พิมพ์หน้านี้
|
ภาพ-นันทสิทธิ นิตย์เมธา หน้ากาก ปรากฏให้เห็นในสังคมทุกแห่งบนโลก และมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน พอๆ กับที่เราสืบค้นเกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งในสังคมยุคใหม่เรามักชื่นชม 'หน้ากาก' ว่าเป็นงานศิลปะ แต่ในสังคมดั้งเดิม 'หน้ากาก' มีความหมายมากกว่าเป็นเพียงงานศิลปะ เพราะหน้ากากเป็นเรื่องของความเชื่อและเป็นเรื่องของคนทั้งสังคม หากต้องการเข้าใจหน้าที่ของ "หน้ากาก" ในสังคมมนุษย์ เราต้องพิจารณาถึงประโยชน์การ "ใช้สอย" ที่คนในแต่ละสังคมใช้ในโอกาสต่างๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว "หน้ากาก" ถือเป็น การแสดง (performance) อย่างหนึ่งของสังคม และบางครั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกาย บางครั้งใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการเรียกร้องทางการเมืองของการชุมนุมประท้วง ทั้งนี้ "หน้ากาก" สื่อความหมายด้วย "การเปลี่ยน" รูปโฉมของผู้ที่สวมใส่ เป็นคนละคนกับคนเดิมในภาวะปกติ ความหมายที่ต้องการสื่อก็คือสิ่งที่แสดงออกผ่านหน้ากากนั่นเอง มีข้อถกเถียงว่า เราทุกคนล้วนสวมหน้ากากกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ในการปฏิสัมพันธ์กัน บางคนอาจเห็นว่าเครื่องสำอางก็เป็นหน้ากาก ประเภทหนึ่ง หรือแม้แต่การสวมใส่แว่นตาดำก็เป็นหน้ากาก ดังนั้น 'หน้ากาก' จึงมีความหมายตั้งแต่สิ่งที่สวมใส่ แต่ 'มองไม่เห็น' เช่น สถานะ หรือตำแหน่งทางสังคม ซึ่งคนไทยเรียกว่า 'หัวโขน' รวมทั้งที่ 'มองเห็น' ดังที่เราพบเห็นได้โดยทั่วไป สิ่งสำคัญของ 'หน้ากาก' อยู่ตรงที่ 'ความหมาย' ของมัน หน้ากากบางประเภทแสดงถึงอำนาจ บ่งบอกถึงความลึกลับ แสดงให้คนเห็นแล้วเกิดอารมณ์ความรู้สึก ซึ่ง 'หน้ากาก' ถือเป็นเป็นสิ่งปกปิด 'โฉม' ที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งจุดนี้เองมันแสดงอำนาจลึกลับบางอย่างที่ชวนติดตามและขณะเดียวกันก็หวาดระแวง นอกจากนี้ 'หน้ากาก' ยังเป็น 'จุดปะทะ' ระหว่างความเป็น 'ปัจเจก' กับ 'สังคมภายนอก' หากเราสวมหน้ากากประเภทใดประเภทหนึ่งเอาไว้เสมอ นั่นก็เพื่อปะทะกับสังคมภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง หรือ ผู้ร่วมงาน ยิ่งสถานะหรือตำแหน่งทางสังคมสูงเพียงใด เรายิ่งต้อง 'ระมัดระวัง' หน้ากากของเรามากเพียงนั้น อย่างกรณี ผู้นำประเทศ ซึ่งถือว่า 'สวมหน้ากาก' ที่แสดงถึงอำนาจบารมี หน้าที่ความรับผิดชอบ ฯลฯ ดังนั้นเท่ากับว่าเมื่อใดก็ตามที่ก้าวออกจากบ้านไปทำกิจวัตรใดก็ตาม เขาย่อมสวมหน้ากากฐานะเอาไว้ด้วย เมื่อเขาต้องการสร้างความสมานฉันท์กับใคร ก็เท่ากับว่าเขาทำในฐานะผู้นำประเทศ และบางครั้งสิ่งที่เขาทำก็เป็น 'หน้ากาก' อีกเช่นกัน เพื่อให้สังคมภายนอกรับรู้ ในขณะที่เขาในฐานะ 'ปัจเจก' เท่านั้นที่รู้ว่า 'ความจริง' คืออะไร แต่ 'สังคม' ซึ่งหมายถึงประชาชนจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งหาก'หน้ากาก'ของเขาไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือ 'นับถือ' การกระทำของเขาก็เปล่าประโยชน์ในสายตาของสังคม บังเอิญว่า 'หน้ากาก'ประเภทนี้ กับตัวคนใส่แยกกันไม่ออก 'หน้ากาก'ของเขากับคนจริงๆ นั้น คนเข้าใจว่าเป็นคนเดียวกัน ทางรอดสำหรับคนสวมหน้ากากประเภทนี้ก็คือ ต้องสละหน้ากากของ 'สถานะ' ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะหากความเกลียดชังของผู้คนขึ้นถึงขีดสุด หน้ากากแห่งความเกลียดชังก็จะติดตัวไปจนตาย บางคนก็'สละ'ทัน แต่บางคนก็'สาย'ไปเสียแล้ว
(ตีพิมพ์ใน กรุงเทพธุรกิจวันอาทิตย์ คอลัมน์บ้านเมืองมีอดีต วันปีจำไม่ได้) |
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||