พิมพ์หน้านี้
|
ลักษณะการให้ทาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกอานิสงส์ของการให้ทานว่ามีผลตอบสนองที่ต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการให้ และผู้รับทาน การให้ทานมี ๒ ลักษณะได้แก่ ๑. การให้โดยเจาะจง เรียกว่า ปาฏิปุคคลิกทาน ๒. การให้โดยไม่เจาะจง เรียกว่า สังฆทาน ๑) การให้โดยเจาะจง หมายถึง การมุ่งให้โดยเจาะจงบุคคลผู้รับทาน ซึ่งในกรณีนี้ผลของการให้ทานจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคุณธรรม และศีลธรรมของผู้รับทาน ซึ่งจำแนกได้เป็น ๑๔ ประเภท แต่ในที่นี้จะขอกล่าวโดยย่อ ได้แก่ ก. ให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉานทุกประเภท นับตั้งแต่ช้าง ม้า โค กระบือ กุ้ง หอย ปู ปลา มดแดง มดดำ ฯลฯ จะมีผลตอบสนองหนึ่งร้อยชาติ คือมีอายุยืนนาน มีผิวพรรณที่ผ่องใส มีความสุขกายสุขใจ มีพละกำลังที่แข็งแรง มีปฏิภาณไหวพริบที่ว่องไว ฉลาดเฉียบแหลม ข. ให้ทานแก่ปุถุชนที่ทุศีล (ไม่มีศีล) ขี้เหล้าเมายา นักเลงการพนัน นักเลงเจ้าชู้ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯลฯ จะมีผลตอบสนอง หนึ่งพันชาติฯ ค. ให้ทานแก่ปุถุชนที่มีศีล ภิกษุสงฆ์ศีล ๒๒๗ สามเณรศีล ๑๐ อุบาสก อุบาสิกาศีล ๑๐ ศีล ๘ ศีล ๕ จะมีผลตอบสนองหนึ่งแสนชาติฯ ง. ให้ทานแก่บุคคลที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาเช่น นักบวช ฤษี ผู้ที่ปฏิบัติธรรมเจริญสมถภาวนาจนได้บรรลุฌานจิต จะมีผลตอบสนองหนึ่งแสนโกฏิชาติฯ การให้ทานแก่ผู้รับทานทั้ง ๔ ประเภทนี้เป็นการให้โดยเจาะจง ซึ่งสามารถกำหนดนับผลของทานที่จะเกิดขึ้นตอบสนองโดยประมาณได้ว่าเท่านั้นชาติ เท่านี้ชาติ นอกจากนี้ยังมีการให้โดยเจาะจงอีกประเภทหนึ่งที่ให้ผลตอบสนองนับประมาณมิได้ คือการให้ทานแก่ผู้ที่กำลังกระทำความเพียรเจริญวิปัสสนาภาวนาเพื่อกระทำพระโสดาบันบุคคลเป็นต้นไปตามลำดับ ผลของทานจะนับประมาณมิได้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทั่งถึงทานที่ถวายแก่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมมีผลมายิ่งกว่าทานที่ถวายแก่พระอริยบุคคลเหล่าอื่นทั้งหมด ที่เป็นดังนี้เพราะบุคคลเหล่าอื่นที่กล่าวมานี้มีศีล สมาธิ และปัญญาแตกต่างกัน ๒) การให้ทานโดยไม่เจาะจง หมายถึงการไม่เจาะจงภิกษุสงฆ์ หรือสามเณรรูปใดรูปหนึ่งเป็นผู้รับทาน เป็นการให้ทานที่มีผลมาก และอานิสงส์มาก มากจนไม่อาจประมาณได้ว่าเท่าไรๆ เสมือนดังน้ำในมหาสมุทรที่ใครๆ ก็ไม่สามารถประมาณได้ด้วยเครื่องชั่งตวงวัดว่ามีจำนวนเท่าไร การให้ทานประเภทนี้เรียกว่า สังฆทาน ปัจจุบันไม่ว่าผู้ใดเมื่อมีโอกาสให้ทานก็มักจะมุ่งหมายเฉพาะเจาะจงแต่เรื่องจะถวาย สังฆทาน เท่านั้น เพราะได้ยินได้ฟังมาว่าทำสังฆทานแล้วจะได้บุญมาก แทบทุกคนเมื่อให้ทานแล้วก็ปรารถนาที่จะได้บุญมากๆ ทั้งสิ้น ถ้าให้ทานแล้วได้บุญเพียงเล็กน้อยก็ไม่ใคร่อยากจะทำ แต่จะมีผู้ใดเคยคิดพิจารณาหรือไม่ว่า