พิมพ์หน้านี้
|
หลังจากที่ได้มีการประกาศให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ปัจจุบันมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว และเร่งให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นโดยเร็ว สำหรับประเทศไทย รัฐธรรมนูญมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นกฎหมายสูงสุดว่าด้วยการจัดระเบียบการปกครองของประเทศ เป็นเครื่องมือของการปฏิรูปการเมืองที่จะนำพาประเทศไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นกติกาที่ใช้ในการปกครองประเทศของผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐแทนประชาชน และเป็นหลักประกันที่คุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ โดยจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคของประชาชน โดยเฉพาะสิทธิมนุษยชน และสิทธิของพลเมืองในฐานะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ได้บัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้อย่างค่อนข้างครบถ้วนและกว้างขวาง ครอบคลุมสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนและสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจและจัดการสิ่งแวดล้อม สิทธิในการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ก่อความเสียหายให้รับผิดและชดเชยความเสียหาย รวมทั้งการกำหนดให้มีการจัดตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ยังมีจุดอ่อนอยู่หลายประการที่ทำให้บทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ยังไม่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เนื่องวลีท้ายบทบัญญัติที่ว่า ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีการตรากฎหมายกำหนดรายละเอียด นอกจากนี้ ยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาและไม่มีหน่วยงานผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งประกอบด้วย องค์กรพัฒนาเอกชน ภาควิชาการ ภาครัฐและภาคประชาสังคม จำนวน 118 องค์กร ร่วมกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดให้มีเวทีเสวนา เรื่อง มิติสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 6 มีนาคม 2550 ซึ่งมีข้อเสนอต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่น่าสนใจหลายประการ สสร. จะรับฟังและนำไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใดก็ต้องติดตามกันต่อไป สรุปข้อเสนอต่อการร่างรัฐธรรมนูญ เวทีเสวนา มิติสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วันอังคารที่ 6 มีนาคม 2550 ณ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จัดโดย เครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม *************************** สรุปสาระสำคัญเวทีเสวนากลุ่มย่อยที่ 1 ประเด็น สิทธิในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเด็นสำคัญด้านสิทธิที่เสนอให้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ ปี พ.ศ. 2550 ได้แก่ 1. ให้มีการระบุนิยามคำว่า ชุมชนท้องถิ่น ให้ชัดเจน 2. ให้ตัดคำว่า ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ออกไปให้หมด 3. เพิ่มเนื้อหาในการกำหนดการฟ้องร้องกับศาลสิ่งแวดล้อม โดยให้สิทธิแก่ประชาชนในการฟ้องร้องได้โดยตรง และนิยาม ผู้เสียหาย ให้กว้างขึ้น 4. คำว่า หรือ ควรพิจารณาว่าน่าจะระบุลงไปหรือไม่ 5. คำว่า ทรัพยากรธรรมชาติ ควรครอบคลุมถึง สัตว์ป่า ด้วย 6. ระบุถึงการรับรองสิทธิอย่างชัดเจน ได้แก่ o สิทธิในการดำรงชีพอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี สมดุล และยั่งยืน ทั้งในเรื่องของ น้ำ อากาศ และอื่นๆ o สิทธิในการมีส่วนร่วม ตั้งแต่สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการร่วมวางแผนและตัดสินใจ o สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค เช่น การเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน o สิทธิในการดำเนินการฟ้องร้องได้ เมื่อถูกละเมิดสิทธิ และได้ความรับความเสียหาย และสิทธิของผู้เสียหาย เช่น การได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม o สิทธิในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง o สิทธิในการปกป้องทรัพยากรไม่ให้เสื่อมถอยลงไป เป็นต้น 7. ระบุถึงสิทธิในการใช้ทรัพยากรทางสังคมและวัฒนธรรม จะรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่ได้ 8. สิทธิในการขอเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เสนอให้ลดจำนวนลง เหลือ 10,000 หรือ 25,000 รายชื่อ และเสนอให้ปรับแก้ไขระเบียบขั้นตอนที่ยุ่งยากในการได้มาซึ่งรายชื่อให้ลดน้อยลง สรุปสาระสำคัญเวทีเสวนากลุ่มย่อยที่ 2 ประเด็น นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1. จารีตของชุมชนท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เสนอว่าเพื่อให้รัฐธรรมนูญมาตรา 46 บรรลุผลสำเร็จ จำเป็นต้องพิจารณาย้อนกลับไปถึงมาตรา 26 โดยเพิ่มเติมประเด็นเรื่องจารีตประเพณีท้องถิ่นในมาตรา 26 ว่ารัฐนั้น จะต้องไม่ละเมิดจารีตประเพณีท้องถิ่นในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงแต่ว่า คำนึงถึง แต่ ต้องไม่ละเมิด ด้วย 2. เสนอให้มีการกำหนดกฎหมายลูกเรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชน หรือเพิ่มเติมข้อความในรัฐธรรมนูญ เพื่อรับรองสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าจะต้องให้เกิดการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ทุกมิติ ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ขั้นตอนของการร่วมคิด กำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ ไปจนถึงการกำหนดทางเลือก การตัดสินใจ การตรวจสอบและการติดตาม 3. เสนอให้มีการจัดตั้ง องค์การอิสระด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสถาบันทางการเกษตร โดยต้องให้อำนาจแก่องค์กรเหล่านี้ในการดำเนินการปกป้องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และกำหนดบทลงโทษกับผู้ละเมิดอำนาจหรือบุกรุกทรัพยากรอย่างเด็ดขาด 4. เสนอให้มีการระบุหน้าที่ของรัฐในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเดิมยังไม่มีการระบุในส่วนของนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเลยว่า รัฐต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เขียนแต่เพียงว่ารัฐต้องส่งเสริม ดังนั้นจึงขอให้มีการระบุให้ชัดเจนไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยว่ารัฐมีหน้าที่ส่งเสริมและจะต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายด้วยเช่นกัน 5. การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตามมาตรา 58 และ 59 ของรัฐธรรมนูญฯ ปี 2540 ที่บัญญัติว่าบุคคลมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสาร แต่ในการปฏิบัติจริงสิทธินั้นมันได้มาอย่างยากเย็นในการที่บุคคลจะไปร้องขอ ดังนั้นขอเสนอให้ระบุอย่างชัดเจนว่า เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในทุกระดับที่เกี่ยวกับฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชนโดยมิต้องร้องขอ 6. เสนอให้รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนมาตรการปฏิรูปที่ดินอย่างเป็นธรรม ตามมาตรา 49 และ 50 ของรัฐธรรมนูญฯ ปี 2540 ที่ระบุถึงการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้เว้นแต่เพื่อการพัฒนาประเทศตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ ทั้งนี้โดยเป็นประเด็นโต้แย้งว่ากฎหมายเฉพาะนั้นเป็นการให้อำนาจแก่รัฐในการเป็นผู้กำหนดการเวนคืนที่ดินมากเกินไป หรือไม่ หากรัฐให้กฎหมายเหล่านี้ในการดำเนินการโดยไม่ได้มีการมีส่วนร่วม จะก่อให้เกิดผลกระทบความเสียหายอย่างยิ่งต่อทรัพยากรธรรมชาติและชุมชน ดังนั้นจึงเสนอให้มีการกำหนดบทบัญญัติเฉพาะเรื่องการเวนคืนที่ดินอันเกิดจากประชามติของประชาชนที่ชัดเจน โดยการระบุข้อความเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญว่า กฎหมายเฉพาะการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วย นอกจากนี้ นโยบายการใช้ที่ดินทางเกษตรกรรม ควรนึกถึงเกษตรกรรายย่อย ควรมีมาตรการการปฏิรูปที่ดินที่เป็นธรรม สนับสนุนระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และสถาบันพัฒนาเกษตรกรที่เป็นองค์กรอิสระ 7. ควรมีการเน้นประเด็นที่ว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลและส่งเสริมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจน 8. เสนอให้เพิ่มมาตราการอนุรักษ์และสงวนสัตว์ป่าบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมายังขาดการคำนึงถึงประเด็นดังกล่าว 9. เสนอให้รัฐต้องสร้างฐานความรู้ด้านการมีส่วนร่วมแก่ประชาชนทุกระดับ (ต้องมีภาคบังคับให้รัฐต้องดำเนินการจริง) ประเด็นนี้เป็นประเด็นสืบเนื่องจากการเสนอให้มีการรับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมทุกระดับของประชาชนต่อการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน การดำเนินการให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมทุกระดับของประชาชนดังกล่าวให้บรรลุผลสำเร็จต้องอยู่บนฐานของการที่ประชาชนต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ทั้งในเรื่องของกระบวนการมีส่วนร่วม และฐานความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ อีกทั้งต้องพิจารณาด้วยว่า ประเด็นใดควรเป็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในลักษณะปัจเจก หรือประเด็นใดควรมีส่วนร่วมในลักษณะองค์กร/กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้นจึงเสนอให้มีการระบุว่า รัฐต้องสร้างฐานความรู้ด้านการมีส่วนร่วมแก่ประชาชนทุกระดับ โดยมุ่งให้เกิดการปฏิบัติจริง 10. รัฐต้องส่งเสริมเกษตรกรรมธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเกษตรทางเลือกที่นำมาซึ่งความยั่งยืน และลดการใช้สารเคมีอีกด้วย สรุปสาระสำคัญเวทีเสวนากลุ่มย่อยที่ 3 ประเด็น การกระจายอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1. มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้มีอิสระในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. มีการกำหนดนโยบายและจัดทำแผนพัฒนาและจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ประชาชน/กลุ่มองค์กรต่างๆ มีส่วนร่วมด้วย 3. มีการจัดการบำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม 4. การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้จัดกระบวนการมีส่วนร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงความคิดเห็น เสนอแนะ และปรึกษาหารือ ก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าว 5. กำหนดให้มีการมีส่วนร่วมในการพิจารณา เพื่อริเริ่มโครงการ/กิจกรรมทั้งในและนอกพื้นที่ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและ สุขภาพอนามัยของประชาชน 6. สนับสนุนการวางแผนและการปฏิบัติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ร่วมกับชุมชนและเครือข่ายภาคประชาชน 7. หลักการเรื่องการกระจายอำนาจในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 นั้นให้คงอยู่เช่นเดิม โดยให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พรบ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พรบ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ พ.ศ.2535 และ พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อให้มีการระบุถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและการกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น 8 .มีกลไกที่จะเตรียมความพร้อมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือว่าประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้องค์กรเหล่านี้มีศักยภาพและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป 9. เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ และกระจายอำนาจมากขึ้น นอกจากการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงอย่างเดียวแล้ว เสนอให้มีการระบุถึงการกระจายอำนาจไปสู่กลุ่มองค์กรอื่นๆ ที่เป็นกลุ่มชาวบ้านด้วย สรุปสาระสำคัญเวทีเสวนากลุ่มย่อยที่ 4 ประเด็น การแก้ปัญหาความขัดแย้งต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เพิ่มขึ้นทั้งด้านทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรที่ดิน และทรัพยากรป่าไม้ ปัจจุบันมีเรื่องความขัดแย้งเข้าสู่อนุญาโตตุลาการจำนวนมาก และยังมีหลายเรื่องค้างอยู่ การแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นเรื่องที่สำคัญในรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมไม่ได้มีการพูดคุยถึงบทบาทของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันได้จัดตั้งศูนย์ป้องกันและไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทโดยสันติวิธี มีการทำกรณีศึกษาความขัดแย้งต่าง ๆ และที่สำคัญมีการพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทมากกว่า 700 คนทั่วประเทศ ประเด็นปัญหาที่พบอยู่ในขณะนี้คือ แม้จะมีการสร้างกระบวนการ หลังจากที่ได้มีการร่วมกันคิดแก้ไขปัญหากับทุกภาคส่วน เพื่อทำข้อตกลงให้เกิดขึ้นก็แล้วก็ตาม แต่เนื่องจากว่ายังไม่มีกฎหมายใดๆ มารองรับ และยังมีข้อจำกัดอีกมากมาย จึงทำให้ไม่สามารถบังคับกับคู่กรณีได้ ประกอบกับผู้ที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยเองก็ไม่มีกฎหมายให้ความคุ้มครอง และคู่กรณีนั้นก็สามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำตามข้อตกลงก็ได้ ข้อเสนอต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีดังต่อไปนี้ 1. รัฐต้องเคารพ ส่งเสริม ปกป้องและดำเนินการให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริงและมีผลในทางปฏิบัติ 2. รัฐพึงส่งเสริมให้มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามหลักธรรมาภิบาล 3. รัฐพึงส่งเสริม และสร้างมาตรการหรือกลไกในการจัดการปัญหาความขัดแย้งจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4. รัฐพึงส่งเสริมกระบวนการไกลเกลี่ยข้อพิพาทด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในกระบวนการยุติธรรม โดยให้มีศาลชำนาญพิเศษด้านสิ่งแวดล้อม 5. การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน หรือการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิม 50,000 ชื่อ เสนอให้เป็นควรลดจำนวนลงอีกไม่น้อยกว่า 10,000 คน
|
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||