• ศุภศรุต
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : jeabvoranai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-28
  • จำนวนเรื่อง : 94
  • จำนวนผู้ชม : 118515
  • จำนวนผู้โหวต : 567
  • ส่ง msg :
วรณัย
เรื่องราวทางมานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สหวิทยาการและมุม Gossip
Permalink : http://www.oknation.net/blog/voranai
วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน 2551
วิกฤตการณ์ “เขาพระวิหาร” เขตทับซ้อน, มรดกโลกและสันติภาพ
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 5808 , 15:40:57 น.   | หมวดหมู่ : โบราณคดีนอกกรอบ   นักมานุษยวิทยาอิสระ   ประวัติศาสตร์โหด มัน ฮา   ตะลอนทัวร์  
พิมพ์หน้านี้


         เมื่อเจ้านโรดมสีหนุเสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อจาก " พระเจ้าศรีสวัสดิ์มุนีวงศ์ " เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2484

.

         พระองค์คงจะได้เก็บ “ความทรงจำ” ที่ปวดร้าวของพระอัยกา ต่อการสูญเสียแผ่นดินกัมพูชาอันไพศาล อันได้แก่ จังหวัดเสียมเรียบ จังหวัดอุดรมีชัย จังหวัดสตึงแตร็ง  - รัตนคีรี จังหวัดโพธิสัตว์ (สวาย) จังหวัดกัมปงธม รวมทั้งจังหวัดพระวิหาร อันเป็นที่ตั้งของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” ให้แก่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2483 ในสภาพการณ์ของสงครามมหาเอเชียบูรพาและการบีบบังคับของกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งพระองค์ได้บันทึกเรื่องราวนี้ไว้ว่า

.

        “......จากการสูญเสียดินแดนเขมรอันศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนั้น คุณตาของฉัน คือ สมเด็จศรีสวัสดิ์มุนีวงศ์ทรงตรอมตรมพระราชหฤทัยและเสด็จสวรรคตด้วยความเศร้าโศก .......”

.

.

         ประวัติศาสตร์กัมพูชาบันทึกไว้ว่า “พระเจ้าศรีสวัสดิ์มุนีวงศ์” กษัตริย์ในอารักขาของฝรั่งเศส เสด็จสวรรคตในปีเดียวกันกับที่ทรงสละราชสมบัติ ณ เมืองท่ากำปอด

          “.....แต่เพราะด้วยชัยชนะของฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 2  ทำให้ฉันได้มีโอกาสทางประวัติศาสตร์ในการกอบกู้ดินแดนคืนให้แก่มาตุภูมิของฉันอีกครั้ง นั่นคือดินแดนของชาวกัมพูชาที่เคยสูญเสียให้แก่ประเทศไทยและได้ยอมรับที่จะคืนให้แก่พวกเรา.. ....พวกเรา กัมพูชา ชาติเขมรและประชาชนชาวกัมพูชาทุกคน”

.
           
ความฝังใจในการสูญเสียแผ่นดินให้กับประเทศไทยของสมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ ยังคงเป็นแรงผลักดันให้พระองค์ตั้งตัวของพระองค์เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลไทยมาตลอดเวลา และด้วยบุคลิกภาพและรูปร่างหน้าตาที่เป็นแรงดึงดูด ประกอบกับความเป็น "
ผู้นำ" ในการฟื้นฟู “ลัทธิชาตินิยม” ของกัมพูชายุคใหม่ พระองค์ทรงวางเกมการเมืองอย่างชาญฉลาด ยอมเป็นลูกแมวน้อยที่ไม่เชื่องนักของฝรั่งเศส แต่ก็หันไปคบกับคอมมิวนิสต์จีนและเวียดนาม รวมทั้งยอมรับการช่วยเหลือและเปิดพื้นที่ให้อเมริกาเข้ามาในภูมิภาคเป็นครั้งเป็นคราว

.

          ซึ่งความสำเร็จจากการวางตัวแบบ “หลายหัวหลายด้าน” นี้ นำมาซึ่งความสำเร็จในการประกาศเอกราชของประเทศกัมพูชาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 

.

          แต่เมื่อการเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่มีข้อจำกัดมากมาย  พระองค์จึงเปลี่ยนสถานะ กระโดดลงมาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว โดยทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2498 และถวายราชบัลลังก์กษัตริย์ที่ไร้อำนาจนั้นให้แก่พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สุรามฤต พระราชบิดาของพระองค์เอง

.

         และ “นายกรัฐมนตรีสีหนุ” ได้ยื่นฟ้องศาลโลก เพื่อขอทวงคืนอธิปไตยบนปราสาทเขาพระวิหาร ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวกัมพูชาในทันที !!!

. 

         เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2505 ศาลโลกได้พิจารณาตามหลักฐานที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างถึงแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามสนธิสัญญาพุทธศักราช 2447 ที่มี “พลเอกหม่อมชาติเดชอุดม” เป็นประธานฝ่ายไทย และ “พันโทแบร์นารด์” เป็นประธานฝ่ายฝรั่งเศส ซึ่งได้มีการส่งแผนที่ดังกล่าวให้รัฐบาลสยามจำนวน 50 ฉบับโดย "พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ" เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยทรง "ตอบรับ" ในปี พ.ศ. 2451 พร้อมทั้งทรงขอแผนที่ดังกล่าวเพิ่มเติมอีก 15 ชุดเพื่อไปแจกจ่ายให้กับข้าราชการในท้องถิ่น

.

         ข้อวินิจฉัยของศาลโลก ก็คือ ให้ถือว่า ราชอาณาจักรไทยยอมรับแผนที่ดังกล่าว เพราะเหตุนิ่งเฉยและมิได้ประท้วงแผนที่นั้นในอดีต จึงมีมติ 9 ต่อ 3 ให้พื้นที่ 150 ไร่ “รูปห้าเหลี่ยมคางหมู” ตกเป็นของประเทศกัมพูชา ( ดูจากแผนที่นะครับ)

.

.

แผนที่ซ้อนทับ แรงเงาสีแดงคืนพื้นที่ซ้อนทับ

.

        คำตัดสินดังกล่าว นำมาสู่ความยินดีอย่างที่สุดของเจ้านโรดมสีหนุและชาวกัมพูชา พระองค์ทรงถือเป็นชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ ในยุคสังคมประชาชาติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

.

        และดูเหมือนว่า ชัยชนะในปี พ.ศ. 2505 ดูจะยิ่งใหญ่และถูกนำมาสร้างเป็น “สัญลักษณ์” แห่งความภาคภูมิใจให้กับชาวกัมพูชา มาตลอด 50 กว่าปี

.

        สัญลักษณ์ “เขาพระวิหาร” จึงไม่ใช่เป็นเพียง "ศาสนบรรพตที่มีภูมิทัศน์โดดเด่นที่สุดในเอเชียอาคเนย์" อีกต่อไป มันได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ชาตินิยม” ที่ฝังใจชาวกัมพูชา ไม่ว่าในยุคสมัยใด

.

.

.

ภาพ ภาพแกะสลักพระนารายณ์ พระนางลักษมีและนางภูมิเทวี ที่ผามออีแดง

.

.

ภาพ สถูปคู่

.

        ชัยชนะของเขาพระวิหารในครั้งนั้น คือชัยชนะเหนือประเทศเพื่อนบ้านที่ยิ่งใหญ่อย่าง "ประเทศไทย" ที่ชาวกัมพูชาถือว่า คอยเหยียบย่ำ รุกรานและแสวงหาประโยชน์จากแผ่นดินกัมพูชามาโดยตลอด

.

        ในมุมกลับกัน ชาวไทยจำนวนมากต่างก็ร่ำไห้เสียใจ ต่อการสูญเสียอธิปไตยของเขาพระวิหารให้กับประเทศกัมพูชา ที่ดูจะยิ่งใหญ่กว่าการร่ำร้องแผ่นดินอื่น ๆ ที่ถูกแย่งชิงไปโดยจักรวรรดินิยมอังกฤษและฝรั่งเศส

.

         เพราะมันหมายถึง “ความพ่ายแพ้” ของ “ชาตินิยม” ในไทย ต่อประเทศเล็ก ๆ อย่างกัมพูชาในเวทีโลกปัจจุบันหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 

.

         ส่วน เส้นกั้นพรมแดนไทย - กัมพูชา หลังจากปี พ.ศ. 2505 ก็ยังไม่มีการปักปันอย่างชัดเจนแต่อย่างใด เพราะในประเทศกัมพูชาเองก็เกิดสงครามกลางเมืองมาตลอด

.

        และเมื่อมีเสถียรภาพหลังปี พ.ศ. 2537 ปัญหาการปักปันเส้นกั้นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะชัดเจนแต่อย่างใด

. 

         เส้นกั้นพรมแดนทั้งตลอดแนวชายแดนก็ยังคงเป็นปัญหาไม่รู้จบมาจนถึงปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชายังคงถือแผนที่ของฝรั่งเศส ที่อ้างว่ายึดตาม “แนวสันปันน้ำ” (แต่ความเป็นจริงก็ขีดเส้นเองในแผนที่)ในขณะที่ฝ่ายไทย ยึดแผนที่ของสหรัฐอเมริกาที่ปรับปรุงใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

.

.

ภาพ ประตูทางขึ้นใหม่ที่ร่นลงมาจากด้านบน รุกล้ำโดยเปิดเผย ?

.

         ชายแดนไทย- กัมพูชาในปัจจุบัน จึงมีลักษณะ ทั้ง No Man's Land และทั้งแบบการจัดหมู่บ้านอาสาเข้าไปตั้งที่บริเวณเส้นเขตแดนเสมือน มีการแข่งขันกันทางกายภาพเพื่อครอบครองแผ่นดิน มากกว่าจะมีหลักเขตที่ชัดเจน

.

        “วิกฤตการณ์เขาพระวิหาร” ก็เช่นกันครับ เมื่อปัญหาของ ”เส้นแบ่งเขตแดนที่มองไม่เห็น” ยังไม่ได้รับการเจรจาปักปัน พื้นที่ใดใครเข้าครอบครอง ก็จะถือว่าเป็นดินแดนของตน

. 

         เขาพระวิหารจึงเกิดการซ้อนทับแผนที่และเกิดการตั้งถิ่นฐานเข้ามาครอบครองพื้นที่เชิงเขา เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว เพราะในก่อนหน้านั้นประมาณปี 2534 ผมได้มีโอกาสขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งในเวลานั้น ประตูเหล็กของฝ่ายไทยในครั้งเสียเขาพระวิหารในปี 2505 ก็ยังคงอยู่ ซึ่งในรายละเอียดในคำตัดสินของศาลโลกยังคงให้ประเทศไทยเป็นเจ้าของ “บันได” ทางขึ้นจนถึงชั้น “บันไดนาคราช”

.

.

.

ภาพ บันไดทางขึ้น ซึ่งแต่เดิมจะมี "ประตูเหล็ก" และ "แนวลวดหนาม"กั้นแบ่งเขตบนชั้นที่ 162 (ตรงป้อมขาวจะเห็นประตูรั้วลวดหนาม) ซึ่งตามคำสั่งศาลโลกและมติคณะรัฐมนตรีในยุคนั้น "บันได" ทางขึ้นชั้นล่างจะเป็นของไทย !!!

(ภาพขาวดำ จากหนังสือ"เขาพระวิหาร: ระเบิดเวลาจากยุคอาณานิคม" (หน้า 52) ของ ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม)

.

.

.

ภาพ ชั้นนาค(ราวบันได) จุดเริ่มต้นเขตของกัมพูชาตามคำสั่งศาลโลก

.

        แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้เองครับ เกิดการรุกเข้ามาตั้งบ้านเรือน ฐานที่มั่นทางทหาร ลานจอดเฮลิคอปเตอร์  และลานร้านค้า ขยายตัวออกจากฐานบันไดลงมาเชิงเขา

        ประมาณ ปี พ.ศ. 2544 มีการย้ายประตูเหล็กมายังร่องน้ำเล็ก ๆ เชิงทางขึ้นเขาพระวิหาร ตามตำแหน่งการแบ่งเขตแดนในแผนที่ของประเทศฝรั่งเศสที่ยึดเรื่องของ “ร่องน้ำลึก” เป็นสำคัญ ร่องน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลออกจากสระตราวลงไปที่หน้าผาตะวันออก จึงกลายมาเป็นพรมแดนใหม่ในทันที

.

        ตรงนี้จึงถือได้ว่า มีการรุกล้ำอธิปไตยและเข้ามายึดครองอย่างถาวร โดยไม่มีการผลักดันทางทหารจากฝ่ายไทยเลย !!! 

.

.

.

          แต่ก็เพราะบริเวณฝั่งประเทศไทยเองก็ไม่มีชุมชนตั้งอยู่ เป็นเขตป่าเขาพนมดงรัก ซึ่งในปีพ.ศ. 2541 ได้มีการประกาศเป็น "เขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร" ประชิดกับตัวปราสาท จึงไม่มีหมู่บ้านของคนไทยไปอยู่อาศัยในพื้นที่อุทยาน นอกจากฐานที่มั่นของตชด.และทหารพราน ซึ่งในเวลานั้น ก็ไม่ได้รับคำสั่งให้เข้าผลักดันการรุกล้ำดินแดน ด้วยเพราะเหตุผลสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตขึ้น

.

         เฮ้อ....(ถอนหายใจ)

.

.

.

ภาพ บารายชั้นล่าง

.

         เดิมฝ่ายกัมพูชาสามารถขึ้นเขาพระวิหารได้เพียงทางเดียว คือ “ช่องบันไดหัก” ที่อยู่ห่างจากผนังปราสาทประมาณ 100 เมตร แต่เมื่อไร้การทักท้วงจากฝั่งไทย “พลมด” กัมพูชา ก็หลั่งไหลขึ้นมาตั้งถิ่นฐานจนสามารถตั้ง “หมู่บ้าน” เพื่อทำธุรกิจบริการท่องเที่ยวบนเขาพระวิหารขึ้นในเขตทับซ้อนได้มาเป็นนานหลายปี

.

          ฝ่ายทหารกัมพูชาแต่ละฝ่าย จนถึงยุคปัจจุบันก็ติดตาม “พลมด” เข้ามาตั้งค่ายพักในพื้นที่ทับซ้อนและควบคุมแนวชายแดนได้อย่างถาวร !!! 

.

.

ภาพ สุขาชั่วคราวบนลานชั้นที่สอง

.

         การอ้างสิทธิในดินแดน "ทับซ้อน" ของประเทศกัมพูชา ตามเอกสารแนบท้ายการขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม จึงกลายมาเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาวิกฤตการณ์เขาพระวิหาร ในปี พ.ศ. 2551

.

         เพราะเอกสารได้ใช้แนวเขตแดน ตามแผนที่ฝรั่งเศสและใช้การอ้างอิงจากการตั้งถิ่นฐานของชาวกัมพูชาเชิงเขาพระวิหารที่มีอยู่จริง ให้กับ UNESCO

.

