พิมพ์หน้านี้
|
คำวัด บวช บวช หมายถึง การถือเพศเป็นนักบวช เช่นเป็นพระภิกษุ เป็นสามเณร เป็นฤๅษีชีไพร นัยว่ามาจากตำว่า บรรพชา บวช แปลกันว่า งดเว้นจากการทำชั่วต่างๆ ด้วยการสละโลกีย์ทิ้งเหย้าเรือนไปถือเพศเป็นนักบวช เป็นสมณะ เป็นภิกษุสามเณร เป็นต้น เพื่อขัดเกลากิเลส และเพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง ในปัจจุบัน การสละเหย้าเรือนไปถือศีลปฏิบัติธรรมที่วัด หรือสถานที่ปฏิบัติธรรมในระยะยาวบ้าง ชั่วคราวบ้าง ก็นิยมเรียกว่า บวช เช่น บวชชี บวชชีพราหมณ์ บวชเนกขัมมะ เณรหน้าไฟ เณรหน้าไฟ คือ สามเณรที่บวชเนื่องในพิธีเผาศพ เณรหน้าไฟ เป็นสามเณรที่บวชเพื่ออุทิศส่วนบุญไปให้แก่ผู้ตายโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่จะเป็นบุตรหลานของผู้ตายที่ต้องการทดแทนบุญคุณ และอุทิศส่วนบุญไปให้ในงานเผาศพ เพราะบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ในขณะที่เผาศพจึงเรียกว่าเณรหน้าไฟ เณรหน้าไฟ เป็นสามเณรที่บวชชั่วคราว คือ ระยะงานเผาศพเท่านั้น อาจเรียกว่าบวชเฉพาะกิจก็ได้ เสร็จงานเผาศพแล้วก็สึกทันที เรียกว่าบวชเพื่อเผาศพ หรือบวชอยู่ชั่วระยะเวลาไฟไหม้ศพจริงๆ เณรหางนาค เณรหางนาค คือ สามเณรที่บวชต่อท้ายพิธีบวชพระ ในการบวชพระบางครั้ง เจ้าภาพต้องการให้เด็กที่มีอายุยังไม่ครบบวชพระได้บวชเป็นสามเณรด้วย ซึ่งอาจเป็นน้องชายของผู้จะบวชพระ หรือลูกชายของเพื่อนบ้านนำมาฝากร่วมพิธีด้วยเพื่อเป็นการประหยัด หรือในกรณีบวชนาคหมู่ มีเด็กที่จะบวชเป็นสามเณรด้วยหลายคน จึงจัดงานพร้อมกันทีเดียวโดยโกนหัว แต่งตัวนาค ทำขวัญนาค แห่นาคไปวัดพร้อมกันทั้งนาคพระ นาคเณร แต่เวลาทำพิธีบวช พระสงฆ์จะบวชนาคพระก่อนแล้วจึงบวชนาคเณร สามเณรบวชแบบนี้ เรียกว่าเณรหางนาค เณรหางนาค อาจเป็นสามเณรที่บวชชั่วคราว เช่นบวชหน้าไฟ หรือเป็นสามเณรที่บวชเรียนถาวรก็ได้ รูป รูป เป็นคำธรรมะคำหนึ่งอย่างเช่นในคำว่ารูปธรรม นามธรรม แปลว่า สิ่งที่ชำรุดทรุดโทรม, สิ่งที่แตกสลาย, สิ่งที่แปลผันได้ หมายถึงรูปร่างที่มองเห็นได้ด้วยตา คือร่างกาย หรือตัวตนของคน สัตว์ สิ่งของ อันเกิดจากการรวมตัวกันของธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม จัดเป็นขันธ์หนึ่งใน ขันธ์ ๕ รูป ใช้เป็นคำแสดงลักษณะ หรือลักษณะนามของพระภิกษุสามเณร เช่น พระภิกษุ ๓ รูป สามเณร ๕ รูป รูป สมัยก่อนใช้เป็นคำแทนตัวผู้พูดของพระภิกษุสามเณรที่พูดกับคฤหัสถ์ เช่นเดียวกับคำว่า อาตมา, ฉัน เช่น วันนี้รูปไปไม่ได้หรอกนะโยม รูปไม่ว่า หมายความว่า อาตมาไปไม่ได้ ไม่ว่า นั่นเอง ลาข้าวพระ ลาข้าวพระ หมายถึง การขอข้าวพระพุทธที่ถวาย หรือบูชาไว้เพื่อนำไปรับประทาน หรือเพื่อเก็บล้างภาชนะหลังจากเสร็จพิธีแล้ว เรียกเต็มว่า ลาข้าวพระพุทธ ลาข้าวพระ มีธรรมเนียมลาคือ พึงเข้าไปนั่งคุกเข่าหน้าสำรับที่หน้าโต๊ะบูชา กราบสามครั้ง แล้วประนมมือกล่าวคำบอกลาเบาๆ หรือในใจว่า เสสัง มังคลา ยาจามิ นี่เป็นแบบเก่า แต่แบบใหม่ว่า เสสัง มังคลัง ยาจามิ การถวายข้าวพระก็ดี การลาข้าวพระก็ดี เป็นธรรมเนียมเก่าแต่โบราณ ยังถือปฏิบัติกันอยู่ เพราะถือว่าอาหารที่จัดนั้นมิใช่จัดให้พระพุทธฉัน แต่เป็นการบูชาพระพุทธเหมือนกับบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน บริจาค บริจาค แปลว่า การเสียสละ, การปล่อยวาง, การให้ ใช้คำแทนว่า ทาน ก็ได้ ใช้ร่วมกันว่า บริจาคทาน ก็มี บริจาค ปกติจะมุ่งถึงการให้ หรือการเสียสละพัสดุสิ่งของ สละความเห็นแก่ตัว และความสุขส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นโดยไม่เลือกว่าเป็นมิตรหรือเป็นศัตรู กล่าวคือเสียสละเพื่อกำจัดกิเลสภายในคือโลภะ ความอยากได้ มัจฉริยะ ความตระหนี่เสียดาย ความเห็นแก่ตัว เป็นสำคัญ บริจาค หรือ ทาน เป็นวิธีทำบุญอย่างหนึ่ง เรียกว่า ทานมัย (บุญที่เกิดจากการให้ จากการบริจาค) เป็นเหตุให้ผู้ทำอิ่มเอมเมื่อให้ มีความสุขใจเมื่อคิดถึง ได้รับความรักนับถือจากผู้อื่น และอำนวยให้มีโภคสมบัติมากมูลในทุกภพ ทุกชาติเกิด ล้างป่าช้า ล้างป่าช้า เป็นคำวัดที่หมายถึง การนำศพทั้งหมดที่เก็บ หรือฝังไว้ในสุสาน หรือในป่าช้ามาเผาพร้อมกัน ล้างป่าช้า นิยมจัดเป็นงานใหญ่ และถือว่าเป็นการบุญใหญ่ เพราะศพที่เก็บไว้ในสุสาน หรือในป่าช้าส่วนใหญ่เป็นศพที่ญาติพี่น้องไม่พร้อมที่จะจัดงานเผาได้บ้าง เป็นศพที่ไม่มีญาติบ้าง ถูกฝังหรือเก็บไว้นานจนบางศพเหลือแต่โครงกระดูกบ้าง เมื่อนำมาทำพิธีเผารวมกันจึงจัดเป็นพิธีบุญใหญ่ เชิญชวนผู้คนให้มาร่วมบุญมากแต่มีให้ทำกันไม่บ่อยนัก ล้างป่าช้า บางแห่งจัดบ่อย เนื่องจากที่เก็บศพไม่เพียงพอ เพราะมีศพมาฝากให้เก็บไว้มากจำเป็นต้องจัดงานล้างป่าช้าเพื่อให้เก็บศพว่างสำหรับรอรับศพใหม่ |
| กฐินวัดวังน้อยวนาราม ปี2551 | ||
กฐินวัดวังน้อยวนาราม ปี51 |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||