• เสือยอด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : weera_sudsang@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-26
  • จำนวนเรื่อง : 22
  • จำนวนผู้ชม : 6798
  • จำนวนผู้โหวต : 33
  • ส่ง msg :
weerasud
เจ้าชายส่วยองค์สุดท้าย
Permalink : http://www.oknation.net/blog/weerasud
วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม 2551
บทกวีวิพากษ์ - ต้นไม้ชรา
Posted by เสือยอด , ผู้อ่าน : 346 , 10:57:53 น.  
พิมพ์หน้านี้


บทกวีวิพากษ์

ไม่ดีเด่นกว่าบรรดาต้นหญ้าเลย

วีระ  สุดสังข์

 

บทที่  ๒๓

ต้นไม้ชรา

 

และก็ถึงเวลา  ลุวาระ                               สุดท้ายแห่งสัจจะ  ควรตระหนัก

ว่าชีวิตจำเป็นต้องเว้นวรรค                        นั่นแหละมรรควิถีของชีวิต

 

ยืนอยู่กลางกาลเวลากี่อายุ                         ฝันอาจล่อนกร่อนผุทะลุจิต

สัมผัสทั้งศัตรู, รู้จักมิตร                            ทั้งรู้ถูก, รู้ผิด  คิดกว้าง,ลึก

 

ประสบการณ์สั่งสม อุดมคติ                       แตกใบผลิเต็มก้านกิ่ง ยิ่งรู้สึก

เป็นร่มเงาเท่าใดในสำนึก                          ดั่งได้ฝึกแผ่บุญญาบารมี

 

รากหยั่งราก,หยั่งลึกผนึกข้น                       ตั้งลำต้นเป็นแก่นแท้ แก่ทุกที่

เป็นไม้ใหญ่ เป็นไม้หลักต่างภักดี                 เป็นแหล่งที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น

 

มีความรัก  หัวใจก็ให้รัก                            มีอุปสรรคใด ๆ  ชี้ให้เห็น

มีเหตุผลแนะนำ เมื่อจำเป็น                        ทุกข์ลำเค็ญปลอบใจให้ดับทุกข์

 

สรรพสัตว์ เปลี่ยนหน้าเข้าอาศัย                  ยึดอยู่ต้นไม้ใหญ่  ได้เป็นสุข

เป็นมาอย่างนี้  แล้วกี่ยุค                           ไฟความคิดสว่างลุก ทุกระยะ

 

โลกใบใหญ่  ไม้ดี  มีกี่ไม้                          และมีใคร  ลึกซึ้งถึงอรรถะ

พวกมอดไม้แทะเทอะอยู่เฟอะฟะ                 แกล้งใบ้เบี้ยเสียสละ ไม่ประมือ

 

จิตวิญญาณสูงกว่า  บรรดามนุษย์                สิ่งที่สุดใด ๆ  ไม่ยึดถือ

แต่ปลดปล่อย  เปล่าว่างทางนี้คือ                ที่เป็นมือสร้างสมโลกร่มเย็น

 

จนถึงกาลรากเปื่อยเน่า ร้าวลำต้น                ใบก็หล่นเรียงรายให้โลกเห็น

ก้านที่นิ่ง กิ่งที่หัก พรากกระเด็น                   ภาพจะเป็นภาพเหมือนเตือนสำนึก

 

และก็ถึงเวลา  เป็นวาระ                            ปลดพันธะงดงามวามเป็นผลึก

โลกใบจริงจะจดจารผ่านบันทึก                   และจารึกไม้ชราต่อสาธารณ์

 +++++++++++++


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 24
เสือยอด วันที่ : 30/08/2008 เวลา : 16.29 น.
http://www.oknation.net/blog/weerasud

ชื่อเรื่อง ผลการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง
ผู้เสนอขอ นายอัมพร อินตะนัย
ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ครูชำนาญการพิเศษ (คศ. 3)
ประเภทผลงาน งานวิจัย ปีที่จัดทำ : ปีการศึกษา 2550