          อีกทั้งยังปฏิเสธความร่วมมือในการขอมรดกโลกร่วมกัน ระหว่างเขาพระวิหารของกัมพูชาและโบราณสถาน วัฒนธรรม ในภูมิภาคเดียวกับเขาพระวิหาร ในลักษณะเป็น “พหุภูมิภาค (Multiregional)” อันได้แก่  "สระตราว" บารายโบราณขนาดมหึมาของเขาพระวิหาร, “มออีแดง” แหล่งพำนักของเหล่าช่างและครัวเรือน “กัลปนา” ครัวเรือนที่อุทิศถวายแก่เทพเจ้า, “สถูปคู่” สถูปหินที่เชื่อว่าเป็นที่เก็บอัฐิของ "วรกมรเตงอัญ ตปัสวีนทรบัณฑิต" และ “ภควัตบาท กมรเตงอัญ ตะ คุรุศรีทิวากรบัณฑิต” ผู้ดูแลครัวเรือนของหมู่บ้านศัมภูกรมและภวกรม, “ถ้ำและน้ำตกขุนศรี” ถ้ำที่หลวงศรี นักบวชนุ่มขาวห่มขาว ผู้เฝ้าปราสาทเขาพระวิหาร รับเงินเดือนจากรัฐบาลไทย ในช่วงรัชกาลที่ 5 – 6 , “น้ำตกตานีหรือน้ำตกห้วยตา” น้ำตกขนาดเล็กใกล้กับมออีแดง ถ้ำฤๅษี” เพิงถ้ำขนาดใหญ่ใกล้กับสระตราว และ “แหล่งตัดหินสร้างปราสาท” บริเวณสระตราว ขึ้นทะเบียนเป็นมรดโลกทางวัฒนธรรมร่วมกัน

.

.

ภาพ ประตูหลอกสลักลายตามอย่างประตูไม้ ที่หายไปหมดแล้ว ศิลปะแบบบาปวนและเกลียง ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16

.

        การแก้ปัญหาพื้นที่ซ้อนทับ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งในแผนที่ ซึ่งก็มีข่าวว่าทางประเทศกัมพูชารับข้อเสนอที่จะแก้ไขแผนที่แนบท้ายแล้ว

.

        อีกทั้งทาง “กายภาพ” ที่ปรากฏการรุกล้ำ ครอบครองดินแดนเชิงเขาพระวิหารอย่างเปิดเผยของชาวกัมพูชา จนนำไปสู่การปลุกสำนึกชาตินิยมในจังหวัดศรีสะเกษ ที่มีเป้าหมายจะทวงคืนดินแดนเล็ก ๆ เพียง 8 ตารางกิโลเมตรนั้นคืนจากการครอบครองของกัมพูชา

.

.

.

ภาพ ปราสาทประธานเขาพระวิหาร ส่วนเรือนปราสาทพังลงมา เหลือแต่มณฑป

.

         ซึ่งดินแดนซ้อนทับเล็ก ๆ นี้ อาจกลายมาเป็นวิกฤตร้อน ปะทุระอุขึ้นเป็น"ข้อพิพาท" จนลามไปกระทบชิ่ง “ประวัติศาสตร์แห่งความอัปยศของชาวไทย” ที่ต้องพ่ายแพ้และสูญเสียเขาพระวิหารในอดีต ซึ่งมันจะไม่มีผลดีกับประเทศใดเลย มันจะสร้างแต่รอยร้าวและความสูญเสีย

.

        ทางออกของปัญหา ประเทศไทยต้องยอมรับว่า มีการปล่อยปะละเลยเพื่อผลทางการท่องเที่ยวและแนวอุทยานแห่งชาติ ได้ทำให้เกิดการรุกล้ำแนวเขตแดน “ซ้อนทับ” ครั้งใหญ่ที่เขาพระวิหาร เป็นความผิดพลาดของเราเองในส่วนหนึ่ง !!!

.

.

ภาพ ระเบียงคด ที่ตั้งของฐานทัพต่อต้านเวียนามของเขมรเสรีในอดีต

.

       ในขณะที่ประเทศกัมพูชา ควรจะเข้าใจและยึดมั่นในคำตัดสินของศาลโลก ให้ดินแดนบริเวณบันไดและพื้นที่ห่างจากกำแพง 100 เมตร กลับคืนมาเป็นของไทย และควรดำเนินการถอนผู้คนออกจากเขตซ้อนทับ ให้เขตซ้อนทับนั้นเป็นเขต “No Man's Land” เสียก่อน

        อย่าฉีกคำตัดสินของศาลโลกเอง เพราะยังมีคนไทย “คลั่งชาติ” จำนวนมาก ที่อยากจะใช้ประเด็นนี้ นำไปสู่การฟ้องร้องศาลโลกอีกครั้ง เพื่อทวง “ปราสาทเขาพระวิหาร” คืนจากกัมพูชา

.

.

.

.

