขออกอย่างแจ่มชัด พระนามกษัตริย์แห่งราชวงศ์แรก ๆ มากกว่า 15 พระองค์ ปรากฏพระนามและพระราชกรณียกิจแห่ง "เทวราช" อย่างชัดเจน

.

       อาณาจักรกัมพุชาเทศ ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประกาศอิสรภาพจากการควบคุมของพระญาติพระวงศ์ที่เกาะชวา สถาปนาลัทธิ  “เทวราชา” เถลิงราชย์เป็น "สกลกษัตริย์" ผู้ยิ่งใหญ่ บนยอดเขาอันศักดิ์สิทธิ์ “มเหนทรบรรพต - พนมกุเลน” พร้อมสร้างบาราย "อินทรฏะกะ" และ เมืองพระนครหลวง “หริหราลัย” ขึ้นใหม่ เป็นศูนย์กลางราชธานีแห่งแรกของอาณาจักร

.

         จากพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ผ่านยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 3 จนมาถึงพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ได้ทรงสถาปนา “มหาปราสาทปารามิดบากอง” ขึ้นเป็นจุดสูญกลางแห่งจักรวาลที่เมืองโลเลยและสร้างอำนาจโดยการขยายอาณาจักรมาสู่ที่ราบสูงโคราช

.

        .....สรวงสวรรค์แห่งเทวราชาได้ถือกำเนิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว !!!

.

         ศูนย์กลางที่เคยเป็นของพระราชบิดา ปราสาทบากอง อาจจะเล็กไปสำหรับกษัตริย์เทวราชพระองค์ใหม่ พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 พระราชโอรสผู้เกรียงไกรผู้ปราบพระเชษฐาและอนุชา จนบ้านเมืองเสียหาย จึงได้ย้ายราชธานีมายังที่ "ยโศธรปุระ" โดยทรงสถาปนา มหาปราสาท "ศรียโศธรคีรี" หรือ "พนมบาเค็ง - พนมกังดาล" ขึ้นเป็นศูนย์กลางจักรวาลแห่งใหม่ ศูนย์กลางที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม รวมทั้งสถาปนาปราสาทบนยอดเขาหลายแห่งเช่นที่พนมบก พนมกรอม  และพระวิหาร

.

.

        ปราสาทพนมบาเค็ง แห่งนี้ ก็คือสถานที่สถิตแห่งดวงพระวิญญาณและพระอัฐิของพระองค์ในยามสู่ปรโลก เพื่อให้พระองค์ให้เสด็จเสวยราชย์สู่สวรรค์ ผ่านศิวลึงค์ทองคำ “ยโศธรเนศวร” รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระศิวะผู้ยิ่งใหญ่ .....ปราสาทเทวาลัย....คือนครของผู้วายชนม์ !!!

.

        จากจุดกำเนิดแห่งราชวงศ์ผู้ปกครองยโศธรปุระ พระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 และอีศานวรมันที่ 2 กลับไม่สามารถครอบครองบัลลังก์แห่งเทวราชได้ ต้องปล่อยอำนาจให้ พระเจ้าชัยสิงห์วรมันหรือชัยวรมันที่ 4 (บรมศิวบท) สวามีของพระขนิษฐภคินีแห่งองค์พระเจ้ายโศรวรมัน ผู้สำเร็จราชการจึงถืออำนาจประกาศตนขึ้นเป็นเทวราชาพระองค์ใหม่ในปี พ.ศ. 1464 พร้อมสถาปนา "นครโฉกครรคยาร์" ขึ้นเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ในนามของมหาปิรามิดแห่ง “เกาะแกร์”

.

.

        นครหลวงนอกคอก “เกาะแกร์”  อยู่ห่างจากยโศธรปุระไปราว 80 กิโลเมตรทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น “ป่าปราสาท” น้อยใหญ่กว่า 70 แห่ง ที่ปัจจุบันจมอยู่ในป่ารกชัฏ และกำลังกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงผจญภัยและสำรวจแห่งใหม่ ที่เราจะเดินทางไปครับ

.

        พระโอรสของชัยวรมันที่ 4 คือ พระเจ้าหรรษาวรมันที่ 2 ได้สถาปนาปราสาท “ปักษีจำกรง” เพื่อประกาศพระราชอำนาจเหนือนครยโศธรปุระ แต่ก็ทรงปกครองทั้งสองราชธานีอยู่ได้เพียงระยะเวลาสั้น    ก็ถูกพระเจ้าราเชนทรวรมันกษัตริย์ผู้เก่งกาจ ราชโอรสจากพระขิษฐภคินีอีกคนหนึ่งของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ทวงคืนพระราชอำนาจสูงสุดแห่งเทวราชา กลับคืนสู่เมืองพระนครหลวงอีกครั้ง

. 

.

         เกาะแกร์จึงถึงกาล....ดับร้างในทันที !!!

.

         พระองค์ได้โปรดให้ขุดบารายตะวันออก พร้อมสร้างมหาปราสาทขึ้นกลางเกษียรสมุทร และทรงสร้างปราสาทแปรรับเพื่อเป็นสรวงสวรรค์ในยามสู่ปรโลกของพระองค์

.

       “สวรรค์แห่งเทวราชา” ได้สร้างสรรค์เทวาลัยปราสาทไว้มากมาย  ทั้งปราสาทบันทายสรี ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5  ผู้สถาปนา “ชเยนทรนครี” เป็นศูนย์กลางจักรวาลใหม่ และปราสาทตาแก้ว ในราวพุทธศตวรรษที่ 15

.

.

        จากพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 สู่พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 ที่ครองราชย์เพียง 1 ปี พระเจ้าชัยวีรวรมันขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน ก็ถูกพระเจ้าสูริยวรมันที่ 1 กษัตริย์ลูกครึ่งมาลายูเข้ายึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงมาสู่ราชวงศ์ใหม่ ย้ายพระนครหลวงจากชเยนทรนครี ข้ามกลับมายัง ยโศธรปุระทางตะวันตกของแม่น้ำเสียมเรียบ สถาปนาพระราชวังหลวงขึ้นใหม่ พร้อมปิรามิดยุคสุดท้าย “พิมานอากาศ”

.

.

        ในสมัยพระเจ้าสูริยวรมันที่  1 ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 อิทธิพล "พุทธศาสนาสายมหายาน" จากแหลมมาลายู เริ่มแทรกซึมเข้ามาสู่ราชสำนักกัมพุชาเทศและกำลังสั่นคลอนสวรรค์แห่งเทวราชาให้เปลี่ยนแปลงไป

.

        แต่กระนั้น การสร้างเทวาลัยเพื่อถวายองค์เทพเจ้าก็ยังดำเนินอยู่ ทั้งปราสาทหินเขาพระวิหาร และปราสาทมากมาย รวมทั้งการขยายอิทธิพลอาณาจักรเข้ามาสู่รัฐทวารวดี จัดระเบียบการปกครองแว่นแคว้น ระบบชลประทาน การค้า และจัดการระบบภาษีใหม่ทั้งหมด

.

          พระองค์โปรดให้จารึก คำปฏิญาณเพื่อความภักดีแก่ “ตฺมรวต” สกลกษัตริย์แห่งสรวงสวรรค์ให้ข้าราชการได้ถวายสัตย์ บนกรอบประตูพระราชังหลวง ความว่า

.

        “ ถ้าเหล่าข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ไม่รักษาคำสัตย์สาบานที่ไว้ให้แก่พระมหากษัตริย์....ขอให้พระองค์ทรงพระชนม์ยิ่งยืนนาน....พระองค์ย่อมทรงลงทัณฑ์เหล่าช้าพระพุทธเจ้าได้ทุกประการ ถ้าเหล่าข้าพระพุทธเจ้าหลีกลี้ ไม่รักษาคำสัตย์ ขอชาติหน้าต้องไปเสวยทุกข์ในขุมนรกที่สามสิบสอง นานเท่าที่สุริยัน จันทรายังสาดแสงอยู่” 

.

