พิมพ์หน้านี้
|
ลูกบังเกิดเกล้า พุทธทำนายตอนนี้ โบราณจารย์ได้ประพันธ์เป็นบทกวีได้ว่า อีกข้อสามฝันว่าแม่คาวิน วอนขอนมลูกกินน่าบัดสี โปรดอภิปรายทายว่านิมิตนี ไปภายหน้าจะมีเป็นแน่นอน คือพ่อแม่แก่ชรามาหาบุตร ด้วยสิ้นสุดข้าวปลาทั้งผ้าผ่อน ต้องมายอมปลอบขอเฝ้าง้องอน มันขอดค่อนสำทับให้อับอาย พูดหยามเหยียดเสียดต่อพ่อและแม่ ไม่กลัวแก่บาปกรรมทำเสียหาย มิได้มีหิริโอตตัปปะอาย หยาบคายขี่ข่มด้วยลมพาล พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้สุบินว่า *************** ได้เห็นแม่โคดื่มนมของลูกตัวเอง ทั้งๆ ที่เพิ่มเกิดมาได้เพียงวันเดียว *************** พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ไว้ว่า ในอนาคต เมื่อมนุษย์ไร้ศีลธรรม ความกตัญญูรู้คุณจะหายไป ลูกหลานแทนที่จะคอยเอาใจใส่ดูแลเลี้ยงดูพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ยามแก่เฒ่า กลับต้องให้พ่อแม่มาคอยขอความช่วยเหลือ ราวกับขอทาน ทำให้นึกถึงเพลงเก่าๆ ของ พร ภิรมย์ เพลงหนึ่งที่ตรงกับสภาพของพุทธทำนายตอนนี้คือ **** มีครอบครัวหนึ่งซึ่งยากจน มีบุตรสี่คนเป็นผู้ชาย พ่อแม่แก่จวนตาย แกรักลูกชายส่งไปเรียน อดเปรี้ยวอดหวานอดมันอดเผ็ด กระแหม่กระเหม็ดเพราะความเพียร รับจ้างถางไร่ไถ่นาใครไม่เตียน ถางส่งลูกเรียนซื้อตำรา ลูกทั้งสี่กุศลเก่าส่ง สมประสงค์สุดหรรษา สอบสำเร็จสมเจตนา แถมได้ภรรยาทั้งสี่คน ได้ลูกสาวของเศรษฐี สมศักดิ์ศรีเพราะมีกุศล แต่ลืมพ่อแม่ทิ้งแกยากจน ลูกทั้งสี่คนไม่คิดถึงคุณ ลูกทั้งสี่มีความสุข พ่อแม่มีทุกข์นอนตามใต้ถุน แกต้องขอทานที่บ้านใจบุญ พอเป็นทุนเลี้ยงอาตมา มาวันหนึ่งถึงบ้านบุตร ทั้งสองสุดเหนื่อยแรงล้า ขออาศัยใต้ร่มชายคา จึงพบหน้าบุตรของตน แต่พวกลูกกลับปฏิเสธ แถมไล่เฉดว่าไปให้พ้น แสร้งไม่ไยดีทั้งสี่คน กลับช่วยเมียตนไล่ขอทาน ความงันงกเลยตกบันได คอหักตายราวปาฏิหาริย์ แกเห็นลูกชายแกวายปราณ สองขอทานย้อนกลับมา กอดศพลูกแล้วร้องไห้ สุดเสียดายลูกหนักหนา ลูกชั่วอย่างไรก็ไม่โกรธา บิดรมารดาตัดลูกไม่ลง จะได้เห็นว่า ลูกกี่คนแม่ทนเลี้ยงได้ แต่จะหาลูกสักคนอดทนเลี้ยงพ่อแม่นั้นยากแท้จริง สังคมทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องครอบครัวมาก บางครอบครัวไม่ขาดด้านวัตถุ มีกินมีใช้ แต่ชีวิตในครอบครัวกลับมีปัญหา ไม่ราบรื่นเลย เป็นเพราะสาเหตุอะไร ลองดูปัญหาของคุณแม่ที่มีลูกทำตัวราวกับเจ้านาย ทั้งๆ ที่ยังเด็กยังเล็กอยู่ ใครเจอลูกอย่างนี้เข้าบ้างจะรู้สึกอย่างไร และจะทำอย่างไร ลองตอดตามชีวิตของเธอได้จากปัญหาของคุณแม่ ที่เขียนไปปรึกษาจิตแพทย์ (จากหนังสือรู้จักชีวิต) คุณแม่คนนั้นเล่าว่า .... ปัจจุบันดิฉันมีลูกสาวสองคน คนโตอายุ ๑๓ ปี คนเล็ก ๑๑ปี ในความคิดของดิฉันแล้ว คิดว่าเขาทั้งสองน่าจะช่วยงานบ้านได้ แต่เหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้ว ลูกคนโตก็อาสาช่วยงานบ้านบ้าง ดิฉันก็ปล่อยให้เขาทำ เขาก็ทำเสร็จบ้าง ไม่เสร็จบ้าง เมื่อปีที่แล้วไม่อาสาทำงาน แต่เมื่อดิฉันใช้ให้เขาทำก็จะทำ แต่มาปีนี้ไม่อาสาทำ ใช้ก็ไม่ทำ เมื่อบอบช้ำหลายหนก็โกรธ ปิดประตูล็อคห้องนอนฟังเพลงเฉย กิจวัตรของลูกคนโตก็คือ ตื่น ๗ โมงเช้าตื่นขึ้นมาก็อาบน้ำโดยที่ดิฉันต้มไว้ให้ ถ้าเขาตื่นมาแล้วไม่เห็นน้ำที่ต้มไว้ เขาก็โกรธ กลับไปนอนต่ออีก เขาจะตื่นนอนก็ต่อเมื่อดิฉันปลุกซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง ปัจจุบันนี้ต้องปลุก ๕ ครั้ง ถ้าตั้งนาฬิกาปลุก เขาก็จะลุกมากดไว้แล้วนอนต่อ หลังจากนั้นก็จะแต่งตัว และทานข้าวโดยมีอาหารพร้อมแล้ว เสร็จแล้วก็จะเก็บเฉพาะจานข้าวของตนเอง โดยไม่สนใจจานอื่นๆ บนโต๊ะอาหารเลย หลังจากนั้นก็จะไปโรงเรียนซึ่งไกลอยู่จากบ้านประมาณ ๕ กิโลเมตร โดยรถยนต์เก่าๆ คันหนึ่ง แต่ดูแลรักษาอย่างดี โดยที่ดิฉันเป็นคนขับ หลังจากนั้น ดิฉันก็จะกลับมาทำงานซึ่งยุ่งมาก เพราะนอกจากงานสอนแล้ว ก็ทำงานหน้าที่อื่นๆ ประมาณ ๔โมงเย็น ดิฉันก็ไปรับเขากลับบ้าน พอถึงบ้าน เขาก็จะวางกระเป๋าหนังสือเกลื่อนกลาดในห้องรับแขก ถอดถุงเท้าทิ้งไว้ในห้องรับแขก ทั้งๆ ที่มีตะกร้าใส่ ถ้าบอกก็จะโกรธ ขณะนั้นเขาก็จะดูทีวี อาจจะนำขนม หรือผลไม้มารับประทานในระหว่างดูทีวี แล้วก็จะทิ้งกระดาษห่อ เปลือกส้ม ไว้ในห้องรับแขก เขาจะไม่ช่วยทำกับข้าว แต่จะเร่งให้ดิฉันรีบทำ ด้วยการบ่นติดต่อกันตลอดเวลาว่า หิวแล้ว ดิฉันทำเสร็จแล้วต้องยกมาให้รับประทานอาหารด้วย ซึ่งดิฉันเห็นว่ามันไม่ถูกต้องเลย ถ้าจัดให้รับประทานที่โต๊ะอาหาร เขาก็จะตักไปรับประทานหน้าทีวี ดิฉันบอก เขาไม่เชื่อ ถ้าพูดบ่อยๆ เขาก็ปิดประตูล็อคห้อง และไม่ไปโรงเรียน หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ก็จะไม่เก็บจานอาหาร ก็เป็นหน้าที่ของดิฉันที่จะเก็บกวาดดูแลความเรียบร้อย เขาจะมองดูดิฉันทำงานด้วยสายตาปรกติ ไม่คิดว่าเป็นงานที่จะต้องช่วยทำ นอกจากนั้นแล้ว ดิฉันยังต้องมีหน้าที่ซักผ้า รีดผ้า ถูบ้าน ขัดห้องน้ำ ดูแลรถ ทำความสะอาดรถ งานราชการก็หนัก งานบ้านก็หนัก แล้วลูกไม่ช่วยทำ บอกให้ทำก็โกรธ เข้าห้องปิดประตูขังตัวเอง วันไหนนอนตื่นสาย ก็ไม่ไปโรงเรียน ... สังคมทุกวันนี้ มีปัญหาลูกบังเกิดเกล้าเช่นนี้อยู่มาก และนับวันจะมากขึ้น ผิดกับสมัยก่อน เมื่อประมาณ ๔๐ ๕๐ ปีที่ผ่านมา เรายังได้เห็นมารยาทของเยาวชนที่เป็นลูกหลาน ได้แสดงความประพฤติตนอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ เช่น บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ด้วยคำพูด การเคารพกราบไหว้ยำเกรง เมื่อใครได้พบได้เห็นแล้วก็เป็นที่ชื่นตาชื่นใจ เป็นที่ตั้งแห่งความเมตตาสงสารอย่างแท้จริง แต่แล้ว ทำไมความประพฤติของเยาวชนเดี๋ยวนี้กับแต่ก่อนจึงต่างกันอย่างมาก หรือจะเป็นเพราะทุกวันนี้สภาพของสังคมเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาทางเศรษฐกิจ มีผลทำให้สตรีต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการหารายได้ เลี้ยงครอบครัว แทนที่จะทำหน้าที่แม่บ้านคอยอบรมดูแลลูกเป็นงานหลัก อาจเป็นเพราะว่า ทุกวันนี้สตรีมีการศึกษาดีขึ้น วัฒนธรรมก็เปลี่ยนแปลงไป สตรีบางกลุ่มถือว่าตนก็มีความสามารถทัดเทียมบุรุษ จึงต้องการแสวงหาหระสบการณ์ ที่นอกเหนือจากหน้าที่แม่บ้านทำให้สตรีขวนขวายออกทำงานนอกบ้านมากขึ้นแต่ถึงจะออกไปทำงานนอกบ้านอย่างไร สตรีก็ยังต้องรับภาระงานบ้าน งานเลี้ยงดูบุตร และการปรนนิบัติสามี ทำให้บทบาท และภาระของสตรีเพิ่มขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับสตรี ที่สมรสแล้วในปัจจุบัน คือ ปัญหาการอบรมเลี้ยงดูลูก เพราะว่าเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานนอกบ้าน ทำให้ลูกๆ เกิดความรู้สึกว่า ตนถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ เมื่อบ้านหาความสุข และความอบอุ่นไม่ได้ เด็กก็จะไปแสวงหาจากนอกบ้านเป็นการชดเชย เชย จากเพื่อนฝูง ซึ่งทำให้เด็กมีโอกาสเสียได้ง่าย การที่สตรีต้องรับผิดชอบทั้งงานอาชีพ และงานบ้าน ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน สุขภาพเสื่อมโทรม อารมณ์หงุดหงิดง่าย บ่อยครั้งสามีภริยาจึงดูเหมือนจะมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เกิดการขัดใจกันมากขึ้น และยิ่งถ้าสามียังยึดมั่นในค่านิยมโบราณที่ว่า ภริยามีหน้าที่ต้องปรนนิบัติสามีด้วยแล้ว สามีจะเกิดความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ซึ่งอาจมีผลให้ชีวิตคู่สมรสคลอนแคลนได้ จะเห็นได้ว่า การทำอะไรไม่เหมาะสมกับหน้าที่ และความต้องการที่ไม่รู้จักพอของมนุษย์ปัญหาต่างๆ ก็จะตามมา คนเราถ้ามีความสุขทางด้านจิตใจ ครอบครัวสามัคคีแม้จะมีรายได้น้อย ก็ยังดีกว่าครอบครัวที่มั่งคั่งร่ำรวยแต่ขาดความสามัคคี มองกันไม่สนิท คอยระแวงซึ่งกัน และกัน ความสามัคคีเป็นคุณธรรม ที่ประเสริฐสำหรับหมู่คณะ หมู่คณะที่มีความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้น