วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม 2551
เขมร : ชาติที่คบ (ไม่)ได้
Posted by
ขุมทรัพย์เพชร.
,
ผู้อ่าน : 241
, 16:29:25 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ตั้งหัวข้อเรื่อง "เขมรชาติที่คบ (ไม่) ได้" คงไม่แคล้วมีคนไทยจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมากล่าวหาผู้เขียนทันทีว่า เป็นพวก "คลั่งชาติ" หรือไม่ก็อาจถูกนายสมัคร สุนทรเวช ด่า "ไอ้บ้า" เหมือนกับ 3 คนไทยที่ถูกทหารเขมรจับตัวไปโดนมาแล้ว
กรณีปราสาทพระวิหารเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดแจ้งที่สุดว่า ในรอบ 7-8 ปีที่ผ่านมา นับแต่ปี 2543 ถึงปัจจุบันเป็นห้วงเวลาที่ทำให้เห็นธาตุแท้ความไม่จริงใจต่อไทยของเขมรภายใต้การนำของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี หรืออาจเป็นเพราะรัฐบาลไทยต้องการขาย ขายอธิปไตยและดินแดนให้กับเขมรก็ไม่รู้เหมือนกัน
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ก่อนกัมพูชาได้รับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก (ขึ้นทะเบียน 8 กรกฎาคม 2551) กระทรวงการต่างประเทศได้ลงโฆษณาเต็มหน้าในหนังสือพิมพ์ มติชน หน้า 16 ตั้งชื่อว่า "ไขข้อสงสัย เรื่องปราสาทพระวิหาร" ชี้แจงประเด็นข้อสงสัยต่างๆ ที่สำคัญ มีดังนี้
"รัฐบาลกัมพูชาก็เริ่มมีความคิดที่จะนำปราสาทพระวิหารไปขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2547 ไทยเคยเสนอที่จะร่วมมือกับกัมพูชาพัฒนาปราสาทพระวิหาร แต่ฝ่ายกัมพูชาขอร้องว่า ขอให้เป็นไปหลังจากที่ได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว ในครั้งนั้นฝ่ายไทยก็รับทราบ แต่ได้ขอร้องให้ฝ่ายกัมพูชาบอกเล่าเก้าสิบหรือปรึกษาหารือไทยด้วยในการจะขึ้นทะเบียนกับยูเนสโก
ปรากฏต่อมาว่า กัมพูชาได้ดำเนินการฝ่ายเดียวโดยพยายามจะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกกับยูเนสโกตั้งแต่ต้นปี 2548 โดยไม่ได้แจ้งไทย แต่ไม่สำเร็จเพราะเอกสารไม่พร้อม และต่อมาก็ได้ยื่นคำขออีกเมื่อปี 2549 ในคำขอของกัมพูชามีปัญหาสำคัญที่ไทยรับไม่ได้ คือแผนที่ซึ่งกัมพูชาแนบประกอบคำร้องขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก มีการแสดงขอบเขตที่อาณาบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่อนุรักษ์ล้ำเข้ามาในพื้นที่ที่ไทยถือว่าเป็นของเรา คือล้ำเส้นเขตแดนตามมติ ครม. 2505 เข้ามา พื้นที่บริเวณนี้ยังไม่ได้ปักหลักเขตแดน ยังไม่ชัดเจนว่าเส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน เหมือนกับต่างฝ่ายถือโฉนดกันคนละฉบับรอเจ้าหน้าที่มาทำการรังวัด แต่ในมุมมองของไทย เราต้องรักษาสิทธิตามการอ้างสิทธิของเราไว้ก่อน ถ้าหากตอนนั้นไทยไม่ทักท้วงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งต่อข้อเสนอของกัมพูชาเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารก็อาจถูกนำไปอ้างอิงได้ว่า ไทยยอมรับการใช้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาในพื้นที่นี้..."
คำชี้แจงนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ไม่เพียงแต่เขมรแอบงุบงิบยื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกกับยูเนสโกโดยปกปิดซ่อนเร้นไม่ให้ไทยรู้ ทั้งๆ ที่ไทยเคยขอร้องเขมรไปแล้วว่าก่อนยื่นขอให้บอกเล่าเก้าสิบกันก่อน หากทว่า เขมรยังฉวยโอกาสโมเมเอาพื้นที่รอบๆ ปราสาทพระวิหารใส่เข้าไปในแผนที่แนบคำร้องขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกด้วยซึ่งไทยต้องถือว่าขัดต่อมติ ครม. 2505 เขมรจึงทำไม่ถูก การที่กระทรวงการต่างประเทศใช้คำว่า "ไทยรับไม่ได้" (ขอย้ำคำว่า "รับไม่ได้") จึงแสดงถึงระดับความไม่พอใจอย่างรุนแรงที่มีต่อเขมร
พฤติการณ์ที่มากไปด้วยเล่ห์กลเช่นนี้ คนไทยยังคิดว่าเขมรเป็นประเทศที่ควรมีมิตรไมตรีอย่างนั้นหรือ?
หรือว่ายังเร็วเกินไปที่จะไปสรุปแบบนั้น ลองพิจารณาจากคำชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศที่ลงโฆษณาเต็มหน้าโดยระบุว่า "กระทรวงการต่างประเทศได้คัดค้านและประท้วงการที่ฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นเอกสารที่ขีดเส้นล้ำเข้ามาในเขตไทยโดยเสนอทางออก ตั้งแต่การขอขึ้นทะเบียนร่วม การขอจัดทำเขตบริหารร่วม ควบคู่กับการชี้แจงกับยูเนสโกและกรรมการมรดกโลก จนในที่สุดฝ่ายกัมพูชายอมเปลี่ยนแผนผังมิให้ล้ำเข้ามาในพื้นที่ที่ไทยอ้างสิทธิ"
จากรายละเอียดคำชี้แจงไขข้อสงสัยเรื่องปราสาทพระวิหารที่กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการมาตามลำดับเพื่อมิให้เขมรยึดเอาพื้นที่ของไทยไปเป็นของตนเองตั้งแต่ก่อนปราสาทพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาจนถึงได้ขึ้นทะเบียนเรียบร้อย ประกอบกับคำแถลงของนายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 ที่บอกว่า ไทยประท้วงเขมรถึง 4 ครั้ง (ปี 2547, ปี 2548, ปี 2550, ปี 2551) เพราะ "รับไม่ได้" กับเขมรโดยไทยตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจปี 2543 ข้อ 5 ซึ่งระบุว่า ระหว่างที่การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างทั้งสองประเทศยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งสองฝ่ายจะไม่ดำเนินการใดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในบริเวณพื้นที่ชายแดน ย่อมยืนยันถึงเป็นคนเจ้าเล่ห์ของผู้นำเขมร
เท่านั้นยังไม่พอ เขมรดำเนินการอีกหลายอย่างที่ถือว่าบริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหารเป็นของเขา เช่น การจับกุม 3 คนไทย การตรึงกำลังทหารเขมรตามแนวชายแดน การขอให้ไทยถอนทหารออกไปจากแนวชายแดน การทำหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นกรณีปราสาทพระวิหาร นำผู้แทนจากสถานฑูตสหรัฐ จีน ฝรั่งเศสและเวียดนามในกรุงพนมเปญมายังพื้นที่ทับซ้อน เป็นต้น
การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยและกัมพูชาเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ที่คิดว่าจะหาทางออกและเป็นผลดีกับไทยก็จบลงด้วยความล้มเหลวและไทยต้องตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบหรืออาจพูดว่า "เสียดินแดน" ไปแล้วก็คงไม่ผิด เหตุผลประการแรก พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่ไทยและเขมรเคยเห็นตรงกันว่ามีความทับซ้อนและใช้การเจรจาเพื่อแก้ไขมาตลอด ในการประชุมครั้งนี้เขมรถือว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของเขมร ประการที่สอง คนเขมรประมาณ 500 ครอบครัว จำนวนพันกว่าคนที่รุกล้ำเข้ามาสร้างชุมชน สร้างวัด สร้างร้านค้า ทางเขมร (พล.อ.เตีย บันห์) ได้ฉีกทิ้งบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา 2543
ทั้งสมเด็จฮุน เซน และ พล.อ.เตีย บัณห์ คงแอบคิดในใจว่าไทยโง่เองที่ไปหลงเชื่อคารมเขมรมาแต่ต้นช่วยไม่ได้ !
การที่เขมรยืนกระต่ายขาเดียวอ้างแผนที่ฝรั่งเศสในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาเท่ากับพูดกันไม่รู้เรื่อง ความใจกล้าหน้าด้าน ความฉลาดแกมโกง ความเป็นคนคดคนโกงของเขมรจะเอาชนะไทยที่คอยแต่จะแก้เกม เอาแต่ประท้วง คัดค้านด้วยความสงบเสงี่ยมเจียมตัว สุดท้ายก็เสียรู้ปล่อยให้เขมรได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารประเทศเดียวและเสียดินแดนรอบๆ ปราสาทพระวิหารให้เขมรจนได้
ถ้าไทยไม่ปรับนโยบายทางการฑูต ไม่แสดงแสนยานุภาพทางทหาร ไม่มีประชาชนสำแดงพลังแห่งความรักชาติ อย่าว่าแต่ดินแดนรอบปราสาทพระวิหารเลยที่ต้องเสียให้เขมร อีกหลายพื้นที่ที่มีความทับซ้อนกันอยู่ก็คงไม่เหลือไว้ให้ลูกหลานไทยเป็นแน่แท้
โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่ จาก : นสพ.มติชน วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
|