บทคัดย่อ

ผลการศึกษาพัฒนาห้องสมุด ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ทั้ง 4 โครงการ โดยรวมมีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด หากพิจารณาเป็นรายโครงการ รายสถานภาพ มีผลการปฏิบัติ ดังนี้ ผลการปฏิบัติที่มีต่อโครงการพัฒนาปรับปรุงสภาพภายในห้องสมุดโรงเรียน
ของครูและนักเรียน มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ผลการปฏิบัติที่มีต่อโครงการพัฒนาครูและบุคลากรในโรงเรียน ของครู มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ของนักเรียน มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง ผลการปฏิบัติที่มีต่อโครงการพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมในโรงเรียนของครูและ
นักเรียน มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ผลการปฏิบัติที่มีต่อโครงการจัดกิจกรรมห้องสมุดส่งเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียนของครูและนักเรียน มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนความเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินพฤติกรรมสอนของครู ที่เป็นผลจากการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ที่เป็นผลจากการพัฒนาห้องสมุดโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ผลการปฏิบัติที่มีต่อการใช้คู่มือการดำเนินการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูงของครู มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด
และหลังการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ส่งผลให้
โรงเรียนได้รับความร่วมมือจากคณะครู นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียนในเขตบริการตลอดจน
ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเป็นอย่างดี มีการพัฒนาปรับปรุงห้องสมุดโรงเรียนได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน
ห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษา สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ฯ ห้องสมุดเป็นเอกเทศ ตั้งอยู่ศูนย์กลางของโรงเรียนปราศจากเสียงรบกวน มีแสงสว่างเพียงพอ มีการพัฒนาครูและบุคลากรในโรงเรียนให้มีความรู้ความก้าวหน้าพัฒนาตนเองในการศึกษาค้นคว้าห้องสมุดเป็นอย่างดี และได้รับการอบรมประชุมสัมมนา ศึกษาดูงาน มีการจัดให้นักเรียนได้ช่วยงานห้องสมุด มีการพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมในบริเวณโรงเรียนให้สะอาด สวยงาม จัดให้มีป้ายประกาศ ป้ายนิเทศสุภาษิตและคำขวัญ จัดหาไม้ดอกไม้ประดับปลูกบริเวณสวนหย่อม ปรับปรุงสวนป่าให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ และมีการจัดกิจกรรมห้องสมุดส่งเสริมการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายภาคเรียนและรายปี ครูได้ใช้ประโยชน์จากคู่มือดำเนินพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ประกอบการเรียนการสอนนักเรียนในโรงเรียน โรงเรียนบ้านเปือยนาสูงจึงดำเนินการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ยั่งยืนต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Reseach and Development) ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยมีวัตถุประสงค์
1. เพื่อพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง
2. เพื่อรายงานผลการดำเนินงานพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือย

เครื่องมือที่ใช้การเก็บข้อมูลเก็บข้อมูล

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่
1.แบบสอบถามผลการดำเนินงานพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน
บ้านเปือยนาสูงของครู นักเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
2.แบบประเมินพฤติกรรมการสอนของครู ที่เป็นผลจากการดำเนินงานการพัฒนา
ห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง
3.แบบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ที่เป็นผลจากการดำเนินการพัฒนา
ห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง
4. แบบสอบถามความคิดเห็นของครู ที่มีผลต่อการใช้คู่มือดำเนินการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง

วิธีดำเนินการวิจัย

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าและวิจัยครั้งนี้ เป็นประชากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ในปีการศึกษา 2550 โดยผู้วิจัยใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) ประกอบด้วยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 360 คน ครู จำนวน 18 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 15 คน การดำเนินการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ประกอบไปด้วย
กิจกรรม/โครงการพัฒนา 4 โครงการ คือ 1) โครงการพัฒนาปรับปรุงสภาพภายในห้องสมุด
โรงเรียน 2) โครงการพัฒนาครูและบุคลากรในโรงเรียน 3) โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์
สภาพแวดล้อมในบริเวณโรงเรียนและ 4) โครงการจัดกิจกรรมห้องสมุดส่งเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียน ซึ่งได้กำหนดแนวทางการบริหารและพัฒนาเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการ 2) การวางแผนการปฏิบัติงาน 3) การดำเนินการตามแผนงาน 4) การสรุปผลประเมินผลงาน

การจัดทำและการวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยดำเนินการจัดทำข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย โดยการหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยร้อยละ (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standaard Deviation)

สรุปผลการวิจัย

การพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ทั้ง 4 โครงการ ได้รับความร่วมมือจากคณะครู นักเรียนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองนักเรียนและ
ชุมชนในเขตบริการของโรงเรียนเป็นอย่างดี มีการพัฒนาปรับปรุงห้องโรงเรียนได้ตาม
เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษา สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ
จัดห้องสมุดเป็นเอกเทศมีวัสดุครุภัณฑ์สารนิเทศที่ใหม่ทันสมัย ห้องสมุดตั้งอยู่ศูนย์กลางของ
โรงเรียน มีพื้นที่เพียงพอต่อการให้บริการและจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ มีแสงสว่างเพียงพอ ปราศจากเสียงรบกวน เป็นที่น่าดู น่าอยู่ น่าใช้บริการ มีการพัฒนาครูได้รับการอบรมสัมมนาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ นักเรียนได้ช่วยงานห้องสมุด มีความรู้ความเข้าใจการใช้
ห้องสมุดเป็นอย่างดี เกิดทักษะในการทำงานมีนิสัยรักการอ่านศึกษาค้นคว้าห้องสมุด จัดภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมในบริเวณโรงเรียนสะอาด สดชื่น ร่มรื่น สวยงาม มีป้ายประกาศ ป้านนิเทศสุภาษิตและคำขวัญ จัดเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลายเป็นที่น่าอยู่ น่าดู และน่าเรียน จัดกิจกรรม
ห้องสมุดได้อย่างสอดรับกับตารางเรียนในชั้นเรียน จัดกิจกรรมห้องสมุด ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายภาคเรียน และรายปี บริการข่าวสารห้องสมุดเคลื่อนที่สู่ชุมชน หลังการพัฒนาห้องครูมีพฤติกรรมมีความรับผิดชอบในการทำงานและการสอนดีขึ้น นักเรียนมีพฤติกรรมการศึกษา
ค้นคว้าห้องสมุดมีความรู้ความเข้าใจการใช้ห้องสมุดเป็นอย่างดี ครูได้ศึกษาคู่มือการดำเนินงานห้องสมุดและนำไปใช้เพื่อการเรียนการสอนในโรงเรียน

การอภิปรายผล

การพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ผู้วิจัยได้วางแผนการพัฒนาอย่างเป็นระบบขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหา วิเคราะห์สาเหตุของปัญหานำมาวางแผนร่วมกันกำหนดทางเลือก ระดมทรัพยากรการศึกษาในโรงเรียนและชุมชนลงมือปฏิบัติตามแผนงานโครงการ/กิจกรรมตามปฏิทินกำหนดระยะเวลา มีการนิเทศ ติดตาม ผลการปฏิบัติงาน และสรุปประเมินผลการปฏิบัติงานเสนอแนะปรับปรุงแก้ไข จึงทำให้ผลการดำเนินการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ดำเนินไปด้วยดีมีการพัฒนา
ห้องสมุดอย่างได้ตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำห้องสมุดโรงเรียนประถมศึกษา สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ ทั้ง 4 โครงการ มีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 3 โครงการ คือ โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์สภาพแวดล้อมในบริเวณโรงเรียนมากที่สุด เป็นอันดับที่ 1 ลองลงมา โครงการจัดกิจกรรมห้องสมุดส่งเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียน และโครงการพัฒนาปรับปรุงสภาพภายในห้องสมุดโรงเรียน เมื่อพิจารณาโดยรวมมีผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัย ของไพรจิตร ศรีหนา (2544) ทินการ โสรถาวร (2546) เฉลิม ศรีรัตนโยธิน (2546) และภูธร ดีมาก (2545) ผลการประเมินพฤติกรรมการสอนของครูและพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เป็นผลจากการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน ปรากฎว่าครูและนักเรียนได้รับการพัฒนามีความรู้ความเข้าใจการใช้ห้องสมุดเป็นอย่างดี มีความรับผิดชอบ มีการศึกษาค้นคว้าห้องสมุดเพื่อการเรียนการสอน นักเรียนได้ช่วยงานห้องสมุดเกิดความรู้มีทักษะในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัย ของ ฮอสทรอพ (Howtrop.1976:2550-A-2551-A) เจย์ (Jay.1970:2431-A) วีระวรรณ วรรณโท (2545)
ภัทรี ภูมิผาทอง (2545) และ ธนศักดิ์ ภูธา (2546) ความคิดเห็นของครูที่มีผลต่อการใช้คู่มือดำเนินการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง มีการดำเนินการสร้างและจัดทำอย่างเป็นกระบวนการทั้งในด้านเนื้อหาสาระการใช้ภาษาและประโยชน์ที่ได้รับ ครูได้นำไปใช้เพื่อการเรียนการสอน จึงมีความเหมาะสมมองผลการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก
ความคิดเห็นที่ 23
เสือยอด วันที่ : 30/08/2008 เวลา : 16.28 น.
http://www.oknation.net/blog/weerasud

ผลการพัฒนาห้องสมุดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง
ความคิดเห็นที่ 22
เสือยอด วันที่ : 27/08/2008 เวลา : 17.26 น.
http://www.oknation.net/blog/weerasud

ชื่อเรื่อง..............การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิดรวบยอด
และการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ผู้วิจัย..................วีระ สุดสังข์
ปีที่วิจัย.............ปีการศึกษา 2550
สถานศึกษา........โรงเรียนบ้านเปือยนาสูง อำเภอเมือง ตำบลตะดอบ จังหวัดศรีสะเษ

สภาพปัญหา

ภาษาเป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารที่สำคัญมาก เพราะทำให้มนุษย์สามารถติดต่อและเข้าใจกันได้และยังเป็นเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรมการศึกษาเล่าเรียนและการประกอบอาชีพ ภาษาของชาติใดย่อมมีความสำคัญต่อชาตินั้น (สุวนันท์ สันติเดชา. 2547 : 1) ภาษาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรง
ชีวิตของมนุษย์ เพราะภาษาเป็นมวลประสบการณ์และเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างมนุษย์ ภาษาไทย
มีความสำคัญสำหรับคนไทยทุกคน นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารแล้ว ภาษาไทยยังเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นภาษาประจำชาติ เป็นความมั่นคงของชาติ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษสร้างไว้เป็นเครื่องแสดงว่า ชาติไทยเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่และมีวัฒนธรรมที่งดงาม
มาแต่ครั้งโบราณกาล (วรรณี โสมประยูร. 2539 : 16) ภาษาเป็นสื่อของความคิด ผู้เรียนที่มีภาษา
ใช้ในการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียนอย่างกว้างขวางจะเป็นผู้ที่คิดได้อย่างลึกซึ้งและสร้างเสริมความชาญฉลาด สามารถคิดสร้างสรรค์ คิดวิพากษ์วิจารณ์ คิดตัดสินใจแก้ปัญหาและวินิจฉัยอย่างมีเหตุผล การสอนภาษาไทยจึงต้องเสริมสร้างให้ผู้เรียนขยายประมวลคำ ทั้งการพูด การฟัง การอ่านและการเขียนให้มาก เพื่อให้ผู้เรียนใช้ภาษาในการคิดสร้างสรรค์ คิดวิพากษ์วิจารณ์ คิดตัดสินใจแก้ปัญหา วินิจฉัยเรื่องราวและส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ภาษาอย่างมีเหตุผล ใช้ภาษาในเชิงสร้างสรรค์
และใช้ภาษาอย่างสละสลวย ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมบุคลิกภาพของผู้ใช้ภาษาให้เกิดความน่าเชื่อถือ
(กรมวิชาการ. 2545 : 8-9)
ทักษะภาษาไทย ซึ่งประกอบด้วยการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนนั้น สำหรับการอ่านงานเขียนโดยทั่วไป ใช่ว่าจะอ่านเพื่อให้ได้ความรู้หรือความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่เมื่ออ่านแล้วต้องรู้จักคิด พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ การอ่านจึงเป็นทักษะที่สำคัญมาก เพราะการอ่านทำให้เกิดปัญญาและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ช่วยพัฒนาตนเองและรู้จักปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้การอ่านยังช่วยให้เกิดความเพลิดเพลิน ผ่อนคลายความเครียดที่เกิดจากกิจการงานต่าง ๆ ดังนั้น การอ่านจึงมิได้เพียงแต่อ่านได้เท่านั้น แต่อ่านแล้วสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณต้องอาศัยทักษะการวิเคราะห์เป็นพื้นฐาน ผนวกกับการประเมินค่าเรื่องที่อ่านอีกขั้นหนึ่ง คือ สามารถวิจารณ์เรื่องนั้น แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล วิเคราะห์ถ้อยคำ ประโยค วิเคราะห์ทัศนะของผู้แต่งและเนื้อหา (ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. 2549 : เว็บไซต์)
การอ่านอย่างมีวิจารณญาณหรือการอ่านอย่างวิเคราะห์วิจารณ์หรือการอ่านอย่างวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการอ่านที่ผู้อ่านนำเอาวิธีคิดอย่างมีวิจารณญาณมาใช้รับสารจากการอ่าน ทั้งนี้เพื่อประเมินสิ่งที่อ่านและตัดสินใจว่า สิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอมีเหตุผลน่าเชื่อถือหรือไม่ เพียงใด การอ่านอย่างมีวิจารณญาณเป็นทักษะการอ่านขั้นสูงที่ผู้อ่านจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านเพื่อเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์วิจารณ์ในขั้นสูงต่อไป ทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้ผู้อ่านรู้จักวิเคราะห์ ตรวจสอบและเลือกรับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผล (มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2550 : เว็บไซต์) การอ่านอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นการอ่านที่ใช้ดุลยพินิจหาเหตุผลและพิจารณาคุณค่าของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง สามารถเปรียบเทียบได้อย่างมีหลักเกณฑ์และตัดสินใจว่าเรื่องนั้นหรือตอนใดตอนหนึ่งของเรื่องนั้นผิดหรือถูก ดีหรือไม่ดี สำคัญหรือไม่สำคัญ สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นหรือแยกความคิดเห็นออกจากข้อเท็จจริง โดยใช้ปัญญา เหตุผล และหลักวิชา แต่ไม่ใช้อารมณ์เป็นเครื่องตัดสิน (เนื้อทิพย์ รุ่งเจริญ. 2550 : เว็บไซต์)
สรุปว่า การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ คือ การพิจารณาสิ่งที่อ่านอย่างทะลุ ปรุโปร่ง เพื่อค้นหาความหมาย ข้อสมมุติฐาน เหตุผล และกลวิธีในการนำเสนอของผู้เขียน ผู้อ่านที่อ่านอย่างวิเคราะห์วิจารณ์ต้องพยายามเรียนรู้ว่าข้อเขียนนั้นสื่อความหมายและสร้างความสนใจอย่างไร ผู้เขียนเสนอประเด็นโต้แย้งและเหตุผลทั้งในลักษณะที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนและไม่ชัดเจนอย่างไรบ้าง การเรียนรู้เพื่อเป็นผู้อ่านที่มีความคิดวิเคราะห์วิจารณ์นั้น ผู้อ่านต้องตั้งสมมุติฐานว่า การสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อเขียนหรือภาพวาดล้วนเป็นสิ่งแทนการแสดงออกทั้งสิ้น ข้อเขียนทั้งหลายไม่ใช่สิ่งที่ถูกพูดถึง แต่มันคือตัวแทนของสิ่งเราที่พูดถึง การเรียนรู้ที่จะเป็นผู้อ่านวิเคราะห์วิจารณ์เป็นการนำทักษะที่จำเป็นมาใช้ในการวิเคราะห์และตีความเพื่อสร้างความรู้ใหม่และความคิดใหม่ที่เรียกว่า การคิดอย่างมีจารณญาณ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราโชวาท (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันอังคารที่ 19 ธันวาคม 2532) ว่า วิจารณญาณ ได้แก่ ความหยั่งรู้ อันเป็นเหตุให้สามารถวิเคราะห์และวินิจฉัยเหตุผลตลอดจนส่วนดีส่วนเสียของสิ่งต่าง ๆ เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดรอบคอบและถูกต้องถ่องแท้ วิจารณญาณจะเกิดมีได้ด้วยการฝึกอบรม ประการแรกคือ ศึกษาอบรมทางวิชาความรู้ ซึ่งต้องกระทำอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความรอบรู้และประสบการณ์อันกว้างไกล ประการต่อไปได้แก่ ศึกษาอบรมทางความคิดจิตใจ ซึ่งก็ต้องฝึกฝนขัดเกลาอยู่เสมอ เพื่อให้ความคิดจิตใจมั่นคง เข้มแข็งและเข้าระเบียบ อันดีงาม คือ มีความสะอาด ประณีต เที่ยงตรง เป็นอิสระและเป็นกลาง ไม่คิดเข้าข้างตัวเอง ไม่คิดเข้าข้างผู้อื่นตามอำนาจอคติ วิจารณญาณ หมายถึง ปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลถูกต้อง ปัญญาที่สามารถพิจารณาจัดแจง วางแผน สืบสวน แสวงหา ไตร่ตรองเหตุผล เรียกว่า วิจารณปัญญา ดังนั้น วิจารณญาณจึงเป็นเครื่องมือในการสังเกต คิดค้นและตัดสินวินิจฉัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นเครื่องมือ