ภาพ "พลมด" และร้านค้าของที่ระลึก บนส่วนยอดสุดของปราสาท

.

         หากปรัชญา “มรดกโลกทางวัฒนธรรม” คือสมบัติของชาวโลกทุกคน ชาวกัมพูชาก็ควรจะประสานความร่วมมือให้เกิดการขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกันบนพื้นฐานของ “สันติภาพ” และ “ความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง” ในสายเลือดของชาวไทยและกัมพูชากว่า 2,000 ปี

.

         มากกว่าจะไปนำประวัติศาสตร์ที่เจ็บแค้น แต่ไม่มี ”คุณค่า” ในโลกปัจจุบัน มาตั้ง “ธงแห่งอคติ” ใส่ชาวไทย

.

        โปรดอย่านำความเจ็บปวดของเจ้าสีหนุ และลัทธิ “ชาตินิยม” เห่ย ๆ กลับมาเลย

.

          มรดโลก ที่เริ่มต้นด้วยสันติภาพ จะเป็นมรดกที่มีคุณค่าและยืนยาว !!!

.

         อย่างไรซะ “เขาพระวิหาร” ก็ยังเป็น "ศาสนบรรพต" สัญลักษณ์แห่งชัยชนะของชาวกัมพูชาเสมอ

.

        .....แต่ บันไดทางขึ้นน่ะ ของไทยชัวร์ ๆ นะครับ เอาคืนมาเสียเถิด ผมมีภาพฟ้องศาลโลกนะ !!!

.

         หุหุ.....

.

.
.

.

.

.

.

.

.

.

.

       แถมท้ายเที่ยวชม "ประติมานวิทยา" ที่ปราสาทหินเขาพระวิหารกันซักหน่อยละกัน จะได้ไม่เสียเที่ยวเอนทรี่เขาพระวิหารนี้

.

        ปราสาทหินเขาพระวิหาร สร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวาลัยบูชาพระศิวะ ในลัทธิ "ไศวะนิกาย" ที่กษัตริย์เขมรในสมัยโบราณจะผ่านพิธีกรรมเพื่อจุดมุ่งหมายนำดวงวิญญาณเมืองสวรรคตขึ้นไปรวมกับสกลกษัตริย์หรือเทพเจ้า เกิดเป็นลัทธิ "เทวราชา"

.

        ตามจารึกกล่าวถึงเขาพระวิหารครั้งแรก ในสมัยของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ผู้สถาปนา "ยโศธรปุระ" ในปลายพุทธศตวรรษที่ 14  พระองค์สุถาปนามหาปราสาท "ศรียโศธรคีรี" หรือ "พนมบาเค็ง - พนมกังดาล" ขึ้นเป็นศูนย์กลางจักรวาลแห่งใหม่ รวมทั้งสถาปนาปราสาทบนยอดเขาหลายแห่งเช่นที่พนมบก พนมกรอม  และปราสาทเขาพระวิหาร

.

        แต่หลักฐานของอาคารในยุค"พนมบาแค็ง" ในต้นพุทธศตวรรษที่ 15 นั้น กลับไม่ปรากฏอยู่บนปราสาทเขาพระวิหารเลย ? จึงเชื่อว่า อาจมีการรื้ออาคารอิฐรุ่นเก่าออก หรือ ปราสาทพระวิหารที่ปรากฏชื่อในจารึกนั้นอาจจะเป็น "ปราสาทโดนตวน" ปราสาทหลังเดี่ยวขนาดย่อม ที่อยู่ในเขตประเทศไทยในปัจจุบันก็เป็นได้........ที่ปราสาทโดนตวนนี้มีร่องรอยการต่อเติมและปรับปรุงมุขยื่นด้านหน้าเป็นศิลปะแบบเกะแกร์ - เกลียง ซึ่งเป็นศิลปะเดียวกันกับปราสาทเขาพระวิหาร

.

        ปราสาทหินเขาพระวิหารถูกสร้างขึ้นบนเชิงผาขนาดใหญ่ลูกใหม่ ที่มีภูมิทัศน์ที่โดดเด่น ห่างจากปราสาทโดนตวนมาทางทิศตะวันตก 3 ช่วงหน้าผา สร้างขึ้นในช่วงสมัยของ "พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1" เป็นการสร้างเพียงยุคสมัยเดียวครับ .....สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 ในศิลปะผสมผสานทั้งแบบ บาแค็ง เกาะแกร์ บันทายสรี เกลียงและบาปวน

.

.

.

.

.


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 80
มะอึก วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 09.43 น.
http://www.oknation.net/blog/panakom

วิกฤตการณ์ “เขาพระวิหาร” เขตทับซ้อน, มรดกโลกและสันติภาพ

Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 3771 , 15:40:57 น. | หมวดหมู่ : โบราณคดีนอกกรอบ นักมานุษยวิทยาอิสระ ประวัติศาสตร์โหด มัน ฮา ตะลอนทัวร์
พิมพ์หน้านี้
.
.
.
ขอร่วมบันทึกภาพแห่งความภูมิใจกับอาจารย์ด้วยครับ
.
อย่างที่คุยกันครับ ชาวกัมพูชา 500 คนที่มาปลูกบ้านสร้างวัดในพื่นที่ที่บอกกันเสมอว่าเป็นพื่นที่ทับซ้อนเพราะความเข้าใจไม่เหมือนกันทั้งของไทยและกัมพูชานั้น
มันมีที่มา และมีที่ไป
.
อาจารย์รู้...ข้าราชการในพื้นที่รู้
แต่คนที่อยู่ไกลพื้นที่ไม่รู้.....

เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจ และเปิดหูเปิดตาก่อนที่คนไม่รู้จะคิดเอาเองอย่างผิด ๆ
อาจารย์น่าจะเปิดเผยข้อมูลในแง่นักวิชาการ
ส่วนการแก้ไขเป็นเรื่องของผู้ที่ต้องรับผิดชอบ....
.
พ่อค้าอุ้มชู...หรือพระยาเลี้ยง?
.
ความคิดเห็นที่ 79
ป๊อกป๊อกป๊อก วันที่ : 28/06/2008 เวลา : 00.38 น.
http://www.oknation.net/blog/unseenssk
มาเด้อหล่า มาซอยกันเบิ่งแยงบ้านเฮา

ผมติดภารกิจเรื่องลูกอยู่สองเดือนครับ แอบมาอ่านบางครั้งบางคราวบ้าง พอให้หายอยาก พอดีเรื่องนี้กำลังเป็นที่สนใจอีกครั้งผมเลยต้องกลับมารื้อข้อมูลเก่าๆเพื่อหามาฝากบ้างเร้วๆนี้ครับ

ข้อมูลของอ.ปึ๊กเหมือนเดิมขอชื่นชมด้วยใจจริงครับ
ความคิดเห็นที่ 78
vickie วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 17.11 น.
http://www.oknation.net/blog/vickie
 เด็ดดอกไม้  สะเทือนถึงดวงดาว 

วันก่อนนากฯบอกว่า รับบาลไหนไปประกาศโนแมนส์แลนด์
แต่พุดไปพูดมา ลงท้าย หลังข้อตกลงนี้ ก็จะยังให้เป็นโนแมนส์แลนด์ ว่าแต่ทำไมไม่ผลักดัน คนที่บุกรุกออกไปตามข้อตกลง
ทหารจะทำ แต่มีคนรัฐไปขวาง ...เพื่ออะไร
ความคิดเห็นที่ 77
ศรีลำดวน วันที่ : 25/06/2008 เวลา : 16.49 น.
http://www.oknation.net/blog/lumduan
----

- http://img206.imageshack.us/my.php?image=kookmanma3.jpg
ความคิดเห็นที่ 76
มะอึก วันที่ : 24/06/2008 เวลา : 12.42 น.
http://www.oknation.net/blog/panakom

HOT สุด ๆ
ความคิดเห็นที่ 75
Sydneychocolatier วันที่ : 24/06/2008 เวลา : 02.44 น.
http://www.oknation.net/blog/bakingclub
May the Chocolate be with you!!!

ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมอาจารย์เสียนาน เข้ามาในวันที่มีประเด็นร้อนพอดี

เป็นบทความสรุปได้ดีเยี่ยมครับ ทั้งประวัติศาสตร์และข้อมูลเรื่องอาณาเขตทับซ้อน

ทวงกันไปทวงกันมา น่าเบื่อนะครับ รบกวนพันธมิตรฯช่วยไปทวงทองที่ยอดเจดีย์ชเวดากองด้วยครับ เขาเอาไปตั้งสองร้อยกว่าปีแล้ว เอากลับมาคงช่วยชาติได้โขอยู่.....
ความคิดเห็นที่ 74
ต้นไม้(ไชยสุภา) วันที่ : 23/06/2008 เวลา : 21.01 น.
http://www.oknation.net/blog/Tree-chaisupa

ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่นำเสนอต่อชาวไทย และผมเองก็เป็นหนึ่งใน.."ผู้คลั่งชาติ" !
ความคิดเห็นที่ 73
..รักป่า..รักน้ำ..รักไทย.. วันที่ : 23/06/2008 เวลา : 16.37 น.

ขอบคุณสำหรับข้อมูลของอาจารณ์ และข้อคิดต่างๆของพี่ๆมากครับทำให้ได้ฉุดคิดในหลายๆความคิดเห็น...แต่อาจารณ์ครับอยากให้อาจารณ์ขยายความนิดหนึ่งได้ไหมครับเกี่ยวกับเรื่องการเสียดินแดนของประเทศไทยตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2325-ประมาณ2452 ให้กับอังกฤษและฝรั่งเศษ เช่น พวก..เกาะปีนัง ให้อังกฤษ เขมรส่วนนอก แคว้นสิบสองจุไทย ดินแดนฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแม่น้ำโขง มณฑลบูรพา(พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ) ให้แก่ฝรั่งเศษอะครับ..อยากรู้ข้อมูลและรายละเอียดข้อเท็จจริงมากเลยครับ.... และหวังลึกๆว่าเราคงจะไม่เสียพื้นที่ของเราให้กับเขมรอีกใช่ไหมครับ...
ความคิดเห็นที่ 72
รุสสกี้ วันที่ : 21/06/2008 เวลา : 16.11 น.
http://www.oknation.net/blog/russky
ในงานศพ จะมีขี้เมาน้อยกว่างานแต่งงานหนึ่งคนเสมอ

ผมว่าถ้าผู้นำไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน โง่ เซ่อ บ้า ปล่อยให้เขมร ที่เพิ่งจะเลิกรบกันเองเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มาครอบครองเอาดินแดนส่วนที่เป็นของเราอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ก็สมควรปล่อยให้เขมรมันไปเหอะ มันเป็นกรรมของเราเองที่ได้คนแบบนี้มากำหนดชะตากรรมประเทศ
ความคิดเห็นที่ 71
เสดพีร์ วันที่ : 20/06/2008 เวลา : 19.14 น.
http://www.oknation.net/blog/chao
*+* เพียงแวะเข้าไปทัก..เราก็แอบฮักคุณอยู่ในใจ *+*

คงจำกันได้ รัฐบาลทักษิณจนแต้มเพราะ "ข้อกล่าวหา" ที่แก้ตัวไม่ออกเรื่อง "ขายชาติ" ให้สิงคโปร์ จนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายของทักษิณ

มาคราวนี้รัฐบาลหมัก กำลังถูก "ข้อกล่าวหา" เรื่อง "ขายชาติ" ให้เขมร โดยอดีตทนายแก้ต่างของทักษิณ - นพดล

บทเรียนสอนว่านักการเมืองไม่สนใจประวัติศาสตร์/ อดีตที่ควรจดจำใดๆ เลยมีแต่ตะกละตะกรามไม่รู้จบ ...ลืมคิดไปว่าประเด็น "ชาติ" เปราะบางต่อความรู้สึกของชาวไทยมาก

ฟังพลงเขาพระวิหาร แต่งและร้องโดย คำรณ สัมปุณณานนท์ ได้ที่นี่ เพิ่งได้ฟังเหมือนกัน

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000072311&
ความคิดเห็นที่ 70
BlueHill วันที่ : 20/06/2008 เวลา : 17.29 น.
http://www.oknation.net/blog/charlee
ฟ้าคราม ป่าเขียว กาแฟหอมกรุ่น

คนอ่านเกือบ 3000 แล้ว แจ่ม...
ความคิดเห็นที่ 69
pjeabja วันที่ : 20/06/2008 เวลา : 16.44 น.
http://www.oknation.net/blog/pradit

ผมคนหนึ่งหละที่เป็นคนไทย “คลั่งชาติ”



ปล.อยากทราบว่าเขมรกับขอมคือเผ่าพันธ์ุเดียวกันหรือไม่ครับ
ความคิดเห็นที่ 68
BigHead วันที่ : 20/06/2008 เวลา : 14.23 น.
http://www.oknation.net/blog/bighead


รวบรวมข้อมูลใครเคยไปมาเก่าก่อนส่งไปเป็นหลักฐานมัดคนเห็นแก่ตัว สู้ๆ
ความคิดเห็นที่ 67
saleman วันที่ : 19/06/2008 เวลา : 21.53 น.
http://www.oknation.net/blog/saleman

มาตามหาข้อมูล ต่อครับ อาจารย์
ความคิดเห็นที่ 66
Sainam วันที่ : 19/06/2008 เวลา : 12.19 น.
http://www.oknation.net/blog/sainam

ชัดเจนทั้งบทความ และภาพประกอบ....เหนื่อกว่านั้น ชัดเจนถึงคนเขียนด้วยค่ะ...

....................เจี๊ยบ.!!!!! ค่ะ...................
ความคิดเห็นที่ 65
lukpat วันที่ : 19/06/2008 เวลา : 12.02 น.
http://www.oknation.net/blog/lukpat
It's me invisible man...

1 โหวต ค่ะ ขอบคุณนะคะสำหรับเรื่องราวดีๆๆ
ความคิดเห็นที่ 64
BlueHill วันที่ : 19/06/2008 เวลา : 07.41 น.
http://www.oknation.net/blog/charlee
ฟ้าคราม ป่าเขียว กาแฟหอมกรุ่น

วันนี้ ได้อ่านบทความของอาจารย์ในหน้า 11 ของนสพ.กรุงเทพธุรกิจแบบเต็ม ๆ ทั้งข้อคิด ข้อเขียน และภาพ

ขอขอบคุณแทนกองบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจด้วยครับ

เมื่อวาน ไม่ได้เจอกัน อดคุยกันเรื่อง workshop ที่เขาพระวิหาร เลยครับ
ความคิดเห็นที่ 63
Canไทเมือง วันที่ : 18/06/2008 เวลา : 13.10 น.
http://www.oknation.net/blog/canthai

เข้ามาอ่านเป็นรอบที่ 4 ครับอาจารย์

ขออนุญาตนำข้อความและภาพในบล็อคไปเผยแพร่ต่อนะครับ

เพราะมาถึงวันนี้ ยิ่งเห็นความจำเป็นที่จะต้องขอให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไว้ก่อน

ต้องตกลงเขตพื้นที่ทับซ้อนให้ชัดเจนก่อน
ความคิดเห็นที่ 62
วิตามินบี วันที่ : 18/06/2008 เวลา : 12.17 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
ความอ่อนน้อมถ่อมตน คืออาภรณ์ประดับกายที่งดงาม


ความคิดเห็นที่61คะ...

