พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อเด็กฝรั่งมาฟังธรรมที่วัดไทย ความภูมิใจน้อยๆ ของพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา นานมาแล้ว ประมาณเกือบสิบปีก่อนหน้าโน้น ก่อนที่อาตมาจะเดินทางปฏิบัติศาสนกิจ ณ ประเทศเยอรมนี ประเทศออสเตรีย และ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ อาตมาได้ไปกราบลาหลวงพ่อ พระคูสุธรรมานุศาสก์ เจ้าอาวาสวัดปุรณาวาส แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสที่อาตมาจำพรรษา ขณะเรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา หลวงพ่อถามว่า "จะไปจริงหรือ ท่านมหา" อาตมาเรียนตอบท่านไปว่า "ครับ หลวงพ่อ" ดูท่านไม่ค่อยแน่ใจ จึงถามด้วยความเป็นห่วง เพื่อให้อาตมาคิดทบทวนให้ดีเสียก่อน สมัยนั้น ความรู้เรื่องเมืองนอกของอาตมาไม่มีหรอก มีแต่ความอยาก (ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง) คืออยากไปดู ไปเห็นอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ยังไงๆ ในชีวิตนี้ ขอให้ได้จับหิมะสักครั้งเถอะ ถือว่าเป็นบุญแล้ว สรุปก็คือ ไปเมืองนอกคิดว่าจะไปจับหิมะอย่างเดียว (ถึงวันนี้ ดูๆ ก็น่าขัน) เพราะเมื่อถึงฤดูหนาวแล้ว จับกันไม่หวาดไม่ไหว ถึงขนาดต้องโกยกันเลย สูงกันแค่สะเอว วันหลังจะนำภาพหิมะมาให้ดู (จะได้หายบ้าหิมะกันซะที) เมื่อหลวงพ่อเห็นความตั้งใจดี และตอบอย่างแข็งขันเช่นนี้ ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะท่านเคยมีประสบการณ์ สมัยรับกิจนิมนต์ไปสอนพระกรรมฐานที่ประเทศสวีเด็น เป็นเวลาสองเดือน ว่าชีวิตพระในต่างแดนนั้นมันลำบากเพียงใด หลวงพ่อนั่งนึกอยู่นาน จึงกล่าวว่า "เอาอย่างนี้ ท่านมหา ไปอยู่เมืองนอกแล้วอย่างเพิ่งรีบกลับนะ เอาเป็นว่า ถ้าอยากจะกลับเมืองไทย ก็ขอให้เอาฝรั่งคนในท้องถิ่น เข้ามาบวช เอาคนฝรั่งเข้ามาฟังธรรมในวัดให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยกลับ ท่านมหาพอทำได้มั๊ยล่ะ" ตอนนั้นอาตมาไม่คิดอะไร มีอยู่อย่างเดียวคืออย่ากไป จึงตอบหลวงพ่อไปว่า "ได้ครับ หลวงพ่อ - สบายมาก" คำว่า สบายมาก นี้ ติดปากอาตมาเสมอ จนเป็นความเคยชินไปแล้ว เพราะอาตมาไม่เคยเห็นอะไรยาก ถ้าตั้งใจทำ และลงมือทำจริงแล้ว ย่อมสำเร็จเสมอ สำคัญที่เราว่า จะจริงจัง และจริงใจเพียงใด หลวงพ่อ เมื่อได้รับฟังคำรับรองจากอาตมาอย่างแข็งขัน ก็ปรากฏรอยยิ้ม อิ่มอยู่บนใบหน้า และอวยพรให้พระลูกพระหลาน ตามธรรมเนียมพระผู้ใหญ่ว่า "ไปเถอะ ท่านมหา หลวงพ่ออวยพรให้ประสบความสำเร็จ มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่แข็งแรง อย่าลืมนะ ฝรั่งยังไม่เข้าวัด คนพื้นที่ยังไม่บวช ยังไม่ต้องกลับมา" "ครับ...หลวงพ่อ" จากวันนั้น ถึงวันนี้เกือบสิบปีแล้ว คำสัญญาที่มีต่อหลวงพ่อ ยังก้องหู เวลาที่ผ่านมาได้ทำสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ก็เป็นบทเรียนเพิ่มประสบการณ์ให้เข้าใจสังคมที่แตกต่างดียิ่งขึ้น แต่ส่วนมากก็ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในกลุ่มคนไทย ในลึกๆ ของอาตมาแล้ว คือตั้งใจมาโปรดคนไทยโดยเฉพาะ ให้คนไทยได้มีสถานที่สำหรับประกอบกิจกรรมพระศาสนา ได้มีสถานที่สำหรับพูดคุยสนทนาปราศัย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ให้ลูกหลานเด็กไทยที่เกิดในต่างประเทศ ได้มีแหล่งสำหรับเรียนรู้วัฒนธรรมของบิดามารดา เพื่อเตรียมตัวไปอวดปู่ย่าตายาย ที่อยู่ในเมืองไทย ให้เขาได้ภูมิใจในตัวลูกหลายของตน ว่าแม้จะอยู่ต่างถิ่นต่างแดน แต่ก็ยังไม่ลืมวัฒนธรรมเดิม เลือดไทย มันต้องเข้มข้นอย่างนี้ เพราะมันมีวัดไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของคนไทยในต่างแดน ความตั้งใจของอาตมาเป็นอย่างนี้ คนไทยต้องมาอันดับหนึ่ง ผลพลอยได้คือคนฝรั่ง แต่สุดท้าย อาตมาก็ทำได้ เมื่อสองปีที่แล้ว ได้บวชฝรั่งไปรูปหนึ่ง และมาวันนี้ (๕ ตุลาคม ๒๕๕๐) ก็มีนักเรียนฝรั่งมาฟังธรรมที่วัดไทย ภูมิใจ จึงอยากนำเสนอ และนำเรียนให้หลวงพ่อรับทราบ จะได้กลับเมืองไทยเสียที นานแล้ว อยู่ต่างประเทศนี่ใช้พาสปอร์ทหมดไป ๒ เล่นแล้ว เล่มล่าสุดจะหมดในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ เอาล่ะมาดูว่าวันนี้มีอะไรเกิดขึ้นที่วัดไทย บ้าง ..... เชิญทุกท่านมาเป็นเจ้าบ้าน ต้อนรับนักเรียนฝรั่งด้วยกัน คุณลุง - คุณป้า สองท่านนี้ มาเป็นคณะแรก โดยมีคุณตุ๊ก (สุพัตรา จอห์นสัน ) เจ้าของร้านอาหาร สุพัตรา ไทยคูซีน ( www.supatre.com ) ในเมือง St. Paul ให้การต้อนรับ ทราบว่า ท่านทั้งสองนี้กำลังจะเดินทางไปเมืองไทย จึงอยากได้ความรู้ ความเข้าใจที่เกี่ยวกับเมืองไทย เลยต้องเดินทางมาหาที่วัดไทย สาธุ คุณลุง - คุณป้า มาถูกที่แล้ว จากนั้นประมาณบ่ายโมง หลังฝนหยุดตกแล้ว บรรดาเหล่านักเรียนก็เริ่มทยอยกันมา ตามที่คุณครูแจ้งไว้นั้น นักเรียนประมาณ ๓๕ คน และรถประมาณ ๑๒ คัน จะให้จอดกันที่ไหน ก็บอกว่าจอดกับรอบๆ วัดนี่ล่ะ ก็เลยจอดกันดังที่เห็น วันนี้ฝนตกมาแล้วเช้า พื้นจึงยังเปียกอยู่ ก่อนจะถึงเวลานัดหมาย คือเวลา ๑๓.