พิมพ์หน้านี้
|
การออกนอกระบบอันสุดแสนจะอัปยศ และ พ.ร.บ. มช. ฉบับแอ๊บแบ๊ว การออกพ.ร.บ. ในต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีขั้นตอนดังนี้คือ 1. เสนอกฎหมายเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2. ตั้งคณะกรรมการเพื่อแปรญัตติ (แต่ตั้งคนในสภาฯ มาตรวจสอบและแก้ไขกฎหมายบางข้อ) 3. พิจารณาหลังจากตรวจสอบแล้วลงมติรับรอง (ถ้าไม่รับรองก็ให้กลับไปแก้ไขแล้วเสนอเข้ามาใหม่) 4. เสนอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธยแล้วประกาศใช้กฎหมายนั้น เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2550 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยเพื่อให้องค์กรแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะการแก้ไขในมาตราต่าง ๆ และแจ้งว่ามหาวิทยาลัยจะเสนอ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ..... ต่อ สนช. แต่ว่าองค์กรเหล่านั้นได้รับจดหมายฉบับนี้ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 นอกจากนี้แล้วมหาวิทยาลัยได้อ้างว่าได้มีการประชาสัมพันธ์เรื่องการออกนอกระบบแล้วในเว็บไซต์ (ที่มีผู้เข้าชมเพียง 200 กว่าคน แล้วมีผู้ตอบกระทู้เพียง 2 คน) เมื่อเปรียบเทียบกับการประชาสัมพันธ์งานของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็น การแต่งกายให้ถูกระเบียบ งานวิถีวิจัยฯ งานประเพณีรับน้องขึ้นดอย แล้วแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนักศึกษา บุคลากร และชุมชนภาคเหนืออันมี ม.ช.เป็นมหาวิทยาลัยประจำภูมิภาคยังไม่ทันที่จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบกันทั้งมหาวิทยาลัย พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็เข้าสู่ สนช. ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2550 การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น อำนาจการตัดสินใจและบริหารยังขึ้นอยู่กับคนกลุ่มน้อยและไม่มีคนที่มาจากภาคประชาชน (ที่ไม่ใช่ภาคเอกชนหรือชนชั้นสูงในสังคม) อันได้แก่ อธิการบดีและกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นที่น่าสังเกตว่าคณะกรรมการที่พิจารณากฎหมายในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือเป็นสมาชิกสภามหาวิทยาลัยที่ต้องการให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เช่น นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ศ.เกียรติคุณ เกษม วัฒนชัย) ผู้เสนอกฎหมายเข้าสู่ สนช. ศ.ชัยอนันต์ สมุทวณิช (ผู้มีทบาทต่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เช่น กฟฝ.) เป็นทั้ง สนช. และกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่น่าคิดว่าการพิจารณากฎหมายที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็น สนช.ถึง 3 คน จะมีผลเป็นเช่นไร ซ้ำยังรีบร้อนจะออกกฎหมายในสมัยรัฐบาลจากการรัฐประหาร ไม่รอให้พิจารณากฎหมายในรัฐบาลสมัยหน้าที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทั้งหมดนี้...เพื่ออะไร... แต่ในที่สุด พ.ร.บ.ฉบับ ขึดบ้านขึดเมือง (ขึดภาษาเหนือแปลว่าไม่เจริญ) ก็ผ่านวาระที่ 3 ไปอย่างฉลุยในสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ชาวบ้านสาปส่งกันทั่วผืนปฐพี พร้อมกับเพื่อนร่วมชะตากรรมได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อย่างไรก็ตามการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความถูกต้องให้สังคมมิได้จบเพียงเท่านี้ คงไม่มีใครยอมให้คนเพียงไม่กี่คนเขียนกฎหมายตามใจตัวเอง (แล้วก็พิจารณาเองด้วย) มาประกาศใช้เพื่อหาผลประโยชน์เข้าสู่ตัวเอง โดยอ้าง การพัฒนา ที่ไร้การมีส่วนร่วมอย่างแน่นอน พ.ร.บ. มช. ประกอบด้วยกฎหมาย 82 มาตรา แบ่งเป็น 8 หมวด กับ 1 บทเฉพาะกาลได้แก่ - หมวด 1 บททั่วไป (มาตราที่ 7 - 19) - หมวด 2 การดําเนินการ (มาตราที่ 20 - 42) - หมวด 3 การประกันคุณภาพและการประเมิน (มาตราที่ 53 - 57) - หมวด 4 การบัญชีและการตรวจสอบ (มาตราที่ 48 - 53) - หมวด 5 การกํากับดูแล (มาตราที่ 54 - 55) - หมวด 6 ตําแหน่งทางวิชาการ (มาตราที่ 56 - 59) - หมวด 7 ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ (มาตราที่ 60 - 67) - หมวด 8 บทกําหนดโทษ (มาตราที่ 68 - 69) - บทเฉพาะกาล (มาตราที่ 70 - 82) ทั้งหมดนี้พูดถึงแต่เพียงอำนาจในการบริหารมหาวิทยาลัย (ที่จะเบ็ดเสร็จของอธิการบดีและสภามหาวิทยาลัยอันเต็มไปด้วยชนชั้นสูงและนายทุน) การจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย (รวมไปถึงงานวิจัยและการเปิด-ยุบหลักสูตร) การตรวจสอบการบริหาร (ที่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นธรรมหรือไม่) หากท่านได้อ่านตัว พ.ร.บ. จะเห็นได้ว่าไม่มีมาตราไหนที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาและประชาชนเลย มหาวิทยาลัยมักจะอ้างว่าเคยมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนหน้านี้แล้ว แต่การทำประชาพิจารณ์ก็จัดแบบเงียบ ๆ (กลัวว่าจะมีคนมา ไม่ประกาศให้นักศึกษา คณาจารย์ บุคลากร และประชาชน เข้าฟังอย่างจริงจัง) การจัดประชาพิจารณ์เช่นนี้ทำเพียงเพื่อให้สามารถอ้างได้ว่าจัดแล้ว แต่ถ้านักศึกษามีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์จริง เหตุไฉนจึงไม่มีมาตราไหนที่พูดถึงนักศึกษาเลย สิทธิ เสรีภาพของนักศึกษาจะอยู่ตรงไหน (หรือพวกเขามองให้เป็นแค่เพียง ลูกค้า ส่วนประชาชนที่ไม่มีตังค์ให้ก็ไม่ต้องพูดถึงมัน) มหาวิทยาลัยส่ง พ.ร.บ. ให้องค์กรนักศึกษาและบุคลากรอ่านนั้นมีความไม่ชอบมาพากลอยู่ตรงที่ ทางผู้บริหารบอกว่ายังไม่มีกฎหมายลูก ทั้ง ๆ ที่ร่างเอาไว้แล้วตั้งแต่ ปี 2542 2544 ในช่วงนั้นเองก็มีการทำประชาพิจารณ์ที่ประกอบด้วย สภามหาวิทยาลัย (นายมีชัย ฤชุพันธ์) สภาอาจารย์ สภาข้าราชการ องค์การนักศึกษา ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตตรงที่องค์การนักศึกษาว่าปล่อยให้ไม่มีมาตราใดที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาไปได้อย่างไร องค์การนักศึกษานี้เป็นเพียงในนาม (ที่ไม่ได้รู้เรื่องการออกนอกระบบอย่างจริงจัง) หรือ เป็นองค์กรนักศึกษาที่ถูกแทรกแซงเรียบร้อยแล้ว (ดังที่ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงในบทต่อไป) นอกจากนี้แล้วมหาวิทยาลัยยังปกปิดร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอให้ สนช. ซึ่งมีความแตกต่างไปจาก พ.ร.บ.ที่เผยแพร่แก่คนในมหาวิทยาลัย แสดงให้ถึงความไม่โปร่งในของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ นับตั้งแต่ ประธารสภามหาวิทยาลัยไปจนถึงผู้บริหารและคณาจารย์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ตัวอย่างมาตราที่มีปัญหา มาตรา 15 เป็นมาตราที่เอื้อให้เกิดการแปรรูปมหาวิทยาลัยได้ เช่น การระดมทุนและการจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถทราบได้ว่ามีการบริหารด้วยวิธีใด อย่างไร มีส่วนร่วมในการตรวจสอบได้บ้าง โดยเฉพาะใน (10) ที่สามารถนําผลการค้นคว้าและวิจัยไปเผยแพร่หรือหาประโยชน์ เพื่อเป็นรายได้ของมหาวิทยาลัย แสดงให้เห็นถึงการจะแปรรูปการศึกษาให้เป็นการค้าได้อย่างชัดเจน - มาตรา 15 (4) กู้ยืมเงินและให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักประกัน ด้วยบุคคลหรือทรัพย์สิน และร่วมลงทุน หรือลงทุน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่กิจการขอการกู้ยืมเงิน การให้กู้ยืมเงิน การร่วมลงทุน หรือการลงทุน ถ้าเป็นจำนวนเงินเกินวงเงินที่รัฐมนตรีกําหนดต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีก่อน - มาตรา 15 (5) ออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี - มาตรา 15 (6) กําหนดค่าตอบแทน หรือค่าตอบแทนพิเศษ รวมทั้งสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อย่างอื่น ให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย - มาตรา 15 (7) จัดให้มีกองทุนเพื่อกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย โดยการบริหารกองทุนให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย - มาตรา 15 (9) ปกครอง ดูแล บํารุงรักษา จัดการ ใช้ และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยและที่ราชพัสดุ ตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ - มาตรา 15 (10) จัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล รวมตลอดถึงลงทุนหรือร่วมลงทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลใด เพื่อดําเนินกิจการที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับกิจการของมหาวิทยาลัย หรือนําผลการค้นคว้าและวิจัยไปเผยแพร่หรือหาประโยชน์ เพื่อเป็นรายได้ของมหาวิทยาลัย มาตรา 20 สภามหาวิทยาลัยของอภิสิทธิ์ชน ที่ผู้เขียนกล่าวว่าเป็นการทวงคืนมหาวิทยาลัยของอภิสิทธิ์ชนก็เพราะว่าสมาชิกสภามหาวิทยาลัยที่ได้มาจาก (1) นายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง (2) กรรมการสภามหาวิทยาลัยทรงคุณวุฒิจำนวนสิบห้าคน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย (3) อธิการบดี (4) ประธานสภาวิชาการ ประธานกรรมการ ส่งเสริมมหาวิทยาลัยประธานสภาพนักงาน และนายกสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัย คุณสมบัติและวิธีการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิตาม (2) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ต้องสรรหากรรมการ สภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ (2)จากรายชื่อที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอจำนวนหนึ่ง ให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่งเป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย และให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยทําหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัย เมื่อนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้หรือเมื่อไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเมื่ออุปนายกสภามหาวิทยาลัยไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่หรือไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งอุปนายกสภามหาวิทยาลัยให้สภามหาวิทยาลัยเลือกกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง ทําหน้าที่แทนนายกสภามหาวิทยาลัยให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง รองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นเลขานุการสภามหาวิทยาลัย และจะแต่งตั้งหัวหน้าสำนักงานสภามหาวิทยาลัย เป็นผู้ช่วยเลขานุการสภามหาวิทยาลัยก็ได้ จากมาตราที่ 20 ที่ว่าด้วยสภามหาวิทยาลัย จะเห็นได้ว่ามีแต่ผู้ที่มาจากการแต่งตั้ง ชนชั้นสูง และบุคคลภายนอก หากจะกล่าวว่ามีนายกสมาคมศิษย์เก่า แต่ก็หาใช่บุคคลที่มาจากภาคประชาชน ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า เพราะเหตุใดมหาวิทยาลัยของภาคเหนือกลับไม่มีตัวแทนจากคนรากหญ้า หรือตัวแทนจากคนในท้องถิ่น อาจเป็นเพราะนักวิชาการและผู้บริหารที่เขียน พ.ร.บ. ฉบับนี้มองว่าชาวบ้านด้อยปัญญาหรืออย่างไรจึงไม่สมควรมาอยู่ในสภามหาวิทยาลัยอันสูงส่ง อาจเพราะคนเหล่านี้ไม่เคยเห็นชาวบ้านอยู่ในสายตา ทำให้ไม่เห็นหัวของประชาชนที่มิใช่เพียงแค่นักศึกษาที่คัดค้าน จึงไม่เปิดโอกาสให้นัดศึกษาและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่าง พ.ร.บ. และไม่มีพื้นที่ในกฎหมายที่พวกเราสามารถเข้าไปกำหนดอนาคตของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ บุคคลที่ลอยอยู่บนฟ้าเหล่านี้ก็จะกำหนดทิศทางของมหาวิทยาลัยตามที่พวกเขาเชื่อว่าดี โดยอาจจะมองไม่เห็นบางมุมแต่ก็อาจจะมองไม่เห็นทั้งหมดของความจริง ดังนั้นความรู้ที่ได้จากการมองจึงเป็นเพียงความรู้บางส่วนเท่านั้น เช่น มองว่าความรู้ที่ดีคือความรู้ที่สามารถขายได้ เขาอาจสนับสนุนวิชาที่ทำกำไรเพื่อหารายได้เข้าองค์กร แล้วองค์กรนั้นก็จะมีทุนในการพัฒนา ส่วนวิชาที่ไม่ทำกำไรก็มองว่าไม่เป็นที่น่าสนใจทั้ง ๆ อาจจะมีประโยชน์ต่อคนจน คนชายขอบ คนด้อยโอกาสในสังคมก็ได้ มาตรา 21 นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องไมกระทํากิจการใดที่มีประโยชน์ขัดแย้งกับกิจการของมหาวิทยาลัยไม่ว่าโดยทางตรงหรือทาอ้อม เว้นแตเป็นผูถือหุ้นเพื่อประโยชน์แห่งการลงทุนตามปกติ กิจการที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับกิจการของมหาวิทยาลัย ข้อนี้ยังมีความคลุมเครือว่า กิจการของมหาวิทยาลัยจะไปขัดแย้งกับอะไรได้บ้าง จากมาตราที่ 20 อำนาจของสภามหาวิทยาลัยยังมีอำนาจที่เบ็ดเสร็จตามมาตราที่ 24 สภามหาวิทยาลัยมีอํานาจและหน้าที่กํากับดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัย เราไม่อาจไว้วางใจได้ว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้มาจากภาคประชาชนจะทำให้มหาวิทยาลัยดำเนินไปในทิศทางใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจในการ (4) อนุมัติการเปิดสอนและหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กําหนดใน กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งการยุบรวม เปลี่ยนแปลง และยกเลิหลักสูตร (7) อนุมัติการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิก ส่วนงานของมหาวิทยาลัย รวมทั้งการแบ่ง หรือปรับปรุงหน่วยงานใน ส่วนงานดังกล่าว ยิ่งถ้าสภามหาวิทยาลัยมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับอธิการบดีและผู้บริหารแล้วก็ยิ่งไว้ใจไม่ได้ว่าจะโปร่งใสจริงหรือเปล่า (อีกทั้งผู้ตรวจสอบที่มาจากการจัดตั้งก็ไว้ใจไม่ได้ด้วย) นอกจากนี้แล้วยังมีมาตราที่สนับสนุนอำนาจเบ็ดเสร็จของอธิการ เช่น มาตรา 34 นอกจากนี้แล้วใน พ.ร.บ. ก็พูดถึงแต่เรื่องตำแหน่งทางวิชาการ การกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างไร การจะทำให้มหาวิทยาลัยพัฒนาในทิศทางใด จะพัฒนาคุณภาพทางวิชาการและการเรียนของนักศึกษาอย่างไร พ.ร.บ.เพียงแต่เขียนไว้ แต่มิได้ระบุชัดเจนดังเช่นอำนาจของฝ่ายบริหาร ดังนั้นการจะออกนอกระบบหรือไม่จึงไม่สำคัญเท่าออกนอกระบบแล้วสังคมจะได้อะไร ทั้งการโกหกว่ายังไม่มีกฎหมายลูกทั้ง ๆ ที่ร่างเอาไว้แล้ว การยื่นร่าง พ.ร.บ. เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่ให้คนอื่นดูคนละฉบับ การจัดการรับฟังความคิดเห็นแบบส่ง ๆ การรีบร้อนยื่นกฎหมายให้ สนช. ที่คนสาปส่งกันทั้งชาติและอยู่ในรัฐบาลรัฐประหาร การที่สมาชิกสภามหาวิทยาลัยเป็น สชน เองตั้ง 3 คน พ.ร.บ.ที่ไม่เห็นหัวนักศึกษาและประชาชนตาดำ ๆ ฯลฯ การออกนอกระบบอย่างนี้ท่านจะเห็นว่ามันถูกต้องแล้วหรือ |
| ผมบวชหน้าไฟให้เพื่อนข้างในครับ | ||
21.7 ล้านบาท กับอาคารที่อ้างสถาบันฯแล้วเบียดบังพื้นที่สาธารณะ |
||
|
View All |
||
| ACROSS THE UNIVERSE | ||
เพลงหนึ่งในยุคที่หนุ่มสาวแสวงหาความหมาย แต่ปัจจุบันเราแสงหาอะไรกันอยู่ JAI GURU DEVA - AOM |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||