       จากพระเจ้าสูริยวรมันที่ 1 “ป่าปราสาท” สวรรค์แห่งเทวราชาได้ถูกสร้างขึ้นดั่งดอกเห็ด ในเขตอำนาจแห่งกัมพุชเทศ เช่นปราสาทบาปวน ปราสาทพิมาย แม่บุญตะวันตก ปราสาทสระกำแพงใหญ่ เมืองต่ำ ในศิลปะที่เรียกกันว่า “บาปวน”

.

            ในปลายพุทธศตวรรษที่ 16 พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 กษัตริย์จากนครวิมายุปุระ ได้เข้าครอบครองเมืองพระนครหลวง สถาปนาราชวงศ์ "มหิธรปุระ" ขึ้นใหม่ ด้วยพระองค์เป็นกษัตริย์ชาวพุทธ จึงได้ทรงสถาปนาปราสาทพิมายในคติวัชรยานขึ้นในถิ่นฐานเดิมบ้านเกิดของพระองค์เอง

.

        วังวนการแย่งชิงยังไม่จบสิ้น เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 สวรรคต พระเชษฐา “พระเจ้าธรณินทรวรมัน” ก็ถูก "พระเจ้าสูริยวรมันที่ 2" ปลงพระชนม์และยึดอำนาจขึ้นมาปกครองอาณาจักรแทน

.

         เป็นมหาราชาผู้สร้าง นครวัด หรือ “บรมวิษณุโลก”อันเรืองนามนั่นเองครับ !!!

.

.

        ในยุคแห่ง "นครวัด" ของพระเจ้าสูริยวรมันที่  2 มาจนถึง พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ผู้เลื่อมใสศาสนามหายานทรงกลับไปปกครองพิมาย และได้มอบราชบัลลังก์ให้พระเจ้ายโศวรมันที่ 2 ผู้เหมาะสมปกครองเมืองพระนครแทน สวรรค์แห่งเทวราชาอีกมากมายถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยของศิลปะแบบนครวัด ทั้ง มหาปราสาทเบ็งมาเลียหรือนครวัดตะวันออก ปราสาทเจ้าสายเทวดา บันทายสำเหร่ ปราสาทธมมานน ปราสาทพนมรุ้ง ฯลฯ

.

.

.

.

         พระเจ้ายโศวรมันที่ 2 ถูกพระเจ้าตรีภูวนาทิตยวรมัน ขุนนางเฒ่า ก่อการรัฐประหาร จับพระองค์ประหารและขึ้นครองราชย์แทน

.

         แต่สงครามระหว่างเจนละและจามที่ยาวนานกว่า 250 ปี ก็ยังไม่จบสิ้น พระเจ้าอินทรวรมันที่ 4 แห่งจามปาได้แอบยกกองทัพเรือใหญ่จากการนำร่องทะเลโตเลสาบโดยพ่อค้าชาวจีน เข้าโจมตีและยึดครองเมืองพระนครได้ในปี พ.ศ. 1720

.

         พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยกกองทัพจากกำปงสวายกลับเข้ามาทวงสวรรค์แห่งเทวราชาคืนจากชาวจาม จากชัยชนะเหนือยุทธนาวาโตนเลสาบ หลังจากนั้นจึงทรงยกกองทัพเข้ายึดครองวิชัยนคร ราชธานีแห่งอาณาจักรจามปา...... สงครามอันยาวนานจบสิ้นลงแล้ว !!!
.

          รายละเอียดในยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อ่านใน Entry เหล่านี้นะครับ See อังกอร์ธม ชมพระจักรพรรดิราชและสงครามช้างเผือก.....ถึงตายก็ไม่เสียดาย!!! http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/08/09/entry-1

และเส้นทางสาย “ราชมรรคา” ธรรมศาลาจากพระขรรค์สู่วิมายะปุระ http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/10/02/entry-1

.

       หลังจากยุคแห่งความรุ่งเรืองของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่มีการสร้างปราสาทขึ้นอย่างมากมาย พระโอรสของพระองค์คือ "พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2" ก็หาได้มีพระบรมเดชานุภาพเสมอเหมือน ประกอบกับวัฏจักรความเสื่อมถอยและความล้มเหลวของระบบชลประทาน ได้นำอาณาจักรแห่งเทวราชที่เคยรุ่งเรืองกลับเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว

.

