วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2551
แสดงสปิริตได้แล้ว
Posted by
ขุมทรัพย์เพชร.
,
ผู้อ่าน : 174
, 00:05:11 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ทันทีที่ผลการวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกมา 8 ต่อ 1 ในการประชุมศาลรัฐธรรมเมื่อเช้าวันที่ 8 กรกฎาคม ให้การลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 วรรคสอง ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน เมื่อไม่ผ่านความเห็นชอบ จึงเท่ากับกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ เสียงเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีแสดงมารยาททางการเมืองด้วยการลาออกก็ดังขึ้น
แม้ว่า คำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีขึ้นภายหลังคณะกรรมการมรดกโลก จาก 21 ประเทศมีมติเมื่อคืนวันที่ 7 กรกฎาคม และดูเหมือนจะไม่ได้คำนึงถึงแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามข้อเสนอของกัมพูชา แต่คณะรัฐมนตรีก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะเป็นองค์กรบริหารสูงสุดซึ่งกำหนดนโยบาย กำกับข้าราชการประจำและบริหารเงินงบประมาณแผ่นดินที่ได้มีมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 17 กรกฎาคม ยอมรับเนื้อหาในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาซึ่งนายนพดลเสนอเข้าสู่การพิจารณา ซึ่งมีอาการลับๆ ล่อๆ และลุกลี้ลุกลนอย่างยิ่ง เนื่องจากนายนพดลได้เรียกเก็บแผนที่แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมกลับคืนไปทันทีหลังประชุมเสร็จ ซึ่งเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา ว่าไทยไม่ควรไปลงนามดังกล่าวและเป็นเหตุให้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารสัปดาห์ถัดมา ได้แก้ไขข้อความจาก "แผนที่" เป็น "แผนผัง" โดยไม่ได้ไปแก้ไขข้อความภาษาอังกฤษที่ว่า "MAP" อันเท่ากับเป็นการบกพร่อง สะเพร่าและหลอกลวงประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
ที่สำคัญ การไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาพร้อมแผนที่แนบท้ายของนายนพดลและนายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา วันรุ่งขึ้น (2551) เพื่อรับรองการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชาเพียงลำพังประเทศเดียว จนเกิดข้อผูกพันที่สร้างความวิตกให้กับคนไทยทั้งมวลชนว่าไทยจะเสียอธิปไตยและดินแดนให้กับกัมพูชา จนสุดท้ายนายนพดลต้องไปชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศแคนาดาขอให้เลื่อนการขึ้นทะเบียนออกไปก่อน เพราะศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เป็นการสร้างปัญหาและความยุ่งยากให้เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความไม่ประสีประสาในการบริหารงานในกระทรวงการต่างประเทศ และความอ่อนหัดของคณะรัฐมนตรีที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งข้อสงสัยในผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งที่ไปลงทุนทำธุรกิจที่เกาะกงและในทะเลซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ยิ่งเพิ่มความไม่ไว้วางใจให้กับประชาชนมากขึ้นไปอีก
คนไทยจำนวนไม่น้อยหวาดระแวงการบริหารประเทศของรัฐบาลนายสมัครจะเสียรู้และเสียค่าโง่ให้กับกัมพูชาซึ่งมีอธิปไตยและดินแดนเป็นเครื่องเดิมพัน จริงอยู่ ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดกำหนดบทลงโทษให้นายสมัคร หรือนายนพดล หรือรัฐมนตรีทุกคนต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่รัฐธรรมนูญก็เปิดช่องให้มีการเข้าชื่อกันของ ส.ส.เพื่อขอให้มีการถอดถอนรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งได้ในข้อหาไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่าขั้นตอนและกระบวนการที่กำหนดไว้อาจต้องใช้ระยะเวลาอยู่บ้าง แต่สุดท้ายคณะรัฐมนตรีก็หนีไม่พ้นการถูกตรวจสอบ และที่สำคัญ การมีจริยธรรมในการใช้อำนาจย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือ เมื่อทำผิดพลาด ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติควรจะมีสำนึก
คงเป็นไปไม่ได้กับการเรียกหามารยาททางการเมืองจากรัฐบาลนายสมัครด้วยการให้ลาออกจากตำแหน่งไปทั้งคณะ เพราะที่แล้วมาการบริหารของรัฐบาลเกือบ 5 เดือน ได้ยินแต่คำแก้ตัวและการใส่ร้ายด้วยถ้อยคำโบราณของนายกรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งยืนจ้องตาถมึงทึงผู้สื่อข่าวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ถึงกระนั้นก็ยังจำเป็นต้องเรียกร้องกันไปและต้องคอยดูว่า คนไม่มีความรับผิดชอบในมารยาททางการเมืองจะอยู่บริหารงานประเทศไปได้สักแค่ไหน
บทนำนสพ.มติชน ๑๑ ก.ค. ๕๑
|