พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อมหาวิทยาลัยไร้คำตอบและเต็มไปด้วยปัญหา (แบบไม่ชอบมาพากลอีกด้วย) ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว หลายท่านคงคุ้นเคยกับวรรคทองแห่งกวีอมตะ เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน ของวิทยากร เชียงกูล นักเขียนสมัย 14 ตุลาฯ ที่ความหวังของคนทั้งชาติดำเนินไปด้วยแรงขับเคลื่อนของเหล่านักศึกษา ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น ปัญญาชน และสถาบันการศึกษาก็เป็นดั่ง เทวาลัย แห่งการเรียนรู้ แต่ใครจะคิดว่าหลังจากนั้นมาอีก 30 ปี มหาวิทยาลัยที่เคยเคียงข้างประชาชนกลับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองเพียงเพื่อจะเป็น World Class University ในที่นี้ไม่ได้ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ที่กระตุ้นให้มนุษย์แข่งขันกันในระบบเสรีนิยมใหม่ (ที่พยายามทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้า...รวมถึงการศึกษาด้วย) แต่การที่จะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ทอดทิ้งชุมชนที่เรียกร้องให้มีการตั้งมหาวิทยาลัยท้องถิ่นที่ภาคเหนือ มอบพื้นที่ป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์เชิงดอยสุเทพให้เป็นที่ตั้งตึกและอาคาร มีงานวิจัยที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหาคำตอบแก่สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคแห่งนี้ เช่น งานวิจัยเรื่องชาวนาไทยที่บ้านกู่แดงที่ตอบโต้การอธิบายสังคมไทยว่าเป็นสังคมโครงสร้างหลวมจากนักวิชาการฝรั่ง การวิจัยเรื่องเหมืองฝายที่ทำให้เข้าใจระบบการจัดการน้ำอันเป็นหัวใจของสังคมเกษตร งานวิจัยความเชื่อเรื่อง ผี อันเป็นศาสนาดั้งเดิมของคนล้านนา และอีกคณานับการศึกษาเพื่อเข้าใจสังคมและเป็นประโยชน์แก่ชุมชนภาคเหนือ แต่หากประเมินเป็นราคาสำหรับขายให้เอกชนไปทำประโยชน์แล้ว งานวิจัยเหล่านี้อาจดูไร้ค่า 30 ปีที่ผ่านมาสังคมไทยได้เปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมจากสังคมเกษตรเป็นสังคมอุตสาหกรรม ประกอบกับภาคการเกษตรถูกกดขี่เพื่อให้ต้นทุนในการผลิตในภาคอุตสาหกรรมมีต้นทุนต่ำ เช่น เป็นการกดราคาสินค้าทางดการเกษตรเพื่อให้ข้าวปลาอาหารราคาไม่แพง ค่าจ้างแรงงานจะไม่ต้องสูงมาก เพราะคนงานรู้สึกว่าค่าแรงของเขายังพอซื้อข้าวกินได้ เมื่อความเป็นอยู่ในชนบทลำบากยากเค้นจนต้องอพยพมาขายแรงงานในเมือง ส่งผลให้คนหนุ่มสาวที่ศึกษาเล่าเรียนต้องอยู่ในเมืองตามไปด้วย แม้การขยายโอกาสทางการศึกษาจะเพิ่มมากขึ้น แต่โอกาสเหล่านั้นก็หาได้กระจายไปยังคนในส่วนต่าง ๆ ของสังคมอย่างเท่าเทียมกัน เพราะโอกาสจะไปกระจุกตัวอยู่กับชนชั้นกลางและชนชั้นสูง (ที่มีปัญญาส่งลูกหลานไปกวดวิชาเพื่อเหยียบหัวคนอื่นเข้ามาเรียนในสนามสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้) ทำให้เหล่านักศึกษาผู้อยู่ในกระแส จบแล้วได้งานเป็นเจ้าคนนายคน แหวกว่ายในทะเทอุดมศึกษาอย่างเคว้งคว้าง หาสารัตถะของการศึกษาไม่ได้ ชีวิตของพวกเขาบางส่วน หมดไปกับการเรียนอย่างไรให้ได้เกียรตินิยม หมดไปกับการใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานหลังจากที่ปากกัดตีนถีบกว่าจะสอบเข้าได้ หมดไปกับการทำกิจกรรมเพื่อหวังว่าจะเป็นใบเบิกทางในการสมัครเข้าทำงาน เพราะพวกเขาหมดหวังและยอมจำนนต่อโตรงสร้างอันแสนอยุติธรรมในสังคมที่พวกเขาเชื่อว่าไม่มีปัญญาจะไปต่อรองได้ ชีวิตแบบ อภิสิทธิ์ชน ของนักศึกษา คณาจารย์ (ที่ได้เติบโตขึ้นมาจากนักศึกษาที่สิ้นหวังเหล่านี้) รวมถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัย (ที่คิดว่าชาวบ้าน โง่ จน เจ็บ แล้วคิดว่าการพัฒนาคือความทันสมัยอย่างตะวันตกเท่านั้น) กำแพงที่มองไม่เห็นที่ขั้นกลางระหว่างมหาวิทยาลัยและชุมชนซึ่งนับวันก็ยิ่งจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งผู้เขียนก็คิดว่า 4 ปีในมหาวิทยาลัยจะโยนใส่ชักโครกแล้วกดน้ำราดไปเลยดีไหม เพราะความจริงมหาวิทยาลัยไม่ได้ให้คำตอบอะไรกับสังคม (ที่คาดหวังว่ามหาวิทยาลัยจะมีปัญญาชี้ทางสว่างให้ได้เลย) 40 ปี แนวคิด ม.นอกระบบ กับความหมายที่เปลี่ยนไป ช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2507 - 2515) : ออกนอกระบบเพื่ออิสระทางวิชาการ เป็นช่วงสมัยที่ระบบเผด็จการทหารครอบงำสังคมไทย แม้แต่ในมหาวิทยาลัยก็ได้รับอิทธิพลไปด้วย เช่น ให้ทหารเป็นอธิการบดีตามหมาวิทยาลัยต่าง ๆ ในช่วงนั้นการออกมาวิภาษวิจารณ์รัฐบาลหรือการแสดงความคิดเห็นถูกเซ็นเซอร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่ม ทำให้นักคิดในสถาบันอุดมศึกษาเสนอแนวคิดการออกนอกระบบราชการเพื่อเสรีภาพทางวิชาการ เช่น ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ศ.เสน่ห์ จามริก ศ.ดร.สมศักดิ์ ชูโต และ อ.ดร.กมล สมวิเชียร เป็นแกนนำ ช่วงที่ 2 (พ.ศ.2516 - 2538) : ออกนอกระบบเพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ การบริหารจัดการแบบระบบราชการของทบวงมหาวิทยาลัยทำให้กิการของมหาลัยดำเนินไปอย่างล่าช้าเพราะมีรูปแบบการจัดการที่เป็นขั้นเป็นตอนซึ่งนักวิชาการบางส่วนมองการบริหารองค์กรเช่นนี้ไม่เหมาะสมกับองค์กรระดับอุดมศึกษาที่ต้องการความเป็นอิสระ และรวดเร็ว จึงเกิดมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งแรกของประเทศไทยคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยการผลักดันของ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ปลัดทบวงมหาวิทยาลัยในตอนนั้น รัฐบาลโดยนายอานันท์ ปันยารชุน สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยพัฒนาเป็มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ในปี 2534 สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีมติเห็นชอบในหลักการปรับเปลี่ยนสถานภาพ จัดทำร่าง พ.ร.บ. มช. เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ร่างพระราชบัญญัติทั้ง 16 ฉบับตกไปเพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็ให้มีโครงการในลักษณะองค์กรอิสระดำเนินการคู่ขนานกันไปเป็นองค์กรในกำกับมหาวิทยาลัย เช่น สำนักจัดการและอนุรักษ์พลังงาน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หอพักในกำกับ 1 (หอสีชมพู) ช่วงที่ 3 (พ.ศ.2539 - 2549) : ออกนอกระบบเพื่อการแปรรูปการศึกษา เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2539 -2540 ประเทศไทยต้องกูยืมเงินจากองค์กรทางการเงินข้ามชาติ แต่องค์กรที่มีบทบาทต่อนโยบายของประเทศคือ ธนาคารการพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ที่แทรกแซงกิจการสาธารณะของรัฐเพื่อลดต้นทุนทางการผลิต หรือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ การโทรคมนามคมฯ นโยบายการให้กู้เงินของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย และเงื่อนไขที่มาพร้อมกับเงินกู้ คือรูปแบบของทุนต่างชาติที่กำลังคืบคลานเข้ามายึดกุมระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และทรัพยากรของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่การสร้างความมั่งคั่งและผลกำไรให้กับประเทศของตนเอง ในขณะที่เอดีบีวิเคราะห์ว่างบประมาณสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในระดับมหาวิทยาลัยยังมีน้อยและไม่เพียงพอ แต่เอดีบีกลับไม่ได้กำหนด เงื่อนไขให้รัฐบาล ไทยเพิ่มงบด้านนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาของไทยในระยะยาว และหากจะกำหนดก็คงจะสวนทาง กับนโยบายให้รัฐลดภาระ ด้านงบประมาณ รวมทั้งการเสนอให้มหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบ ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบต้องหาทุนมา เพิ่มสำหรับ การวิจัยและพัฒนาเอง ในขณะเดียวกันพิจารณาทบทวนขนาดและอัตรากำลังคนให้บุคลากรแค่ละคนมีภาระงานรับผิดชอบมากขึ้นและลดการรับบุคลากรที่เป็นข้าราชการลงหรือรับในตำแหน่งพนักงามหาวิทยาลัย ตลอดจนสร้างกรอบในการบริหารบุคคลใหม่ ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร(2544) สนับสนุนให้ทุกมหาวิทยาลัยเป็นระบบบริหารเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้วเสนอเข้าไปในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่วุฒิสภาก็ยุติบทบาทลงเนื่องมาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ช่วงที่ 4 (พ.ศ.2549 - ปัจจุบัน) : มหาวิทยาลัยออกนอกระบบเพื่ออะไร หลังจากที่เกิดการรัฐประหารแล้วคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ ค.ม.ช. เข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรี ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการก็ผลักดันให้เกิดการออกนอกระบบขึ้นในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อีกครั้ง สภามหาวิทยาลัยมีมติให้นำร่าง พรบ.มช.ฉบับที่สำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาแล้วเสนอต่อรัฐบาล มหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบไปในตอนนั้นได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (แต่ยื่นฎีกาขอให้ระงับการลงพระปรมาภิทัย) มหาวิทยาลับบูรภา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แต่ด้วยกระแสการต่อต้านจากสถาบันการศึกษาและสังคมทำให้ ศ.ดร.วิจิตร นำ พ.ร.บ.ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ต้องการออกนอกระบบกลับไปถามความสมัครใจของคนในมหาวิทยาลัยเสียก่อนที่จะเสนอกฎหมายเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ |
| ผมบวชหน้าไฟให้เพื่อนข้างในครับ | ||
21.7 ล้านบาท กับอาคารที่อ้างสถาบันฯแล้วเบียดบังพื้นที่สาธารณะ |
||
|
View All |
||
| ACROSS THE UNIVERSE | ||
เพลงหนึ่งในยุคที่หนุ่มสาวแสวงหาความหมาย แต่ปัจจุบันเราแสงหาอะไรกันอยู่ JAI GURU DEVA - AOM |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||