ของโยนิโสมนสิการ มีลักษณะเฟ้นหา ไตร่ตรองข้อเท็จจริงด้วยเหตุผล รอบคอบ และรอบด้าน
ทำให้ฉุกคิด ไม่ตัดสินใจโดยรีบด่วนจนเกิดความผิดพลาด เป็นการสรุปผลหรือตัดสินเรื่องนั้น ๆ ถูกต้องถ่องแท้หรือผิดพลาดน้อยที่สุด วิจารณญาณเป็นเรื่องของปัญญา เหตุผล และข้อเท็จจริง
มิใช่เป็นเรื่องของทัศนะ การคาดเดา การศึกษาสมัยใหม่ในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ ได้นำกระบวนการคิดในลักษณะนี้มารวมไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรียกว่า "การคิดเชิงวิจารณ์"
การพัฒนาการคิดให้แก่นักเรียน เป็นเรื่องสําคัญและจำเป็น หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ จึงกําหนดให้นักเรียนได้มีการพัฒนา โดยมีจุดมุ่งหมาย
ให้นักเรียนสามารถคิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้อย่างมีความสุข ซึ่งการคิดเป็นนั้น ก็คือ การพัฒนาทักษะทางปัญญา อันประกอบด้วย การคิดขั้นสูง คือ การคิดวิจารณญาณ การคิดสร้างสรรค์และการคิดตัดสินใจ การคิดแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ประกอบด้วย
การรับรู้ การระลึกถึงความรู้ที่สะสมอยู่ การผสมผสานความรู้ด้วยการย่อยข้อมูลและสร้างข้อมูล
ขึ้นมาใหม่ เพื่อหาคำตอบว่า ความหมายของสิ่งที่คิดคืออะไร ซึ่งกระบวนการคิดผสมผสานความรู้ต้องใช้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านมาและทักษะเฉพาะหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน การจัดกิจกรรม
การเรียนรู้แก่นักเรียน จึงควรจัดประสบการณ์ที่มีความหมายและมีคุณค่า ลักษณะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ การที่บุคคลได้รับข้อมูลที่มีความสับสนหรือประสบสภาวะที่เป็นปัญหาสามารถ
ใช้กระบวนการคิดที่รอบคอบ สมเหตุสมผล มีการพิจารณาข้อมูลรอบด้านอย่างรอบคอบ กว้างไกล ลึกซึ้ง และมีการตรวจสอบความถูกต้องจากแหล่งข้อมูล พิจารณากลั่นกรองความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูล มีการไตร่ตรองที่เกิดได้จากการตัดสินใจทั้งด้านคุณและด้านโทษ คุณค่าที่แท้จริงหรือคุณค่าเทียมของสิ่งนั้น ๆ ทบทวนเพื่อหาข้อสรุปก่อนจะตัดสินใจครั้งสุดท้าย (ณรงค์ วรรณจักร์, 2542 : เว็บไซต์)
แต่การอ่านก็ยังเป็นปัญหาระดับโลก จึงมีองค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญ อาทิเช่น องค์กร
ความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือที่เรียกว่า OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) แม้ว่า OECD จะเป็นองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยึดถือข้อตกลงเบื้องต้นว่า การพัฒนาการศึกษานำไปสู่ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ OECD จึงให้ความสำคัญกับตัวบ่งชี้ผลการจัดการศึกษา นำเสนอข้อมูลให้ประเทศสมาชิกเห็นข้อเปรียบเทียบด้านทรัพยากรการเงิน การลงทุนทางการศึกษาและผลการดำเนินการหรือผลตอบแทนของการลงทุนทางการศึกษาเป็นเวลานับสิบปี กิจกรรมนี้ดำเนินการโดยโครงการ Programme for International Student Assessment หรือ PISA ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งของ OECD จากการประเมินผลการศึกษาของ PISA อันเป็นการประเมินอนาคตของนักเรียน นั่นคือ การประเมินว่า