วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551
เอา6ตุลามาเป็นเกณฑ์ ชำระประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย
Posted by
ขุมทรัพย์เพชร.
,
ผู้อ่าน : 208
, 19:12:20 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ตามปกติแล้วผู้ชนะเป็นฝ่ายเขียนประวัติ ศาสตร์ ทำให้ผู้แพ้ถูกเหยียบย่ำซ้ำเติมเสียหาย เช่น ฝ่ายพระรามเขียนเรื่องรามเกียรติ์, ฝ่าย พระสุริโยทัยเขียนเรื่องศรีสุดาจันทร์, ฝ่ายรัชกาลที่ 1 เขียนเรื่องพระเจ้าตาก, ฯลฯ ตามกฎเกณฑ์ "ชนชั้นใดเขียนประวัติศาสตร์ก็รับใช้ชนชั้นนั้น"
สังคมศรีธนญชัยย่อมไม่ยกย่องสำนึกอย่างศรีปราชญ์ เพราะศรีปราชญ์ยืนหยัดต่อสู้เพื่อพิทักษ์ความจริง แต่ศรีธนญชัยกะล่อนปลิ้นปล้อนบิดเบือน เบียดเบียนเอาเปรียบคนอื่นเพื่อประโยชน์ตัวเองและบริวาร (ทั้งศรีปราชญ์และศรีธนญชัยเป็นชื่อตัวเอกในนิทานเปอร์เซีย (อิหร่าน) แล้วแพร่หลายมาถึงกรุงศรีอยุธยา และบ้านเมืองอื่นๆ ทั่วสุวรรณ ภูมิ เช่น ลาว, เขมร, ฯลฯ)
เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเคร่ง ครัดต่อกรกับพวกมีสันดานศรีธนญชัยที่ใช้ความกะล่อนบิดเบือนประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 2519 เพราะถ้ามุ่งมั่นทำอย่างนั้นก็เหมือนเอา ไม้สั้นรันขี้ อย่าเอาไม้สั้นไปรันขี้ แต่เอามาชำระ "ประวัติ ศาสตร์แห่งชาติของไทย" ทางการเมือง คืออย่าตีกรอบแค่ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา แต่ขยายวงกว้างให้เป็นประวัติศาสตร์การเมืองตั้งแต่ ก่อน 24 มิถุนา 2475 จนถึง หลัง 24 มิถุนา ประกอบด้วย 14 ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519, พฤษภา 2535, กันยา 2549, ฯลฯ ที่ต่างจากประวัติศาสตร์ฉบับกะล่อนของพวกศรีธนญชัย
ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ต้องครอบคลุมหมดทั้งเศรษฐกิจ-การเมืองและสังคม-วัฒนธรรม เรียกรวมๆ กว้างๆ ว่า "ประวัติศาสตร์สังคม" โดยไม่งมงายซ้ำซากอยู่แค่ประวัติศาสตร์ราชวงศ์และสงคราม เช่น ไทยรบพม่า ฯลฯ
ในวรรณคดีและเพลงดนตรี มีประวัติศาสตร์สังคม และในประวัติศาสตร์สังคมมีเรื่องราวของชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนนำ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น" แต่สังคมศรีธนญชัยไม่เคยเข้าใจและไม่เคยให้ความเคารพสิ่งนี้
น่าเสียดายที่ โครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน ของ กระทรวงวัฒนธรรม ทำงานอย่างสังคมศรีธนญชัย ใช้ "ลิงหลอกเจ้า" เลยได้ผลผิวๆ เผินๆ และเพ้อเจ้อ ที่ทำกันไปแล้วกลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
ทางแก้ไขเรื่องนี้ขอแนะนำให้เน้นที่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ถ้าเริ่มต้นใหม่ให้มี "พี่เลี้ยง" ประคับประคองเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผ่านชื่อบ้านนามเมือง "นำร่อง" ให้ชุมชนท้องถิ่น อย่างอื่นๆ ที่ดีๆ จะตามมาเอง
พิพิธภัณฑ์ชุมชน ต้องปนกับ ห้องสมุดชุมชน เป็นเนื้อเดียวกัน (มีตัวอย่างอยู่โรงเรียนพนมอดุลฯ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา) ถ้าแยกกันตามทฤษฎีวิชาการของพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ก็ "เจ๊ง" อย่างที่มีให้เห็นแล้วทั่วประเทศ เพียงแต่ราชการ ไม่ยอมรับความจริง (อย่างศรีปราชญ์) เพราะชอบกะล่อน (อย่างศรีธนญชัย)
ลานวัฒนธรรม ในโครงการสายใยชุมชนเป็นเรื่องเหลวไหล เลอะเทอะ กะล่อนอย่าง "ลิงหลอกเจ้า" ควรเลิกเสีย แล้วเอาเงินที่มีไปทำกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุดชุมชนเพื่อเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและความรู้อื่นๆ จะมีประโยชน์มากกว่า
ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่มีประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ประวัติศาสตร์การเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, วัฒนธรรม, เหล่านี้แหละจะผลักดันให้ชุมชนท้องถิ่น "เข้าถึง" ข้อมูลข่าวสาร แล้วแข็งแรงขึ้นเองอย่างหนักแน่นและมั่นคง จนไม่ตกเป็นเหยื่อของ "ประชานิยม" หลอกให้ล้มละลายในวิถีประชาธิปไตยของทุนสมคบรัฐราชการ
จากคอลัมน์ สยามประเทศไทย น.ส.พ.มติชน 25 ก.พ. 51
|