วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม 2551
เที่ยวเพชรบุรี แวะเยี่ยมน้ำตาลโตนดวังตาล และนาข้าวออร์กานิคนาวิลิต
Posted by
wechange
,
ผู้อ่าน : 168
, 13:23:13 น.
| หมวดหมู่ :
Event
พิมพ์หน้านี้
เครือข่ายตลาดสีเขียวขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเดินทางไปกับเรา... | เยี่ยมชมแหล่งผลิตน้ำตาลโตนดและน้ำตาลสดธรรมชาติ ด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม ที่ให้รสชาติของน้ำตาลแท้ๆ ที่ปราศจากสารฟอกขาว หรือเคมีใดๆ ปลอมปน พร้อมกับกลิ่นหอมหวานที่เป็นเอกลักษณ์อันเลื่องชื่อของน้ำตาลเมืองเพชร (เพชรบุรี) และแวะชมนาข้าวออร์กานิคที่นาวิลิต ที่อำเภอท่ายาง |
กำหนดการเดินทาง
07.00 น. ออกเดินทางจากกรุงเทพ ฯ 09.00 น. ถึงวังตาลโตนด ที่บ้านเลขที่ 29 หมู่ 3 ต.บ้านหาด อ.บ้านลาด จ. เพชรบุรี เรียนรู้เรื่องการทำน้ำตาลโตนดและน้ำตาลสด 12.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง ร้านผัดไทยโบราณ ท่ายาง 14.00 น. เยี่ยมชมการผลิตข้าว บ้านนาวิลิต ที่อำเภอท่ายาง 17.00 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ | กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตน้ำตาลโตนดธรรมชาตินี้ รวมตัวกันตั้งแต่ 6 ปีก่อน ที่บ้านหมู่ 3 ต.บ้านหาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี โดย คุณพงศธร มีลิ คนเมืองเพชรพันธุ์แท้ เป็นแกนนำในการจัดระบบการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ คุณพงศธรเล่าให้ฟังว่า แต่เดิมนั้นชาวสวนตาลต่างคนต่างขึ้นตาลแล้วนำน้ำตาลมาเคี่ยวทำน้ำตาลสดกันเอง ในหนึ่งครัวเรือนต้องใช้กระทะขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เมตรถึงสามใบ ในการเคี่ยวน้ำตาลสดซึ่งราคากระทะที่ใช้นั้นประมาณ 1,000 บาทต่อใบ ทำให้ในแต่ละครัวเรือนมีต้นทุนในการแปรรูปน้ำตาลสูง ไม่คุ้มกับต้นทุนที่จะประกอบอาชีพนี้ต่อไป บางคนจึงต้องเลิกผลิตไป คุณพงศธรคิดว่าถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาชีพการขึ้นตาลซึ่งเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรษของชาวเมืองเพชรบุรีจะสูญหายไป จึงคิดถึงการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ให้ชาวบ้านนำน้ำตาลมาส่งขายในราคาถังละ 70 บาท (น้ำตาลหนึ่งถังน้ำหนัก 220 กิโลกรัม) แล้วจึงนำมาตั้งเตาเคี่ยวรวมกันซึ่งมีประมาณ 6 เตา สมาชิกในกลุ่มก็ผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยในแต่ละกระบวนการผลิต | ในการเก็บน้ำตาลนั้น ช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่น้ำตาลจะมีความหอมหวานมากที่สุด ชาวเมืองเพชรบุรีจึงมีการจัดสรรช่วงเวลาการผลิตให้สอดคล้องกับฤดูกาลตามธรรมชาติ คือในช่วงฤดูร้อนก็จะขึ้นตาลเพื่อนำมาทำน้ำตาล และในฤดูฝนก็จะเริ่มหว่านกล้าทำนากัน กลายเป็นวิถีชีวิตที่เกื้อหนุนกับธรรมชาติอย่างสมดุล ต้นตาลที่ชาวบ้านขึ้นไปเก็บเอาน้ำตาลนั้นมีสองประเภท ชาวบ้านเรียกกันว่าตาลตัวผู้และตาลตัวเมีย ตาลตัวเมียนั้นนอกจากจะให้น้ำตาลแล้วยังให้ลูกตาลซึ่งนำมาทำขนมตาลแสนอร่อยอันเป็นที่โปรดปรานของหลายๆ คนอีกด้วย นอกจากนี้เราได้เกร็ดความรู้เพิ่มเติมจากคุณพงศธรว่า การปลูกตาลนั้นต้องปลูกถึง 10 ปีกว่าจะได้เก็บเกี่ยวผล ซึ่งตาลต้นหนึ่งสามารถให้ผลได้เรื่อยๆ จนอายุถึงเกือบ 100 ปี แต่ต้นตาลที่มีอายุมากก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ปีนเก็บเอาน้ำตาลลำบาก ชาวบ้านจึงไม่นิยมขึ้นกัน แต่เห็นอย่างนี้ยิ่งต้นตาลมีอายุมาก ยิ่งสูงมาก ก็จะยิ่งให้น้ำตาลมากเช่นกัน ชาวบ้านที่นี่เขาไม่หวงกันหรอก ใครมีปัญญาขึ้นก็ขึ้นเอาเลย แต่เวลาขายได้เขาก็จะเอาน้ำตาลมาแบ่งกันเอง คุณพงศธรพูดปนเสียงหัวเราะ แต่ในน้ำเสียงนั้นพวกเรากลับสัมผัสได้ถึงน้ำใจที่อบอุ่นทำให้หวนนึกถึงวัฒนธรรมการแบ่งปันแลกเปลี่ยนแบบ ข้าวแลกแกง ซึ่งเงินตราไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นเลย
| 
สนใจร่วมเดินทางไปกับเรา ติดต่อได้ที่ คุณ มิ้ม โทรศัพท์ 089 6419 283, 02-622-0955, 02-222-5698 หรือส่งรายละเอียดในกรติดต่อของคุณมาที่ www.thaigreenmarket.comwecare@thaigreenmarket.com รับจำนวนจำกัด 30 ท่าน ต่าใช้จ่ายตลอดทั้งการเดินทาง 800 บาท |
|