• หมะเมียะคณะสังคม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : lenne_altimisia@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-01-01
  • จำนวนเรื่อง : 15
  • จำนวนผู้ชม : 3536
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
มหาวิทยาลัยถนนคนเดิน
ปฎิบัติการทวงคืนมหาวิทยาลัยของประชาชน (ไม่ใชของอภิสิทธิ์ชน) !!!
Permalink : http://www.oknation.net/blog/walkstreetuniversity
วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม 2551
ความลักลั่นในการอ้างสิทธิในอำนาจของผู้บริหาร ม.ช.
Posted by หมะเมียะคณะสังคม , ผู้อ่าน : 186 , 10:24:56 น.  
พิมพ์หน้านี้


ความลักลั่นในการอ้างสิทธิในอำนาจของผู้บริหาร ม.ช.

          จากความขัดแย้งขึ้นในสังคมเกี่ยวกับการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ตั้งแต่มีการร่างกฎหมายที่จะนำไปประกาศใช้หรือการร่างพระราชบัญญัติการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือ ที่เรียกว่าการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย  จะเห็นได้ว่ามีการคัดค้านและต่อต่านจากนักศึกษา  อาจารย์ และบุคลากร ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน   โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลรักษาการของ คณะมนตรีรักษาความมั่นคงอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นำโดย พลเอก สนธิ   บุญรัตกรินทร์ และมีพลเอก สุรยุทธ์   จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี   ได้มีการพิจารณา พ.ร.บ.ที่จะออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ   เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ   มหาวิทยาลัยบูรพา  ขณะนั้นมี ศ.ดร.วิจิตร   ศรีสอ้าน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ   แต่เนื่องจากกระแสสังคมที่ต่อต้านการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ   จึงผลักภาระให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ นำร่าง พ.ร.บ. กลับมาถามคนในองค์กรและประชาชนก่อนที่จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา

          เพื่อทำความเข้าใจการใช้อำนาจในแบบต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับทุนนิยมที่มีผลกระทบต่อการศึกษาโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาเกี่ยวกับการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict theory) ของ Karl Marx 

          มองเรื่องอำนาจว่าเกิดจากความสัมพันธ์ทางการผลิตเป็นพื้นฐานที่กำหนดเงื่อนไขให้กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจทั้งปวง ปรากฏออกมาในลักษณะของชนชั้น   ถ้าเป็นสังคมทุนนิยมก็จะสร้างเงื่อนไงให้เกิดความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน  คือนายทุนมีอำนาจบังคับเหนือผู้ใช้แรงงาน เพราะชนชั้นนายทุนเป็นผู้ถือครองปัจจัยการผลิตต่าง ๆ แรงงานเป็นชนชั้นที่ไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตใด ๆ เลยนอกไปจากแรงงานของตัวเอง  ทำให้มีอำนาจในการต่อรองจำกัด   ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้จะมีความขัดแย้งของอำนาจอยู่ตลอดเวลา
          นอกจากชนชั้นที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่ไม่เท่ากันแล้ว  ชนชั้นนายทุน (หรือชนชั้นนำในสังคม) จะผลิตอุดมการณ์ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ความรู้  ศิลปะ ฯลฯ หรือที่เรียกว่า “โครงสร้างส่วนบน” มาครอบงำความคิดของคนในสังคม

ทฤษฎีอุดมการณ์อำนาจที่ครอบงำ (Hegemony) ของ Antonio Gramsci

           ในกรณีที่ชนชั้นแรงงาน  ชนชั้นกลาง  ไม่สนใจต่อต้านหรือขัดแย้งกับกลุ่มนายทุนเลย  แม้จะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบต่าง ๆ นานา ทั้งนี้เพราะพวกเขาอาจตกอยู่ภายใต้อุดมการณ์ที่ครอบงำแบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นลัทธิบริโภคนิยม  จนทำให้เกิดความลุ่มหลง  และมองข้ามความขัดแย้งต่าง ๆ

ทฤษฎีเรื่องอำนาจ (Authority) ของ Max Weber

            อำนาจที่ชอบธรรมคือการที่มีการยอมรับที่มาของการใช้อำนาจ แตกต่างจากการใช้อำนาจโดยการใช้กำลังบังคับตรงที่คนในสังคมยอมรับและปฏิบัติตามอย่างไม่ขัดขืน ไม่ต่อต้าน
            รูปแบบของอำนาจแบ่งเป็น 4 ประเภทได้แก่
            1. อำนาจบังคับตามประเพณี คือ การที่ผู้นำมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจตามประเพณี หรือ เป็นผู้สืบทอดอำนาจตามประเพณี  มักมีลักษณะของอำนาจในรัฐแบบจารีตนิยม ที่ระบบการปกครองใช้กลไกของกลุ่มความสัมพันธ์แบบต่าง ๆ เช่น ความจงรักภักดีในตัวบุคคล  ระบบอุปถัมภ์
            2. อำนาจบังคับตามบารมี คือ อำนาจที่มีอยู่เฉพาะในบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ เช่น มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ เป็นวีรชน หยั่งรู้อนาคต   ผู้นำที่มีอำนาจแบบนี้มักจะปรากฏในช่วงที่สังคมนั้นเกิดวิกฤติ  
            3. อำนาจบังคบตามกฎหมาย คือ อำนาจในสังคมที่มีการปกครองโดยใช้หลักกฎหมายบังคับ   ผู้ที่ใช้อำนาจทางกฎหมายจะได้รับการแต่งตั้งหรือเลือกขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รักษาระเบียบกฎหมายดังกล่าว และผู้อยู่ภายใต้กฎหมายนั้นยอมรับสภาพของผู้มีอำนาจ (มิใช่ในตัวบุคคล) ผู้มีอำนาจทางกฎหมายจะยังคงมีความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจก็ต่อเมื่อเขายังปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของกฎหมายเท่านั้น

ความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษาอันมีผลทำให้เกิดการอ้างความชอบธรรมของการออกนอกระบบ
 

          การที่พื้นฐานการเข้าถึงการศึกษามักจะขึ้นอยู่กับฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ   ในอดีตจะพบว่าลูกหลานของชนชั้นสูงและชนชั้นกลางที่จะมีโอกาสทางการศึกษาที่มากกว่าและดีกว่า   แต่ปัจจุบันที่สังคมมีการแก่งแย่งเพราะระบบทุนนิยมที่สนับสนุนให้มีการแข่งขันกันยิ่งทำให้คนในระดับรากหญ้าเข้าถึงอุดมศึกษาได้ยากยิ่งขึ้น  ตั้งแต่ไม่มีโอกาสที่จะสนับสนุนการแข่งขันในระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย เช่น ไม่มีเงินไปเรียนกวดวิชา   อยู่ในโรงเรียนที่ขาดสื่อการเรียนการสอนและบุคลากร   ไปจนถึงค่าเล่าเรียนที่แม้ว่าจะสามารถขอทุนหรือกู้ยืมเงินได้   แต่ก็ยังไม่พอกับค่าครองชีพและภาษีสังคมของนักศึกษาที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมที่เอื้อไปในทางบันเทิงเริงรมย์และอวดฐานะทางเศรษฐกิจของตน
           เมื่อมหาวิทยาลัยมีนิสิตนักศึกษาที่เป็นลูกของผู้มีฐานะ และยังมีผู้มีฐานะอีกหลายคนที่พร้อมที่จะส่งบุตรหลานของตนเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียง   แม้จะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเพิ่มก็ตาม   มหาวิทยาลัยจึงเปิดหลักสูตรพิเศษขึ้นมากมาย   ส่วนการออกนอกระบบฯ นั้น   นักศึกษาแม้จะห่วงเรื่องขึ้นค่าเทอมแต่ก็ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเพราะกระทบถึงตนอย่างจริงจังนัก   เพราะคิดว่า ผู้ปกครองยังสามารถส่งเสียค่าเล่าเรียนได้   บางคนก็คิดว่าการออกนอกระบบฯ จะดีเพราะเมื่อเก็บค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้น สวัสดิการก็จะดีขึ้น
          ในทัศนะของของ Karl Marx ตามทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict theory)  มองเรื่องอำนาจว่าเกิดจากความสัมพันธ์ทางการผลิตเป็นพื้นฐานที่กำหนดเงื่อนไขให้กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจทั้งปวง ปรากฏออกมาในลักษณะของชนชั้น   ถ้าเป็นสังคมทุนนิยมก็จะสร้างเงื่อนไงให้เกิดความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน  คือนายทุนมีอำนาจบังคับเหนือผู้ใช้แรงงาน เพราะชนชั้นนายทุนเป็นผู้ถือครองปัจจัยการผลิตต่าง ๆ แรงงานเป็นชนชั้นที่ไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตใด ๆ เลยนอกไปจากแรงงานของตัวเอง  ทำให้มีอำนาจในการต่อรองจำกัด   ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้จะมีความขัดแย้งของอำนาจอยู่ตลอดเวลา
           การที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจในยุคที่มีการปกครองแบบเผด็จการทหารส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยม   ผลประโยชน์จากการใช้อำนาจจึงตกอยู่กับนักการเมืองและนายทุน  ซึ่งในตอนนั้นก็มีนักการเมืองที่เริ่มเป็นเจ้าของธุรกิจ   แต่พอหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกลุ่มทุนได้มีบทบาททางการเมืองมากขึ้น   ส่งผลให้โรงสร้างการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเรื่องการออกนอกระบบเปลี่ยนจากอิสระทางวิชาการ โดยเฉพาะการแทรกแซงของอำนาจรัฐมาเป็นการบริหารจัดการที่คล่องตัวขึ้น   แต่โครงสร้างหลักสูตรและเป้าหมายของการผลิตก็ยังมุ่งตอบสนองระบบอุตสาหกรรมกว่ากว่าการสร้างความรู้เพื่อตอบคำถามหรือแก้ปัญหาสังคม 
           การศึกษาถือว่าเป็นโครงสร้างส่วนบนตามแนวคิดของ Karl Marx มองว่า นอกจากชนชั้นที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่ไม่เท่ากันแล้ว  ชนชั้นนายทุน (หรือชนชั้นนำในสังคม) จะผลิตอุดมการณ์ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ความรู้  ศิลปะ ฯลฯ หรือที่เรียกว่า “โครงสร้างส่วนบน” มาครอบงำความคิดของคนในสังคม   ที่ชนชั้นที่มีอำนาจใช้อำนาจสร้างชุดความรู้ความจริงในการมองโลกและชีวิตที่เอื้อต่อการครอบงำความคิดของคนในสังคมให้เชื่อและมีต่อต้าน   โครงสร้างส่วนบนนี้นอกจากจะทำให้คนเชื่ออย่างไม่ต่อต้านแล้ว  ยังทำให้คนเหล่านี้ไม่คิดที่จะตั้งคำถามต่อความไม่ชอบธรรมหรือลุกขึ้นมาโค่นล้ม   ในขณะเดียวคนคนที่เห็นว่าโครงสร้างไม่ชอบธรรมก็สามารถทำการเคลื่อนไหวได้ยากเพราะคนยังเชื่อตามความคิดที่โครงสร้างส่วนบนกำหนดไว้นั่นเอง
           จะเห็นได้ว่าหลักสูตรที่เปิดสอนในปัจจุบันนอกจากจะเน้นผลิตบุคคลากรตามความต้องการของตลาดแรงงานแล้ว   สาขาวิชาที่แยกส่วนกันยังทำให้ผู้เรียนมองความจริงของโลกและชีวิตอย่างไม่รอบด้าน   ถือว่าศาสตร์ของตนนั้นยิ่งใหญ่กว่าศาสตร์อื่น โดยมองว่า ยางเป็นวิชาที่สามารถทำให้ผู้เรียนร่ำรวยได้เท่าไรก็ยิ่งมีค่าเท่านั้น   จึงไม่แปลกที่คนจะยกย่องคนที่เป็นแพทย์ (เพราะเป็นอาชีพที่รายได้สูงมากกว่าจะมองว่าเป็นอาชีพที่ช่วยเหลือเพื่อมนุษย์เหมือนสมัยก่อน) เป็นวิศวกร  เป็นนักธุรกิจ   ส่วนวิชาที่ไม่ทำรายได้ก็จะถูกดูถูก  มองไม่เห็นความสำคัญ  ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร  ทั้ง ๆ ที่เป็นศาสตร์ที่ทำให้เข้าใจมนุษย์และสังคม เช่น ประวัติศาสตร์  ปรัชญา  สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา   ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความรู้จากศาสตร์ดังกล่าวอาจกระทบถึงความมั่นคงในอำนาจของผู้มีอำนาจในสังคม  เพราะจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจความเป็นมาในอดีต  เริ่มที่จะตั้งคำถาม  และเข้าใจความเป็นไปในสังคม  อันจะนำไปสู่การต่อสู้หรือการเคลื่อนไหวได้

