พิมพ์หน้านี้
|
มหันตภัยโลกในพระไตรปิฎก
ปรากฏการณ์ที่มาพร้อมกับโลกาภิวัตน์คือการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทั่วโลกอย่างรวดเร็วมากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา เมื่อสองศตวรรษก่อนหน้านี้ ชาวไทยใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะทราบข่าวการเกิดแผ่นดินไหวในเกาะสุมาตราในอินโดนีเซีย หรือไฟไหม้ครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอน แต่ปัจจุบันนี้เราได้เห็นภาพเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในมณฑลเสฉวนของจีนที่คนตายนับหมื่นในเวลาไม่ถึงชั่วโมง หรือภาพหายนภัยจากการถล่มของพายุไซโคลนในพม่าในเวลาไม่ถึงวัน เป็นที่แน่ชัดว่าพิบัติภัยต่างๆ เหล่านี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นในแต่ละปี อย่างไรก็ตามมหันตภัยจากธรรมชาตินั้นมีอยู่ในบันทึกตามหลักฐานประวัติศาสตร์มากมาย แต่หลักฐานหนึ่งที่ชาวพุทธควรศึกษา พระไตรปิฎกเองมีหลักฐานการเกิดมหันตภัยทางธรรมชาติหลายครั้ง เช่น ระหว่างมีการจารึกพระไตรปิฎกนั้น ชมพูทวีปทั้งหมดประสบภัยแล้งที่ยาวนานหลายปี ผู้คนตายไปจำนวนมาก นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าน่าจะเป็นภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในยุคนั้น และอาจเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการเกิดภัยแล้งที่บรรยายไว้ในคัมภีร์ศาสนาอื่นอีก เช่น ศาสนายูดาย หรือพระเวท ขณะเดียวกันในพระไตรปิฎกยังมีเรื่องราวการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ดังที่มีในมหาปรินิพพานสูตรจนเป็นเหตุให้พระอานนท์รุดเข้าไปถามเหตุการณ์เกิดแผ่นดินไหวกับพระพุทธเจ้า แต่พระสูตรมิได้เล่าต่อไปว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้มีผู้คนตายกันด้วยหรือเปล่า บอกแต่เพียงว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว นอกจากนั้นแล้วยังมีพุทธพยากรณ์ย่อยๆ ในเรื่องอนาคตของเมืองปาฏลีบุตรว่าจะมีภัย ได้แก่ น้ำท่วม ไฟไหม้ และการแตกแยกของประชาชนเมืองนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากนี้แล้วพระสูตรสั้นๆ อีกพระสูตรหนึ่งในพระไตรปิฎกชื่อว่า สุริยสูตรแสดงพุทธพยากรณ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับภัยโลกร้อน ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต อันที่จริงอาจกล่าวได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นชาวโลกคนแรกที่พูดถึงภัยโลกร้อน ในพุทธพยากรณ์โลกจะร้อนขึ้นทุกปี โดยไม่ทราบสาเหตุจนกระทั่งวันหนึ่งมนุษย์จึงเห็นดวงอาทิตย์อีกดวงหนึ่งปรากฏขึ้นในท้องฟ้า จึงรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของโลกร้อนนั้นมาจากการเกิดขึ้นของดวงอาทิตย์ดวงใหม่ ความร้อนนั้นมีผลต่อสภาพแวดล้อม และต่อมาเกิดดวงอาทิตย์ดวงที่สาม ดวงที่สี่ เรื่อยไปจนครบเจ็ดดวง เมื่อครบเจ็ดดวงโลกทั้งหมดก็ลุกเป็นไฟ ในทางศาสนาคัมภีร์ศาสนาต่างๆ เป็นแหล่งที่มาของข้อมูลเกี่ยวกับมหันตภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อโลกได้อย่างมากขึ้นกับมิติและความเชื่อของผู้มอง เช่น ชาวคริสเตียนจำนวนนับล้านในหลายประเทศตีความว่ามหันตภัยจะเกิดขึ้นถี่ขึ้นทุกวัน และจะคร่าชีวิตผู้คนนับล้านเพราะเป็นลางบอกเหตุที่เตือนชาวโลกให้รู้ว่า วันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง คริสเตียนหลายคนเชื่อต่อไปอีกว่า วันสิ้นโลกนั้นใกล้เข้ามาทุกที อาจเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็เป็นได้ รูปแบบของมหันตภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมาจากหลากหลาย ตั้งแต่แผ่นดินไหว โรคระบาด พายุขนาดใหญ่ แต่ทั้งหมดเป็นการเตือนชาวโลกให้ทราบว่าใกล้จะถึงวันสิ้นโลกแล้ว เงื่อนไขที่มากับความเชื่อนั้นด้วยคือ คำเตือนที่ว่า ใครที่ยังไม่มีความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าก็จงเชื่อเสียก่อนที่จะสายเกินไป