วันอังคาร ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551
ระวังอย่าให้เด็ดขาดกลายเป็นเด็ดหัว
Posted by
ขุมทรัพย์เพชร.
,
ผู้อ่าน : 180
, 19:30:01 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ใครๆ (รวมทั้งผมด้วย) พากันวิตก เมื่อได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ วิตกเพราะในข่าวนั้น คุณสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีได้ประกาศออกมาอย่างแข็งกร้าวว่า รัฐบาลมีนโยบายจะปราบปรามยาเสพติดขั้น "เด็ดขาด" ตามที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงในสภาผู้แทนราษฎร วิตกเพราะการปราบปรามแบบ "เด็ดขาด" ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มีคนถูกฆ่าตายไปกว่า 2,000 คน โดยคนที่ไม่ถูกฆ่าบางคนอนุมานว่าเป็นการฆ่า "ตัดตอน"
คำว่า "เด็ดขาด" นั้นไม่มีนิยามไว้ในที่ใดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ตำรวจใช้ในการจับกุมปราบปราม
อันที่จริง ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ เมื่อผู้สื่อข่าวหลายคนถาม นายกรัฐมนตรีได้ตอบเป็นเชิงจำกัดความคำว่า "เด็ดขาด" ว่า "รัฐบาลส่งสัญญาณไปเด็ดขาด แต่ไม่บ้าถึงขนาดนั้นหรอก คือไปกำหนดว่าวันหนึ่งจะต้องได้กี่คน จะต้องฆ่าให้ได้กี่คน ไม่ใช่เหตุผล การให้เด็ดขาดคือ ทำงานกันทุกคน ทำตลอด 24 ชั่วโมง แต่ถ้าดูกลางวันแล้วปล่อยให้ขายกลางคืน อย่างนี้ไม่เด็ดขาด"
และในวันเดียวกันนั้น ขณะที่กำลังมอบนโยบายการปราบปรามยาเสพติดให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ในการประชุมที่วิทยาลัยการปกครอง จังหวัดปทุมธานี ตอนหนึ่ง คุณเฉลิมก็ได้กล่าวเป็นเชิงจำกัดความคำว่า "เด็ดขาด" เหมือนกันว่า "การปราบปรามต้องเฉียบขาด เด็ดขาด บนกรอบของกฎหมาย ไม่มีบัญชีดำ ใครผิดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่"
ถ้าหากคำว่า "เด็ดขาด" หมายความว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และอยู่ในกรอบ (ไม่ใช่ "บนกรอบ" เพราะ "บนกรอบ" นั้นแปลว่าอยู่ข้างนอกกรอบ) ของกฎหมาย อย่างที่คุณสมัครและคุณเฉลิมพูด ก็ไม่น่าที่ใครๆ จะวิตกกังวล แต่เผอิญยังมีคำพูดตอนอื่นของทั้งสองคนที่ฟังแล้วยังทำให้วิตกอยู่
เช่นตอนหนึ่งที่คุณสมัครพูดย้ำถึงการ "ฆ่าตัดตอน" ว่า หากเป็นการฆ่า "ตัดตอน" จริงๆ แล้ว "จะไปเดือดร้อนอะไรกับคนออกนโยบาย" และอีกตอนหนึ่ง เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่สงสัยเลยหรือว่า ทำไมจึงมีคนตายมากถึง 2,500 ศพ คุณสมัครตอบว่า "ผมไม่สงสัยเลย จะ 5,000 ก็ได้ถ้าจะฆ่ากัน ขอตอบชัดเจนเลย" และยังรุกถามผู้สื่อข่าวต่อไปอีกว่า ที่ถามแบบนั้นจะให้ต้องออกระเบียบห้ามตำรวจยิงผู้ต้องหาค้ายาเสพติด แล้วปล่อยให้คนร้ายหนีหรือ
ผมวิตกก็เพราะว่า การพูดของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนายโดยตรงของตำรวจผู้รักษากฎหมาย แสดงความไม่รับรู้และออกจะสบายใจที่มีคนตายเพราะถูกฆ่าตัดตอนเป็นเรือนพัน คุณสมัครในฐานะที่เป็นนายของตำรวจและเคยศึกษามีปริญญาทางกฎหมายน่าจะทราบว่า เมื่อมีการฆ่ากันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นใครฆ่าใคร เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องสืบสวนหาเอาตัวผู้กระทำผิดเอามาดำเนินคดีให้ได้ ยิ่งในกรณีของการฆ่าตัดตอนโดยผู้ร้ายด้วยกันนั้น ยิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ตำรวจจะต้องสืบสวนให้ถึงที่สุด ให้รู้ตัวผู้กระทำผิด เพราะจะเป็นการเปิดโปง ทำให้รู้เรื่องข่ายงานของผู้ค้ายาเสพติดอย่างละเอียดและแท้จริง อันจะนำไปสู่การสืบสวนและจับกุมสมาชิกอื่นๆ ในขบวนการค้ายาเสพติดต่อไปได้อีก
และแน่นอนจะเป็นการยืนยันด้วยว่า เจ้าหน้าที่มิได้ฉวยโอกาสฆ่าผู้บริสุทธิ์ แต่คนร้ายฆ่ากันเอง
ส่วนคุณเฉลิมนั้นก็สะกิดใจผมเช่นเดียวกันเมื่อท่านพูดว่า "การปราบปรามยาเสพติดหากจะมีคนตายมากกว่าคราวที่แล้ว ก็ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ" เพราะประโยคนี้ ฟังแล้วอาจจะทำให้เข้าใจได้ว่า เป็นการชี้แนะหรือยุว่า แม้จะเป็นการพลาดพลั้งหรือจงใจของเจ้าหน้าที่ แต่ก็อาจปัดเป่าได้ด้วยการจัดฉาก ทำให้แลดูเป็นเหตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น แม้จะมิใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตำรวจ แต่ก็มีตำแหน่งเป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.)
เมื่อทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพากันพูดกำกวมเช่นนั้น ก็ย่อมตกเป็นภาระของตำรวจที่จะต้องตีความเอาเองว่า นายกำลังส่งสัญญาณหรือต้องการให้ทำอะไรกันแน่
ถ้าตำรวจตีความว่า นายต้องการให้กวดขันและเคร่งครัดไม่หย่อนยานในการปฏิบัติหน้าที่ และให้เป็นไปตามกฎหมายก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าตำรวจเข้าใจว่า คำว่า "เด็ดขาด" ของนายนั้น ที่จริงหมายความว่า "เด็ดหัว" ตำรวจ (บางคนหรือหลายคน) ก็อาจจะอนุโลมทำ เพราะถ้าไม่ทำอาจไม่สบอารมณ์นาย แล้วตัวเองก็อาจจะประสบเคราะห์กรรมและถูกลงโทษ เช่น ถูกเปลี่ยนตำแหน่ง หรือถูกย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่ทุรกันดารหรือเสี่ยงอันตราย อย่างในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ถ้าตำรวจใช้วิธี "เด็ดหัว" ตำรวจก็อาจทำได้อย่างแนบเนียน เพราะในอาชีพตำรวจนั้น ย่อมคุ้นเคยและชำนาญในการหาพยานหลักฐานอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าทำให้เป็นเท็จเท่านั้นก็พอ
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควรจะรู้แล้ว หรือรู้เสียทีว่า การที่ผู้คนเขาแสดงความวิตกกันอยู่ในเรื่องนี้ เขาไม่ได้เสียดายชีวิตของอาชญากรหรือต้องการจะปกป้องอาชญากรผู้ค้ายาเสพติด ถ้ามีพยานหลักฐานปรากฏชัดว่าเป็นผู้กระทำผิดจริง ทุกคนก็คงจะยินดีที่อาชญากรผู้นั้นได้รับโทษถูกจำคุกหรือประหารชีวิต แต่ที่เขาวิตกนั้นก็เพราะเขากลัวต่างหากว่า เจ้าหน้าที่จะฉวยโอกาสให้ร้ายป้ายสีหรือฆ่าผู้สุจริต ด้วยเหตุผลหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อทำสถิติการจับกุมหรือวิสามัญฆาตกรรม เพื่อบำเหน็จหรือเอาใจนาย
สำหรับตำรวจ ผมมีคำแนะนำอย่างเดียวครับ คือไม่ว่าสัญญาณจากนายจะเป็นอย่างไรก็ตาม ขอให้ยึดศีลธรรมและกฎหมายเป็นหลัก การจงใจฆ่าผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาเป็นปาณาติบาต และเป็นอาชญากรรม ผิดทั้งศีลธรรมและกฎหมาย ถึงจะทำได้แนบเนียนเขา (ยัง) จับไม่ได้ และสามารถลอยหน้าอยู่ในราชการหรือใช้ยศตำรวจอยู่ต่อไปได้ แต่ผลของกรรมชั่วก็จะตามสนองตนเองเข้าในวันหนึ่งจนได้อย่างแน่นอน ไม่ในรูปใดก็รูปหนึ่ง และด้วยความรุนแรงสาหัสพอๆ กัน
ยึดศีลธรรมและกฎหมายเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่อาจจะทำให้ก้าวหน้าช้า แต่รับรองได้ว่าพ้นทั้งนรกและเรือนจำครับ
โดย วสิษฐ เดชกุญชร หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
|