| เหนือเกล้าชาวไทย | ||
ภาพประทับใจในหลวงของฉัน |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||
พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้เรามาเรียนรู้กฎหมายผ่านตัวละครดูบ้างนะคะจะได้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สภาพสังคมปัจจุบันนี้... เห็นเงินทองเป็นพระเจ้า...เงินเท่านั้นที่จะทำให้คนในสังคมปัจจุบันคำนึงถึง............สำหรับครอบครัวดวงใจก็เช่นกัน ... ดวงใจได้แต่งงานจดทะเบียนสมรสกับสุนทร เป็นสามีภรรยาอยู่กินกันมานานถึง 15 ปี มีลูกชายด้วยกัน 2 คน ลูกคนโตอายุ 14 ปี ส่วนคนเล็ก อายุ 13 ปี และแล้วอยู่มาวันหนึ่ง สุนทร เริ่มเอะใจว่าทำไมลูกชายทั้ง 2 ของตนจึงไม่หน้าเหมือนตัวเองเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่ง สุนทร : คุณว่าไหมว่า ลูกของเราทำไมหน้าถึงไม่เห็นเหมือนผมสักนิดเดียวเลย ดวงใจ : โธ่เอ๊ย ! นึกว่าเรื่องอะไร ก็ลูกเหมือนแม่คนเดียวก็พอแล้ว....จะเอาอะไรกันนักหนา แต่ยังไง ยังไง สุนทรก็ยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ....จนกระทั่ง กนก เพื่อนของเขาเห็นเพื่อนหน้าเครียดๆ จึงสอบถามถึงสาเหตุ กนก : สุนทร นายเป็นอะไรวะ ดูเครียดจัง สุนทร : ลูกของฉัน ทำไมหน้ามันถึงไม่มีส่วนไหนเหมือนกันสักนิดเดียววะ ทีลูกของนายหน้ามันยังกะโขกออกจากพิมพ์เดียวกันเลย นายดูหน้าฉันนะตี๋สนิทออกอย่างงี้ ทำไมไอ้ลูกฉันมัถึงได้คมเข็มซะขนาดนั้นวะ กนก : เฮ้ย ! งั้นไปด้วยกัน สุนทร : ไปไหนวะ กนก : ไปหาหมอไง สุนทร : หาทำไมวะ กนก : เออ..น่า...เดี๋ยวรู้เอง และแล้ววันนั้น สุนทรก็รู้ว่าตัวเองเป็นหมัน ก่อนแต่งงานนั้น ดวงใจชอบพออยู่กับสมัย ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย จนกระทั่งทั้งคู่เรียนจบปริญญาตรี สมัยจึงขอดวงใจแต่งงาน ดวงใจจึงนำเรื่องที่สมัยขอแต่งงานไปปรึกษาแม่ ดวงใจ : คุณแม่คะหนูกับสมัยเรียนจบแล้ว ..ถ้าเราจะแต่งงานกัน คุณแม่ว่าไงคะ แม่ : การแต่งงานมันต้องใช้เงินมากนะ ไหนจะต้องมซื้อบ้าน ไหนจะต้องจัดงานเลี้ยง สินสอดของหมั้น นายสมัยนั่นน่ะ ยังไม่มีงานทำไม่ใช่เหรอ ฐานะทางบ้านก็ไม่มีอะไร แม่ว่ารอไปก่อนแล้วกัน แม่ของดวงใจนั้นทำธุรกิจร่วมกับสุนทรซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่มีกิจการหลายร้อยล้าน วันหนึ่งสุนทรได้พบกับดวงใจเข้าโดยบังเอิญ แล้วเกิดความพอใจขึ้นมา จึงได้ทาบทามขอดวงใจกับแม่ ของเธอโดยยื่นข้อเสนอว่าหากดวงใจยอมแต่งงานกับเขา เขาก็จะยกหุ้นในบริษัทให้ 10 เปอร์เซนต์ เป็นสินสอด แม่ของดวงใจจึงมาคุยกับลูกสาว แม่ : หนูว่าจำคุณสุนทรได้ไหม ดวงใจ : อ้อ ! คุณสุนทรที่แม่ร่วมลงทุนด้วยน่ะเหรอ แม่ : นั่นแหละหนูว่าเขาเป็นยังไง ดวงใจ : ก็ดีนี่คะ แม่ : ถ้าเขาขอหนูแต่งงาน...หนูจะว่ายังไง ..เขาเสนอให้หุ้นบริษัท 10 เปอร์เซนต์ เป็นสินสอดด้วย ดวงใจ : หนูขอคิดดูก่อนแล้วกัน และแล้วดวงใจก็มาปรึกษากับสมัยแฟนหนุ่ม ดวงใจ : คุณ..คุณแม่ฉันบอกว่ามีคนเขาขอฉันแต่งงาน เขาร่ำรวยมาก แม่บอกว่าถ้าฉันแต่งงานกับเขาแล้วจะไม่ลำบาก สมัย : อ้าว ! แล้วผมล่ะ ดวงใจ : นั่นสิ...ฉันถึงได้มาหารือกับคุณไง แต่ยังไงเสียฉันก็ยังรักคุณเหมือนเดิม สมัย : เออ ! อันที่จริง ความรักของเราก็ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการแต่งงานเสมอไป การแต่งงานมันก็แค่ประเพณีเท่านั้น งั้นก็ตามใจคุณแล้วกัน จากนั้น ดวงใจก็ตกลงแต่งงานกับสุนทร แต่ก่อนที่จะถึงวันแต่งงานไม่กี่วัน ดวงใจก็ยอมเป็นของสมัย และหลังจากที่แต่งงานแล้วเธอก็ยังมีความสัมพันธ์กับสมัยเรื่อยมา แต่ในขณะเดียวกันเธอก็คงทำหน้าทีภรรยาของสุนทรด้วยดี .....จนกระทั่ง สุนทร : คุณว่าลูกน่ะ เป็นลูกของผมแน่นะ...ผมว่าไม่น่าใช่นะ ดวงใจ :ทำไมคุณคิดอย่างนั้น สุนทร :ก็ผมไปหาหมอตรวจร่างกายมาแล้ว ....ผมเป็นหมัน ดวงใจก็ตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า ดวงใจ : ไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ...แต่ฉันปรึกษาทยนายความแล้ว ถึงแม้ว่าลูกเป็นลูกชู้ ก็ตามแต่อายุความฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรหมดลงแล้ว เมื่อเด็กอายุ 10 ปี ลูกๆ อายุเกิน 10 ปีหมดทั้ง2 คนแล้ว คุณก็หมดสิทธิฟ้องคดีแล้ว เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องทำใจแล้วละ สุนทร : ผมจะฟ้องหย่า ดวงใจ : คุณแม่คงไม่ยอม อย่าลืมนะว่าคุณแม่เป็นหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทของคุณนะ ...น่า...คุณทำใจเถอะ อย่าคิดมากเลย ฉันว่านะ ผู้ชายยังมีเมียน้อยได้เลย แล้วผู้หญิงจะมีผัวน้อยไม่ได้ จะว่าไปแล้ว......จะเรียกว่าชู้ก็คงไม่ได้เพราะคนรักของฉันเขามาก่อนคุณ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1542 บัญญัติว่า การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีต้องฟ้องหย่าภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงการเกิดของเด็ก แต่ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้น10 ปี นับแต่วันเกิดของเด็ก.............. |