พิมพ์หน้านี้
|
สภาวะจิตของผู้กำลังถวายสังฆทานจะต้องมีลักษณะดังนี้ ๑. ไม่มีความรู้สึกยินดี หรือยินร้ายต่อภิกษุผู้กำลังรับทาน ๒. ถวายทานด้วยความเคารพยำเกรงต่อสงฆ์ ๓. ขณะถวายทานมีจิตมุ่งไปที่คุณธรรมของพระอริยสงฆ์ พระอริยสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี้มี ๔ คู่ ๘ บุคคล คือ พระโสดาปัตติมรรค และพระโสดาปัตติผล ๑ คู่ ๒ บุคคล พระสกทาคามิมรรค และพระสกทาคามิผล ๑ คู่ ๒ บุคคล พระอนาคามิมรรค และพระอนาคามิผล ๑ คู่ ๒ บุคคล พระอรหัตตมรรค และพระอรหัตตผล ๑ คู่ ๒ บุคคล คุณธรรมของพระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า มี ๙ ประการ คือ ๑. สุปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ๒. อุชุปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว ๓. สามีจิปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน ๔. สามีจิปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้ว ๕. อาหุเนยโย เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาบูชา ๖. ปาหุเนยโย เป็นผู้ควรแก่ของที่เขามาต้อนรับ ๗. ทักขิเนยโย เป็นผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวายด้วยศรัทธา ๘. อัญชลีกรณีโย เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้ ๙. อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ เป็นนาบุญอันประเสริฐของโลก ไม่มีนาบุญอื่นที่ยิ่งกว่า ด้วยเหตุที่พระอริยสงฆ์มีคุณธรรม ๙ ประการดังกล่าวมานี้ ทานที่ถวายแด่สงฆ์ที่เรียกว่า สังฆทาน"จึงมีผลมากและมีอานิสงฆ์มาก ถ้ามีผู้ใดได้ฝึกอบรมจิตของตนให้ตั้งมั่นระลึกอยู่ในคุณธรรมของพระอริยสงฆ์เนืองๆ การถวายสังฆทานที่ถูกต้องจะทำได้ไม่ยากนัก ดังตัวอย่างบุคคลที่มีแสดงไว้ในมัชณิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ทักขิณาวิภังคสูตร ข้องที่ ๗๐๖ ความว่า เศรษฐีผู้หนึ่งมีความศรัทธาเลื่อมใสในคุณของพระรัตนตรัยยิ่งนัก ได้บริจาคเงินสร้างวัดเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของภิกษุสงฆ์ ต่อมาต้องการจะถวายสังฆทาน จึงได้ไปขอให้ทางวัดจัดภิกษุมาให้รูปหนึ่งในเช้าวันรุ่งขึ้นโดยกล่าวว่า ขอพระคุณเจ้าทั้งหลาย จงให้ภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้แทนของสงฆ์แก่ข้าพเจ้าเถิด ในเช้าวันรุ่งขึ้นเศรษฐีได้ภิกษุทุศีล (ไม่มีศีล) รูปหนึ่งที่จะถวายสังฆทาน ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าภิกษุรูปนี้ไม่มีศีลแต่ก็ได้ต้อนรับด้วยความเคารพนอบน้อม ล้างเท้าให้แล้วนิมนต์ขึ้นไปบนบ้าน เช็ดเท้าให้แห้งแล้วทาด้วยน้ำมันหอม ให้นั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ แล้วถวายข้าวปลาอาหารคาวหวานพร้อมด้วยเครื่องไทยธรรมด้วยความเคารพยำเกรงต่อสงฆ์เสมือนดังผู้มีความเคารพยำเกรงต่อพระพุทธเจ้า ภิกษุรูปนั้นเมื่อฉันอาหารเสร็จก็กลับวัด ต่อมาอีเพียงครู่เดียวก็กลับมาบ้านของเศรษฐีอีกเพื่อขอยืมจอบ ในครั้งนี้เศรษฐีเอาเท้าเขี่ยจอบให้แล้วกล่าวว่า จงรับไป ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นแลเห็นกิริยาท่าทางของเศรษฐีที่แสดงออกถึงความไม่เคารพต่อภิกษุรูปนี้ จึงถามขึ้นว่า เมื่อเช้านี้ท่านได้ถวายทานแด่ภิกษุรูปนี้ด้วยท่าทางเคารพยำเกรงอย่างยิ่ง แต่เดี๋ยวนี้กิริยาท่าทางของท่านที่แสดงออกมาช่างไม่มีความเคารพยำเกรงเลยสักนิดเดียว เป็นเพราะเหตุใด เศรษฐีตอบว่า เมื่อเช้านี้เรากระทำสังฆทานจึงเคารพยำเกรงต่อสงฆ์ แต่บัดนี้เราไม่มีความเคารพในภิกษุทุศีลรูปนี้เป็นส่วนตัวเลย จากพระสูตรเรื่องนี้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งว่า การถวายทานที่เรียกว่าสังฆทานจะต้องเกิดจากจิตที่ได้อบรมฝึกฝนมาแล้วอย่างดี จะต้องเป็นจิตที่มีความนอบน้อมยำเกรงต่อสงฆ์เท่านั้น สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า แม้ในอนาคตกาลโน้น จะคงเหลืออยู่แต่โคตรภูสงฆ์ ผู้มีเพียงเศษผ้าเหลืองพันคอ หรือผูกข้อมือ เป็นคนไม่มีศีลทำมาหากินเลี้ยงดูตนเอง และภรรยา แม้นบุคคลทั้งหลายปรารถนาที่จะถวายสังฆทานแล้วไซร้ มีจิตน้อมไปในสงฆ์ เคารพยำเกรงต่อสงฆ์ ทานที่ให้แล้วก็จะมีผลมาก และมีอานิสงส์มาก
ดังนั้นคำว่า สงฆ์ ในการถวายสังฆทานจึงหมายถึงเฉพาะพระอริยสงฆ์เท่านั้น มิได้หมายรวมไปถึงสมมุติสงฆ์ คือภิกษุที่เป็นปุถุชน ผู้ยังไม่สามารถละกิเลสต่างๆ ให้เบาบางได้เลย ในปัจจุบันนี้คนยากจนมีมากที่สุด คนฐานะปานกลางมีน้อย ส่วนคนที่ร่ำรวยเป็นเศรษฐียิ่งน้อยแทบจะนับจำนวนได้ กลุ่มบุคคลที่จะกล่าวต่อไปในที่นี้มิได้หมายความรวมไปถึงคนรวบเพราะฉ้อโกง ลักทรัพย์ ฯลฯ หรือคนจนเพราะเล่นพนัน เที่ยวเตร่ ฯลฯ แต่จะกล่าวถึงเฉพาะผู้ที่ร่ำรวย และผู้ที่ยากจนเพราะกุศลกรรมที่เกิดจากการให้ทานในอดีตว่ามีผลตอบสนองที่ต่างกันไปในปัจจุบันอย่างไรบ้าง ผลของทานย่อมเกิดมาจากเหตุที่ว่าได้ให้อะไรเป็นทาน เป็นของดี หรือของเลว ให้ด้วยความเต็มใจ หรือไม่เต็มใจ ให้ด้วยปัญญา หรือสักแต่ว่าให้เท่านั้น
|
| กฐินวัดวังน้อยวนาราม ปี2551 | ||
กฐินวัดวังน้อยวนาราม ปี51 |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |