พิมพ์หน้านี้
|
การแก้ปัญหาแพทย์ขาดแคลนที่น.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเสนอให้มีการเพิ่มค่าปรับแพทย์จบใหม่ที่ใช้ทุนไม่ครบ ๓ ปี จาก ๔ แสนบาท เป็น ๔-๑๐ ล้านบาท เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ได้เกิดกระแสด้วยมากมายทั้งจากแพทยสภา นิสิตนักศึกษาแพทย์หรือแม้แต่ในหมู่แพทย์อาวุโสเอง อีกสองวันให้หลังทางแพทยสภาจึงได้ส่งน.พ.อำนาจ กุสลานันท์ เลขานุการแพทยสภา ออกมาเสนอวิธีแก้โดยการเปลี่ยนฐานเงินเดือนให้เป็นระบบแท่งเหมือนกับอัยการและผู้พิพากษา ซึ่งสามารถป้องกันการไหลออกนอกระบบของแพทย์อาวุโสหรืออาจารย์แพทย์ได้ด้วย!! พอผมได้ฟังวิธีการแก้ปัญหาของทั้งสองท่านแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าเพราะมันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเลย ทุกคนมองปัญหาแค่เรื่องเงินแต่ไม่ได้ดูโครงสร้างทั้งระบบจริงๆเลยว่าปัญหามันมาจากจุดไหน โดยส่วนตัวผมได้เสนอแนวคิดมาตลอดว่าการแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ต้องเริ่มตั้งแต่"ปรัชญาในการผลิตแพทย์"หรือก็คือต้องเริ่มที่โรงเรียนแพทย์เอง อันดับแรกต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่าต้องเป็นคนเก่งเท่านั้นถึงจะเรียนแพทย์ได้ เพราะความจริงแล้วสิ่งที่ควรจะเป็นคือ"ความดี"ที่แพทย์ทุกคนต้องมี แน่นอนว่ามาตรวัดความดีมันวัดยากแต่ตอนนี้ระบบที่รับแพทย์ไม่ได้มีความพยายามที่จะหาเกณฑ์มาวัดตรงนี้เลย ทุกวันนี้เราจึงได้คนที่กาข้อสอบได้ดีเข้าไปเรียนแพทย์ ปัญหาที่ตามมาคือเราอาจได้คนเก่งแต่โกงเข้ามาเรียนแพทย์ เข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากความเจ็บป่วยของประชาชน การฟ้องร้องต่างๆก็จะตามมา... พอเริ่มเข้ามาเรียนแพทย์ก็เน้นหนักแต่เรื่องวิชาการทางการแพทย์ตั้งแต่ชั้นปรีคลินิก จะมีเสริมเรื่องจริยธรรมหรือวิชาที่เน้นความเป็นมนุษย์อย่าง "มนุษยศาสตร์" หรือ "ศิลปศาสตร์" นั้นน้อยมาก ถ้าจะมีก็จัดแบบพอเป็นพิธีให้ครบกำหนดตามหลักสูตรของแพทยสภา ส่วนนิสิตนักศึกษาแพทย์เองก็ไม่เห็นความสำคัญของวิชาเหล่านี้เพราะถือเป็นวิชาชั้นสองไม่ได้มีผลต่อการเป็นแพทย์ในอนาคตและผู้บริหารก็ไม่เห็นความสำคัญของจุดนี้อย่างจริงจัง กิจกรรมต่างๆของนิสิตนักศึกษาแพทย์เองก็ถูกครอบจากระบบการเรียนและตารางเรียนที่อัดแน่นเพราะผู้บริหารเน้นเรื่องความเป็นเลิศทางวิชาการมากกว่าความเป็นเลิศทางคุณธรรม(อย่างที่บางมหาวิทยาลัยพยายามทำตัวให้ทันสมัยเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกใน ๔ ปีโดยไม่มองรากของตัวเองว่าเป็นอย่างไร) ส่วนเวลาปิด-เปิดเทอมก็ไม่ตรงกันในแต่ละชั้นปีทำให้นิสิตนักศึกษาแพทย์ไม่สามารถร่วมกันทำกิจกรรมได้เต็มที่(เหตุการณ์นี้เริ่มมีมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ผู้บริหารทุกมหาวิทยาลัยพยายามจะทำลายความเข้มแข็งของกิจกรรมนักศึกษา) แต่ที่หน้าเสียใจที่สุดคือในระยะหลังๆนี้นิสิตนักศึกษาแพทย์ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมด้านสันทนาการและการบันเทิงมากกว่าการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมทำให้กิจกรรมต่างๆสะท้อนออกมาในมุมนี้และเป็นการสะท้อนด้วยว่าแพทย์ที่กำลังจะจบออกไปจากระบบที่มีอยู่นั้นคิดถึงเรื่องของตัวเองมากกว่าเรื่องของคนอื่น ซึ่งก็ไม่แปลกเลยที่เงินจะเข้ามามีบทบาทสูงในการตัดสินใจของคนกลุ่มนี้ เมื่อขึ้นมาชั้นคลินิกก็ได้เห็นพฤติกรรมบางอย่างของรุ่นพี่หรืออาจารย์แพทย์ที่ไม่ถูกต้องแต่ก็มีการปฏิบัติกันจนเห็นเป็นเรื่องชินตา ทำให้นิสิตนักศึกษาไม่รู้ว่าสิ่งใดควร-ไม่ควรทำ อย่างเรื่องการได้รับอภินันทนาการต่างๆจากบริษัทยาทั้งเงินสนับสนุนการจัดประชุม ค่าอาหารในหารสัมมนา ของที่ระลึกหรือของขวัญในโอกาสต่างๆผ่านทางผู้แทนยานั้นควรรับหรือไม่ ได้คิดบ้างหรือไม่ว่าของเหล่านั้นมาจากเงินของใคร? ไม่ใช่เงินของบริษัทยาแน่นอน แต่มันเป็นเงินของผู้ป่วยเราที่ต้องจ่ายค่ายาแพงๆให้บริษัทยาเหล่านี้ ถ้าเป็นเช่นนั้นการรับสิ่งของต่างๆจากบริษัทยาก็ไม่ต่างอะไรกับข้าราชการหรือนักการเมืองที่รับสินบนจากบริษัทต่างๆแล้วก็ให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่บริษัทนั้นๆ สิ่งเหล่านี้คนที่อยู่ในโรงเรียนแพทย์ไม่เคยคิดหรือคิดแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรให้มันดีขึ้นนอกจากเป็นภาพฝังหัวแพทย์รุ่นต่อๆไปว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ผิด เพราะฉะนั้นถ้าเรายังมีแพทย์จบใหม่ที่สอบผ่านการประเมินทางด้านวิชาชีพแต่ตกการประเมินทางด้านศีลธรรมแบบนี้ออกมามากๆ ต่อให้รัฐมีเงินจ่ายเงินเดือนให้แพทย์เหล่านี้เดือนละ ๑ ล้านบาท หรือมีค่าปรับถ้าใช้ทุนไม่ครบ ๓ ปี อีก ๒๐ ล้านบาท ก็ไม่สามารถรั้งตัวให้แพทย์เหล่านี้ทำงานโรงพยาบาลรัฐได้เพราะเอกชนนั้นก็พร้อมจะเกทับเรื่องราคาค่าตัวมากกว่ารัฐอยู่แล้ว เรื่องนี้จึงเป็น"เรื่องของอุดมการณ์และมาตรฐานทางคุณธรรม" ไม่ใช่ "เรื่องเงิน" อย่างที่ทุกคนคิดกัน ขุมทรัพย์เพชร. วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เวลา ๑๕.๕๐ น. |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||