๓๐ น. นักเรียนเริ่มหนาแน่นแล้ว ถ้าญาติโยมสังเกต จะเห็นว่าต้นไม้ ในบริเวณวัด จะหลากสี สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีส้มบ้าง สีแดงบ้าง สีน้ำตาลบ้าง เพราะเป็นฤดูใบไม้ร่วง ช่วงนี้ใบไม้เตรียมตัวจะทิ้งไป เพื่อต้อนรับฤดูหนาวจะมาถึงในอีก เดือน หรือ สองเดือนข้างหน้า ช่วงนี้วัดงาม หลากสีสรรพ์ วันหลังจะนำเฉพาะใบไม้หลากสี ในบริเวณวัด มาให้ชมสักหนึ่งชุด เพื่อเป็นของฝากจากวัดไทยในต่างแดน ในภาพขณะนี้คุณครูเริ่มเรียกนักเรียนมาประชุมแล้ว คนที่เห็นยืนเด่น ใส่ชุดคล้ำๆ อยู่ในภาพ คือ คุณกมลฉัตร หมื่นสา ซึ่งมีบ้านอยู่ที่ Apple Valley ซึ่งอยู่ห่างจากวัดลงไปทางใต้ใช้เวลาขับรถประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ ถ้าเทียบว่าชั่วโมงนึงขับได้ประมาณ ๖๐ ไมล์ ก็คิดเป็นระยะทาง ๘๐ ไมล์ เทียบเป็นกิโลเมตร เท่าไร นี่ไม่ทราบ แต่ต้องขออนุโมทนา ที่ได้มาช่วยเป็นเจ้าบ้านต้อนรับนักเรียน วัดเป็นของทุกคน สาธุ คุณครูเรียกประชุม ชี้แจงทำความเข้าใจแก่เด็กนักเรียนแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อม และแนะนำการปฏิบัติตัวขณะฟังธรรมอยู่ในศาลา สังเกตดูจะเห็นว่าทุกคนมามือเปล่า มาเพื่อฟังอย่างเดียว ไม่ได้มาจด เหมือนเด็กไทยเรา ไปที่ไหนต้องพกสมุดปากกาไปทำรายงานส่งครูด้วย เบื้อหลังอีกด้านหนึ่ง ก็จะเห็นว่านักเรียนมาตัวเปล่าจริงๆ ไม่มีเป้สะพาย มีกระเป๋าถึ มีอะไรจิปาถะ ให้พะรุงพะรัง ทุกคนมาตัวเปล่า แล้วจะกลับไปตัวเปล่ามั๊ยนี่ เป็นหน้าที่ของหลวงพี่แล้วล่ะ เวลานี้ อาตมาอยู่ในศาลาธรรม แต่รู้สึกว่าชี้แจงกันนานมาก กว่าสิบนาที ไม่ทราบชี้แจงเรื่องอะไร แต่การเตรียมความพร้อมก่อนถือว่าเป็นเรื่องดี จะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง และเป็นรูปแบบเดียวกัน เพื่อศักดิ์ศรีของสถาบันที่ตนสังกัดอยู่ เราไปที่ไหน ก็เอาสถาบันไปด้วย เราทำดี ก็สร้างชื่อให้สถาบัน ทำไม่ดี ก็เป็นการทำลายสถาบัน เหมือนคนไทยในต่างประเทศนี่ล่ะ ลองทำผิดกฏหมายดูซิ นอกจากตัวเองจะได้รับโทษแล้ว ประเทศไทยยังพลอยเสียชื่อไปด้วย เพราะเราไปที่ไหน ก็เอาคำว่า ไทย ไปด้วย (อยากให้เป็นสำนึกของคนไทยทุกคน เมื่ออยู่ในต่างแดน) เมื่อสองอาทิตย์ก่อน (๒๓ กันยายน ๒๕๕๐) วัดจัดงานสารทไทย มีแต่หัวดำ หาหัวแดงทำยายาก วันนี้ มีแต่หัวแดง หาหัวดำทำยายากเช่นกัน บันทึกไว้ว่า ทีใครทีมัน ก็แล้วกัน สามภาพข้างบนนี้ นักเรียนจับข้อมือ แล้วก้มหน้า เหมือนไว้อาลัยอะไรสักอย่าง อาตมาก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ตอนนั้นไม่เห็น เพราะอยู่ในศาลาธรรม ภาพนี้ได้จากคณะญาติโยมที่ถ่ายมาให้ จึงไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกัน ขอติดไว้เป็นการบ้านก่อน วันหลังจะถามครู แล้วมาโพสให้ จากนั้นก็เข้ามานั่งในศาลาธรรม บนผ้าปูนั่งที่ญาติโยมได้จัดเตรียมไว้ให้ เป็นระเบียบดี ศาลาแห่งนี้ ในช่วงหน้าร้อนจะใช้เป็นที่จัดกิจกรรมประจำเทศกาลต่างๆ และใช้ฝึกสมาธิวิปัสสนา ไหว้พระสวดมนต์ ตามแต่หมู่คณะที่พอจะมีเวลา แต่ในหน้าหนาวปิดตาย เพราะหนาวมาก วัดยังไม่มีปัจจัยพอที่จะจัดหาวัสดุมาบุฝาศาลาและเพดาน รวมทั้งจัดปูพื้นกันหนาว และจัดติดตั้งเครื่องทำความร้อน ให้กับศาลาแห่งนี้ได้ สรุปก็คือ No money ช่วงเวลานี้เงินทั้งหมดที่ญาติโยมบริจาค นำไปผ่อนถ่ายถอนที่ดินวัดทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมการจัดชื้อในราคา $300,000 เหรียญ ได้ผ่อนไปแล้ว 100,000 เหรียญ คาดว่าต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า ๕ ปี จึงจะหมดหนี้สิน สรุปสุดท้ายก็คือ พระยังกลับเมืองไทยไม่ได้ เมื่อมานั่งเรียบร้อยแล้ว คำแรกที่ อาตมากล่าวต้อนรับ คือ Welcome to your Home ฟังให้ดีนะ อาตมาไม่ได้กล่าวผิด หรือกล่าวเล่น กล่าวจริงๆ กลั่นออกมาจากใจ และตั้งใจกล่าว เพราะวัดนี้คือของพวกเราทุกคน ทุกท่านเป็นเจ้าของ ความตั้งใจของการจัดตั้งวัดไทย ก็เพื่อจะให้เป็นสถานที่สำหรับทุกคน ในการศึกษา-ปฏิบัติธรรม ตามหลักพระพุทธศาสนา เป็นศูนย์รวมของคนไทยในรัฐมินีโซต้า และเป็นสถานที่สำหรับทุกคนที่จะมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่จำกัดชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมใด แม้เราจะมีสถานภาพและบทบาทที่เป็นอยู่ต่างกัน แต่เราก็สามารถที่จะมาสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะกันได้ ด้วยการเคารพและให้เกียรติในศักดิ์ศรีความเป็นเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน Welcome Home ยินดีต้อนรับสู่บ้านที่อบอุ่นของคุณ จากนั้น ก็เริ่มแนะนำให้นักเรียนได้รู้จักพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นองค์เคารพสูงสุดของชาวพุทธเรา อันประกอบด้วย พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า โดยยกเรื่องแสดงเหตุให้เห็นว่า พระรัตนตรัยที่แท้จริงคืออะไร ขอบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นปฐมบท ของความเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ชาวพุทธไม่รู้จักพระรัตนตรัย ไม่รู้จักสิ่งที่ตนเองเคารพ กราบไหว้ แล้วท่านทั้งหลาย กำลังกราบไหว้อะไรกันอยู่ ขอเริ่มเล่าเท้าความปฐมเหตุ ที่นักเรียนเหล่านี้ได้มาฟังธรรมในวันนี้ ก็คือว่า ก่อนหน้านั้น สองเดือน คือในวันตอนหัวรุ่งของเช้าวันพุธที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ ได้มีคนร้ายจำนวนหนึ่งมากกว่าสามคน ได้เข้ามาในวัดไทย มินีโซต้า แล้วขโมยเอาพระพุทธรูปยืน ซึ่งหล่อด้วยทองเหลือ หนัก ๒๕๐ กิโลกรัม ความสูงประมาณ ๑๗๕ เซ็นติเมตร ไป (สืบค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บวัดไทย ( http://www.watthaimn.org/html2007/picture-06.html ) หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จับกุมคนร้ายได้ ๑ คน เป็นหญิงวัยกลางคน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็มาทำข่าว ทีวีก็มาทำข่าว ออกข่าวดังมากในรัฐมินีโซต้า พอๆ กับข่าวสะพานข้ามแม่น้ำมิสซิสซิปปี้พัง แต่น้อยกว่า เพราะนั่นดังไปทั่วโลก แต่พอหนังสือพิมพ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลิตอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เช่น ไทยทาว์นยูเอสเอ ออกข่าว คราวนี้ดังไปทั่วอเมริกาเลย อาตมาก็พลอยขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ และทีวี กะเขาด้วย คราวนี้ คนก็เริ่มรู้จักวัดไทย ก่อนหน้านั้นเรายังปกปิดเพื่อนบ้านของเรา เพราะเราต้องการดูท่าทีของเพื่อนบ้านก่อน ว่าเขารังเกียจศาสนาของเราหรือไม่ แต่พอมีข่าวอย่างนี้ เขาเห็นใจ และยอมรับเราโดยปริยาย นับว่าเป็นผลดีต่อการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นวัดในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง (ทำความเข้าใจว่า ขณะนี้ยังไม่เป็นวัด เป็นเพียงองค์กร Non Profic เท่านั้น) ยังมีอีกหลายขั้นตอนสำหรับการจัดตั้งเป็นวัด เมื่อโรงเรียนข้างวัดได้ทราบข่าวว่ามี Buddhist Center อยู่ข้างโรงเรียน ก็ติดต่อขอพานักเรียนมาศึกษา พระพุทธศาสนา ที่วัด เพราะนักเรียนเหล่านี้ก็เรียนวิชาว่าด้วยความเชื่อและศาสนาต่างๆ เหมือนกัน แต่ยังไม่เคยสัมผัสศาสนาอื่นๆ นอกไปจากศาสนาแม่ คือ คริสเตียน คณะครูก็เลยติดต่อกับอาตมา วันนี้จึงเกิดมีขึ้น โดยทั่วไปแล้ว จะให้นักเรียนมาในวันที่ทางวัดจัดเทศกาลสารทไทย เพราะต้องการจะให้ได้เรียนรู้ประเพณีและวัฒนธรรมไทยด้วย แต่คุณครูไม่สามารถบังคับให้นักเรียนมาในวันหยุดได้ จึงต้องมาในวันเรียนหนังสือ ซึ่งถือเป็นการศึกษานอกห้องเรียน ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องมา ย้อนเรื่อง เล่าความมาทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะมาเป็นฐานอธิบายขยายความในหมวดของพระรัตนตรัยที่กล่าวไว้ตอนต้นแล้ว ให้ได้รับทราบว่า พระพุทธเจ้าที่แท้จริงคืออะไร พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ ที่ใด เป็นการให้การศึกษาธรรมะแก่ทุกท่านไปด้วย ทั้งนี้เพราะเหตุว่า เมื่อพระพุทธรูปของทางวัดหายไป อาตมามักจะถูกถามอยู่เรื่อยๆ ว่า เสียใจมั๊ย โกรธมั๊ย ฯลฯ ตามประสาคนอเมริกัน ที่มักจะขี้สงสารคน อาตมาขอบคุณพวกเขาเหล่านั้น ด้วยความอ่อนโยนและซาบซึ่งในมิตรไมตรีที่พวกเขาหยิบยื่นให้ ในใจของอาตมาแล้วแค่เขาไม่รักเกียจศาสนาที่เรานับถือ ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว พระพุทธรูปของเราหายไป ด้วยแรง ด้วยกำลัง ด้วยความสามัคคีของพวกเรา เราสามารถจัดหามา ประดิษฐาน ณ ตำแหน่งเดิม ใหม่ได้ แต่ถ้าเขารังเกียจ หรือไม่เป็นมิตรกับศาสนาที่เรานับถือซิ เราอยู่ที่นี่ไม่ได้ อาจถึงขั้นต้องพิจารณาหาสถานที่ตั้งใหม่เลยทีเดียว จึงบอกพวกนักเรียน และผู้สื่อข่าวไปว่า เราไม่เสียใจ และไม่โกรธ กะผู้ที่มาขโมยพระพุทธรูปไปหรอก เราให้อภัยสำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจ และยังไม่รู้ (อวิชชา) ถึงสิ่งที่พวกเขาเอาไปนั้น ว่าสำคัญต่อจิตวิญญาของพวกเราอย่างไร แต่พวกเราจะไม่ลืม (Forgive, But not forget) ว่า ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ เพราะพวกเราประมาท ไม่ระมัดระวัง รักษา และป้องกัน วัตถุอันเป็นที่เคารพไว้ให้ดี ต่อไปพวกเราต้องไม่ประมาท และต้องรอบครอบกว่านี้ เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นครูสำหรับเตือนสติเราทุกคน และสิ่งที่หายไปนั้น ก็เป็นแค่ Meterial ที่หายไปเท่านั้น Buddha ยังไม่หายไปไหน ยังประทับอยู่ในจิตใจของเราทุกคน ตราบใดที่พวกเรายังปฏิบัติ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อยู่ Buddha ก็ยังคงประทับสถิตอยู่ในใจของพวกเราตอลดเวลา ดังพุทธภาษิตที่ว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั่นเห็นเรา" ที่เราหายไปนั้น หายไปแต่ Buddha ภายนอกเท่านั้น ซึ่งเราสามารถหามาทดแทนใหม่ได้ ในเวลา ๑ - ๒ ปี แต่ถ้า Buddha ภายใน หายไปนี่ซิ เราจะไปหา Budda จากที่ใดมาทดแทน นอกจากพระรัตนตรัยแล้ว ยังกล่าวถึงพุทธศาสนาในโลกว่า เป็นไปยังไง มายังไง มีกี่สาย พุทธในเมืองไทย กับ พุทธในธิเบต ต่างกันอย่างไร ดูเป็นที่น่าสนใจของนักเรียนอย่างยิ่ง สอบถามกันเยอะ แม้แต่ทำไมพระจึงห่มผ้าสีส้ม ซึ่งสีส้มนี้เป็นชุดของนักโทษตามเรือนจำที่ใช้กันอยู่ อธิบายซะเมื่อยมือ ต้องให้ญาติโยม คือ คุณตุ๊ก ช่วยแปล และอธิบายเสริม เป็นช่วงๆ ไป เรียกว่าแสดงธรรมแบบ แท๊กทีม กันเลย ก็เก๋ไปอีกแบบ นักเรียนก็ฟังเพลิน สองชั่วโมง ไม่มีใครลุกไปห้องน้ำสักคน พระผู้บรรยายเสียอีก ต้องเสียมรรยาท ขอตัวไปห้องน้ำ ก่อนใครเพื่อน สิ่งที่สังเกตุได้ แนะนึกชมอยู่ในใจก็คือ นักเรียนนั่งฟังกันดี ในท่าที่ตนเองก็ไม่เคยนั่ง โดยทั่วไปอยู่ที่โรงเรียนนั่งเก้าอี้ มาวัดนั่งกับพื้น แต่ก็นั่งกันได้ดี บางคนอาจชันเข่าบ้าง แต่ก็เป็นจำนวนน้อย และที่น่ารักที่สุด คือ ไม่มีเสียงโทรศัพท์ ดังรบกวน ให้ต้องสะดุดการบรรยายเลย อาตมาก็เทศน์ซะเต็มทีเหมือนกัน มือไม้ ออกหมด เรียกว่า เทศน์กันเมื่อยมือเลยทีเดียว สังเกตุดู ออกท่าทางมาก จีวรตกจากบ่าเลยทีเดียว ตอนนี้กำลังอธิบาย หัวข้อธรรม ๑... ๒.... ๓... อะไรก็ไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว ญาติโยมหลายคนบ่นเสียดาย ว่าทำไมไม่อัดเสียไว้ด้วย อัดได้ยังไงล่ะโยม ขืนอัดก็รู้หมดซิว่าอาตมาพูดผิดไวยากรณ์ เอา Past เป็น Simple ไปหมดเลย ไม่เห็นนักเรียนคนใด ทักท้วงสักคน ตอนนี้ ออกแอ๊กชั่น มากไปหน่อย ยกกำปั้นขึ้นมาทั้งคู่ ไม่ใช่ไปหาเรื่องใครนะ แต่กำลังอธิบายให้นักเรียนฟัง เรื่อง รูป - นาม เป็นเรื่องยากนะ สำหรับคนไม่คุ้นเคยกับวัด ลองคนไทยดูเถอะ ว่ารูป - นาม คืออะไร เป็นยังไง แค่นี้ก็แย่แล้ว แล้วอาตมา บรรยายยังไงล่ะ เด็กฝรั่งไม่เคยเข้าวัดเลย เข้าวัดวัดแรก ก็พูดเรื่อง รูป - นาม ให้ฟัง มันไม่เกินไปหน่อยหรือ ไม่เกินหรอก แม้แต่ครูยังยิ้ม และอดขำอิงไปกับการบรรยายไม่ได้เลย ลองดูภาพอริยาบทครูข้างล่างซิ อาตมาเปรียบอย่างนี้ เปรียมเหมือนกับรถ เพราะเด็กฝรั่งรู้จักรถดี รถเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับคนอเมริกา เด็กๆ ในอเมริกาพออายุถึง ๑๕ ก็เตรียมตัวไปทำใบขับขี่กันหมดแล้ว เพราะฉะนั้น จึงง่ายเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขารู้แล้ว ครูของอาตมา คือ พระธรรมวรนายก เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา สอนไว้ในห้องเรียน เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว สมัยที่อาตมาเป็นพระนิสิต จำพรรษาอยู่ที่โคราชว่า เวลาสอนอะไรในสิ่งที่เขายังไม่รู้ ให้เทียบกับสิ่งที่เขารู้แล้ว แล้วสิ่งนั้นจะเป็นสะพานเชื่อมไปหา สิ่งที่เข้ายังไม่รู้ อาตมาจำได้ ไม่ลืม และใช้มาตลอด แม้วันนี้ก็ตาม คำอธิบาย นาม - รูป วันนี้พูดในหัวข้อมนุษย์ซึ่งประกอบด้วย กายกับจิต มีดังนี้ คือ เปรียบเทียบว่า กายเหมือนรถ จิตเหมือนคนขับ รถจะไปสู่เป้าหมายได้ คนขับต้องสามารถบังคับรถ ให้แล่นให้หยุดได้ จึงจะถือว่าเป็นคนขับ หรือ Driver แต่ถ้าคนขับไม่สามารถบังคับรถได้ให้ไปตามประสงค์ ไม่ถือว่าเป็น Driver เขาเป็นเพียงแค่ คนถือพวงมาลัย เท่านั้น เช่นเดียวกับคน คนไหนถ้าจิตสามารถบังคับ กายให้กระทำในสิ่งต่างๆ ได้ตามประสงค์ (ความดี) ก็ชื่อว่ามนุษย์ แต่ถ้าคนไหนจิตไม่สามารถบังคับกายให้ทำตามประสงค์ (ความดี) ได้ ก็เป็นแค่ คน ไม่ได้เป็นมนุษย์ ใครอยากเป็นแค่คน หรือ อยากเป็นมนุษย์ ต้องรู้จักความลับข้อนี้ นอกจากนั้น ยังพูดถึงต้นไม้ในใจกลางสวน Eden ที่ให้ผล คือ ความรู้ดี - รู้ชั่ว อีก โดยโยมมาถึงการทำจิตใจให้สม่ำเสมอ ไม่หวั่นไหว ในโลกธรรมที่มากระทบ งานนี้เล่นเปิดคัมภีร์ไบเบิลหน้าแรก กันมาเทียบเลย โยงจากคัมภีร์ใบเบิล มาหาหลักธรรมทางพุทธศาสนา นักเรียนและผู้ปกครองฟังกันหูผึ่ง ตลอดสองชั่วโมง ไม่เบื่อ เพราะฟังสิ่งที่รู้แล้ว และโยงไปหาสิ่งที่อธิบายสิ่งที่รู้แล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นเท่านั้นเอง นี่ก็คงเป็นคณะครู หรือผู้ปกครอง ของนักเรียน ที่ขับรถมาส่งมารับลูก กลับบ้าน หลังจากเสร็จจากการฟังธรรมะบรรยาย ในศาลาธรรมแล้ว ข้างนอกญาติโยมวัดไทย ก็ใจดีเหลือหลาย จัดอาหารหวานคาว เลี้ยงนักเรียนกันอย่างเต็มที่ เหมือนลูกเหมือนหลายของตนเอง มีทั้งผัดไทย ปอเปี๊ยกทอด (ที่อเมริกาเรียก Egg Roll) และน้ำต่างๆ กันอย่างเต็มที่ ไม่อั้น และไม่มีหมด เป็นบุญของนักเรียน อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งท้อง สาธุๆๆๆๆ อนุโมทนาบุญทุกท่านที่มีส่วนช่วยให้กิจกรรม ครั้งนี้สำเร็จลงไปได้ อย่าง Happy Ending วันจันทร์หน้า (๘ ตุลาคม ๒๕๕๐) เจอกันใหม่ คราวนี้เป็นระดับมหาวิทยาลัย อาตมาได้รับอาราธนา จาก Dr. Jacquie Jacob จากคณะ Department of Animal Science ของมหาวิทยาลัยมินีโซต้า ไปบรรยายให้นักศึกษาฟัง ในฐานะ Guest Speaker ตอนบ่าย ๓ ถึง ๕ โมงเย็น เกี่ยวกับทัศนะของพุทธศาสนาที่มีต่อสัตว์ ว่าเป็นอย่างไร งานนี้นอกจากจะเป็นเรื่องศาสนาแล้วยังมีเรื่องของจริยธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะการกินเนื้อสัตว์ การกินยารักษาโรค การใช้สัตว์เป็นเครื่องทดลอง อาจต่อเนื่องไปถึงการทำแท้ง ฯลฯ สนุกอย่างไร แล้วจะมาเล่าให้ฟัง รวมทั้งเอารูปในเหตุการณ์มาให้ชมด้วย กรุณาอดใจรออีก ๒ วัน เจริญพร พระมหาไพสิทธิ์ ธัมมรโส เจ้าอาวาสวัดไทย มินีโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา |
| กฐินวัดไทยตลอด ๒ ปี ที่ผ่านมา | ||
วัดไทย มินีโซต้า ปีนี้ย่างเข้าปีที่ ๓ แล้ว ตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา บันทึกภาพประทับใจ วันทอดกฐิน ปี ๒๕๔๘ และ ๒๕๔๙ เพื่อต้อนรับ กฐินประจำปี ๒๕๕๐ ซึ่งจะมีขึ้น ในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๐ นี้ |
||
|
View All |
||
| ชายที่อยู่ในดวงใจคนไทยทุกคน | ||
พระราชาแห่งราชอาณาจักรสยาม ที่ประชาชนไม่มีวันลืม |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||