การอ้างอำนาจที่ผสมปนเปของผู้บริหารที่มีผลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร อันส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการจัดการมหาวิทยาลัย

           แม้แนวคิดเรื่องการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยจะเป็นแนวคิดการบริหารจัดการที่มาจากสังคมตะวันตก   แต่พอเริ่มใช้ในสังคมไทยกลับมีการต่อต้านจากคนในสังคม   โดยเฉพาะเรื่องการใช้อำนาจของผู้บริหารอันมาจากพื้นฐานของสังคมไทยมีการนับถือลำดับอาวุโสและยศถาบรรดาศักดิ์ซึ่งไม่ปรากฏในสังคมตะวันตก   โดยที่ Max Weber ได้เสนอแนวคิดในการอธิบายอำนาจได้ดังนี้
ทฤษฎีเรื่องอำนาจ (Authority) คือ อำนาจที่ชอบธรรมคือการที่มีการยอมรับที่มาของการใช้อำนาจ แตกต่างจากการใช้อำนาจโดยการใช้กำลังบังคับตรงที่คนในสังคมยอมรับและปฏิบัติตามอย่างไม่ขัดขืน ไม่ต่อต้าน
           รูปแบบของอำนาจแบ่งเป็น 4 ประเภทได้แก่
           1. อำนาจบังคับตามประเพณี คือ การที่ผู้นำมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจตามประเพณี หรือ เป็นผู้สืบทอดอำนาจตามประเพณี  มักมีลักษณะของอำนาจในรัฐแบบจารีตนิยม ที่ระบบการปกครองใช้กลไกของกลุ่มความสัมพันธ์แบบต่าง ๆ เช่น ความจงรักภักดีในตัวบุคคล  ระบบอุปถัมภ์
           2. อำนาจบังคับตามบารมี คือ อำนาจที่มีอยู่เฉพาะในบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ เช่น มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ เป็นวีรชน หยั่งรู้อนาคต   ผู้นำที่มีอำนาจแบบนี้มักจะปรากฏในช่วงที่สังคมนั้นเกิดวิกฤติ  
           3. อำนาจบังคบตามกฎหมาย คือ อำนาจในสังคมที่มีการปกครองโดยใช้หลักกฎหมายบังคับ   ผู้ที่ใช้อำนาจทางกฎหมายจะได้รับการแต่งตั้งหรือเลือกขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รักษาระเบียบกฎหมายดังกล่าว และผู้อยู่ภายใต้กฎหมายนั้นยอมรับสภาพของผู้มีอำนาจ (มิใช่ในตัวบุคคล) ผู้มีอำนาจทางกฎหมายจะยังคงมีความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจก็ต่อเมื่อเขายังปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของกฎหมายเท่านั้น
           ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ใช้อำนาจอยู่ 2 ชนิดนั่นก็คืออำนาจบังคับตามประเพณีและอำนาจบังคบตามกฎหมาย   โดยการที่สังคมไทยมีพื้นฐานการยอมรับอำนาจและเชื่อฟังตามระบบอาวุโสซึ่งเป็นอำนาจตามประเพณี   แม้ว่าอำนาจทางกฎหมายแบบที่ Weber ให้คำอธบายนั้นจะอยู่ในเงื่อนไขที่คนในกฎระเบียบนั้นมีความเท่าเทียมกันตามกฎ มีการตรวจสอบการบริหาร  มีความโปร่งใส   บ่งหน้าที่ตามสายงานที่ชัดเจน  แต่สำหรับผู้บริหารได้ใช้อำนาจทั้งสองอย่างควบคู่กันไป  เนื่องจากความสบสันในบทบาทหน้าที่ระหว่างผู้บริหารในฐานะผู้ดูแลองค์กรกับผู้บริหารในฐานะเจ้าของอำนาจทั้งหมดในมหาวิทยาลัย
           ประมวล   เพ็งจันทร์ (2545) มีมุมมองในเรื่องนี้ว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีการแก้ไขและออกระเบียบข้อบังคับที่หยุมหยิมเป็นจำนวนมาก โดยใช้ถ้อยคำในลักษณะที่เป็นคำสั่งสูงเพื่อให้ถือปฏิบัติโดยพร้อมเพรียง แม้กระทั่งระเบียบการแต่งกายของนักศึกษา สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้บั่นทอนขวัญและกำลังใจ รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างยิ่ง แทนที่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการทำกิจกรรมทางสังคม
           กฎระเบียบข้อบังคับของทางราชการนั้น หากตรวจตราถึงรายละเอียดแล้วจะพบว่า ระเบียบข้อบังคับต่างๆที่ออกมาเป็นกฎนั้น มีนัยยะแอบแฝงอันหนึ่งที่เห็นว่า"มนุษย์เกิดมาล้วนเป็นคนเลว หรือเป็นคนบาป ผู้ซึ่งมีบาปของอาดัมติดตัวมาแต่กำเนิด" ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นเพราะ อิทธิพลของแนวคิดย้อนยุคในตะวันตกที่หวนกลับไปสู่กรอบอันเคร่งครัดทางศาสนาคริสต์ในสมัยวิคตอเรีย ซึ่งข้าราชการไทยไปร่ำเรียนมาจากยุโรป ในสมัยที่ยุโรปกำลังพัฒนายุคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งล่าอาณานิคมออกไปทางประเทศชายขอบทั่วโลก ได้ประยุกต์นำมาใช้ 
          จากฐานคิดความเข้าใจมนุษย์เช่นนี้เอง นำมาสู่การวางเป็นกฎระเบียบและข้อบังคับภายในมหาวิทยาลัย ทำให้บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยมีแต่การจ้องจับผิดกันเรื่องระเบียบอยู่ตลอดเวลา ผู้บริหารหน่วยงานก็ระวังตัว บุคลากรในหน่วยงานก็ไม่กล้าทำอะไรเกินเลยไปจากคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ภายใต้บรรยากาศนี้ นักศึกษาคือตัวต่อสุดท้าย ซึ่งจะถูกกดทับมาจากทุกส่วนลงไปจนถึงที่สุด 
           ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการที่ผู้บริหารสั่งให้ยกเลิกการจัดเวทีอภิปรายเรื่องการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ด้วยเหตุผลว่าเป็นการจัดกิจกรรมที่ไม่ขึ้นกับองค์กรนักศึกษา  แต่ขัดกับรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ.2540 ว่าด้วยเรื่องบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น   หรือการทำลายป้ายประกาศของนักศึกษาในวันที่ 22 – 23 พฤศจิกายน 2550 ทางมหาวิทยาลัยได้ส่งคนมาทำการขนย้ายป้ายออกไป โดยอ้างว่า การจะติดประกาศหรือวางป้ายประชาสัมพันธ์ จำเป็นต้องขออนุญาตก่อน แต่สำหรับป้ายกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นกิจกรรมรื่นเริง แม้จะติดประกาศหรือวางประชาสัมพันธ์โดยไม่ได้ขออนุญาตมาก่อน ก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีใครมาเก็บไป   แสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติกับกิจกรรมนักศึกษาที่กระทบต่อความมั่นคงของผู้บริหารอย่างเห็นได้ชัด   โดยอ้างกฎระเบียบการจัดกิจกรรม
           ในทางเดียวกันนักศึกษาก็มีความเคารพนอบน้อมต่ออาจารย์และผู้บริหารตามที่สังคมขัดเกลามาให้เชื่อฟังผู้ใหญ่   ประกอบกับการที่ผู้บริหารบางคนเคยเป็นสิทธิเก่าของมหาวิทยาลัยก็ใช้ความเป็นชุมชนในจินตนาการบอกนักศึกษาว่าตัวเองก็เป็น “ลูกช้าง” เช่นเดียวกัน   ส่งผลให้การใช้กฎตามสังคมสมัยใหม่เกิดความลักลั่น ยินยอมกับบางเรื่องเพราะความเกรงใจในอำนาจตามประเพณี   ซึ่งเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบจะเกิดปัญหาในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจเพราะอำนาจในการบริหารจะตกอยู่กับผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัย
           ปัญหาเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลในที่นี้   จะว่าไปมีปัญหาตั้งแต่การขาดการมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างกฎระเบียบ หรือ การร่าง พ.ร.บ. ที่เกิดจากคนบางกลุ่มทั้ง ๆ ที่มหาวิทยาลัยเป็นของคนทั้งชาติ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยประจำภูมิภาค   เมื่อพิจารณาผู้ใช้อำนาจจะพบว่าเป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวกันที่จะมาตรวจสอบอำนาจกันเอง ดังนี้คือ และในกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นสมาชิกใน สนช.ถึง 3 คน ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. มช.
           รายชื่อกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชุดปัจจุบัน
นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เกษม วัฒนชัย) (ปัจจุบันคือผู้ช่วยศาสตราจารย์ปฐม ปฐมธนพงศ์)
อุปนายกสภามหาวิทยาลัย (ศาสตราจารย์ นาวาอากาศเอกตะวัน กังวานพงศ์)
ประธานกรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (นายภาณุพงศ์ ศักดาทร)
อธิการบดี (ศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์)
ประธานสภาอาจารย์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปฐม ปฐมธนพงศ์)
ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช
นายดุสิต ศิริวรรณ
นายธีระชัย เชมนะสิริ
นายประวิทย์ อัครชิโนเรศ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปิยะวัติ บุญ-หลง
ดร.นิพนธ์ ตุวานนท์
ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร
นายจรัญ ภักดีธนากุล
นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา
นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์
ดร.สุชาติ เมืองแก้ว
นายอนันต์ ลี้ตระกูล
นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์
นายสันทัด โรจนสุนทร
           กรรมการสภามหาวิทยาลัยจากผู้ดำรงตำแหน่งบริหารคณะต่าง ๆ และ รศ.วัชระ รุจิเวชพงศธร รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร สำนักงานอธิการบดี   เลขานุการสภามหาวิทยาลัย (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม) รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ

อุดมการณ์ที่ครอบงำของฝ่ายผู้บริหารต่อการอธิบายความชอบธรรมของการออกนอกระบบที่ขาดการมีส่วนร่วม
 

          จากการที่ผู้บริหารมีลักษณะการใช้อำนาจทั้งแบบประเพณีและแบบกฎหมายซึ่งมีความลักลั่นและลื่นไหลตามบริบท   ย่างไรก็ตามในสังคมสมัยใหม่ที่พลังอำนาจทางจารีตประเพณีอาจไม่มีผลในองค์ของตะวันตก   แต่ในสังคมตะวันออก โดยเฉพาะประเทศไทย  แม้จะรับเอาการใช้อำนาจตามกฎหมายมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แต่สิ่งที่ยังทำให้อำนาจตามประเพณียังสามารถใช้บังคบคนในองค์กรได้   เนื่องจากโครงสร้างส่วนบนไม่ได้ครอบงำแต่เรื่องปัจจัยการผลิตเท่านั้น   แต่ยังสร้างชุดความรู้ชุดหนึ่งครอบงำคนในสังคมอีกที   
           ในมุมมองของ  Antonio Gramsci นักทฤษฎีสาย Neo-Marxist ได้กล่าวถึงลักษณะเช่นนี้ว่าเป็นอุดมการณ์อำนาจที่ครอบงำ (Hegemony) ในกรณีที่ชนชั้นแรงงาน ชนชั้นกลาง ไม่สนใจต่อต้านหรือขัดแย้งกับกลุ่มนายทุนเลย แม้จะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบต่าง ๆ นานา ทั้งนี้เพราะพวกเขาอาจตกอยู่ภายใต้อุดมการณ์ที่ครอบงำแบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นลัทธิบริโภคนิยม จนทำให้เกิดความลุ่มหลง และมองข้ามความขัดแย้งต่าง ๆ   แต่ถ้าหากผู้ใช้อำนาจนั้นไม่สามารถหาความชอบธรรมมาอธิบายการใช้อำนาจกดขี่คนในสังคมได้   คนก็จะตั้งคำถามต่อความไม่ชอบธรรมนั้น   และก็จะไม่สามารถใช้ชุดความรู้นั้นครอบงำคนในสังคมได้อีกต่อไป 
           การครอบงำของทุนในระบบการศึกษาแม้จะเริ่มขึ้นตั้งแต่การก่อตั้งมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อตอบสนองการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรม  ในขณะนั้นเองรัฐก็พยายามเปลี่ยนวิถีในการผลิตจากยังชีพเป็นเพื่อขาย   ผลักดันให้คนจากสังคมเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นเพื่อเป็นแรงงานราคาถูก  แต่ก็กดราคาผลผลิตทางการเกษตรเพื่อให้คนงานรู้สึกว่าค่าแรงยังพอสำหรับค่าครองชีพ   ส่วนเรื่องความคิดก็เริ่มมีการให้ความหมายต่อชีวิตที่ดี เช่น คำขวัญที่ว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข”   การมองงานที่ให้ค่าตอบแทนเป็นเงินเป็นงานที่มีค่า แม้แต่บทเพลงลูกทุ่ง ที่ส่วนใหญ่ครูเพลงหรือผู้แต่เพลงจะเป็นคนในเมือง จึงใครชุดความคิดของคนแบบเมืองแต่งเป็นบทเพลงโดยที่มักมีเนื้อหาเป็นรักที่ไม่สมหวังของหนุ่ม (สาว) บ้านนอกที่คนรักทิ้งไปกับหนุ่ม (สาว) ในเมือง เพราะมีชีวิตที่ร่ำรวย และสุขสบายกว่า   เป็นการผลิตซ้ำความเชื่อวาชีวิตแบบทุนนิยมเป็นชีวิตที่ดีและสุขสบาย 
           ประกอบกับความเชื่อดั้งเดิมที่มองการศึกษาเป็นการขยับฐานะทางสังคม   ชนชั้นกลางในปัจจุบันก็เขยิบฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมจากการศึกษา   เมื่อมีการขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างเช่นปัจจุบัน   ความคิดเช่านนี้จึงสืบต่อห้แก่บุตรหลาน   ดังจะเห็นจากโรงเรียนกวดวิชาที่มีอยู่ทั่วไปและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นนั้นก็เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองค่านิยมการเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดัง  รวมถึงคณะที่จบออกมาแล้วมีรายได้  เพราะสังคมได้สร้างความคิดและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า “การศึกษาคือการลงทุน”
          เมื่อกลุ่มทุนและชนชั้นปกครองสามารถทำให้คนในสังคมเชื่อว่าชีวิตที่ดีวัดกันที่รายได้  ประกอบกับการที่ประเทศประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank ) หรือ เอดีบี การให้เงินกู้ของเอดีบีจึงมีเงื่อนไขที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม ภายใต้ชื่อโครงการว่า “แผนความช่วยเหลือประเทศ” มีหลักการคือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี โดยพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศ และถูกควบคุมโดยกลไกตลาดระดับโลก   ลดการสนับสนุนสวัสดิการทางสังคมแก่ประชาชนลง โดยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแสวงหากำไรมากขึ้น   เช่น เสนอให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจ   โรงพยาบาล   มหาวิทยาลัย
           ในขณะเดียวกัน   การที่ลูกหลานของชนชั้นกลางถึงชนชั้นสูงมีจำนวนมากกว่าในมหาวิทยาลัย   ผู้มีอำนาจไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไปจนถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงอ้างการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกเพื่อเป็นเหตุผลในการขึ้นค่าเล่าเรียน  ทางผู้ปกครองเองก็ต้องการให้คุณภาพในการศึกษาของบุตรสูงขึ้น   เพื่อที่จะแข่งขันกับคนอื่นได้ในระบบตลาด เพราะเมื่อนักศึกษาเป็นบุตรของผู้ที่ฐานะดีก็จะไม่กระทบต่อคนที่มีรายได้น้อยซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย ไม่มีกำลังมากพอที่จะออกมาต้าน   และใช้เหตุผลว่านักศึกษาที่ยากจนก็มีทุนการศึกษาและกองทุนกู้ยืมเงินเรียน      
           เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (2546) เสนอว่า ในปัจจุบันมักจะเห็นภาพนักศึกษากระโดดโลดเต้นยักเอวยักไหล่อยู่ตามโรงอาหาร หรือเฉิดฉายอยู่บนเวทีประกวดนางงาม มากกว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและสังคมทั้งปวง เรามักจะเห็นสมุดเปล่าหน้าปกไร้สาระถูกนำมาขายตรงประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย แทนหนังสือศิลปวรรณกรรมที่เคยมีในอดีต  และเห็นภาพรถบัสเรียงรายรอรับนักศึกษาไปจัดปาร์ตี้รับน้องตามรีสอร์ตต่างๆ มากกว่าพาหนะที่จะรับนักศึกษาไปเข้าค่ายพัฒนาชนบท
            หากพิจารณาบรรยากาศในห้องเรียน อาจารย์ทุกท่านย่อมยืนยันได้ว่ามันเต็มไปด้วยความเงียบเหงาเฉื่อยเนือยแค่ไหน น้อยคนต้องการเรียนรู้อย่างแท้จริง บางคนขาดเรียนทั้งเทอม หลายคนมาสายเป็นชั่วโมง และแทบทุกคนไม่เคยมีคำถามในทางวิชาการ  อันที่จริง การที่มีลูกชนชั้นกลางมีมากในมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องผิด   แต่ต้องยอมรับกันว่าขณะนี้สภาพของเยาวชนคนชั้นกลางกำลังมีปัญหาอย่างหนัก งานวิจัยทุกชิ้นที่เผยแพร่ออกมาในระยะหลังๆล้วนบ่งชี้ไปที่สภาพขาดวินัยในการใช้ชีวิต ไร้แรงบันดาลใจ อ่อนแอทางจิตใจ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงความคับแคบเห็นแก่ตัว และขาดจริยธรรมในการทำงาน
           การที่นักศึกษาเป็นเช่นนี้นอกจากการอบรมเลี้ยงดูแล้ว   โครงสร้างกิจกรรมของมหาวิทยาลัยก็มีส่วน   อย่างเช่นการเสนอโครงการขออนุมัติจัดกิจกรรมขององค์กรนักศึกษาที่สังกัดสโมสรนักศึกษา ภาควิชา หรือ ชมรมต่าง ๆ จะมีดัชนีชี้วัดเพียงปริมาณของผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม   ไม่ตัวชี้วัดเรื่องคุณภาพ   เมื่อกิจกรรมเชิงวิชาการที่ผู้เข้าร่วมน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งมีอุปสรรคในการจัด   ส่งผลให้เกิดกลุ่มนักศึกษาที่ไม่สังกัดองค์กรจัดกิจกรรมเพื่อตั้งคำถามต่อสิ่งไม่ชอบมาพากลในสังคมและในมหาวิทยาลัย  เช่น  กลุ่มงืด  กลุ่มสัมพะเวสี กลุ่มมหาวิทยาลัยถนนคนเดิน    แต่เมื่อจัดกิจกรรมก็จะผิดกฎระเบียบในการจัดกิจกรรมที่ต้องสังกัดหน่วยงานตามกฎหมาย เมื่อมีการติดป้ายประกาศหรือจัดเวทีก็จะถูกทำลายหรือขัดขวางในรูปแบบต่าง ๆ ลักษณะเช่นนี้จึงขัดขวางกิจกรรมเพื่อสังคมและบั่นทอนจิตใจของกลุ่มนักศึกษาที่มีสำนึกต่อส่วนรวม
            การอ้างความชอบธรรมในการขัดขวางกิจกรรมดังกล่าวผู้บริหารก็จะอ้างถึงอำนาจตามประเพณี หรือ อ้างว่าไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทยที่เด็กต้องเคารพนอบน้อมผู้ใหญ่ ทั้ง ๆ ที่บางพื้นที่เป็นพื้นที่ที่ใช้เหตุผลในการอธิบาย  ซึ่งการใช้เหตุผลตามตรรกะที่ถูกต้องไม่มีพรมแดนของลำดับความอาวุโส เช่น วันที่ 28 พ.ย. 2550 ที่ผ่านมา ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดให้มีการประชุมชี้แจง “ความคืบหน้าในการนำมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” ได้มีนักศึกษาคนหนึ่งทำการเดินออกจากห้องประชุม และได้กล่าวต่อที่ประชุมก่อนหน้าจะเดินออกจากห้องประชุมว่า นักศึกษาเป็นประชากรส่วนใหญ่ แต่ในพระราชบัญญัติไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับนักศึกษาเลย รวมถึงอาจารย์เองก็แสดงความคิดเห็นวกไปวนมา ตอบไม่ตรงคำถาม”  *(ซึ่งเป็นข่าวอยู่ในเว็บหนังสือพิมพ์ประชาไท “คุณตอบไม่ตรงคำถามเรา หรือเราถามไม่ตรงคำตอบคุณ” เสียง นศ. มช. ถึงเวทีผู้บริหาร เรื่อง ม.นอกระบบ 
           ลักษณะเช่นนี้จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีเวทีอภิปรายเรื่องม.นอกระบบ  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาทุกคนจะกล้าที่จะพูดกับผู้บริหารเช่นนี้ทุกคน   ส่วนใหญ่นักศึกษาจะมองผู้บริหารว่ามีอำนาจเหลือล้น  ผู้บริหารบางคนก็มีฐานะเป็นอาจารย์  บางคนก็มักแทนตัวเองว่าเป็นรุ่นพี่ของนักศึกษา   นักศึกษาที่ถกเถียงในเวทีต่าง ๆ มักจะถูกมองว่าก้าวร้าว  ไม่เคารพผู้ใหญ่  ขัดต่อประเพณีอันดีงาม   แต่ถ้าเป็นฝ่ายผู้บริหารไม่เคารพกฎการจัดเสวนา เช่น พูดเกินเวลาที่กำหมดให้  หรือตอบไม่ตรงประเด็นกลับไม่เป็นสิ่งที่สำคัญนัก เช่น เวทีเสวนา "มช.ออกนอกระบบใครได้-ใครเสีย" วันอังคารที่ 26 ธันวาคม 2549 ที่สโมสรนักศึกษาคณะสังคมศาสตร์และสโมสรนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดขึ้น โดยที่ผู้จัดงานให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “งานวันนี้ที่มีปัญหาคือเวลา เพราะเชิญอธิการบดีมาและอธิการก็พูดเลยเวลาไปมาก ไม่รู้ว่าแกต้องการสื่ออะไร ทำให้การจัดเสวนามีปัญหาเรื่องเวลา”
           ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าปัจจัยที่ส่งผลให้การใช้อำนาจเอื้อไปเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มในการจัดการมหาวิทยาลัยโดยที่คนในองค์กรนั้นยอมจำนนต่อปัญหาเกิดมาจากปัจจัยทั้งสภาพสังคมที่เป็นสังคมทุนนิยมที่กระแสการบริโภคนิยมครอบงำการมองโลกมองชีวิตแล้วละเลยความไม่เป็นธรรมในสังคมก็จะปล่อยให้การใช้อำนาจในลักษณะนี้ยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันโครงสร้างของอำนาจก็สร้างขึ้นเพื่อขัดขวางผู้ที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านด้วยลักษณะอำนาจแบบกฎหมายและอำนาจตามประเพณี

