• หมะเมียะคณะสังคม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : lenne_altimisia@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-01
  • จำนวนเรื่อง : 15
  • จำนวนผู้ชม : 3291
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
มหาวิทยาลัยถนนคนเดิน
ปฎิบัติการทวงคืนมหาวิทยาลัยของประชาชน (ไม่ใชของอภิสิทธิ์ชน) !!!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/walkstreetuniversity
วันพุธ ที่ 2 มกราคม 2551
รวมข่าว ม.นอกระบบ มช. 2550
Posted by หมะเมียะคณะสังคม , ผู้อ่าน : 214 , 04:32:12 น.  
พิมพ์หน้านี้


รวมข่าว ม.นอกระบบ มช. 2550

สนช.ผ่านวาระแรกดัน “ลาดกระบัง-มช.” ออกนอกระบบ

เมื่อเวลา 10.30 น.วันนี้ (22 พ.ย.) มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มี พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คนที่ 1 เป็นประธาน โดยได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับจำนวน 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ.... และร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนเรศวร นั้นนายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอเลื่อนออกไป

นายวิจิตรชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า ควรปรับปรุงการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยของรัฐพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในกำกับของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการที่เป็นอิสระและมีความคล่องตัวสามารถจัดการการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะต้องคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการ

ด้านนายวันชัย ศิริชนะ สนช.และอดีตปลัดทบวงมหาวิทยาลัย อภิปรายสนับสนุน ว่า ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยออกนอกระบบจำนวน 4 แห่ง ซึ่งตนขอสนับสนุนมหาวิทยาลัยอีก 2 แห่งที่เสนอเข้ามา เพราะเห็นว่าการที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบนั้นเพื่อให้มหาวิทยาลัยได้มีการพัฒนาไปตามความต้องการของมหาวิทยาลัย อีกทั้งขณะนี้รัฐมีนโยบายลดการบรรจุอัตราข้าราชการ แล้วให้รับบุคลากรเป็นพนักงานของรัฐแทน ซึ่งมหาวิทยาลัยเองก็ต้องทำตามนโยบายขอรัฐบาล ทำให้จำนวนข้าราชการลดลง พนักงานของรัฐเพิ่มขึ้น อาจมีปัญหาทางด้านการบริหาร หากมหาวิทยาลัยไม่ออกนอกระบบก็จะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ดังนั้น การให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบจะทำให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ทำให้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยคล่องตัว และเพิ่มประสิทธิภาพ

ในที่สุดที่ประชุม ได้มีมติรับหลักการวาระ 1 ร่าง พ.ร.บ.สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ.... ด้วยคะแนน 35 เสียง และร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่ ด้วยคะแนน 36 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแต่ละฉบับจำนวน 15 คน แปรญัตติภายใน 7 วัน

ส่วนบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น วานนี้ (21  พ.ย.)  ได้มีนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่ทราบข่าวว่าจะมีการประชุมของ สนช. เพื่อรับหลักการ ‘พรบ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ....’ ได้รวมตัวกัน ณ อาคารกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อ.มช.) เพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้นักศึกษาทราบและมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นกับ ร่าง พรบ. ดังกล่าว โดยมีนักศึกษารอฟังเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวกำลังใช้จัดกิจกรรม “ถนนคนชิม”

โดยนักศึกษากลุ่มดังกล่าว ได้ทำการติดป้ายผ้าประกาศว่า ‘รู้หรือยัง มช. ของเรา... ออกนอกระบบ แล้วนะ’ และเตรียมให้ตัวแทนนักศึกษาขึ้นมาแจ้งเรื่องนี้ให้กับนักศึกษาทราบ แต่ รศ. นายแพทย์อำนาจ อยู่สุข รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เข้ามาขอพบและพูดคุยกับตัวแทนนักศึกษาผู้จัดกิจกรรม

รศ.น.พ.อำนาจ อยู่สุข ได้เข้ามาชี้แจงว่า เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องไม่นิ่ง คือแค่ผ่านร่างฯ ขออย่าเพิ่งเคลื่อนไหวอะไรกัน รอให้เรื่องนิ่งก่อน ค่อยทำ ซึ่งการชี้แจงของรองอธิการบดีรายนี้ใช้เวลานาน จึงทำให้นักศึกษาที่รวมกันอยู่ในอาคารกิจกรรมนักศึกษาเริ่มทยอยกลับ ไม่ทันที่ตัวแทนนักศึกษาจะได้ขึ้นมากล่าวชี้แจงแต่อย่างใด

นส.ปัทมาพร บัวแดง ตัวแทนนักศึกษาที่ถูกเรียกไปชี้แจง กล่าวว่า ผู้บริหารท่านดังกล่าวบอกว่า รอก่อน ไม่ให้จัดกิจกรรม เพราะข้อมูลไม่นิ่ง ตนถามกลับไปว่า พรบ.นี้ ยังไม่นิ่งหรือ แล้วที่ สนช. จะออกกฎหมายมาแล้วล่ะ ผู้บริหารท่านนี้ตอบว่า การออก พรบ. มีหลายขั้นตอน และกฎหมายยังไม่ผ่านตอนนี้ วันสองวันยังเป็นไปไม่ได้หรอก

นายเพลิงสุริยเทพ รามางกูร นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งร่วมฟังคำชี้แจงของ รศ.น.พ.อำนาจ แสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่มหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบว่า “ถ้าออกแล้วดี ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง แต่ถ้ามันกระทบสิทธิ ผมไม่ยอมแน่ๆ ถ้าพวกคุณออกแล้ว ถ้าพวกเรามีสิทธิอะไรต่างๆ ดีมาก เราก็จะไม่ว่าอะไร แต่เราไม่เห็นด้วยแน่ถ้าสิ่งที่คุณทำเป็นสิ่งที่เลวร้าย ขัดกับสามัญสำนึกของมนุษย์ และไหลตามกระแสของทุนนิยมที่เลวร้ายมากซึ่งขัดกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผมจึงยอมไม่ได้ที่จะให้คนมาทำร้ายแบบเชือดนิ่มๆ”

ขณะเดียวกัน ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการเปิดให้นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร แสดงความคิดเห็นร่าง พรบ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านทางเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยนำ ร่าง พรบ. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับที่ผ่านกฤษฎีกาและรัฐบาลจะนำเสนอ สนช. กับ พรบ. ของมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. ทำเป็นตารางเปรียบเทียบกันให้ดาวโหลด โดยหัวข้อดังกล่าวตั้งเอาไว้โดย admin ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ย. 50 อย่างไรก็ตามมีผู้เข้าไปอ่านเมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 22 พ.ย. มีเพียง 264 คนเท่านั้น 

โดย : ประชาไท  http://www.prachatai.com/05web/th/home/10306 

วันที่ : 22/11/2550

สุรยุทธ์เมินพบนศ.มช.ยื่นหนังสือระงับพ.ร.บ.ม.นอกระบบ

การเสนอร่าง พ.ร.บ. มช. ที่ผ่านวาระไปเมื่อวันที่ 22 พ.ย. เต็มไปด้วยข้อกังขา จากนักศึกษาที่ติดตามเรื่องนี้ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย กับ ม.นอกระบบ ตัวแทนนักศึกษา มช. ซึ่งมาจากทั้งสองฝ่าย จึงร่วมผนึกกำลังระงับการพิจารณา พ.ร.บ. เพื่อให้เวลาในการสร้างความเข้าใจแก่นักศึกษาเรื่อง ม.นอกระบบ รวมถึงผลักดันให้นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมกับร่าง พ.ร.บ. นี้อย่างแท้จริง ด้าน มช. ปลดป้ายประชาสัมพันธ์ของนักศึกษาออก อ้างต้องขออนุญาตก่อน

วันนี้ (23 พ.ย.) กลุ่มตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับสภานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสโมสรนักศึกษาแต่ละคณะได้รวมตัวกันหน้าลานหอประชุมมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ ในเวลา 9.00 – 10.00 น. เพื่อเข้าพบและยื่นแถลงการณ์เรื่อง “การนำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. … เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติอย่างไม่เหมาะสม” ต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เดินทางมาเข้าร่วมพิธีเปิด วันวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2550 “วิถีวิจัย สู่สังคมร่มรื่นและเป็นสุข” 

แถลงการณ์ดังกล่าว เรียกร้องให้ระงับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. .... เนื่องจากการเสนอร่าง พ.ร.บ. เกิดขึ้นอย่างไม่เหมาะสมและมีข้อกังขาต่างๆ  อาทิ การที่นักศึกษาไม่มีส่วนร่วมในการร่วมจัดทำอย่างแท้จริง, ทางมหาวิทยาลัยไม่มีความจริงใจในการเผยแพร่ข้อมูล พ.ร.บ. รวมถึงผลกระทบที่ตามมา, ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พยายามปิดกั้นช่องทางการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษาต่อร่างพระราชบัญญัติฯ, กระบวนการตั้งแต่การยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ จนเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นที่น่าเคลือบแคลงใจถึงความโปร่งใสและความเหมาะสม ซึ่งนักศึกษามิได้มีโอกาสรับรู้ถึงการกระทำดังกล่าว และสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบันมิได้มีที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน จึงขาดความชอบธรรมและความเหมาะสมในการพิจารณาผ่านร่างกฎหมาย โดยเฉพาะร่างกฎหมายที่ยังคงมีเสียงคัดค้านอยู่

โดยกลุ่มตัวแทนนักศึกษาฯ ได้ทำการผูกผ้าสีขาวเป็นสัญลักษณ์แทนตัวนักศึกษาที่มีสิทธิในการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของมหาวิทยาลัย รวมถึงการเขียนป้ายเรียกร้องให้มีการสร้างความรู้กับนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยเรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

ทั้งนี้ กลุ่มตัวแทนนักศึกษาฯ ออกตัวว่าการเรียกร้องในครั้งนี้ไม่ใช่การต่อต้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ แต่เป็นการเรียกร้องให้มีขอให้ระงับการพิจารณาร่าง และแสดงเจตนารมณ์ ผลักดันให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่นักศึกษาถึงเรื่องผลกระทบของมหาวิทยาลัยในกำกับอย่างทั่วถึง

กลุ่มตัวแทนนักศึกษาได้ยืนรอพบอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่หน้าหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จนถึงช่วงเสร็จพิธีเปิด แต่อธิการบดีฯ ก็ไม่ได้ออกมาพบกับนักศึกษา โดยได้ส่งตัวแทนคือ รศ.ดร.เอกชัย แสงอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม ออกมารับแถลงการณ์แทน

โดย รศ.ดร.เอกชัย รับรองว่าจะส่งแถลงการณ์นี้ถึงมืออธิการบดีแน่นอน นอกจากนี้ยังได้บอกแก่กลุ่มนักศึกษาและผู้สื่อข่าวว่า เรื่องของมหาวิทยาลัยออกนอกระบบได้มีการพูดคุยกับตัวแทนนักศึกษาในสมัย “รุ่นพี่” ก่อนหน้านี้แล้ว และมีมติให้เห็นชอบกับการผลักดัน ม.ออกนอกระบบ

ทั้งนี้เมื่อมีการตั้งคำถามว่า ในการหารือกับตัวแทนนักศึกษาในสมัย “รุ่นพี่” นั้น ได้มีการเปิดเผยข้อมูลแก่นักศึกษาทั่วไปได้รับรู้หรือไม่ รศ.ดร.เอกชัย ได้กล่าวว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะตอบได้ ควรถามผู้อื่น ในส่วนของเรื่องผลกระทบของการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ รศ.ดร. เอกชัย ได้เผยว่าจะมีผลดีในแง่ของอิสรภาพในการบริหารและในทางวิชาการ เพราะอยู่ที่การกำหนดนโยบายของแต่ละมหาวิทยาลัยเอง ไม่ใช่มาจากรัฐ แต่ขณะเดียวกัน รัฐก็ยังคงทำการช่วยเหลือมหาวิทยาลัยอยู่ ในส่วนของการกำหนดนโยบายนั้น หากนักศึกษาต้องการมีส่วนร่วมก็ขึ้นอยู่กับตัวนักศึกษาเองว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมขนาดไหน

รศ.ดร.เอกชัย ยังได้กล่าวอีกว่า ในเรื่องค่าเล่าเรียนนั้น มช.มีค่าเทอมที่ถูกอยู่แล้วเมื่อเทียบกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ การขึ้นค่าเล่าเรียนจึงไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรกับนักศึกษามาก ในส่วนของนักศึกษาที่ยากจนเราก็มีกองทุนกู้ยืม

ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้มาพบนักศึกษาหลังจากเสร็จพิธีเปิดเช่นกัน โดยได้ส่งผู้ติดตามคือ ร.อ. มานพ กรีดพุดซา มารับแถลงการณ์แทน ร.อ. มานพ เผยว่า นายกรัฐมนตรีมีงานด่วนจึงไม่มีเวลามาพบนักศึกษาได้ แต่รับรองว่าจะส่งแถลงการณ์ถึงมือของนายกรัฐมนตรีแน่นอน

นส.เนตรชนก แดงชาติ ตัวแทนนักศึกษาฯ ได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยและนายกรัฐมนตรีไม่ออกมารับแถลงการณ์ด้วยตัวเองว่า เป็นการแสดงความไม่จริงใจต่อสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไป ไม่ยอมรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบจากสิ่งที่ตัวเองทำเอาไว้ ในการปกปิด กีดกันการแสดงความเห็นของนักศึกษา

 

แถลงการณ์

เรื่องการนำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. …

เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติอย่างไม่เหมาะสม

องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

            ตามมติที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติครั้งที่ 66/2550 (เป็นพิเศษ) ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550  ซึ่งได้มีมติเห็นชอบรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. .... และได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยกำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 7 วันนั้น

            กระบวนการและขั้นตอนต่างๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่การจัดทำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ....  มาจนถึงขั้นตอนการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติล้วนเกิดขึ้นอย่างไม่เหมาะสมและมีข้อน่ากังขาดังต่อไปนี้

1.)    ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. .... ซึ่งจะบังคับใช้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกคนฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นโดยที่นักศึกษาส่วนใหญ่มิได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำอย่างแท้จริงตามที่ควรจะเป็น เช่น การจัดเวทีเสวนา    รับฟังความคิดเห็นจากนักศึกษา การจัดทำประชาพิจารณ์ หรือการลงคะแนนเสียงเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้

2.)     มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มิได้มีความจริงใจในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติฯให้แก่นักศึกษาได้รับทราบถึงกระบวนการจัดทำและผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัติฯ

3.)     มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พยายามปิดกั้นช่องทางการแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติฯของนักศึกษาอันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมที่นักศึกษาทุกคนพึงมี เช่น การจัดเวทีเสวนา การจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ และการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ล้วน  ถูกขัดขวางมาโดยตลอด

4.)     กระบวนการตั้งแต่การยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ จนเข้าสู่การพิจารณาของ        สภานิติบัญญัติแห่งชาติเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นที่น่าเคลือบแคลงใจถึงความโปร่งใสและความเหมาะสม ซึ่งนักศึกษามิได้มีโอกาสรับรู้ถึงการกระทำดังกล่าวเลยจนกระทั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าว   ไปแล้ว

5.)     สภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบันมิได้มีที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน จึงขาดความชอบธรรมและความเหมาะสมในการพิจารณาผ่านร่างกฎหมาย โดยเฉพาะร่างกฎหมายที่ยังคงมีเสียงคัดค้านอยู่

ที่ประชุมองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรขอให้มีการระงับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. .... เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกคนได้แสดงสิทธิอันชอบธรรมในการรับรู้ข้อมูลและเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ... อันจะนำมาสู่การได้ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความชอบธรรม เป็นที่ยอมรับและเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน และก่อประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อันเป็นสมบัติของชาติและประชาชนทุกคน

           

            ทั้งนี้มติของที่ประชุมองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดังกล่าว มิได้มีเจตนาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการให้กระบวนการดังกล่าวเป็นไปอย่างโปร่งใสและชอบธรรม 

องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

22 พฤศจิกายน 2550 ณ สภานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

(นาย มงคล บุตรเริ่ม)

ประธานกรรมาธิการฝ่ายพิจารณาโครงงานและงบประมาณ

สภานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประธานที่ประชุมองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

22 พฤศจิกายน 2550

มช. ห้ามติดป้ายประกาศ แจงต้องขออนุญาตก่อน

ในส่วนของการเคลื่อนไหวภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อคืนวานนี้ (22 พ.ย. 2550) นักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่งได้ตระเวนติดประกาศและวางป้าย ทั่วบริเวณมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีเนื้อหาเชิญชวนให้เพื่อนนักศึกษาเข้ามาร่วมทำความเข้าใจกับ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. … และผลกระทบที่จะตามมาหากร่างนี้มีผลบังคับใช้

แต่ในช่วงเช้าประมาณ 9.00 น. ทางมหาวิทยาลัยได้ส่งคนมาทำการขนย้ายป้ายออกไป โดยอ้างว่า การจะติดประกาศหรือวางป้ายประชาสัมพันธ์ จำเป็นต้องขออนุญาตก่อน โดยตัวแทนนักศึกษาได้เผยแก่ผู้สื่อข่าวว่า กับป้ายกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นกิจกรรมรื่นเริง แม้จะติดประกาศหรือวางประชาสัมพันธ์โดยไม่ได้ขออนุญาตมาก่อน ก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีใครมาเก็บไป

ในช่วงเวลา 12.30 น. หลังจากที่มีการยื่นแถลงการณ์ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มตัวแทนนักศึกษาฯ ได้ทำการขึ้นป้ายผ้าเนื้อหาชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับกรณี ม.ออกนอกระบบ แทนป้ายเดิมคือ ‘รู้หรือยัง มช. ของเรา... ออกนอกระบบ แล้วนะ’ ที่ถูกทางมหาวิทยาลัยยึดไป และขึ้นพูดเชิญชวนให้ นศ. ที่อยู่ในโรงอาหารอาคารกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อ.มช.) เป็นจำนวนมาก ร่วมรับรู้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และรักษาสิทธิในการแสดงความเห็นของตนเอง

จากนั้น จึงได้ขึ้นรถประกาศตามหอพักชาย-หญิง ในบริเวณมหาวิทยาลัย เพื่อประชาสัมพันธ์เรื่องการจัดเวทีปราศรัยเรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบที่จะมีขึ้นในช่วง 17.30 น. ที่สนามวอลเล่ย์บอลข้างหอพักนักศึกษา

วันที่ : 23/11/2550

โดย : ประชาไท   http://www.prachatai.com/05web/th/home/10321
นศ.มช.ตั้งเวทีอภิปราย ถาม-ตอบ พ.ร.บ. ม.นอกระบบ ผู้บริหารยันไม่เกี่ยวขึ้นค่าเทอม 
 

ตามที่เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วานนี้ (23 พ.ย.) นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับสภานักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสโมสรนักศึกษาแต่ละคณะได้รวมตัวกันหน้าหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถ.นิมมานเหมินทร์ รอพบ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และ ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เดินทางมาเข้าร่วมพิธีเปิด วันวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2550 “วิถีวิจัย สู่สังคมร่มรื่นและเป็นสุข” เพื่อยื่นแถลงการณ์ “การนำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. … เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติอย่างไม่เหมาะสม” แต่ทั้งสองเลี่ยงที่จะพบนักศึกษา และส่งตัวแทนมารับแถลงการณ์นั้น

ต่อมาในเวลา 18.00 น. นักศึกษากลุ่มดังกล่าวได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่สนามวอลเลย์บอล ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีนักศึกษาประมาณ 400 คนร่วมรับฟัง และได้เชิญผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ตอบคำถามที่นักศึกษาอภิปรายด้วย โดยผู้บริหารที่ร่วมตอบคำถามนักศึกษาได้แก่ รศ.นพ.วัชระ รุจิเวชพงศธร รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร รศ.นพ.อำนาจ อยู่สุข รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพนักศึกษา รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน และ รศ.ไพรัช ตระการศิรินนท์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์

โดยหลังจากที่นักศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์รายหนึ่งได้อภิปรายแสดงกังวลว่าหากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบจะทำให้ค่าเล่าเรียนแพงขึ้น และทำให้นักศึกษาขาดจิตสำนึกรับใช้สังคมนั้น รศ.นพ.วัชระ รุจิเวชพงศธร รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ได้ยืนยันว่าหากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ย่อมไม่มีสถานะเหมือนมหาวิทยาลัยเอกชน โดยรัฐบาลยังคงสนับสนุนงบประมาณ และการขึ้นค่าเทอมไม่เกี่ยวข้องกับการออกหรือไม่ออกนอกระบบ อยู่ที่สภาวะที่เกิดขึ้น ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องขึ้น

รศ.นพ.อำนาจ อยู่สุข รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพนักศึกษา กล่าวว่า เรื่องค่าเทอมที่นักศึกษากังวลนั้น ยืนยันว่าจะหาทุนการศึกษาให้รองรับนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้อย่างทั่วถึง และหากเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้วค่าเทอมแพงขึ้น เขาเองคงไม่เอาด้วย แต่ยืนยันว่าการเปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับจะเป็นการเปิดกว้างทางการศึกษาให้กับทุกคน

ผศ.พีรพล คดบัว อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะมนุษยศาสตร์ มช. และอดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวอภิปรายว่า กรณีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะออกนอกระบบหรือไม่นั้น มหาวิทยาลัยต้องให้โอกาสรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษาเสียก่อน นอกจากนี้ ผศ.พีรพล ยังวิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.... ที่กำลังเข้าสู่วาระที่ 2 การพิจารณาของ สนช. ว่ามีการตัดเนื้อหาคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการออกไป ซึ่งเขาเห็นว่าถ้าไม่มีเสรีภาพทางวิชาการแล้ว มหาวิทยาลัยจะเป็นมหาวิทยาลัยได้อย่างไร โดย รศ.นพ.อำนาจ ตอบว่า อยากให้ทุกฝ่ายพิจารณาทีละมาตราและหากไม่เห็นด้วยขอให้ช่วยแสดงความคิดเห็น

รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน ซึ่งมีสถานะเป็นคณะในกำกับของมหาวิทยาลัย โดยแยกตัวออกมาจากภาควิชาในคณะมนุษยศาสตร์ อภิปรายว่า เป็นเวลากว่า 10 ปีที่มีความพยายามให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งเริ่มแรกเธอเป็นผู้คัดค้านโดยตลอด และเป็นห่วงว่าถ้าออกนอกระบบแล้วนักศึกษาจะได้รับผลกระทบจากค่าเล่าเรียนที่แพงขึ้น นอกจากนี้ ข้าราชการก็เป็นห่วงเรื่องความมั่นคงในชีวิตหากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เกรงว่าจะไม่ได้รับสวัสดิการที่เคยได้รับ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร บำเหน็จ บำนาญหลังเกษียณอายุราชการ สายสะพายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์

แต่อีกด้านหนึ่ง ระบบราชการที่เป็นอยู่ก็ไม่สามารถบริหารไปได้อย่างเต็มที่ เช่น ภาควิชาการสื่อสารมวลชนที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2507 ขออัตราใหม่ให้กับบุคลากรไม่ได้ ภาควิชามีรายได้ก็ถูกหัก สถานีวิทยุของภาควิชามีรายได้ก็ถูกหัก ไม่มีเงินเลี้ยงองค์กร ทำให้จ้างมืออาชีพมาสอนไม่ได้ ผิดกับคณะด้านวารสารศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่ง ที่ทุ่มงบประมาณกว่า 80 ล้านบาท ดังนั้นแล้วหากการสื่อสารมวลชนยังคงมีสถานะเป็นภาควิชาย่อมไม่สามารถแข่งขันได้ ทุกวันนี้คนไม่นิยมเป็นข้าราชการ ไม่มีใครอยากเป็นอาจารย์ เพราะตำแหน่งอาจารย์กินเงินเดือนหมื่นเศษ เราต้องเอาความจริงมาพูด ต้องมีการหาวิธีจูงใจ

ปัจจุบันภาควิชาการสื่อสารมวลชน ก็ได้ยกสถานะเป็นคณะ แต่เพราะมีมติคณะรัฐมนตรีห้ามแบ่งส่วนราชการใหม่ การสื่อสารมวลชนจึงมีสถานะเพียงเป็นคณะในกำกับ โดยรัฐก็ยังคงอุดหนุนงบประมาณ สามารถสร้างอาคารเพื่อจัดการเรียนการสอนมูลค่ากว่า 132 ล้านบาทได้ มีแผนที่จะปรับปรุงสถานีวิทยุให้ทันสมัย และมีมืออาชีพมาสอนให้กับนักศึกษาในคณะด้วย

นอกจากนี้ รศ.สดศรี เสนอให้มหาวิทยาลัยทำประชาพิจารณ์ก่อนที่ สนช.จะแปรญัตติ พ.ร.บ.ดังกล่าว ทางอินเตอร์เน็ต แทนการพิมพ์ลงกระดาษ เพื่อลดปัจจัยทีทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งระยะเวลาทำประชาพิจารณ์น่าจะทันภายใน 7 วัน

รศ.ไพรัช ตระการศิรินนท์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ กล่าวว่า แม้ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ฉบับใหม่ยังไม่ออก แต่หลายภาควิชาการได้รับการยกสถานะเป็นคณะในกำกับ แต่ถือว่าความถูกต้องในระบบยังไม่มี กรณีของคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ที่กลายเป็นคณะในกำกับมาปีกว่า ยังไม่ถือเป็นส่วนราชการตามกฎหมาย จึงยังไม่มีแถบสีครุยเป็นของตัวเอง รุ่นพี่ที่จะรับปริญญาก็จะตั้งคำถามว่าทำไมยังคงใช้สีครุยของคณะสังคมศาสตร์ ทั้งที่เป็นคณะแล้ว

โดย รศ.ไพรัช ยังขอให้นักศึกษาช่วยกันแสดงความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ. ดังกล่าวภายใน 7 วันนี้ และหาก พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ก็ขอให้ช่วยกันตรวจสอบด้วย

น.ส.เนตรชนก แดงชาติ นักศึกษาคณะสังคมศาสตร์ ในฐานะผู้ดำเนินรายการถามว่า หากนักศึกษาไม่พร้อมแสดงความเห็นภายใน 7 วันนี้ ทำไมจึงไม่ถอนร่าง พ.ร.บ.แบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร จะได้ทำให้ร่าง พ.ร.บ.กลับมาสู่การพิจารณาของประชาชนจะดีกว่าหรือไม่ ขณะที่ น.ส.ปัทมาพร บัวแดง นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ สมาชิกสภานักศึกษา มช. ถามนักศึกษาที่ร่วมแสดงความเห็นว่าทราบข้อดีข้อเสียของการออกนอกระบบแล้วหรือไม่ และมีเสียงตอบกลับมาว่า “ยังไม่ทราบ” น.ส.ปัทมาพร จึงถามผู้บริหารว่ายุติธรรมแล้วหรือที่เราจะออกนอกระบบทั้งที่นักศึกษายังไม่ทราบข้อดีข้อเสียของ พ.ร.บ.ดังกล่าวเลย

ขณะที่ตัวแทนของสภานักศึกษา มช. ได้อ่านใจความสำคัญของแถลงการณ์ที่ยื่นให้กับนายกรัฐมนตรีเมื่อช่วงเช้าที่ต้องการให้ ระงับการพิจารณา ‘ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ....’ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกคนได้แสดงสิทธิอันชอบธรรมในการรับรู้ข้อมูลและเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว

ด้านนักศึกษาคณะการสื่อสารมวลชนชั้นปีที่ 2 ผู้หนึ่ง กล่าวว่า สนช. มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ไม่ได้มาจากประชาชน ตามหลักการจึงไม่ถูกต้องที่จะผลักดันให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่าน ทำไมไม่ชะลอกฎหมายนี้ไปพิจารณาหลังเลือกตั้ง ให้สภาผู้แทนราษฎรชุดหน้าพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นสมัคร สุนทรเวช หรืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม

รศ.นพ.อำนาจ กล่าวว่า ถ้านักศึกษามีมติมาแล้วขอให้เสนอเรื่องมา ตัวเขาจะได้ทำตามขั้นตอน โดยภายใน 7 วันนี้ ต้องเสนอเรื่องไปที่ ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้ท่านถอนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกมา เพราะมาถึงตอนนี้แล้วจะให้เขาตัดสินใจถอนร่าง พ.ร.บ. เองไม่ได้ เพราะคนเสนอร่าง พ.ร.บ. คือนายกสภามหาวิทยาลัย

รศ.นพ.อำนาจยังยืนยันว่า ไม่ว่ามหาวิทยาลัยจะออกหรือไม่ออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยก็ยังคงอุดหนุนงบประมาณให้กับนักศึกษาร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายจริง การขึ้นหรือไม่ขึ้นค่าใช้จ่ายไม่เกี่ยวกับการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย

โดยเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว ยุติลงเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. โดยคาดว่าจะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งในวันพุธที่ 28 พ.ย. หนึ่งวันก่อนการประชุมของคณะกรรมาธิการยกร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 พ.ย. ขณะที่ฝ่ายนักศึกษาได้มีการล่ารายชื่อเรียกร้องให้มีการชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวด้วย

วันที่ : 24/11/2550

โดย : ประชาไท http://www.prachatai.com/05web/th/home/10326   

อ่านเอกสารที่ ศธ 0515(1) 9658 อ่านความคิดผลักดัน มช.ออกนอกระบบของ นายกสภา มช.และคณะ

อย่าได้แปลกใจที่ ‘ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. …’ เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระหว่างการประชุมเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และใช้เวลาไม่นานก็ผ่านวาระรับหลักการด้วยคะแนน 36 คะแนน

อย่าได้แปลกใจถึงความรีบร้อนในการพิจารณากฎหมายของ สนช. เพราะเป็นวาระสุดท้ายของ สนช. แล้ว ก่อนที่จะมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม นี้ และอย่าได้แปลกใจที่จู่ๆ 3 พ.ร.บ.มหาวิทยาลัย ที่ถูกรัฐบาลชะลอไปแล้วอย่าง ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร และร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จะกลับมาพิจารณาอีก

โปรดอ่านเอกสาร ‘ที่ ศธ 0515(1) 9658 วันที่ 17 ตุลาคม 2550 เรื่อง สรุปมติการประชุมสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 8/2550’ ซึ่งประชุมไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใด พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งถูกรัฐบาลชะลอไปแล้วจึงถูกนำกลับมาพิจารณาอีก

เอกสาร ‘ที่ ศธ 0515(1) 9658’ ดังกล่าว ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม รองอธิการบดี ในฐานะเลขานุการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เสนอมาเพื่อแจ้งสรุปมติการประชุมมายังอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ ซึ่งอธิการบดีผู้นี้ยังดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย

โดยเนื้อหาในเอกสาร ‘ที่ ศธ 0515(1) 9658’ ดังกล่าว สะท้อนความปรารถนาอันแรงกล้าของผู้บริหารมหาวิทยาลัยและสมาชิกสภามหาวิทยาลัย ในการที่จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปลี่ยนผ่านเป็น ‘มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ’ ซึ่งความปรารถนานี้สะท้อนออกมาอย่างมีนัยยะสำคัญในเอกสารดังกล่าว

โดยในวาระที่ 2 เรื่องพิจารณา หน้า 4 ข้อ 2.3 ความคืบหน้าในการพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ขอหารือที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยในเรื่องการพัฒนามหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

อธิการบดีให้เหตุผลในการหารือว่า

“เนื่องจากในขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อปรับเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้ว 3 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยทักษิณ และร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ยังมีร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยในกำกับที่ยังรอบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลได้ขอชะลอไว้ 3 มหาวิทยาลัย คือ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร และร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งน่าจะนำร่างพระราชบัญญัติทั้ง 3 ฉบับ เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อจะพิจารณาดำเนินการตามขึ้นตอนต่อไปในสมัยรัฐบาลชุดนี้ได้ ใคร่ขอเรียนหารือสภามหาวิทยาลัยว่าจะมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งหากสภามหาวิทยาลัยมีความเห็นว่าควรจะผลักดันให้มีการนำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็จำเป็นต้องเชิญประชุมคณะทำงานรับฟังข้อคิดเห็นฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาอาจารย์ สภาข้าราชการและลูกจ้าง สภานักศึกษา จึงขอเสนอสภามหาวิทยาลัยเพื่อรับฟังข้อคิดเห็น”

คือรัฐบาลขอชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัย 3 ฉบับ รวมทั้งร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอหารือสภามหาวิทยาลัยว่าควรผลักดันเข้าสู่ สนช. หรือไม่

โดยที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยพิจารณาแล้วมีความเห็นและข้อเสนอแนะ 7 ข้อ โดยเนื้อหาเป็นการอธิบายความจำเป็นของฝ่ายที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยในการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐคือ

“(1) การพิจารณากฎหมายโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในขั้นตอนการพิจารณา ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า มหาวิทยาลัยมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐหรือไม่ หากเห็นว่าจำเป็นก็ต้องเร่งผลักดันให้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

(2) ปัญหาการปรับเปลี่ยนสถานภาพของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ยังไม่เรียบร้อยจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ มีสาเหตุมาจากความไม่ชัดเจนและไม่แน่นอนของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย และปัจจุบันก็มีความเห็นคัดค้านการปรับเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ทั้งจากคณาจารย์และนักศึกษาบางกลุ่ม ซึ่งได้เคยมีการเสนอความเห็นว่า ถ้าจะให้มหาวิทยาลัยคงสภาพเป็นมหาวิทยาลัยในระบบราชการแต่ให้มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารการเงินและการบริหารงานบุคคลให้มหาวิทยาลัยสามารถออกระเบียบและหลักเกณฑ์ได้เองโดยไม่ต้องใช้ระเบียบหรือหลักเกณฑ์กลางของทางราชการ น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม

(3) ปัญหาอุปสรรคในการบริหารการเงินในปัจจุบันรัฐได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการบริหารงานไปแล้วค่อนข้างมาก ส่วนการกำกับดูแลก็อยู่ที่หน่วยปฏิบัติมากพอสมควร ประเด็นปัญหาน่าจะอยู่ที่การบริหารจัดการเพื่อนำพาไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย

(4) ขณะนี้มีประเด็นที่น่าสนใจและควรจะได้ติดตามศึกษา คือ กรณีของมหาวิทยาลัยมหิดลและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดลได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว และจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาในไม่ช้านี้ ส่วนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังเป็นมหาวิทยาลัยในระบบราชการ แต่ได้วางแผนการเงินเพื่อหารายได้จากทรัพย์สินให้ได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท ในระยะ 10 ปี ซึ่งการบริหารการเงิน และการดำเนินงานของทั้งสองมหาวิทยาลัยควรเป็นกรณีตัวอย่างที่ศึกษาต่อไปในอนาคต

(5) ประสบการณ์จากมหาวิทยาลัยในระบบราชการที่ปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ปรากฏว่า การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะมีความคล่องตัวในการดำเนินงานมากกว่าการเป็นมหาวิทยาลัยในระบบราชการ โดยได้รับงบประมาณจากรัฐไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม มีประเด็นที่สำคัญคือ เรื่องการจัดสรรงบประมาณในรูปของเงินอุดหนุน (Block Grant) และจะมีปัญหาในการบริหารอีกประการหนึ่งคือ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยยังยึดติดกับระบบราชการ เนื่องจากอยู่ในระบบราชการมานาน มหาวิทยาลัยอาจจะต้องส่งอาจารย์ที่สนใจในการบริหารแบบใหม่ไปฝึกอบรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการสมัยใหม่ในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยต้องมีสำนักงานตรวจสอบและคณะกรรมการการตรวจสอบที่เข้มแข็ง

(6) เมื่อเกิดสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อ พ.ศ. 2540 รัฐบาลได้มีมาตรการห้ามมหาวิทยาลัยตั้งส่วนราชการใหม่ และห้ามบรรจุข้าราชการใหม่ สำหรับมหาวิทยาลัยที่มีความจำเป็นจึงได้ปรับเปลี่ยนมาตั้งคณะในกำกับและหน่วยงานในกำกับ ในเรื่องการบริหารงานบุคคลก็เปลี่ยนการบรรจุพนักงานมหาวิทยาลัยแทนการบรรจุข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันสถานภาพของพนักงานเหล่านี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับ การที่รัฐบาลใช้มาตรการเหล่านี้กับมหาวิทยาลัยก็เสมือนการบีบบังคับให้มหาวิทยาลัยต้องปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับโดยปริยาย ขณะนี้มหาวิทยาลัยมีความยากลำบากในการบริหาร เพราะต้องสร้างระบบบริหารสำหรับหน่วยงานที่ไม่เป็นส่วนราชการและพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ถ้าปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้วระบบการบริหารก็จะใช้ระบบเดียว

(7) สำหรับเรื่องการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนในมหาวิทยาลัยในกำกับที่เคยเป็นมหาวิทยาลัยในระบบราชการมาก่อนนั้น มีขั้นตอนที่จะต้องพิจารณา คือ

(7.1) เมื่อมหาวิทยาลัยปรับเปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้วจะมีผลกระทบด้านงบประมาณ ซึ่งจะต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้ได้อีกจำนวนหนึ่งสำหรับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่ปรับเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

(7.2) มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะต้องกำหนดกรอบเงินเดือนสำหรับพนักงานและลูกจ้างของตนเองขึ้นมา ซึ่งต้องใช้เงินนอกงบประมาณมาสมทบด้วย และจัดทำบัญชีเงินเดือนสำหรับบุคลากรประเภทต่างๆ เพื่อใช้ในการจัดสรรงบประมาณสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของมหาวิทยาลัย

(7.3) สำนักงบประมาณและหน่วยานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกับมหาวิทยาลัยจัดทำบัญชีเงินเดือนที่เป็นมาตรฐานที่เป็นธรรม และสอดคล้องกับเกณฑ์ค่าใช้จ่ายต่อหัวในการผลิตบัณฑิต

ท้ายที่สุดนายกสภามหาวิทยาลัยจึงสรุปว่า

เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปแล้ว การสอบถามในครั้งนี้เพื่อว่าจะเร่งให้มีการดำเนินการนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือจะให้เป็นกลไกปกติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งจากการที่ได้รับฟังความเห็นของกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้วเห็นว่า ควรเร่งดำเนินการให้นำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป สำหรับในส่วนของมหาวิทยาลัยก็ต้องเตรียมการในการวางระบบเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนสถานภาพต่อไป

000

สรุปได้ว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย ชงให้ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยพิจารณานำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยในกำกับที่รัฐบาลขอชะลอเอาไว้ กลับเข้าสู่กระบวนการเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อ ‘พิจารณาดำเนินการตามขึ้นตอนต่อไปในสมัยรัฐบาลชุดนี้ให้ได้’

โดยที่มีความเห็นของ ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรีในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับลูกต่อจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่กล่าวว่า “ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปแล้ว” ดังนั้นจึง “ควรเร่งดำเนินการให้นำร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป”

สะท้อนว่าทัศนะของนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เอาความเห็นชอบของ “สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่” เป็นที่ตั้ง โดยที่พวกท่านไม่ทราบหรืออย่างไรว่ามีการเห็นคัดค้านการปรับเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ทั้งจากคณาจารย์และนักศึกษา ที่ดำรงมาอย่างยาวนานในสถาบันแห่งนี้

ดังนั้นอย่าได้แปลกใจ เมื่อ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านขั้นตอนรับหลักการของ สนช. ไปแล้ว เมื่อเกิดแรงต้านของนักศึกษา มีคนไปยื่นหนังสือประท้วง ให้ถอน พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีเมื่อครั้งเยือนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้บริหารจึงยอมจัดเวทีแบบลูบหน้าปะจมูกเพื่อชี้แจงเรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบกับนักศึกษา จนถูก นศ.สะท้อนกลับไปแรงๆ ว่าลักไก่ส่งเรื่องเข้า สนช. ไปแล้ว กลับมารับฟังความคิดเห็นพอเป็นพิธีเพื่ออะไร

ที่แย่กว่านั้น สะท้อนว่าทัศนะของที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังยอมรับความชอบธรรมของ สนช. ในการพิจารณากฎหมาย ทั้งที่ สนช. เป็นสภาที่มาจากแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร ที่แย่กว่านั้นคือหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เมื่อ 24 ส.ค.2550 และบัดนี้เหลือเวลาเพียงไม่ถึง 30 วันที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธ.ค. 2550 สนช. ซึ่งการประชุมแต่ละครั้งเหลือสมาชิกร่อยหรอ  กลับเร่งรัดพิจารณาออกกฎหมายที่สำคัญอย่างเร่งรีบ โดยปราศจากความรับผิดชอบต่อประชาชนและต่อรัฐธรรมนูญ ดังจะเห็นการนัดประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 21-22 พ.ย. ที่ผ่านมาโดยมีวาระการพิจารณากฎหมายถึง 42 ฉบับ แบ่งเป็นกฎหมายเร่งด่วน 19 ฉบับ และกฎหมายทั่วไป 23 ฉบับ

โดยที่ทั้งสภาเหลือผู้ประชุมไม่ถึง 100 คนจากทั้งหมด 241 คน แม้แต่ประธาน สนช. อย่างนายมีชัย ฤชุพันธ์ ก็ไม่อยู่ เพราะเดินทางไปราชการที่ประเทศอิตาลี ส่วน น.ส.พจนีย์ ธนวรานิช รองประธานคนที่ 2 ก็เดินทางไปราชการที่ประเทศจีน มีเพียง พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ รองประธานคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม

และ 1 ในกฎหมาย 42 ฉบับที่มีการพิจารณาใน 2 วันรวดดังกล่าวก็คือ การรับหลักการพิจารณา ‘พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. ...’ ด้วยคะแนน 36 เสียง!!

สะท้อนความรีบร้อนของทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ความรีบร้อนของที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสะท้อนความรีบร้อนของ ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรีในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่รีบผลักกฎหมายเข้าไปพิจารณาใน สนช. ซึ่งขณะนี้ สนช.กำลังทำสถิติสภาที่ผ่านกฎหมายจำนวนมาก ด้วยความเร็วที่สุดในโลก โดยไม่คำนึงว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง จากการรีบร้อนผ่านกฎหมายด้วยคนจำพวกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และผ่านกฎหมายด้วยสปีดแบบนี้

ชนิดที่แม้แต่นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. ยังบอกว่า “ไม่ไหวจริงๆ กฎหมายมาส่งที่บ้านเป็นลังๆ เกิดมาไม่เคยเห็นมาก่อน”

000

นอกจาก เรื่องพิจารณา ผลักดันร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติของสภามหาวิทยาลัยแล้ว ในเอกสาร ‘ที่ ศธ 0515(1) 9658’ ยังมีหลายเรื่องที่สะท้อนว่านี่เป็นทิศทาง เป็นแนวโน้มของการบริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นแนวโน้มของการ ‘ออกนอกระบบ’ เช่น

ใน เรื่องที่แจ้งให้ทราบ ข้อ 1.5 สรุปผลการประชุมคณะที่ปรึกษาผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (กรุงเทพมหานคร) ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2550 

ซึ่งการประชุมดังกล่าว จัดขึ้นที่ ห้องประชุม 2 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กรุงเทพฯ โดยมี ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุม โดยมีคณะที่ปรึกษาเข้าร่วมประชุมหลายท่าน อาทิ สุเทพ เทือกสุบรรณ, สุภาพ คลี่ขจาย, รศ.ประเสริฐ ศิลพิพัฒน์, พงษ์ วิเศษไพฑูรย์, พีระพงศ์ สาคริก, นิสากร ทัดเทียมรมย์, ดร.สิงห์ ตั้งเจริญชัยชนะ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2550 [ที่มา: งานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สิงหาคม 2550 หน้า 2 http://www.cr.chiangmai.ac.th/2550/255008/255008-002.html]

ซึ่งส่วนหนึ่งของข้อเสนอแนะต่อการบริหารงานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่คือ

ข้อ (1) (ด้านการผลิตบัณฑิต) 1.2 หลักสูตรการศึกษาควรเน้นในรูปสหกิจศึกษาให้มากขึ้น และหลักสูตรใดที่ล้าสมัยหรือไม่เป็นที่ต้องการของตลาดควรยุบเลิก เพื่อนำทรัพยากร/บุคลากรไปใช้ในสาขาอื่นให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

ข้อ (2) (ด้านวิชาการและงานวิจัย) 2.2 มหาวิทยาลัยควรทำการวิจัยในเรื่องที่เป็นประโยชน์ ตรงตามความต้องการของตลาด หรือผู้บริโภค รวมทั้งทำการวิจัยเพื่อทดแทนการนำเข้า โดยอาจทำโครงการวิจัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้ประโยชน์และตรงความต้องการจริงๆ

ข้อ (3) ด้านการบริหารจัดการ 3.2 ควรส่งเสริมสนับสนุนให้คณะ/องค์กรของมหาวิทยาลัยหารายได้เพิ่มเติม เช่น การนำผลงานวิจัยมาสนับสนุนหารายได้ให้คณะ/หน่วยงาน เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระงบประมาณจากส่วนกลางของมหาวิทยาลัย

และ 3.3 มหาวิทยาลัยสามารถระดมทุนเพิ่มเติมจากศิษย์เก่า โดยเน้นศิษย์เก่าที่มีศักยภาพและไม่มีทายาท ที่ต้องการบริจาคทรัพย์สินให้กับสถาบันที่ตนเองศึกษา (เมื่อเสียชีวิต) โดยมหาวิทยาลัยต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับศิษย์เก่า รวมทั้งมีการให้เกียรติ เชิดชูเกียรติศิษย์เก่าที่มีผลงานดีเด่น และทำประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัย

ซึ่งข้อเสนอของ คณะที่ปรึกษาผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (กรุงเทพมหานคร) ในเรื่องการศึกษาตามความต้องการของตลาด การให้มหาวิทยาลัยหารายได้เพิ่มเติม ล้วนขานรับกันเป็นอย่างดี กับแนวทางของ ศ.นพ.เกษม วัฒนชัยกับพวก ที่ต้องการผลักดันให้รีบพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในช่วงโค้งสุดท้ายของ สนช. โดยไม่ฟังเสียงต้านของนักศึกษาและคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย

หาก พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผ่าน นี่คงเป็นเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของ ศ.นพ.เกษม วัฒนชัยกับพวก ในการผลักดันกฎหมาย ให้เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. สภาคุณธรรมที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ที่กำลังพิจารณากฎหมายเป็นลังๆ ด้วยสปีดอย่างเมามัน ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้???!!!

รายชื่อกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชุดปัจจุบัน

ที่มา: มติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย, http://intra.chiangmai.ac.th/~general/Preeda/CMUcouncil.pdf

นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เกษม วัฒนชัย)

อุปนายกสภามหาวิทยาลัย (ศาสตราจารย์ นาวาอากาศเอกตะวัน กังวานพงศ์)

ประธานกรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (นายภาณุพงศ์ ศักดาทร)

อธิการบดี (ศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์)

ประธานสภาอาจารย์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปฐม ปฐมธนพงศ์)

ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช

นายดุสิต ศิริวรรณ

นายธีระชัย เชมนะสิริ

นายประวิทย์ อัครชิโนเรศ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปิยะวัติ บุญ-หลง

ดร.นิพนธ์ ตุวานนท์

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร

นายจรัญ ภักดีธนากุล

นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์

ดร.สุชาติ เมืองแก้ว

นายอนันต์ ลี้ตระกูล

นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์

นายสันทัด โรจนสุนทร

กรรมการสภามหาวิทยาลัยจากผู้ดำรงตำแหน่งบริหาร

รศ.วัชระ รุจิเวชพงศธร รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร สำนักงานอธิการบดี

รศ.ดร.บุญเสริม ชีวะอิสระกุล คณบดีคณะเกษตรศาสตร์

รศ.ดร.วิภาดา คุณาวิกติกุล คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์

นางอรวรรณ ทิตย์วรรณ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์

รศ.ดร.เสริมเกียรติ จอมจันทร์ยอง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์

รศ.ดร.ทรงศักดิ์ ศรีบุญจิตต์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์

รศ.เศกสิน ศรีวัฒนานุกุลกิจ คณบดีคณะสังคมศาสตร์

ผศ.อรรณพ คุณพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผล

ดร.เจษฎา เกษมเศรษฐ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กรรมการสภามหาวิทยาลัยจากคณาจารย์ประจำ

อ.นิตยา สุวรรณรัตน์ คณะเกษตรศาสตร์

ผศ.ชนินทร์ สิงห์รุ่งเรือง คณะบริหารธุรกิจ

รศ.ธนารักษ์ สุวรรณประพิศ คณะพยาบาลศาสตร์

รศ.วัฒนา นาวาเจริญ คณะแพทยศาสตร์

รศ.ดร.อรัญญา มโนสร้อย คณะเภสัชศาสตร์

รศ.ไกรศร จิตธรธรรม คณะวิทยาศาสตร์

รศ.กัญญา กุนทีกาญจน์ คณะเศรษฐศาสตร์

ศ.ดร.มนัส สุวรรณ คณะสังคมศาสตร์

รศ.นิวัฒน์ สินสุวงศ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์

เลขานุการสภามหาวิทยาลัย (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม) รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ

อ้างอิง

มติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 8/2550, http://intra.chiangmai.ac.th/~general/Preeda/cmu8_50.pdf

สนใจอ่านเพิ่มเติม

มติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทุกครั้ง, http://intra.chiangmai.ac.th/~general/Preeda/preeda7.htm

วันที่ : 3/12/2550

โดย : ประชาไท http://www.prachatai.com/05web/th/home/10427

นศ.มช.เดินสายตามหอพักกระตุ้นการรับรู้เรื่อง ม.นอกระบบ

เมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา (27 พ.ย.) กลุ่มนักศึกษา "มหาวิทยาลัยถนนคนเดิน" ซึ่งเป็นกลุ่มนักกิจกรรมอิสระในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวนประมาณ 30 คนได้รวมตัวกันเดินไปตามหอพักต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยเพื่อทำการประชาสัมพันธ์เรื่องการผ่านร่างของ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.. ...  รวมถึงการให้ข้อมูลเรื่องความไม่ชอบธรรมในการผ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ภายในช่วงเวลาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับ พรบ. ชุดนี้ไม่ได้ทำการเผยแพร่อย่างทั่วถึงมากพอ รวมถึงไม่มีการเปิดให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการรับรู้และร่วมอภิปราย ทั้งที่เป็น พ.ร.บ. ที่มีผลกระทบต่อนักศึกษา

การเดินประสัมพันธ์และให้ข้อมูลในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้นักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยได้ตื่นตัว พร้อมรับรู้ข้อมูล และรักษาสิทธิของตนเองที่จะรับรู้ข้อมูลความเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่าง พรบ. ฉบับนี้ โดยในช่วงที่เดินประชาสัมพันธ์ ได้มีนักศึกษาให้ความสนใจออกมารับฟังตามระเบียงหรือชั้นดาดฟ้าของหอพักต่าง ๆ และบางส่วนได้มีการแลกเปลี่ยน ซักถามข้อมูล กับกลุ่มนักศึกษา “มหาวิทยาลัยถนนคนเดิน”

“มหาวิทยาลัยถนนคนเดิน” กล่าวว่า คาดว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะถูกผลักดันให้ออกนอกระบบภายในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากมีผู้บริหารของมหาวิทยาลัยท่านหนึ่งดำรงตำแหน่งใน สนช. ชุดนี้ ซึ่งจะเป็นการสะดวกในการผ่านร่างเห็นชอบด้วยตนเอง อีกเรื่องหนึ่งที่กลุ่มนักศึกษาได้ชี้ให้เห็นคือ ความไม่ชอบธรรมในการที่ สนช. ชุดนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่มาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลรัฐประหาร

ขณะเดียวกันก็ได้ทำการให้ข้อมูลโดยยกตัวอย่างเกี่ยวกับคณะบางคณะที่มีสถานภาพเหมือนออกนอกระบบ เช่น วิทยาลัยสื่อฯ, คณะการสื่อสารมวลชน รวมถึงคณะที่มีเปิดภาคพิเศษ ว่าคณะเหล่านี้แม้จะต้องจ่ายค่าเทอมมากกว่า คณะอื่นๆ ในภาคปกติ แต่ก็ใช้ครูผู้สอนคนเดียวกัน อาคารเรียนเดียวกัน รวมถึงข้อสอบชุดเดียวกัน การที่มหาวิทยาลัยอ้างว่าการออกนอกระบบจะทำให้ประสิทธิภาพทางวิชาการมีมากขึ้นจึงไม่เป็นความจริงหากพิจารณาจากสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังได้พูดถึงเรื่องเนื้อหาใน พ.ร.บ.มช. ว่าถ้าหากมีการผ่านร่างจน ม.ออกนอกระบบ ไปแล้ว ผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จคือผู้บริหาร เนื่องจากขณะที่คณะผู้บริหารสามารถตรวจสอบการทำงานของบุคลากรได้ แต่ใน พรบ. ไม่ได้ระบุว่ามีใครที่สามารถตรวจสอบคณะผู้บริหารได้ ทำให้คณะผู้บริหารสามารถตักตวงผลประโยชน์จากมหาวิทยาลัยได้เต็มที่ เพราะถ้ามหาวิทยาลัยออกนอกระบบไปแล้ว กรรมสิทธิก็จะตกเป็นของผู้บริหารด้วยเช่นกัน

ในเรื่องของการที่ พรบ. ชุดนี้ทางมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำการเผยแพร่อย่างทั่วถึงนั้น ทางกลุ่ม “มหาวิทยาลัยถนนคนเดิน” กล่าว่า ทางมหาวิทยาลัยได้เรียกนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่คนเดียวเท่านั้น เข้าไประชุมรับรู้เรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.มช. โดยที่นายกสโมสรนักศึกษาไม่ได้ออกมาทำการเผยแพร่แต่อย่างใด ขณะเดียวกันเว็บไซต์ที่ทางมหาวิทยาลัยอ้างว่าเปิดให้นักศึกษาเข้ามาอ่านและแสดงความเห็น ก็มีผู้อ่านไม่กี่ร้อยคน และมีผู้แสดงความเห็นไม่กี่คน ทั้ง ๆ ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีรวมกันทั้งหมดสองหมื่นกว่าคน

โดยทางตัวแทนนักศึกษากลุ่มนี้ได้ให้ความเห็นว่า ทางมหาวิทยาลัยไม่มีความจริงใจในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เปรียบเทียบกับข้อมูลอื่นๆ เช่นการแต่งกายถูกระเบียบ กลับมีการออกโปสเตอร์ชัดเจนและได้รับการเผยแพร่ให้รับรู้ในวงกว้างมากกว่าเรื่อง พรบ. มช. ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญกว่า

สุดท้ายทางกลุ่ม “มหาวิทยาลัยถนนคนเดิน” จึงได้ย้ำถึงสิทธิอันชอบธรรมในการมีส่วนร่วมของนักศึกษา และได้ประชาสัมพันธ์เรื่องการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อเพื่อชะลอการผ่านร่าง พรบ.มช. อย่างไม่ชอบธรรม ช่วงเย็นของวันที่ 29 พ.ย. ตามหอพักต่างๆ ในมหาวิทยาลัยและที่ซุ้มภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

 

ขณะที่ในวันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2550 ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เตรียมจัดเสวนา “การนำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” ใน 09.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มช. ซึ่งคาดว่าจะเป็นเวทีชี้แจงของผู้บริหารมหาวิทยาลัย หลังจากที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ฝ่ายนักศึกษาได้จัดเวทีแล้วเชิญผู้บริหารไปซักถามเรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

วันที่ : 28/11/2550

โดย : ประชาไท http://www.prachatai.com/05web/th/home/10373

“คุณตอบไม่ตรงคำถามเรา หรือเราถามไม่ตรงคำตอบคุณ” เสียง นศ. มช. ถึงเวทีผู้บริหาร เรื่อง ม.นอกระบบ

 

จากที่เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2550 ที่ผ่านมา ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไจัดให้มีการประชุมชี้แจง “ความคืบหน้าในการนำมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” ขึ้น ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้นสอง สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีทั้งนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น

โดยขณะที่มีการพูดคุย เปิดให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น ได้มีนักศึกษาคนหนึ่งทำการเดินออกจากห้องประชุม และได้กล่าวต่อที่ประชุมก่อนหน้าจะเดินออกจากห้องประชุมว่า นักศึกษาเป็นประชากรส่วนใหญ่ แต่ในพระราชบัญญัติไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับนักศึกษาเลย รวมถึงอาจารย์เองก็แสดงความคิดเห็นวกไปวนมา ตอบไม่ตรงคำถาม  (อ่าน : ผู้บริหาร มช. เตรียมเชิญ ‘ชัยอนันต์ สมุทวนิช” แจงเรื่อง ม.นอกระบบ) นั้น

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนักศึกษาที่เข้าร่วมเวทีดังกล่าว ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร และได้รับข้อมูลมากน้อยเพียงใดจากเวทีนี้ โดย  น.ส.ประภัสสร ซึงถาวร ตัวแทนกลุ่มนักศึกษา “มหาวิทยาลัยถนนคนเดิน” กล่าวว่าเวทีที่ผู้บริหารจัดเมื่อวันที่ 28 ไม่ได้มีอะไรคืบหน้า แต่อย่างน้อยมันก็เหมือนกับนักศึกษาไปประกาศจุดยืนของเรา โดยการยื่นข้อเสนอไปสองอย่าง คือหนึ่งเราจะทำการล่ารายชื่อนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ถ้าหากเป็นไปได้เราจะให้ชุมชนหรือประชาชนจากข้างนอก หรือบุคลากร อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งการล่ารายชื่อทำเพื่อขอชะลอ พ.ร.บ.ดังกล่าว และทำให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้

นักศึกษาผู้นี้ได้กล่าวต่อว่า วิทยากรส่วนใหญ่จะเป็นคนจากฝ่ายบริหาร แม้จะมีอาจารย์มาร่วม แต่ก็อยู่ไม่นาน ในเวทีนี้ดูเหมือนว่าเขาจะทำให้เป็นเวที ถาม-ตอบ เวลามีคนมาพูดอะไรเขาก็จะตีเป็นคำถามอย่างเช่น เรื่องค่าเทอม หรือเรื่องที่ยังไม่ตกใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ เขาก็จะตีเป็นคำถามไป

เมื่อนักศึกษาแสดงคิดเห็น ฝ่ายผู้บริหารก็จะตีเป็นคำถาม เพื่อเป็นการตัดบทเราไปในตัว เช่นเวลานักศึกษาบอกว่า พ.ร.บ. ชุดนี้นักศึกษาไม่มีส่วนร่วม ทำไมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไม่ดี เขาก็จะไปตีเป็นคำถามว่า “อ๋อ...เป็นคำถามในเรื่องของการประชาสัมพันธ์นะครับ” “เป็นคำถามในเรื่องของขั้นตอนนะครับ” เหมือนคน ๆ นู้นถามมาแล้วเดี๋ยวเราจะตอบให้ ซึ่งมันเป็นวิธีการตัดบทการแสดงความคิดเห็นวิธีหนึ่ง ทำให้นักศึกษาไม่ได้พูดต่อ

ในกรณีที่มีอาจารย์บางท่านพูดถึงเรื่องการขึ้นค่าเทอมว่า นักศึกษาเป็นชนชั้นกลางโดยส่วนใหญ่ เป็นคนที่มีเงินอยู่แล้ว จึงน่าจะไม่มีปัญหาอะไรหากมีการขึ้นค่าเทอม  น.ส.ประภัสสร กล่าวว่า อาจจะจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด อาจารย์ใช้คำว่าชนชั้นกลางก็จริง แต่ชนชั้นกลางตามความเข้าใจของเราคือ ชนชั้นกลางมันก็มีหลายระดับ แบบมีเงินส่งลูกเรียนโดยไม่ต้องไปกู้ หรือชนชั้นกลางแบบที่ยังต้องกู้เอา คือไม่มีทรัพย์สินในการส่งเรียนได้มากมายขนาดนั้น ในปัจจุบันนี้เอง ชนชั้นกลางบางคนรวมถึงชนชั้นล่างก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเรื่องนี้จริง ๆ แล้วในมุมกลับกันถ้ามันออกนอกระบบไปประชากรความช่วยเหลือในส่วนนี้มันไม่ยิ่งน้อยลงไปกว่าเก่าหรือ บางทีมันอาจจะกลายเป็นว่ามีเหลือไว้แค่ชนชั้นกลางระดับบนๆ หรือชนชั้นสูงไปเลยก็ได้

น.ส. ประภัสสร ได้แสดงความเห็นในเรื่องของกองทุนกู้ยืมที่มีส่วนทำให้คนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมได้โอกาสเข้ามาเรียนมากขึ้นว่า มันไม่ใช่การแก้ปัญหา ที่แบบว่าไม่มีเงินเรียนไม่เป็นไร มีเงินกู้ให้  คือจริง ๆ แล้วการศึกษามันควรจะเป็นสวัสดิการของรัฐด้วยซ้ำ มันไม่ใช่มาหลอกว่า ไม่เป็นไร ก็มีเงินกู้ ถามว่าตอนนี้มีเงินกู้แล้วเรียนจบไปมีเงินใช้คืนหรือเปล่า

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านักศึกษาที่ไปฟังในเวทีตอนเช้าวันที่ 28 นั้นมีความเข้าใจในสิ่งที่ผู้บริหารต้องการนำเสนอมากขึ้นหรือไม่  น.ส.ประภัสสรได้ตอบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เข้าใจ แต่ผู้บริหารก็ยังพูดวนไปวนมาแต่เรื่องเดิม ๆ พอนักศึกษาถามก็ตอบไม่ตรงกับคำถาม ในคำถามที่เราต้องการคำตอบเขาก็ตอบเลี่ยงไป ตอบแบบคลุมเครือ หรือไม่ก็บิดเบือนเป็นประเด็นอื่นไปเลย 

น.ส. ประภัสสร สรุปสิ่งที่ได้จากเวทีในเช้าวันที่ 28 ว่า ส่วนใหญ