เพราะเหตุใดผลของการให้ทานจึงแตกต่างกันอย่างประมาณมิได้ถึงเพียงนี้ ถามว่า แตกต่างกันที่วัตถุสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภคที่นำมาให้ทานนั้น มีจำนวนมากน้อย ดีหรือเลวใช่หรือไม่ ตอบว่า ไม่ใช่ ถามว่า แตกต่างกันที่ผู้รับทานพรรษาสูง หรือต่ำ เป็นภิกษุ หรือสามเณร ใช่หรือไม่ ตอบว่า ไม่ใช่ ถามว่า แตกต่างกันที่ต้องตระเตรียมทำพิธีกรรมทางศาสนาให้ถูกต้อง ครบถ้วนทุกอย่าง เช่น จะต้องกล่าวถวายสังฆทานให้สงฆ์รับทราบก่อน และสงฆ์ผู้รับทานจะต้องกล่าวรับสังฆทานได้อนุโมทนาได้ ใช่หรือไม่ ตอบว่า ไม่ใช่ ถามว่า แตกต่างกันที่ต้องนิมนต์สงฆ์มารับทานให้ครบทั้ง ๔ รูป หรือต้องมากกว่านั้น แต่ถ้าน้อยกว่าถวายสังฆทานไม่ได้ใช่หรือไม่ ตอบว่า ไม่ใช่ ถามว่า ถ้าเช่นนั้นเป็นเพราะเหตุใด ผลของการให้ทานจึงแตกต่างกันอย่างประมาณมิได้ดังกล่าวมาแล้วเบื้องต้น ตอบว่า การถวายทานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในเรื่อง สังฆทาน นั้น เป็นสภาวะนามธรรม เป็นเรื่องของกุศลจิตที่เป็นใหญ่ เป็นประธาน ส่วนภิกษุสงฆ์ สามเณร และเครื่องอุปโภคบริโภคนั้นเป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนให้กุศลสำเร็จสมดังความปรารถนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงการถวายสังฆทานแก่ภิกษุสงฆ์ด้วยมีจุดหมายที่จะให้ผู้ถวายทานได้ขัดเกลาจิตไม่ยึดติดในวัตถุสิ่งของ และตัวบุคคล เพราะทรงเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า ถ้าพุทธบริษัทมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วมุ่งถวายทานแต่ภิกษุสงฆ์ด้วยความเคารพยำเกรงในสงฆ์ทุกรูปเสมอกัน โดยไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายต่อสงฆ์ผู้รับทานในขณะนั้น จะเป็นเหตุให้กุศลจิตเกิดขึ้นได้มากกว่าให้ทานโดยเจาะจงเฉพาะสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง หรือคณะใดคณะหนึ่ง และเมื่อเสด็จปรินิพานไปแล้ว พระพุทธศาสนาจะได้ดำรงอยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน ในทางพระวินัย ภิกษุ ๔ รูปขึ้นไปจึงจะเรียกว่า สงฆ์ แต่การถวายสังฆทานนั้น แม้ภิกษุเพียงรูปเดียวที่สงฆ์จัดมาเป็นตัวแทน หรือภิกษุเพียงรูปเดียวที่หมู่สงฆ์รับรองแล้วว่าได้บวชอย่างถูกต้องตามพุทธบัญญัติ การถวายทานแก่สงฆ์รูปนั้นก็นับว่าเป็นสังฆทานเช่นเดียวกัน ดังนั้นการถวายสังฆทานที่มีผลมาก และมีอานิสงส์มาก ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ภิกษุสงฆ์ผู้รับทาน และวัตถุทาน แต่สำคัญอยู่ที่สภาวะจิตของผู้กำลังให้ทานในขณะนั้นว่ามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร คือถ้าเป็นไปในทางที่ถูกต้อง ทานที่ถวายแด่สงฆ์ในครั้งนั้นก็จะเป็นสังฆทาน แต่ถ้าในขณะกำลังถวายทานตั้งจิตไว้ผิดๆ ก็ไม่เป็นสังฆทาน |
| D:\รูปหลวงพ่อ\งานครบรอบ2ปี ของพ่อ | ||
D:\รูปหลวงพ่อ\งานครบรอบ2ปี ของพ่อ |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||