ทำไมยังวนเวียนอยู่แต่เรื่องประเด็นการเมือง
ก็มัวแต่จ้องจับผิดว่ามันเป็นเรื่องการเมืองอยุ่นี่แหละ
ดูที่ข้อเท็จจริงไม่ดีกว่าเหรอ...
และที่สำคัญเค้าไม่ได้เรียกร้องเอาปราสาทเขาวิหารคืน
แต่เค้ากลัวสูญเสียพื้นที่ตั้งแต่บันไดทางขึ้นลงมาจนถึงบริเวณที่ชาวเขมรรุกล้ำเข้ามาอยุ่อาศัยต่างหาก

มันแต่กลัวเสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเหรอคะคุณ
งั้นก็ยกให้เค้าไปเลยเนอะ เค้าจะได้รักประเทศไทยมากๆ
ดีมั้ย...

แต่ถ้าคุยกันดีๆ ร่วมกันเป็นเจ้าของมรดกโลก
ก็ค่อยน่าคุยกันหน่อยอย่างที่อาจารย์บอกอ่ะ บีเห็นด้วย
ความคิดเห็นที่ 61
donnies วันที่ : 18/06/2008 เวลา : 11.59 น.
http://www.oknation.net/blog/nonsense

เห้นด้วยครับที่เราจะเรียกร้องพื้นดินที่ถูกรุกล้ำโดยชาวเขมรในส่วนของประเทศไทย แต่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของคนคลั่งชาติที่จะขอทวงเอาเขาพระวิหารทั้งหมดกลับมา
ผมคิดว่าประเด็นนี้เป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่น่าจะแก้ไขได้โดยไม่ยากถ้าผู้รับผิดชอบรู้จักที่จะแก้ปัญหา และคิดว่ารัฐบาลในปัจจุบันก็คงไม่คิดสั้นขนาดยกดินแดนส่วนที่เหลือของไทยไปให้กัมพูชาโดยแลกกับผลประโยชน์หรืออะไรก็ตามที่คนบางกลุ่มคิดว่าเป็นขอ้ตกลงลับๆของผู้รับผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลังการแก้ปัญหานี้
คงไม่มีผู้รับผิดชอบคนไหนที่อยากจะโดนประณามว่าเป็นคนขายชาติไปตลอดชีวิตและเป็นที่เสื่อมเสียต่อวงศ์ตระกูลเขาเพียงเพื่อที่จะแลกเอาดินแดนของไทยไปกับผลประโยชน์หรอกครับ

และประเด็นข้อพิพาทนี้จะถูกแก้ได้ก็ต่อเมื่อ กลุ่มการเมืองในประเทศไม่ยกประเด็นนี้เป็นประเด็นทางการเมืองเหมือนกัน อย่าลืมว่างานระดับนี้มันไม่มีแค่ฝ่ายการเมืองเป็นคนทำอย่างเดียว มันต้องมีหลายฝ่ายที่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย คงจะไม่มีคนเลวทั้งหมดหรอกที่มาทำงานนี้ครับ

พวกที่เอาประเด็นนี้มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั่นแหละครับเป็นพวกที่ไม่เห็นประโยชน์ของชาติครับ

และพวกที่คลั่งชาติแล้วอยากจะเอาเขาพระวิหารคืนมาเป็นของไทยก็คิดหน่อยครับว่า การเอาคืนมานี่มีประโยชน์มากขนาดไหนเทียบกับข้อเสียของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกันและอะไรอีกหลายอย่างที่จะต้องเสียไป อย่างที่ท่านปรมาจารย์ท่านนึงเคยบอกครับว่า ดินแดนที่เหลืออยู่ทำให้ดีซะก่อน ก่อนที่จะไปทวงดินแดนอื่นกลับคืนมาครับ
ความคิดเห็นที่ 60
แม่สีไฟ วันที่ : 17/06/2008 เวลา : 19.48 น.
http://www.oknation.net/blog/ting


ชอบปราสาทแบบเขมรนะคะ
แต่ก็ไม่อยากให้มีกรณีพิพาทไม่รู้จบ

ว่าไปก็รูปแบบวัฒนธรรมของเขานี่คะ
หากประกาศเป็นมรดกโลกแค่บันไดทางขึ้น
ก็ให้เขาไปเถอะค่ะ ขำ ๆ ออก ตัวปราสาทเป็นของเขมร
บันไดเป็นของไทย คิดเสียว่าเป็นมรดกโลกก็เป็นของเรา
หนึ่งในชาวโลกเสีย

แต่หากคิดเรื่องผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว
ก็ต้องทำใจ