จะทำลายอุปสรรคที่กีดขวางความก้าวหน้าได้อย่างดี และสามารถบุกบั่นไปสู่ความสำเร็จได้โดยง่าย วิธีการที่จะให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ก็คือ ต้องรู้จักอบรมดูแลลูกให้ดี โดยมีหลักการง่ายๆ ดังนี้ ๑. ควรมีเวลาอยู่กับลูกให้มาก ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่กับคนรับใช้ ถ้าเกิดได้คนรับใช้ที่ไม่ดี เจ้าอารมณ์ เด็กก็จะติดนิสัยจากคนรับใช้ ส่วนใหญ่ไม่มีใครจะรักเด็กเท่าพ่อแม่ ความเอาใจใส่ก็ต่างกัน มารดาจึงควรเลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง ดูแลงานบ้านให้เรียบร้อย ตามหน้าที่ของภรรยาที่ดี จะเป็นสิ่งที่ช่วยผูกใจสามีไว้ได้มากอีกด้วย ๒. พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกๆ ไม่ทำสิ่งที่ผิดศีลธรรม และไม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก เพราะจะทำให้เด็กเสียใจ และจะเป็นตัวอย่างให้ลูกๆ ทะเลาะกันเองด้วย ๓. อย่าตามใจลูกมากเกินไป แต่ก็ไม่ถึงกับขัดใจเสียจนไร้เหตุผล ถ้าตามใจเกินไป ลูกก็จะได้ใจ และเอาแต่ใจตัวเอง เป็นคนอ่อนแอ พ่อแม่จะลำบาก ถ้าขัดใจเกินไป เด็กก็จะไม่มั่นใจตัวเอง บางอย่างควรให้เขาได้แสดงออกบ้าง ถ้าผิด หรือไม่เหมาะไม่ควร ก็ควรชี้แจงด้วยเหตุผล อย่าใช้อารมณ์ ๔. หมั่นพาเขาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่ดี และให้รู้จักคบเพื่อนที่ดี เช่น พาไปเที่ยววัดที่มีการอบรมที่ดี ๕. ควรรู้จักความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของเด็กในวัยต่างๆ และควรจะปรับตัวในการให้การอบรม ให้เหมาะสมกับวินัยของเด็กให้ดีด้วย ๖. ควรจะสอนให้ลูกๆ รู้จักกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เพราะผลของความกตัญญูรู้คุณ จะส่งผลไปถึงลูกของลูกต่อไปอีกด้วย ถ้าท่านไม่อยากพบกับ ชะตากรรม ตามที่พระพุทธองค์ทำนายไว้ ในอนาคต (ก็คือสมัยนี้นี่เอง) ถ้ามนุษย์ไร้ศีลธรรม ไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก เด็กกับคนแก่ ครูกับศิษย์ เปลี่ยนแปลงไป ยามพ่อแม่แก่ชราก็จะไม่มีใครคอยเลี้ยงดู ต้องคอยงอนง้อลูกดุจแม่วัว ต้องขอดูดนมจากลูกที่เกิดใหม่ รู้จักเอาศีลธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็น และหมั่นศึกษาปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ไม้มากๆ ขึ้น จะทำให้เราควบคุมอารมณ์ และรู้วิธีที่จะดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขร่มเย็นได้มากขึ้น |
| กฐินวัดวังน้อยวนาราม ปี2551 | ||
กฐินวัดวังน้อยวนาราม ปี51 |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||