        ในยุคนี้มีการสร้าง ปราสาท “สุออร์ปรัต” 12 หลัง บริเวณทุ่งสนามหลวงหน้าลานพลับพลาสวรรค์ เป็นปราสาทที่ว่ากันว่าเพื่อการแสดงจำอวด หรือลงทัณฑ์ ชำระความ !!!

.

        ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงยุคสุดท้ายของการสร้างปราสาท พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ผู้ไม่สารารถควบคุมอาณาจักรส่วนนอกได้ หลายรัฐแยกออกไปสถาปนาอาณาจักรขึ้นใหม่รอบด้าน ส่วนพระองค์ก็มีอำนาจเพียงรัฐภายใน แต่ก็มากพอที่จะสั่งทำลายรูปขององค์พระอาทิพุทธที่ปรากฏในรูปสลักในยุคก่อนหน้าทั้งหมด !!!

.

.

        สิ่งก่อสร้างในยุคสุดท้าย คือ “สระน้ำใหญ่” ในพระราชวังหลวง ที่มีผนังบ่อแกะสลักลวดลายหอย ปูปลา นาคและครุฑ ไว้อย่างสวยงาม รวมทั้งปราสาทหลังเล็ก ๆ อย่าง “ปราสาทมังคลารัถ”สร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่พราหมณ์ผู้ภักดี และปราสาท “พระพิถุ” ปราสาทในพุทธศาสนามหายานหลังสุดท้าย เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่า ศาสนาฮินดูของพระองค์ได้ควบคุมชาวพุทธได้จนสิ้นแล้ว

.

          ประวัติศาสตร์ในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่ 19 ยังสับสน เมื่อพระเจ้าศรีนทรวรมันสามารถชิงบัลลังก์จากพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ได้

.

         ยังคงเป็นปริศนาว่า มันช่างคล้ายคลึงและเข้ากันได้ดีกับพงศาวดาร เรื่องราวของ “พ่อขุนผาเมือง” หรือพระเจ้าอินทรวรมันที่ 3 ที่พระมเหสีของพระองค์ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ได้ขโมยพระขรรค์ชัยศรีมาให้พระสวามี

.

          หรือพ่อขุนผาเมือง สามารถกลับไปครอง “สหรัฐกัมพุชเทศ” ได้ หลังจากยึดครองสุโขทัยและยกอาณานิคมไกลสุดของอาณาจักรนี้ให้กับพ่อขุนศรีอินทราฑิตย์ !!!

.

          ที่น่าแปลกที่สุดก็คือ พระองค์ได้นำศาสนาพุทธสายเถรวาทลังกา ความเชื่อที่ปฏิเสธอัตตา เข้าครอบครองเมืองพระนครหลวง ศาสนาความเชื่อนี้ เป็นศาสนาความเชื่อเดียวกันกับสุโขทัยและรัฐต่าง ๆ ในเขตตะวันตก พระองค์อาจจะใช่คนคนเดียวกันกับพ่อขุนผาเมือง ?

.

        แต่อย่างไร “สวรรค์แห่งเทวราชา” ก็ได้ถึงกาลสิ้นสุดลงในยามนั้น ไม่มีปราสาทเทวาลัยใดถูกสร้างขึ้นมาอีก

.

        บ้านเมืองก็เริ่มอ่อนแอ ผู้คนอพยพออกจากเมืองพระนครหลวง บารายขนาดใหญ่เริ่มตื้นเขิน ระบบชลประทานล้มเหลวลงทุกที่.... !!!

.

         กำหนดการเดินทาง ท่องเที่ยว “สวรรค์แห่งเทวราชา” สำรวจปราสาทกลางไพรสณฑ์ น่าสนใจก็เพราะ ผมจะพาเดินทางไปชมมหาปราสาทใหญ่ ที่ยังไม่ได้รับการบูรณะกลางป่ารกชัฏ ปราสาทที่เพิ่งกู้ระเบิดหมดไปสองปีที่แล้วและเพิ่งเปิดให้เข้าชมได้ไม่นานนี้เองครับ

.

         ท่านที่สนใจ ....ก็ถือว่าชวนเที่ยวเลยละกันครับ ....!!!

.

         วันเดินทาง 8 - 9 – 10 - 11 พฤษภาคม 2551

.

วันแรก

03.00  นัดพบกัน จุดใดจุดหนึ่ง

03.30  ออกเดินทางสู่ อ.อรัญประเทศ โดยรถโค้ช  2  ชั้นปรับอากาศ

07.00  ถึง อ.อรัญประเทศ  จ.สระแก้ว  รับประทานอาหารเช้า

08.00  ถึงชายแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ (ด่านปอยเปต) ทำเรื่องผ่านแดนไทยและกัมพูชาแบบ V.I.P (ไม่ต้องเข้าแถวรอคิว)

11.00  ชมปราสาทบันทายฉมาร์

.

           รับประทานอาหารกลางวันแบบปิกนิก ท่ามกลางบรรยากาศไพรสณฑ์ในปราสาท

.

          “ปราสาทบันทายฉมาร์” เป็นปราสาทใหญ่ สร้างขึ้นในยุคแห่งความรุ่งเรืองของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่อพระโอรส และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการควบคุมหัวเมืองทางทิศเหนือ ในเขตอีสานใต้หรือที่ราบสูงโคราช รายละเอียดปราสาทบันทายฉมาร์ ชมได้ใน Entry นี้ครับ "ปราสาทบันทายฉมาร์" ปริศนาแลมนตรา กาลเวลาในไพรสณฑ์ http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/11/08/entry-1

.

.

.

.

.

13.00  ออกเดินทางต่อสู่ จังหวัดเสียมเรียบ

16.30  ถึงเสียมเรียบ โรงแรม ระดับ 4 ดาว ++ พร้อมสระว่ายน้ำ, ซาวน่า, ฟิตเนส

19.00  รับประทานอาหารเย็นที่ ร้านอาหารไทย อิ่มอร่อยไปกับ ข้าวสวยเขมรปลอดสารพิษร้อน ๆ  ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม, ปลาช่อนนึ่งจิ้มน้ำพริก ฯลฯ

20.00  เข้าโรงแรมที่พัก อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย เก็บแรง ชาร์ตแบตอย่างรวดเร็ว เพื่อสัมผัสความอลังการของสวรรค์แห่งเทวราชาในวันรุ่งขึ้น

.

วันที่สอง

05.00  ตื่นนอนแต่เช้า เพราะเราต้อง โหด มันฮา กลางป่าปราสาท ทำธุระส่วนตัวให้ร่างกายสดชื่น จากนั้นรับประทานอาหารเช้าที่ ห้องอาหารของโรงแรม

.

07.00  ออกเดินทางสู่เมืองพระนครหลวงหรือ “นครธม” ศูนย์กลางอาณาจักรกัมพุศเทศที่ยิ่งใหญ่ ชมประตูเมืองด้านทิศใต้ที่แกะสลักเป็นรูปพักตรของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สะพานพญานาค สะพานสายรุ้งจากคันศรของพระอินทร์ทรงช้างเอราซัณ ที่มีรูปสลักอสูรและเทพเจ้าในตำนานกวนเกษียรสมุทรกำลังยุค “นาควาสุกรี” อยู่อย่างมิเคยหยุดหย่อน

.

.

        จากนั้นนำท่านเข้าสู่เมืองนครธม  มหานครขนาดใหญ่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  เนื้อที่ 3 ตารางกิโลเมตร ชมมหาปราสาทบายน ในแผนผังยันตระมณฑลแบบวัชรยาน ที่มีภาพแกะสลักเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ในสมัยอดีตอยู่ตามระเบียงฝาผนัง และรูปพระพักตรของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือพระมหาไวโรจนะอาทิพุทธพระองค์ที่ 6 บนยอดปราสาทถึง 54 ยอด 216 หน้า

.

.

.

.

อ่านบางส่วนของเรื่องราวบนผนังได้ที่ Entry นี้ครับ เรื่องเล่าจิปาถะจาก”ปราสาทบายน” คุณเองก็คิดได้ !!!http://www.oknation.net/blog/voranai/2007/10/06/entry-1

.

.

.

.

09.30  ชม “ราชวิหาร”ปราสาทตาพรหม วัดในพุทธศาสนาวัชรยาน  อลังการกับต้นสะปง ต้นสะเลายักษ์ที่ขึ้นปกคลุมปราสาท ผ่านปราสาทบันทายกุฎี สระสรง ปราสาทแปรรูป อโรคยศาลาเลียคเนียง ปราสาทแม่บุญตะวันออก ปราสาทบันทายสำเหร่

.

.

.

.

.

.

.

10.30  เดินทางสู่อิศวรปุระ ชม ปราสาทบันทายศรี ปราสาทที่สร้างด้วยหินทรายสีชมพู แกะสลักลวดลายงดงาม อ่อนช้อย จนได้รับสมญานามว่าเป็น “อัญมณีเม็ดงามแห่งศิลปะเขมร” 

.

.

.

.

.

13.00  รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม

14.00  เข้าชมความยิ่งใหญ่กับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ “นครวัด-บรมวิษณุโลก” ชมรูปแกะสลักนางอัปสรากว่า 1,600 องค์รอบบริเวณปราสาทและเข้าสู่สวรรค์แห่งเทวราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอุษาคเนย์

.

.

.

.

.

.

        เดินชมระเบียงแกะสลักภาพที่เป็นเรื่องราวต่างๆ แบบ “นอกกรอบ” เรื่องมหาภารตยุทธแห่งทุ่งกุรุเกษตร, กระบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2,สวรรค์นรก – บรมวิษณุโลก,กูรมาวตาร - การกวนเกษียรสมุทร , พระวิษณุสงครามกับอสูร,กฤษณาวตาร ศึกพระเจ้าพรุงพาณ,ศึกเทพเจ้า, มหากาพย์รามายณะ และชมเรื่องราวรามเกียรติ์แบบถอดออกจากคัมภีร์ในมุมปรางค์ทิศตะวันตกทั้งเหนือและใต้

.

.

.

.

.

.

.

         อ่านเรื่องราวบางส่วนของ นครวัดที่ Entry นี้ครับ เมื่อเรื่องเล่า นิทานและตำนาน ช่วยเติมเต็มความหัศจรรย์ให้กับมหาปราสาทนครวัดhttp://www.oknation.net/blog/voranai/2007/07/23/entry-1

.

17.00  ขึ้นชมอาทิตย์อัสดงบนยอดเขาพนมบาเค็ง .....นครผู้วายชนม์ของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 เมือง"ศรียโศธรคีรี" ชมวิวทิวทัศน์ของเมืองเสียมเรียบ, บารายตะวันตก, และปราสาทนครวัดในมุมที่แปลกตา

.

19.00  รับประทานอาหารเย็นแบบบุปเฟท์นานาชาติ พร้อมชมการแสดงพื้นเมืองต่าง ๆ เช่น รำกะลา, รำอัปสรา กลับโรงแรมที่พัก อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย เก็บแรง ชาร์ตไฟเพื่อวันต่อไป

.

วันที่สาม

05.00   ตื่นนอนทำธุระส่วนตัวให้ร่างกายสดชื่น จากนั้นรับประทานอาหารเช้าที่ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก

.

07.00   ออกเดินทางสู่ เกาะแกร์ หรือ เมืองโฉกครรคยาร์ ราชธานีนอกคอกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4  ป่าปราสาทที่เคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรนานกว่า 20 ปี

.

.

         ชมกลุ่มปราสาทเกาะแกร์ ที่ประกอบด้วย “ปราสาทกรอฮอม” (แดง) ปราสาทอิฐหลังใหญ่ที่ใช้เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปพระศิวะขนาดใหญ่ รูปสลักที่พบที่นครเกาะแกร์มีแต่ความใหญ่โต เช่น รูปสลักครุฑแบกในท่าก้าวเดินความสูง 213 เซนติเมตร รูปพาลีประลองกำลังกับสุครีพ สูง 287 เซนติเมตร

.

.

.

         ตื่นตะลึงกับ “ปราสาทธม” มหาปราสาทรูปทรงปิรามิดแบบขั้นบันได 7 ชั้น จนเกือบคิดไปว่า ได้หลงมิติเข้ามายังอารยธรรมอินคา – มายา ในอเมริกาใต้ ปราสาทธมนี้มีความสูง 40 เมตร หากยังไม่พังทลาย จะประดิษฐานศิวลึงค์ที่สร้างด้วยสำริดสูงถึง 18 เมตร รวมกับยอดปราสาทที่หักหายไปแล้วอาจมากกว่า 70 เมตร เป็นรองด้านความสูงก็แค่นครวัดเท่านั้นตัวเอง ....!!!

.

.

.

13.00   บริการอาหารกลางวันแบบปิกนิค

14.00   เดินทางสู่ “มหาปราสาทเบ็งมาเลีย” ระหว่างทางแวะชมแหล่งตัดหินทรายที่อยู่ในแม่น้ำ ที่นำหินมาสร้างปราสาท

.

15.30   ชม มหาปราสาทเบ็งมาเลีย หรือที่ถูกขนานนามว่า “นครวัดตะวันออก” เป็นปราสาทที่ยังไม่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์จึงทำให้เห็นปราสาทที่มีความงามแบบธรรมชาติที่ถูกทำลายลงด้วยเพียงกาลเวลา มหาปราสาทนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 ในยุคที่ศิลปะแบบนครวัดมีการเปลี่ยนลวดลายไปสู่ความซับซ้อนมากขึ้น ขนาดของปราสาทก็เพียง 2 ใน 3 ของนครวัดเท่านั้นตัวเอง !!!

.

.

.

.

19.00   รับประทานอาหารเย็นสไตล์จีน-ฮ่องกง

.

วันสุดท้าย

06.00   ตื่นนอนทำธุระส่วนตัวให้ร่างกายสดชื่น เตรียมเก็บของเพื่อเดินทางกลับ,รับประทานอาหารเช้าที่ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก

.

08.00   เดินทางสู่ “โตนเลสาบ” ตระการตากับทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในสุวรรณภูมิ สัมผัสชีวิตหมู่บ้านประมงชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่บนเรือแพลอยลำอยู่ทั่วทะเลสาบ

.

10.00   กลับมาช้อปปิ้งตลาดเก่าเสียมเรียบ  เลือกซื้อของฝาก ของที่ระลึกและสิ้นค้าพื้นเมืองต่าง ๆ เช่น ผ้าพันคอ กระเป๋า หินแกะสลัก ไม้แกะสลัก ฯลฯ ตามอัธยาศัย

.

11.00   รับประทานอาหารกลางวันแบบบุฟเฟต์นานาชาติ แล้วจึงออกเดินทางกลับสู่ชายแดนปอยเปต

16.30   ถึงชายแดนปอยเปต ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองไทย - กัมพูชาแบบ V.I.P.  ช้อปปิ้ง เลือกซื้อของฝากต่าง ๆ มากมาย ที่ตลาดโรงเกลือ

17.30   ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพ ฯ

21.30   ถึงกรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจแบบ “นอกกรอบ”

.

.

.

          หากท่านสนใจเดินทางแบบ “นอกกรอบ” เพื่อร่วมสำรวจมหาปราสาทสำคัญ ทั้งบันทายฉมาร์ เบ็งมาเลีย และนครโฉกครรคยาร์ - เกาะแกร์ ที่เพิ่งเปิดให้ชมใหม่เพราะเพิ่งกู้ระเบิดหมดได้ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และได้เที่ยวชมมหาปราสานครวัด นครธมและหมู่ "ป่าปราสาท" ภายในเมืองพระนครอย่างสุด ๆ โหสด มัน ฮา ก็ขอเชิญแจ้งความจำนงมาด่วนนะครับ ที่ Email jeabvoranai@yahoo.com หรือ หลังไมค์ใน OKNation นี่แหละครับ

.

