| เหนือเกล้าชาวไทย | ||
ภาพประทับใจในหลวงของฉัน |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
ที่ผ่านมาได้เขียนข้อกฎหมายเกี่ยวกับสินส่วนตัวและสินสมรสไปแล้ว คราวนี้อยากให้เห็นภาพชัดเจนในเรื่องราวของการแบ่งสมบัติ (สินสมรส) เพื่อจะได้เข้าใจในข้อกฎหมายเรื่องสมบัติฉันสมบัติเธอ ที่เป็นสมบัติเรา เมื่อหย่าขาดจากกัน เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของามีภรรยาได้แยกกันอยู่ก่อนที่จะหย่าขาดกัน แต่บังเอิญระหว่างที่แยกกันอยู่นั้นได้รับเงินเพิ่มเติมขึ้นมาจะถือว่าเป็นสมบัติเราที่ต้องนำมา......หารสองหรือเปล่า ? นางสมร : ดิฉันอยากจะให้คุณช่วยฟ้องแบ่งทรัพย์สินจากอดีตสามีค่ะ ทนายสาว : ขอทราบรายละเอียดก่อนนะคะ นางสมร : คือว่าตอนที่ ดิฉันกับนายอมร แยกกันอยู่ แต่ไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน เขาได้รับเงินกองทุนเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินค่าตอบแทนพิเศษเนื่องจากการลาออก เงินค่าหุ้นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ จากที่ทำงานแล้วของเขาแล้วเขามอบอำนาจให้สหกรณ์ฯ รับเงินต่างๆ ไปชำระหนี้จำนอง โดยที่ดิฉันไม่รู้ไม่เห็นหรือให้ความยินยอมในหนี้ที่จำนอง และเมื่อชำระหนี้จำนองของเขาบางส่วนแล้ว เขายังได้รับเงิน ล้านกว่าบาท จากที่ทำงานอีกด้วย แล้วเขานำไปใช้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์มาคันนึงใช้คนเดียว คุณทนายคะเงินพวกนี้ดิฉันจะเรียกร้องได้ไหมคะ ทนายสาว : คุณทั้งสองคนยังมีฐานะเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมาย ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาในระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ.มาตรา 1474(1) ดังนั้นเงินกองทุนเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินค่าตอบแทนพิเศษเนื่องจากการลาออก เงินค่าหุ้นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ และเงินโบนัส ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่นายอมร ได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส คุณย่อมมีสิทธิในเงินที่เป็นสินสมรสนั้น นางสมร : แล้วการที่เขามอบอำนาจให้สหกรณ์ฯ รับเงินต่างๆ ไปชำระหนี้จำนอง โดยที่ดิฉันไม่รู้ไม่เห็นหรือให้ความยินยอมในหนี้จำนองนี้ และเมื่อชำระหนี้จำนองบางส่วนแล้ว เขายังได้รับเงิน ล้านกว่าบาท จากที่ทำงานอีกด้วย เขานำไปใช้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์ใช้อยู่คนเดียว โดยดิฉันและบุตรสาวไม่ได้รับการช่วยเหลือเลี้ยงดูจากเขาเลย ดิฉันจะเรียกร้องในส่วนนี้ด้วยได้ไหมคะ ทนายสาว : การที่นายอมรมอบอำนาจให้สหกรณ์ฯ รับเงินต่างๆ ไปชำระหนี้จำนอง โดยที่คุณไม่รู้ไม่เห็นหรือให้สัตยาบันในหนี้จำนองนี้ และเมื่อชำระหนี้จำนองของนายอมรบางส่วนแล้ว นายอมรยังได้รับเงินจากที่ทำงานแล้วนำไปใช้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นประโยชน์ของตัวเองคนเดียว โดยคุณและบุตรสาวไม่ได้รับการช่วยเหลือเลี้ยงดูจากนายอมรเลยถือได้ว่าพฤติการณ์ของนายอมรนี้ เป็นการจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหาย และทำความเสียหายแก่สินสมรส คุณก็มีสิทธิเรียกร้องในส่วนนี้ด้วยค่ะ นางสมร : งั้นแสดงว่าดิฉันฟ้องเรียกร้องทรัพย์สินในส่วนที่ดิฉันควรได้ใช่ไหมคะ เพราะเขาอ้างว่าเงินที่ได้รับมานั้นไม่ใช่สินสมรส ทนายสาว : ทรัพย์สินี้เป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่าสมรส จึงเป็นสินสมรส ตามมาตรา 1474 และพฤติการณ์ของนายอมรดังกล่าวทำให้คุณสามารถที่จะขอแยกสินสมรสได้ตามมาตรา 1484 (1)(2)(5) และถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งกันตามส่วนแต่หากไม่สามารถนำรถยนต์สินสมรสมาแบ่งกันได้ ก็ให้นายอมรใช้คืนมูลค่ารถยนต์ที่ซื้อที่ชำระไปครึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 1533 นายอมรจะอ้างว่าเงินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรสไม่ได้ นางสมร : งั้นตกลงคุณทนายรับทำคดีนี้นะคะ ทนายสาว : ค่ะ คงมีคนรู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรมนะ ทำไมเงินของฉัน ฉันลาออกจากงานแล้วทำไมเงินกองทุนเลี้ยงชีพ เงินชดเชย เงินค่าตอบแทนพิเศษเนื่องจากการลาออก เงินค่าหุ้นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ของฉันจะต้องแบ่งให้คนอื่นด้วย แต่อย่าลืมนะคะคนอื่นที่ว่าเป็นคู่สมรสของคุณ เงินที่ทำมาหาได้ระหว่างสมรสนั้นถือว่าเป็นของเรา แล้วเรานั้นก็ต้องหมายถึงฉันกับเธอไง ! เพราะฉะนั้นไม่อยากแบ่งสมบัติก็ "ดูแลรักษาความรักและหัวใจของท่านให้ดียิ่งกว่าดูแลรักษาสมบัติ" นะคะจะได้ไม่ต้องแบ่งสมบัติให้ปวดหัวเปล่าๆ หมายเหตุ มาตรา ๑๔๗๔ สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน (๑) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส (๒) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส (๓) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส มาตรา ๑๔๗๖[1][๕๘] สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้ (๒) ก่อตั้งหรือกระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน หรือภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ (๓) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี (๔) ให้กู้ยืมเงิน (๕) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา (๖) ประนีประนอมยอมความ (๗)มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย (๘) นำทรัพย์สินไปเป็นประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรือศาล การจัดการสินสมรสนอกจากกรณีที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง สามีหรือภริยาจัดการได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง มาตรา ๑๔๘๔[2][๖๔] ถ้าสามีหรือภริยาฝ่ายซึ่งมีอำนาจจัดการสินสมรส (๑) จัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาด (๒) ไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง (๓) มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือทำหนี้เกินกึ่งหนึ่งของสินสมรส (๔) ขัดขวางการจัดการสินสมรสของอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร (๕) มีพฤติการณ์ปรากฏว่าจะทำความหายนะให้แก่สินสมรส อีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องขอให้ศาลสั่งอนุญาตให้ตนเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ผู้เดียวหรือสั่งให้แยกสินสมรสได้ ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีคำขอ ศาลอาจกำหนดวิธีคุ้มครองชั่วคราวเพื่อจัดการสินสมรสได้ตามที่เห็นสมควร และหากเป็นกรณีฉุกเฉินให้นำบทบัญญัติเรื่องคำขอในเหตุฉุกเฉินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ มาตรา ๑๕๓๓ เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน |