วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551
อัปลักษณ์" รังเกียจ"ขี้เหร่"
Posted by
ขุมทรัพย์เพชร.
,
ผู้อ่าน : 212
, 18:20:27 น.
พิมพ์หน้านี้
|
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์ prasong_lert@yahoo.com
นายสมัคร สุนทรเวช หิ้วเสื่อผืนหมอนใบเข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) แบบหัวเดียวกระเทียมลีบ มีเพียง "มือที่มองไม่เห็น" ที่คอยอุ้มชู
เมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรี นายสมัครได้ใช้อำนาจประมุขขอแก้โผคณะรัฐมนตรีที่กลุ่มก๊วนต่างๆ เสนอรายชื่อมา โดยยอมรับต่อสาธารณะว่า เป็น "ครม.ขี้เหร่"
ทางหนึ่งเป็นความพยายามสลัดภาพนายกรัฐมนตรี "หุ่นเชิด" จาก "มือที่มองไม่เห็น" ที่ชักใยอยู่ อีกทางหนึ่งเป็นการโกยคะแนนนิยมจากประชาชน
เมื่อเห็นว่า การแสดงบทบาทลักษณะดังกล่าวเป็นผลบวกในทางการเมือง นายสมัครใช้มุขเดิมเบรกโผแต่งตั้ง "ที่ปรึกษา" รัฐมนตรีโดยอ้างว่า มีคน "จับยัด" เข้ามาโดยไม่นึกถึงความเหมาะสม
น่าเสียดายที่นายสมัคร มิได้อธิบายชัดเจนว่า "ขี้เหร่" ของนายสมัครนั้นมีมาตรฐานในการวัดอย่างไร
-ประวัติ เช่น ลูกเต้าเหล่าใคร โคตรตระกูล การศึกษา
-ความประพฤติ นิสัยใจคอ เรียบร้อย สุขุมรอบคอบ พล่าม โว โม้ บ้า หยาบคาย ก้าวร้าว
-พฤติกรรมในอดีต เคยต้องคดีหรือไม่ มีประวัติถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือไม่ โป้ปดมดเท็จ
-ผลงาน ความรู้ ความสามารถ มีความรับผิดชอบ มีสปิริต แก้ตัวเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ
ฯลฯ
แม้นายสมัครมิได้อธิบายว่า ใช้มาตรฐานอะไรวัดว่า ใคร "ขี้เหร่" หรือไม่ แต่เมื่อดูจากรายชื่อรัฐมนตรีบางรายที่นายสมัครพยายามที่จะแก้โผหรือคนที่นายสมัครทำเป็นหลุดปากวิพากษ์วิจารณ์แล้ว เช่น เมียเป็นรัฐมนตรีในโควต้าผัวโดยไม่คำนึงความรู้ความสามารถ หรือบุคคลโนเนมได้เป็นรัฐมนตรีตามโควต้า ทำให้เชื่อว่า นายสมัครฟังกระแสหรือเสียง "ยี้" จากชนชั้นกลางในเมืองเป็นหลัก
ถ้านายสมัครใช้กระแสชนชั้นกลางมาวัดความ "ขี้เหร่" จริง มาตรฐานของชนชั้นกลางดังกล่าวก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาแล้วว่า ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนต่างจังหวัดที่เลือกพรรคพลังประชาชน และไม่ยอมรับความจริง
ดังนั้น นายสมัครจึงควรออกมาอธิบายให้ชัดเจนว่า ใช้มาตรฐานอะไรวัดความ "ขี้เหร่" ของรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากประวัติ ความประพฤติ พฤติกรรมและผลงาน รัฐมนตรีทั้ง 35 คน แล้ว อาจมีบางคนที่จบพยาบาลและมีประสบการณ์บริหารเพียงผู้อำนวยการกองได้เป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง คนที่เคยมีตำแหน่งทางการเมืองสูงสุดเป็นเลขานุการรัฐมนตรีข้ามชั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใหญ่อย่างคมนาคม หรือใครไม่รู้ได้นั่งเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงสำคัญ อาจทำให้เห็นว่า น่าจะเข้าข่าย "ขี้เหร่"
แต่เมื่อมาดูประวัติ ความประพฤติ พฤติกรรมและผลงานของนายสมัครที่
-ถูกกล่าวหาว่า ทุจริตในการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท ในสมัยเป็นผู้ว่าฯกทม. ถ้าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติว่า มีมูล นายสมัครอาจต้องตกเป็นจำเลยในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
-คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนนายสมัครและพวกในคดีทุจริตการจ้างเหมาเอกชนขนขยะมูลฝอยไปทำลายมูลค่ากว่า 9,500 ล้านบาท สมัยเป็นผู้ว่าฯกทม.
-ถูกกล่าวหาว่า ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นบิดเบือนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่า มีคนตายเพียงคนเดียว
-ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนการในปลุกระดมมวลชนทางวิทยุยานเกราะ จนเป็นชนวนเหตุนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519
-ใช้อำนาจตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 42 (ปร.42) ซึ่งเป็นกฎหมายเผด็จการปิดหนังสือพิมพ์กว่า 20 ฉบับ สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ
-ใช้****สเตตมนท์****ปลอมกล่าวหานายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
-แพ้คดีหมิ่นประมาท พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ กรณีกำนันฮวด กำนันเฮง จนต้องขอประนีประนอมยอมความ
-แพ้คดีหมิ่นประมาทนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าฯกทม. ในศาลชั้นต้น คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์
ในด้านผลงาน ไม่มีอะไรเด่นชัด แม้ในสมัยเป็นผู้ว่าฯกทม.
แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบของนายสมัครได้เป็นอย่างดีคือ ระเบิดใกล้พลับพลาที่ประทับ จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2520
นายสมัครซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจล้นฟ้าเพราะคุมทั้งกรมตำรวจ กรมอัยการ ได้ตอบกระทู้ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างไร ใครอยากรู้ลองไปค้นคว้าหาข้อมูลดู
คำตอบดังกล่าวบอกตัวตนของนายสมัครได้อย่างดีโดยเฉพาะสปิริตของผู้บริหารประเทศ
ประเทศที่มีการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในระดับสูงนั้น นักการเมืองที่มีประวัติอื้อฉาวเพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งสำคัญได้อีกต่อไป ตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องเหล่านี้
เราจึงโชคดีได้เห็นปรากฏการณ์ประหลาดว่า บุคคลที่ "อัปลักษณ์" รังเกียจคน "ขี้เหร่"
จากน.ส.พ.มติชน 16 ก.พ. 51
|