         หากยังลังเล ......แจ้งหลังสงกรานต์ก็ได้นะครับ รีบบอกเร็วซักนิด เพราะรับจำกัดรถเพียง 1 คัน รับทั้งคนใน OKและคนนอกครับ.....ส่วนที่แจ้งว่า Sure แล้ว เดี๋ยวก็รับกำหนดการ ของที่จำเป็นและเตรียมตัวเตรียมใจไปสำรวจ ผจญภัยกันให้ตัวดำปี๋

.

           แล้วคุณจะรู้จัก “สวรรค์แห่งเทวราชา” อย่างหมดเปลือก  อาฮ้า....หุหุ !!!

.

เอกสารที่ใช้

1. พาสปอร์ตมีอายุเหลือเกิน 6 เดือน (นับวันเดินทาง)

2. รูปสีหน้าตรง ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป (ไม่สวมชุดครุย หรือชุดข้าราชการ)

.

ขอบคุณเพลง "เขมรไทรโนค" จาก Blog คุณสอนสุพรรณ

.


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 104
มะอึก วันที่ : 13/05/2008 เวลา : 12.02 น.
http://www.oknation.net/blog/panakom

โหว......มีเปลี่ยนโลโกด้วย....เท่ห์จัง....
ผมรวมลิงค์แล้วนะครับอาจารย์
ผิดพลาดประการใดโปรดทักท้วงนะครับ
http://www.oknation.net/blog/panakom/2008/05/13/entry-1
ความคิดเห็นที่ 103
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 12/05/2008 เวลา : 11.59 น.
http://www.oknation.net/blog/konhinsmile

มาตามเที่ยวเขมรค่ะ นึกถึงตอนที่ไปเมื่อ 2 ปีก่อนนะคะ
ไม่ได้เที่ยวมากอย่างนี้เลยค่ะ

จำได้ว่าชอบตัวนางอัปปสร ทุกองค์ที่เดินดูเลยค่ะ

อาจารย์กลับมาอย่างนี้ พวกเราก็ไปเที่ยว อินโดนีเซีย หหรือศรีรังกา ได้แล้วซิค่ะ...พวกเรารออาจารย์พาสำรวจอยู่ค่ะ

ก้อนหิน
ความคิดเห็นที่ 102
ภาษาหลากสี วันที่ : 04/05/2008 เวลา : 19.33 น.
http://www.oknation.net/blog/pasalarksee
นิดนรี

แวะเข้ามาดูค่ะ อาจารย์สบายดีน่ะ คงกำลังยุ่งกับการจัดเตรียมทริปเขมร มีอะไรคืบหน้า แจ้งด้วยน่ะค่ะ ใกล้วันแล้ว ตื่นเต้นจัง จะได้ไปเที่ยวต่างประเทศกับอาจารย์ อิอิ
ความคิดเห็นที่ 101
เป๊ปซี่ วันที่ : 30/04/2008 เวลา : 16.05 น.
http://www.oknation.net/blog/Pepsi8


ยู้ฮู....เจ้าของบล็อกหายไป.......

แจ้งความด่วน......!!!!!!!
ความคิดเห็นที่ 100
บรรณาลัย วันที่ : 30/04/2008 เวลา : 12.43 น.
http://www.oknation.net/blog/yongyoot

แวะมาทักทายและรับเรื่องราวที่น่าสนใจ หลังจากห่างหาย ชาวบล็อกไปนานแสนนาน อย่าลืมแวะมาที่อ่านเรื่องราววัฒนธรรมอีสานใต้นะครับ
ความคิดเห็นที่ 99
BlueHill วันที่ : 29/04/2008 เวลา : 16.01 น.
http://www.oknation.net/blog/charlee
ฟ้าคราม ป่าเขียว กาแฟหอมกรุ่น


อาจารย์หายไปไหน มาอัพบล็อกด่วน เพื่อน ๆ เลิกแซวดช.วรนัยแล้ว
ความคิดเห็นที่ 98
นีออน วันที่ : 27/04/2008 เวลา : 19.06 น.
http://www.oknation.net/blog/lekpapa

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

แวะมาทักทายกันยามเย็นค่ะ
ความคิดเห็นที่ 97
คุณนายจำเป็น.. วันที่ : 27/04/2008 เวลา : 04.23 น.
http://www.oknation.net/blog/ClubOffit