สรุป

          จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากสังคมเกษตรเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่สถาบันอุดมศึกษามีไว้เพื่อผลิตบุคคลกรเข้าสู่ตลาดแรงงาน   ทำให้มหาวิทยาลัยมีลักษณะการศึกษาเพื่อการค้ามากขึ้น  ไม่เพียงแต่ตัวองค์กรเท่านั้น   แต่คนในสังคมเองก็มีมุมมองว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนสถานะทางสังคมอีกด้วย  อีกทั้งชนชั้นที่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษามากที่สุดคือชนชั้นกลางก็มีอำนาจทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าชนชั้นรากหญ้ามหาวิทยาลัยจึงมีคนส่วนใหญ่ที่พร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อการศึกษา  ตามค่านิยมของสังคมไทยที่เชิดชูสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียง   การมองการเรียนเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินมากกว่าที่จะแสวงหาความรู้ “ความจริง” บรรยากาศในการเรียนจึงไม่ค่อยมีความเป็นวิชาการ น้อยนักที่จะมีนักศึกษาและอาจารย์ที่สนใจปัญหาสังคมอย่างจริงจัง
           การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยแม้แรกเริ่มจะเป็นไปเพื่ออิสระทางวิชาการ  แต่ในสมัยหลังก็กลายเป็นเพื่อรบริหารและสร้างรายได้เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด   ผู้บริหารที่เอาแนวคิดเรื่องม.นอกระบบมาจากตะวันตกไม่ได้มองถึงการมีส่วนร่วมของคนในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม   การเขียนร่าง พ.ร.บ.จึงมีเพียงคณาจารย์และชนชั้นพ่อค้า นายทุน และชนชั้นสูง  หาได้มีนักศึกษาหรือประชาชนระดับล่าง ปราชญ์ชาวบ้าน หรือองค์กรภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่แรกไม่   การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารก็ถือว่ามีน้อยมาก   การไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอจึงนำไปสู่การคัดค้านของนักศึกษาอีกประการหนึ่ง  
           จากที่พื้นฐานสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำกันของรายได้สูงอันเนื่องมาจากความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ   ส่งผลให้โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในแต่ละชนชั้นแตกต่างกัน   อันมีผลทำให้เกิดการอ้างความชอบธรรมของการออกนอกระบบ   เพราะผู้มีอำนาจจะอ้างถึงคนส่วนใหญ่ที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยว่าเป็นคนมีเงิน  ในทางเดียวกันคนเหล่านี้ก็ยินยอมที่จะจ่ายเพิ่มเพื่อคุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้น   เพราะความรวดเร็วในการบริหารจัดการเมื่ออกนอกระบบฯ จนละเลยเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลและคำนึงถึงคนยากจนที่จะถึงการศึกษายากยิ่งขึ้นไปอีก
           เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นในมหาวิทยาลัย   ผู้มีอำนาจจะอ้างอำนาจที่ผสมปนเประหว่างอำนาจแบบประเพณีและอำนาจตามกฎหมายที่ใช้ลักลั่นกันตามสถานการณ์เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตัวเอง   ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะกีดกันและขัดขวางการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร อันส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการจัดการมหาวิทยาลัย 
           อีกประการหนึ่งที่ทำให้ไม่มีการลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมในมหาวิทยาลัยเกิดจากอุดมการณ์ที่ครอบงำของฝ่ายผู้บริหารต่อการอธิบายความชอบธรรมของการออกนอกระบบดังที่กล่าวไว้ข้างต้นคือการใช้ลำดับอาวุโสในสังคมไทยเพื่ออ้างความชอบธรรมในแบบประเพณีนิยม ทั้ง ๆ ที่บางเรื่องควรจะใช้เหตุผลที่ปราศจากความเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือการที่เรียนมาก เรียนน้อย  ลักษณะเช่นนี้ได้กีดกันนักศึกษาให้ไม่สามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจ   ในขณะเดียวกันผู้บริหารก็ออกกฎระเบียบกิจกรรมนักศึกษาที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมรื่นเริงซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่ากิจกรรมเพื่อสังคม  ส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมที่ไม่สังกัดองค์กรก็จะถูกขัดขวางต่าง ๆ นานา

          ในเมื่อกระบวนการร่างกฎหมายขาดการมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก  ก็ควรถอน พ.ร.บ.ไม่ให้เข้าสู่สภานิติบัญญัติและรอลงพระปรมาภิไธยอย่างในตอนนี้ที่กระแสคัดค้านจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยยังมีอยู่  เช่นนั้นแล้ว ควรมีการแก้ไขเนื้อหาโดยรวมของร่าง พ.ร.บ. จากคนในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม   โดยเสนอให้มีตัวแทนขององค์กรภาคประชาชน เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน  กลุ่มภาคีต่าง ๆ   องค์กรพัฒนาเอกชน  เข้าไปเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย  เพื่อตรวจสอบ ถ่วงดุล  และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์กับคนทุกภาคส่วน
           การอ้างการใช้อำนาจของผู้บริหารที่ลักลั่นกันนั้น เกิดจากความไม่เข้าใจและไม่สามารถแยกแยะได้ของนักศึกษา   นักศึกษาควรติดตามข่าวสารและเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการพิจารณาด้วยความคิดของตัวเอง   มากกว่าที่เชื่อตามวิธีคิดแบบประเพณีนิยมซึ่งไม่สามารถแน่ใจได้ว่าผู้บริหารเหล่านี้จะใช้อำนาจการบริหารที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวนักศึกษาอย่างเต็มที่หรือเปล่า   การมีข้อมูลข่าวสารจึงเป็นพื้นฐานของการมีส่วนร่วมทางการเมือง   อันเป็นรากฐานของการปกครองแบบประชาธิปไตย

อ้างอิง

หนังสือ
ประมวล   เพ็งจันทร์. รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ “ปรัชญาการศึกษาไทย: ปัญหาและทางออก” .
 รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์. เชียงใหม่. 2548
อานันท์  กาญจนพันธุ์. แนวคิดพื้นฐานทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา. กรุงเทพฯ .2548


ออนไลน์
ประชาไท. กลุ่มนักศึกษาเก่า มช. ทำจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องระงับพิจารณา พรบ.ม.นอกระบบ.
 หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท.
 http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2_print.php?mod=
 mod_ptcms&ContentID=10374&SystemModuleKey=HilightNews
 &System_Session_Language=Thai
ประชาไท. นศ.มช.เดินสายตามหอพักกระตุ้นการรับรู้เรื่อง ม.นอกระบบ. หนังสือพิมพ์ออนไลน์
 ประชาไท. http://www.prachatai.com/05web/th/home/10373
ประชาธรรม.นศ.มช.ต้าน ม.ออกนอกระบบ. สำนักข่าวประชาธรรม.
 http://www.newspnn.com/detail.php?dataid=4322&code=n6_18122006_02&
 mode=th
พระไพศาล วิสาโล. ปาฐกถาพิเศษ เนื่องในโอกาสเปิดมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่ทำการใหม่
 เรื่อง "ทางเลือกอุดมศึกษาเพื่อความเป็นไท. บทนำ : ทางเลือกอุดมศึกษาเพื่อความเป็นไท http://midnightuniv.org/midnight2545/document9795.html
มติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย. รายชื่อกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชุดปัจจุบัน.
 http://intra.chiangmai.ac.th/~general/Preeda/CMUcouncil.pdf
ภฤศ ปฐมทัศน์. “คุณตอบไม่ตรงคำถามเรา หรือเราถามไม่ตรงคำตอบคุณ” เสียง นศ. มช. ถึงเวที
 ผู้บริหาร เรื่อง ม.นอกระบบ. หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท.
 http://www.prachatai.com/05web/th/home/10398
สมเกียรติ  ตั้งนโม และ ประมวล  เพ็งจันทร์. มหาวิทยาลัยไทยโดนไวรัส. บทความมหาวิทยาลัย เที่ยงคืน. http://midnightuniv.org/pomo/uuu.html
เสกสรร ประเสริฐกุล. ดร.ปาฐกถาเนื่องในโอกาสวันเกิดครบ54 ปีคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ .13
 มิถุนายน 2546 เรื่อง “มหาวิทยาลัยไทยในวันนี้”. http://www.pxp.in.th .


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
แค่คนอีกคน วันที่ : 02/04/2008 เวลา : 13.48 น.
http://www.oknation.net/blog/Bigism
สับปะรด

ไอ้พวกกากสังคม
ความคิดเห็นที่ 3
แสงธรรม วันที่ : 21/03/2008 เวลา : 05.45 น.
http://www.oknation.net/blog/sangtham
ความคิดชั่วแล่น... เพียงเสี้ยววินาทีที่สมองเคลื่อนไหว...

เป็นบทความที่แจ๋วแหววจริงๆเลย
ความคิดเห็นที่ 2
หมะเมียะคณะสังคม วันที่ : 13/03/2008 เวลา : 11.27 น.
http://www.oknation.net/blog/philosoanthro

ใช่แล้วค่ะ ^ - ^
ความคิดเห็นที่ 1
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 13/03/2008 เวลา : 10.40 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

หวัดดีจ้ะน้อง Socanp หรือเปล่านี่เรา
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ACROSS THE UNIVERSE

เพลงหนึ่งในยุคที่หนุ่มสาวแสวงหาความหมาย แต่ปัจจุบันเราแสงหาอะไรกันอยู่ JAI GURU DEVA - AOM

View All
<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



คุณเห็นด้วยกับการยุบวิชาที่ไม่ทำเงินในมหาวิทยาลัยเหลือเพียงวิชาพื้นฐานที่ไม่ผลิตบัณฑิตหรือไม่
เห็นด้วย
0 คน
ไม่เห็นด้วย
2 คน
ยุบหรือไม่ยุบก็ไม่เห็นจะสำคัญเลย
0 คน

  โหวต 2 คน