ในศาสนายูดาย คริสต์ และอิสลาม อธิบายไปในทิศทางเดียวกันว่า เป็นการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้าสำหรับความอหังการของมนุษย์ ส่วนในพุทธศาสนาเห็นว่ามันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และเกิดขึ้นก่อนมีมนุษย์คนแรกในโลก เรื่องราวเหล่านี้ไม่มีผู้ใดพิสูจน์ให้ชัดเจนได้ว่า ศาสนาใดเป็นฝ่ายถูก แต่นักวิทยาศาสตร์พบว่า ครั้งหนึ่งเมื่อแสนกว่าปีมาแล้ว เคยมีน้ำท่วมใหญ่ทั่วโลก เมื่อยุคน้ำแข็งสิ้นสุดลงและอุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยสูงขึ้น น้ำแข็งที่จับตัวหนาแน่นทั่วโลกละลายลงจนเป็นเหตุให้น้ำท่วมครั้งใหญ่ เป็นไปได้หรือไม่ว่าความทรงจำเกี่ยวกับน้ำท่วมครั้งใหญ่นั้นได้ผ่านมาจากบรรพบุรุษของมนุษย์ชาติพันธุ์ต่างๆ และปรากฏอยู่ในรูปของตำนานและคัมภีร์ของศาสนาที่ตกทอดมาหลายพันปีจนถึงปัจจุบัน "สำหรับเรื่องราวในอดีตคัมภีร์ศาสนาต่างๆ กล่าวไว้มากมายเช่นกัน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างจากคัมภีร์อัคคัญญสูตรพระสุตตันตปิฎก ซึ่งเป็นตอนที่พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องการกำเนิดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และการเกิดขึ้นของระบบการปกครองบนโลกนี้ ซึ่งทรงอธิบายว่าโลกในยุคแรกนั้นเต็มไปด้วยน้ำ ซึ่งก็คล้ายคลึงกับสาระในคัมภีร์ปฐมกาลของศาสนายูดาย คริสต์ศาสนาและอิสลาม รวมถึงตำนานการเกิดของมนุษย์ในศาสนาชินโต และตำนานโบราณของจีนและอียิปต์ที่แสดงให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งโลกเต็มไปด้วยน้ำ แต่ศาสนาทั้งหลาย และตำนานทั้งหลายอธิบายสาเหตุของน้ำท่วมครั้งใหญ่ของโลกนั้นแตกต่างกันออกไป"
มีอะไรในพระไตรปิฎก
พระไตรปิฎก แปลตรงๆ คือ "๓ คัมภีร์" ทั้งนี้เมื่อแยกเป็นคำๆ ว่า พระ + ไตร + ปิฎก คำว่า "พระ" เป็นคำแสดงความเคารพหรือยกย่อง คำว่า "ไตร" แปลว่า สาม คำว่า "ปิฎก" แปลได้ ๒ อย่าง คือ แปลว่า คัมภีร์ หรือแปลว่า กระจาด ตะกร้า ดังนั้น พระไตรปิฎก จึงหมายถึง สิ่งที่รวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็นหมวดหมู่ไม่ให้กระจัดกระจาย คล้ายกระจาดหรือตะกร้าอันเป็นภาชนะใส่ของนั่นเอง ปิฎก ๓ หรือพระไตรปิฎก แบ่งออกเป็น ๑.พระวินัยปิฎก ว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี ซึ่งเป็นข้อบัญญัติและข้อปฏิบัติเพื่อความเรียบร้อยดีงาม ๒.พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยคำสอนที่เป็นหลักธรรม รวมทั้งพระธรรมเทศนาทั่วไป และ ๓.พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยธรรมล้วนๆ หรือธรรมสำคัญ อาจกล่าวได้ว่า พระไตรปิฎก มีความสำคัญดังนี้ คือ ๑.เป็นที่รวบรวมไว้ซึ่งพระพุทธพจน์ คือคำสั่งของพระพุทธเจ้า ๒.เป็นที่สถิตของพระศาสดาของพุทธศาสนิกชน เราสามารถเฝ้าพระพุทธเจ้า หรือรู้จักพระพุทธเจ้าได้จากพระไตรปิฎก ๓.เป็นแหล่งต้นเดิมหรือแม่บทในพระพุทธศาสนา ๔.เป็นมาตรฐานตรวจสอบคำสอนและข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนา คำสอนและข้อปฏิบัติใดๆ ที่จะถือว่าเป็นคำสอนและข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนาได้ จะต้องสอดคล้องกับพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎก และ ๕.เป็นคัมภีร์ที่ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ทางวิชาการ "พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า พระไตรปิฎก หมายถึงหนังสือหรือคัมภีร์ที่รวมคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ความจริงแล้วในพระไตรปิฎกยังรวมเรื่องราวและเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลด้วย ดังนั้นการศึกษาพระไตรปิฎกเท่ากับว่าได้อ่านประวัติศาสตร์โลกด้วย" |
| กฐินวัดวังน้อยวนาราม ปี2551 | ||
กฐินวัดวังน้อยวนาราม ปี51 |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |