พิมพ์หน้านี้
|
ท้องฟ้าชายทะเลยามนี้มืดมิดราวกับคลุมด้วยผืนผ้ากำมะหยี่สีดำสนิท หากแสงระยิบระยับของดวงดาวราวกับแสงเทียนที่ลอยอยู่เต็มแม่น้ำในคืนวันลอยกระทงก็ตรึงสายตาของน้อยที่เงยหน้าขึ้นมองดูความตระการตาของหมู่ดาวจากหน้าต่างด้วยความตื่นเต้นอย่างกับว่าเขาเพิ่งเคยเห็นดวงดาวเป็นครังแรกในชีวิต แต่เปล่าหรอก น้อยเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าอยู่ทุกค่ำคืนนั่นแหละ เพียงแต่เขาไม่เคยเห็นดวงดาวมากมายเช่นนี้มาก่อนเลย ท้องฟ้ายามค่ำคืนในกรุงเทพฯช่างแตกต่างจากท้องฟ้าในชนบทอันห่างไกลเหลือเกิน สวยจังเลยนะ น้อยเอ่ยขึ้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่าดวงดาวสวยๆบนท้องฟ้าจะตกใจจนหนีหายไปหมด
นี่ล่ะ ถึงจะเป็นท้องฟ้าจริงๆ ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าท้องฟ้าที่บ้านเป็นของปลอมอย่างนั้นแหละ
ส้มหัวเราะ การมาเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวในวันนี้ทำให้เธอมีความสุขและสนุกที่สุด
ส้มลองตั้งใจจ้องมองดาวสักดวงนานๆดูสิ
น้อยบอก
ทำไมหรือ?
เราจะรู้สึกเหมือนกับว่า ดาวดวงที่เราจ้องอยู่จะเคลื่อนที่วนไปวนมา
ส้มลองทำตาม เธอเพ่งมองดาวดวงหนึ่งที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ สักพักเธอก็เริ่มเห็นดาวดวงนั้นเคลื่อนไหวไปมาราวกับว่ามันเป็นวัตถุอะไรสักอย่างที่เคลื่อนที่ได้
จริงด้วย ดูสิ มันวนไปวนมาอย่างที่พี่น้อยบอกจริงๆ
บางคนก็เลยคิดว่ามันเป็นจานบินจากนอกโลก
แล้วทำไมมันเคลื่อนที่ได้ล่ะ?
คงเป็นเพราะสายตาของเราเมื่อยล้าเวลาเพ่งดวงดาวที่เป็นจุดเล็กๆนานๆทำให้บังคับสายตาให้อยู่นิ่งๆไม่ได้มั้ง
อาจจะจริงของพี่น้อยนะ แต่พี่น้อยดูดาดววนั้นสิ มันสว่างมากแล้วก็กำลังเคลื่อนที่พุ่งลงมาจากท้องฟ้า
ส้มชี้ให้พี่ชายดูดวงไฟสีขาวเจิดจ้าขนาดเท่าลูกฟุตบอลล์ดวงหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ลงมาจากท้องฟ้าและลอยต่ำลงมาเรื่อยๆจนใกล้ยอดเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก น้อยมองดูดวงไฟดวงนั้น หัวใจของเขาเต้นตุ๊บๆด้วยความตื่นเต้น
นั่นไม่ใช่ดวงดาวหรอก มันเหมือนกับอุกกาบาตที่เคยเห็นตอนที่มีฝนดาวตกมากกว่า แต่ดวงนี้มันใหญ่มากเลยนะ พี่ไม่เคยเห็นดาวตกใหญ่เท่านี้มาก่อนเลย
ทั้งคู่มองตามดวงไฟลึกลับดวงนั้นจนกระทั่งมันหายลับไปหลังยอดไม้และเกิดเป็นแสงไฟสว่างวาบขึ้น
มันตกหลังต้นไม้นั่นไง ส้มบอก ต้นไม้ใหญ่ดำทะมึนอยู่ห่างเรือนที่พักไม่ไกลนัก เราไปดูกันดีมั้ย?
น้อยนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
เอาไว้ตอนเช้าจะปลอดภัยกว่า บางทีเราอาจจะได้พบหินอุกกาบาตก็ได้
นอนเถอะลูก เสียงคุณแม่ร้องเรียก
แม่ครับ เราเห็นดาวตกตรงโน้น น้อยรายงาน
งั้นหรือจ๊ะ? ท้องฟ้าโปร่งๆตามต่างจังหวัดเราก็มักจะเห็นดาวตกได้บ่อยๆ แต่มันก็คงเสียดสีกับอากาศจนลุกไหม้ไปหมดแล้วล่ะ ...............
น้อยนอนพลิกตัวไปมาด้วยความกระวนกระวายใจ เขาเหลือบมองดูต้นไม้ต้นนั้นอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นแสงสว่างสีเขียวใสกระพริบๆอยู่ที่นั่น
นอนไม่หลับเหรอพี่น้อย? ส้มระซิบถาม เธอเองก็นอนไม่หลับเหมือนกัน
น้อยไม่ตอบแต่ชี้ให้น้องสาวดูแสงสีเขียวนั่น รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรกระโดดโลดเต้นอยู่ในหัวใจดังตึ๊กตั๊ก ทั้งสองรีบมุดเข้าไปใต้ผ้าห่ม แต่น้อยเลิกชายผ้าขึ้นแล้วมองฝ่าความมืดมิดออกไป แสงสีเขียวหายไปแล้ว หากทิ้งความครุ่นคิดและความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ในสมองของน้อยจนกว่าจะข่มตาให้หลับลงได้ก็เกือบเช้าทีเดียว ...............
ดวงอาทิตย์ลอยอยู่เหนือต้นไม้ต้นนั้น พ่อกับแม่รออยู่ที่โต๊ะอาหาร น้อยกับส้มเงียบผิดปรกติไม่คุยเล่นกันเหมือนอย่างเคย
เห็นแม่บอกว่าน้อยกับส้มเห็นดาวตกเมื่อคืน พ่อพูดขึ้นก่อน
ใช่ครับ ตกหลังต้นไม้โน่น ผมกับส้มออกไปดูได้ไหมครับ?
ได้สิ แต่ถ้าเจอะกับมนุษย์ต่างดาวลูกก็ชวนเขามากินข้าวกับเรานะ
พ่อหัวเราะ ...............
ต้นไม้ต้นนั้นอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น แต่น้อยกับส้มกลับรู้สึกว่ามันไกลเหลือเกิน สองพี่น้องขยับใกล้เข้าไปทีละนิด ลำต้นของมันใหญ่มาก น้อยกับส้มเดินอ้อมกันไปคนละด้านและมาพบกันที่หลังไม้ใหญ่ และพบกับอะไรบางอย่างซึ่งมีรูปร่างอันแปลกประหลาดโผล่ออกมาจากพื้นดิน มันมีขนาดเท่ากับลูกฟุตบอล ผิวสีดำมันวาว และเปล่งแสงสีเขียวเรืองๆออกมาเหมือนที่น้อยเห็นเมื่อคืนนี้
ส้มว่าเราไปบอกพ่อกับแม่ดีกว่า
ส้มเกาะแขนพี่ชายแน่นและพูดด้วยเสียงสั่นเครือ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะหันหลังกลับ เสียงวี๊ดเบาๆก็ดังขึ้น แล้วอะไรบางอย่างก็โผล่ออกมาจากรูเล็กๆบนวัตถุนั้น มันเป็นท่อโลหะเล็กๆขนาดหลอดดูดน้ำที่ส่ายไปมาอย่างกับงู มันยืดยาวออกมาเรื่อยๆสูงขึ้นมาจนถึงใบหน้าของเด็กทั้งสอง ที่ปลายท่อมีวัสดุคล้ายแก้วใสซึ่งมีแสงสีขาวส่องสว่างออกมาเหมือนไฟฉาย มันหยุดอยู่ตรงหน้าของน้อยพร้อมกับกระพริบไฟเปลี่ยนเป็นแสงสีต่างๆครู่หนึ่งแล้วก็ย้ายไปหยุดที่ใบหน้าของส้มและกระพริบไฟสีอีก สองพี่น้องยืนตัวแข็งเกร็ง นัยน์ตาจ้องมองไปที่ปลายท่อนั้น ทันใดนั้น ท่อเล็กๆอีกสองท่อก็ยืดออกมาจากลูกบอลล์สีดำลึกลับจากท้องฟ้า คราวนี้มันเลื้อยพร้อมกับส่องแสงกระพริบๆไปทั่วทั้งร่างกายของสองพี่น้องแล้วแผ่นสี่เหลี่ยมบางๆก็โผล่ขึ้นมาอีก มันดูคล้ายกับจอของเครื่องรับโทรทัศน์ไม่มีผิด แล้วภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้นบนจอนั้น มันคือภาพของน้อยและส้มที่หมุนไปรอบๆนั่นเอง
มนุษย์เด็ก ชายอายุสิบปีโลก และหญิงอายุเก้าปีโลก ปี๊ด.....ปี๊ด..... เสียงพูดแหลมเล็กดังออกมาจากจอภาพ
มันพูดได้ด้วย ส้มกระซิบบอก เราน่าจะลองคุยกับมันดูนะ
ทันใดนั้นเอง ลำแสงสีขาวเจิดจ้าพุ่งขึ้นมาจากวัตถุลึกลับแล้วภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้น มันคือภาพของน้อยอีกคนหนึ่งขนาดเท่าคนจริงๆนั่นเอง นายเป็นใครกัน? น้อยร้องถาม เขามองดูตัวเองอีกคนหนึ่งด้วยความตกตะลึง
นายเป็นใครกัน? น้อยอีกคนพูดตาม แต่แล้วร่างของน้อยอีกคนก็เริ่มพร่ามัวก่อนที่จะกลับกลายเป็นร่างของส้มแทน
มันเปลี่ยนร่างเป็นส้มแล้ว ส้มร้องเสียงหลง
มันเปลี่ยนร่างเป็นส้มแล้ว มันพูดตามอีก แล้วก็พร่ามัวอีก คราวนี้มันกลายเป็นต้นไม้ วัว สุนัข แมว นก แล้วก็ม้า
น้อยก้มลงหยิบก้อนหินจากพื้นขึ้นมาและขว้างใส่เจ้าตัวประหลาดเต็มแรง ก้อนหินทะลุผ่านร่างซึ่งขณะนี้ได้กลายเป็นร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งไปราวกับทะลุผ่านเงา
มันป็นแค่ภาพลวงตา น้อยบอก เขายื่นแขนตรงไปข้างหน้า และแขนของเขาก็ทะลุผ่านร่างของชายหนุ่มเหมือนผ่านอากาศว่างเปล่า แล้วภาพของหญิงชราก็ปรากฏขึ้นแทนที่ และเปลี่ยนเป็นภาพตัวการ์ตูนโดราเอมอนและมิคกี้เม้าส์กับภาพอื่นๆอีกนับไม่ถ้วนก่อนที่ภาพสุดท้ายจะเลือนหายไปพร้อมกับลำแสงสีขาวเจิดจ้าที่หดกลับเข้าไปในวัตถุลึกลับนั่น แต่แล้ว ดวงไฟเล็กๆสีเขียวก็ลอยขึ้นมาจากช่องวงกลมที่เปิดออกและกลายเป็นร่างของอะไรบางอย่างคล้ายเด็กคนหนึ่งซึ่งมีผิวสีเขียวอ่อน เขาสวมเครื่องแต่งกายสีเงินแวววาวราวกับถักทอด้วยเส้นใยโลหะนัยน์ตากลมโตอันดำสนิทจ้องมองมาที่น้อยกับส้ม
เธอเป็นใครกันน่ะ? น้อยถามและขยับถอยห่างออกไปด้วยความตกใจ
ฉันชื่อดาด้า ฉันมาจากดวงดาวในอีกจักรวาลหนึ่งซึ่งไกลจากจักรวาลของเธอมากเพื่อมาศึกษาดวงดาวของเธอ แต่ระบบนำทางของฉันขัดข้อง ฉันจึงนำยานกลับดวงดาวของฉันไม่ได้ สีหน้าของดาด้าดูเศร้าลงทันที
แล้วเธอเข้าไปอยู่ในยานขนาดเท่าลูกบอลนั่นได้อย่างไรกัน? ส้มถามบ้าง
พวกเราเปลี่ยนอนุภาคของร่างกายให้กลายเป็นพลังงานซึ่งเล็กเท่าเม็ดทรายน่ะสิ ทำให้เราไม่ต้องสร้างยานพาหนะลำโตๆเหมือนอย่างในโลกของเธอ เด็กจากต่างดาวตอบ ว่าแต่ว่า เธอจะช่วยซ่อมระบบนำทางของเราได้หรือเปล่า?
ฉันเคยแต่ซ่อมรถบังคับวิทยุ แต่บางทีพ่ออาจจะช่วยเธอได้นะ พ่อของฉันคือด็อคเตอร์ศรัณย์ พ่อเป็นวิศวกรอวกาศ" น้อยบอก
เยี่ยมไปเลย ยานของฉันคงใช้การได้ก่อนที่ประตูมิติอวกาศจะปิดนะ ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะกลับดวงดาวของฉันไม่ได้อีกเลย
แย่จัง พวกเราจะพยายามหาทางช่วยเธอให้กลับบ้านให้ได้ ส้มกอดดาด้าเพื่อปลอบใจ ร่างกายของดาด้ามีกลิ่นหอมอ่อนๆจนเธออยากจะกอดอยู่อย่างนั้นนานๆ
มนุษย์บนดวงดาวของเธออาบน้ำด้วยอะไรนะ ถึงได้มีกลิ่นหอมอย่างนี้
อาบน้ำ!?.....พวกเราไม่เคยอาบน้ำเลยจนตลอดชีวิต เราทำความสะอาดร่างกายด้วยแสงสีขาวจากดาวฤกษ์เพอร์ซูกับก๊าซที่พวกเธอเรียกว่าโอโซน
จริงเหรอ.....ฉันอยากให้โลกของเราเหมือนดวงดาวของเธอจัง น้อยหัวเราะ ...............
ลูกบอลโลหะจากอวกาศเรืองแสงสีเขียววาบๆออกมาอีก พ่อกับแม่จ้องมองมันอย่างไม่ไว้ใจเท่าไรนัก จนกระทั่งมันฉายภาพต่างๆอย่างที่เคยทำให้น้อยกับส้มดู อันที่จริงมันก็เพลินดีเหมือนกำลังดูทีวีดาด้าปรากฏร่างขึ้นแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตรหลังจากการแสดงภาพจบลง มันคล้ายกับว่าการฉายภาพต่างๆเป็นการแนะนำตัวก่อนที่เขาจะออกมาจากยาน
เขาชื่อดาด้าครับพ่อ น้อยแนะนำเพื่อนจากดวงดาวอันไกลโพ้น
เธอคงไม่เป็นอันตรายกับพวกเราหรอกนะ แม่พูดกับเด็กจากต่างดาว
มนุษย์บนดวงดาวของเราไม่เคยทำร้ายใคร นอกจากแมลงวูปีโดที่ชอบกินยานอวกาศเป็นอาหาร
เอ้อ!.....ลูกของเรา.....บอกว่า.....ระบบนำทางยานของเธอ.....เสีย ดร.ศรัณย์พูดกับดาด้า เหลือเวลาอีกสามชั่วโมงบนโลกของท่าน ประตูมิติอวกาศก็จะปิด หวังว่าท่านคงช่วยซ่อมยานของผมได้ทันเวลานะ
แต่ฉันไม่มีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีบนดวงดาวของเธอเลยนี่? ดร.ศรัณย์ถาม
ดาด้าหันไปทางเครื่องคอมพิวเตอร์ของพ่อที่เปิดทิ้งเอาไว้ เขากดปุ่มสีแดงที่ปลอกข้อมือของเขา ทันใดนั้น ลูกบอลล์จากอวกาศก็ยิงลำแสงสีแดงพุ่งตรงไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ภาพบางอย่างปรากฏขึ้นบนจออย่างชัดเจน มันเป็นภาพวงจรของระบบนำทางอันซับซ้อนของยานอวกาศของเขานั่นเอง พ่อนั่งลงตรงหน้าจอแล้วเริ่มศึกษาระบบนำทางด้วยความสนใจ
วิทยาการของเธอก้าวหน้ากว่าโลกของเรามาก เอาล่ะฉันจะลองดูนะ ...............
เวลาเหลือน้อยเต็มทีและประตูมิติอวกาศกำลังจะปิดลง ดร.ศรัณย์ยังคงค้นหาจุดที่เกิดความเสียหายในระบบนำทางอย่างเคร่งเครียด มันยากกว่าที่เขาคิด มันเป็นระบบวงจรที่เล็กและซับซ้อนที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา มันมีขนาดเท่ากับจุดๆหนึ่งที่ใช้ปากกาจุดลงบนกระดาษเท่านั้น แต่มันสามารถควบคุมการเดินทางของยานอวกาศข้ามจักรวาลที่กว้างใหญ่เป็นล้านๆๆกิโลเมตรได้อย่างไม่น่าเชื่อ เวลาเหลืออีกไม่มากนัก ดาด้าเริ่มกระวนกระวายใจ เขาเดินไปเดินมา หยุดมองดูดร.ศรัณย์ แล้วก็เดินไปเดินมาอีก
บางทีระบบนำทางของเธอคงถูกไวรัสโจมตีก็ได้
ไวรัส? มันเป็นผู้ก่อการร้ายอวกาศหรือว่าหน่วยค้นหามนุษย์ต่างดาวกันแน่ สีหน้างุนงงจนผิวซีดจางเมื่อดาด้าได้ยินชื่อซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อน
เอ้อ!.....คือ มันเป็นโปรแกรมที่ทำลายระบบคอมพิวเตอร์ให้เสียหาย บางทีเธออาจจะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ของใครสักคนบนโลก เลยถูกโปรแกรมไวรัสทำลายระบบนำทางน่ะ น้อยช่วยอธิบาย
อาจจะจริง ฉันเคยเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์บนดาวดวงนี้เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโลกของเธอจริงๆนั่นแหละ
ดาด้านึกขึ้นได้ แล้วเสียงพูดซึ่งไม่มีใครฟังออกก็ดังออกมาจากยานอวกาศของเขา
เสียงอะไรน่ะ? ส้มถามด้วยความสงสัย
ระบบเตือนภัยเตือนว่า หากฉันไปที่ประตูมิติอวกาศในอีก 30 นาทีโลกนี้ ฉันจะต้องติดอยู่บนโลกจนกว่าประตูมิติอวกาศจะเปิดออกอีกครั้งหนึ่ง.....อาจจะหนึ่งปีโลก.....ห้าปีโลก.....ห้าสิบปีโลก.....หรือไม่ก็.....ตลอดไป
ไม่ต้องห่วง พ่อกำลังหาทางช่วยเธออยู่ เอาอย่างนี้ เธอช่วยเล่าเรื่องดวงดาวของเธอให้เราฟังได้ไหม? น้อยปลอบดาด้าให้หายวิตกกังวล เขาพยายามชวนเพื่อนจากต่างดาวคุยเพื่อให้ลืมเรื่องยานอวกาศเสีย
ดวงดาวของฉันชื่อดาวปีนาโตลีนเจอราเบน ดวงดาวของฉันเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในจักรวาลนานาดีรีจียาโนที่มีสิ่งมีชีวิตเหมือนกับที่โลกของเธอก็เป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสิ่งมีชีวิตในระบบสุริยจักรวาลแห่งนี้
แม่ยกถาดไอศกรีมมาแจกทุกๆคน เธอยื่นถ้วยไอศกรีมสามรสซึ่งราดด้วยช็อคโกแล็ตที่ด้านบนให้กับดาด้า
ทานไอศกรีมก่อนก็แล้วกันนะในระหว่างที่รอ
ดาด้าตักไอศกรีมเข้าปาก เขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
อร่อยมากจริงๆ ฉันไม่เคยกินอะไรที่อร่อยอย่างนี้มาก่อนเลย เขาพูดอย่างตื่นเต้นแล้วตักไอศกรีมกินจนหมดถ้วย
แล้วบนดาวของเธอมีต้นไม้หรือป่าเหมือนที่นี่หรือเปล่า? ส้มถาม
มีแต่ไม่เหมือนต้นไม้บนโลกของเธอหรอกนะ เพราะดวงดาวที่ฉันอยู่เป็นดาวน้ำแข็ง พื้นผิวดวงดาวเป็นน้ำแข็งหมดทั้งดวง ต้นไม้ที่นั่นจะมีขนหนานุ่มห่อหุ้มลำต้นและใบเพื่อป้องกันความหนาวเย็น
ดวงดาวของเธอเป็นน้ำแข็งอย่างนั้นเรอะ?
พ่อเอ่ยถามคล้ายกับคิดอะไรบางอย่างออก
ใช่ เราจึงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างให้เหมาะสมกับสภาพอันหนาวเย็นของดวงดาวของเรา
ใช่แล้ว พ่อตะโกนขึ้นอย่างดีใจ ฉันพอจะเดาออกแล้วล่ะว่า ทำไมระบบนำทางของเธอถึงได้เสียหาย
ดีจริงๆ ท่านคงรู้วิธีที่จะซ่อมยานของผมแล้ว
ความร้อนนั่นเอง โลกของเราร้อนเกินไปสำหรับยานอวกาศของเธอ อุณหภูมิที่สูงเกินไปทำให้ระบบนำทางของเธอขัดข้อง"
แล้วเราจะทำยังไงดีครับพ่อ? น้อยถาม
พ่ออุ้มยานอวกาศของดาด้าขึ้นมา แล้วตรงไปที่ตู้เย็น เขาใส่มันเข้าไปในช่องแช่แข็งชั้นบนสุด
จริงด้วยสิ ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย ดาด้าพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้นและดีใจ
ไม่นานนัก เสียงแหลมๆด็ดังออกมาจากยานอวกาศที่อยู่ในช่องฟรีซ แล้วหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ปรากฏภาพของแผนที่อวกาศอันกว้างใหญ่
ไชโย มันใชการได้แล้ว ดาด้าตะโกนลั่น
แล้วเราจะทำยังไง ยานของดาด้าถึงจะไม่ร้อนขึ้นมาอีกคะ? ส้มถามพ่อ เธอพยายามเอาใจช่วยให้ดาด้ากลับบ้านได้สำเร็จ
พ่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ยกยานอวกาศของดาด้าออกจากตู้เย็นมาวางบนโต๊ะและหยิบถาดน้ำแข็งออกมาด้วย
เอาล่ะ ช่วยเปิดประตูยานของเธอให้ที
ดาด้ากดปุ่มบนแผงควบคุมที่ข้อมือ ฝาวงกลมบนผิวลูกบอลล์โลหะก็เปิดอ้าออก พ่อใส่ก้อนน้ำแข็งลงไปในยานอวกาศจนเต็ม มันเย็นจัดจนมีหยดน้ำจับที่ผิวด้านนอกเลยทีเดียว
น้ำแข็งคงจะพอที่เธอจะไปถึงประตูมิติอวกาศได้นะ แต่ความหนาวเย็นในอวกาศคงช่วยป้องกันไม่ให้มันละลายได้ดีออก" พ่อบอก
เธอรีบไปเถอะ ก่อนที่ประตูมิติอวกาศจะปิด แม่พูดกับดาด้า
ดาด้ายิ้ม เขากอดน้อยกับส้มด้วยความรู้สึกขอบคุณ เขากกอดพ่อและแม่ของน้อยกับส้มด้วย ดาด้าโบกมือให้กับทุกคนด้วยความอาลัย แล้วลำแสงสีขาวเจิดจ้าก็พุ่งจากลูกบอลล์โลหะจากอวกาศมายังร่างของดาด้าและร่างของเขาก็อันตรธานหายเข้าไปในยานอวกาศอย่างรวดเร็ว ลูกบอลล์โลหะลอยขึ้นจากโต๊ะอย่างช้าๆพร้อมกับส่งเสียงหึ่งๆเบาๆ มันลอยตรงไปยังประตู ทุกคนตรงไปที่ประตูทันที น้อยเปิดประตูออก และแล้ว ลูกบอลล์โลหะจากอวกาศก็ลอยสูงขึ้นๆ มันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและหายวับไปในพริบตา
ทุกคนกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้งด้วยความรู้สึกทั้งดีใจและคิดถึง ทันใดนั้นเอง จอคอมพิวเตอร์ก็ปรากฏภาพของดาด้าขึ้นอย่างชัดเจน "สวัสดีทุกๆคน ดาด้าเอ่ยทักทาย ฉันผ่านประตูมิติอวกาศเรียบร้อยแล้ว พ่อของเธอซ่อมยานได้เก่งมาก เขาพูดกับน้อยและส้ม แต่น้ำแข็งที่พ่อของเธอให้มาน่ะสิ.....คราวหน้าฉันขอเปลี่ยนเป็นไอศกรีมได้ไหม?" คำพูดของดาด้าทำให้ทุกคนหัวเราะอย่างมีความสุข ...............
|