ระบบการศึกษาของประเทศได้เตรียมตัวนักเรียน (อายุ 15 ปี) ให้พร้อมที่จะเรียนรู้และเป็นประชาชนที่มีคุณภาพในอนาคตได้ดีหรือไม่ เพียงใด ผลการวิจัยเปิดเผยให้ทราบว่า นักเรียนอายุ 15 ปีของไทยยังได้รับการเตรียมตัวที่ไม่พอเพียง ทั้งนี้เพราะนักเรียนไทย มีทักษะการอ่านที่น่าเป็นกังวลอย่างยิ่ง กล่าวคือ ประมาณ 37 % มีทักษะการอ่านอยู่เพียงระดับ 1 และต่ำกว่า และนักเรียนประมาณอีก 37 % มีการอ่านถึงระดับสอง หรือกล่าวได้ว่า นักเรียนอายุ 15 ปีของไทย 74 % (หรือประมาณสามในสี่ส่วน) มีการอ่านสูงสุดอยู่เพียงระดับสองเท่านั้น (http:// www.ipst.ac.th/pisa/pisa31.html)
ข้อเท็จจริงประเทศไทยนั้น สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผลการทดสอบ
ทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) ปีการศึกษา 2548 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งมีนักเรียนเข้าสอบ 310,498 คน ได้คะแนนต่ำสุด 1 คะแนน สูงสุด 92 คะแนน เฉลี่ย 48.68 คะแนน (ไทยรัฐ, 2549 : เว็บไซต์) ถือว่ายังไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ
โรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ตำบลตะดอบ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยคำนึงถึงธรรมชาติของภาษาไทยและวิสัยทัศน์ของการเรียนรู้ภาษาไทย ส่วนสาระวรรณคดีและวรรณกรรมตลอดจนบทร้องเล่น เพลงกล่อมเด็ก ปริศนาคำทาย เพลงพื้นบ้าน วรรณกรรมพื้นบ้านหรือภูมิปัญญาทางภาษาที่ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต ความงดงามทางภาษาในบทประพันธ์ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เป็นเนื้อสาระที่ช่วยให้เกิดความซาบซึ้งและความภูมิใจในสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่งสม
และบอกกล่าวถึงความดี ความงาม การประพฤติตน ซึ่งสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการอ่านสอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการที่ได้ประกาศให้ปี
พ.ศ. 2546 เป็นปีส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในมงคลวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 48 พรรษา มีวัตถุประสงค์ให้นักเรียน ผู้บริหาร ครู พ่อแม่ ผู้ปกครองและประชาชนรวมพลังกันเทิดพระเกียรติด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริม
การอ่านและการเรียนรู้ อันจะปลูก ฝังนิสัยให้เด็กไทยรักการอ่านและให้การอ่านนำสู่ความใฝ่รู้ใฝ่เรียนตลอดชีวิต เป็นการสร้างสรรค์สังคมแห่งปัญญาในประเทศ กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการตามประกาศ โดยจัดโครงการ “วางทุกงาน อ่านทุกคน” วันละอย่างน้อย 15 นาที และกำหนดจัดกิจกรรมอื่น ๆ อย่างหลากหลายตลอดปี (กระทรวงศึกษาธิการ. 2546 : เว็บไซต์) กิจกรรมส่งเสริมการอ่านดังกล่าวดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ปรากฏว่า ผลการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยก็ยังประสบปัญหาด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ คือ นักเรียนมีความสามารถเพียงอ่านออกได้เหมาะสมกับระดับชั้นเท่านั้น แต่ยังไม่มีวิจารณญาณในเรื่องที่อ่าน ผลการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) รอบแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ปรากฏว่า ผู้เรียนมากกว่าร้อยละ 50 ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ หรือการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และขาดทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ (สมศ. 2546 : 52) ขณะเดียวกัน ผลการสอบระดับชาติกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2548 เฉลี่ยร้อยละ 31.75 ผลการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ปีการศึกษา 2548 เฉลี่ยร้อยละ 67. 49 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70.00 ส่วนผลการประเมินด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณอยู่ในระดับต้องปรับปรุง (โรงเรียนบ้านเปือยนาสูง. 2549 : 48)
และจากการสำรวจปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยการสำรวจ
จากคณะครู ผู้ปกครองนักเรียน และนักเรียน จำนวน 150 คน ร้อยละ 75 เห็นว่า ปัญหาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เป็นปัญหาจะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ปัญหาการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเปือยนาสูง เบื้องต้นเกิดจากชุมชนบ้านเปือยใหญ่ บ้านเปือยน้อย และบ้านนาสูง ตำบลตะดอบ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง เป็นชนกลุ่มน้อยเผ่ากูยหรือกวยหรือที่ถูกเรียกโดยทั่วไปว่า ส่วย นักเรียนใช้ภาษาถิ่น(ภาษาส่วย) ถึงร้อยละ 95 การใช้ภาษาถิ่นในชีวิตประจำวันและมีชาตินิยมใน
การใช้ภาษาถิ่นสูง แม้บางส่วนจะสามารถใช้ภาษาไทยได้ แต่สำเนียงภาษาก็ส่งผลต่อการฟัง การพูด การเขียนและส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการอ่านด้วย ส่วนปัญหาการอ่านอย่างมีวิจารณญาณนั้น เกิดจากนักเรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์และการคิดสังเคราะห์
การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นการคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งมีองค์ประกอบ 7 ประการ คือ
(1) จุดหมายหรือวัตถุประสงค์ของการคิด คือ คิดเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาหรือคิดเพื่อหาความรู้
(2) ประเด็นคำถาม คือ ปัญหาหรือคำถามที่ต้องการรู้ ผู้คิดสามารถระบุคำถามของปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งระบุปัญหาสำคัญที่ต้องการแก้ไขหรือคำถามสำคัญที่ต้องการรู้ (3) สารสนเทศ คือ ข้อมูล ข้อความรู้ต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการคิด ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาควรมีความกว้าง ลึก ชัดเจน ยืดหยุ่นได้และมีความถูกต้อง (4) ข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ ข้อมูลที่ได้มานั้นต้องเชื่อถือได้ มีความชัดเจน ถูกต้อง และมีความเพียงพอต่อการใช้เป็นพื้นฐานของการคิดอย่างมีเหตุผล (5) แนวคิดอย่างมีเหตุผล คือ แนวคิดทั้งหลายที่มีอยู่รวมถึง กฎ ทฤษฎี หลักการ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวมีความจำเป็นสำหรับการคิดอย่างมีเหตุผลและแนวคิดที่ได้มานั้นต้องมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาหรือคำถามที่ต้องการหาคำตอบ
และเป็นแนวคิดที่ถูกต้องด้วย (6) ข้อสันนิษฐาน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล เพราะผู้คิดต้องมีความสามารถในการตั้งข้อสันนิษฐานให้มีความชัดเจน สามารถตัดสินได้
เพื่อประโยชน์ในการหาข้อมูลมาใช้ในการคิดอย่างมีเหตุผล (7) การนำไปใช้และผลที่ตามมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งผู้คิดต้องคำนึงถึงผลกระทบ คือ ต้องมีความคิดไกล มองเห็นเหตุกับผลที่ตามมารวมกับการนำไปใช้ได้หรือไม่เพียงใด (สพท.อุดรธานี เขต 3. : เว็บไซต์)แต่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ยังไม่มีทักษะในการคิดตามองค์ประกอบของการคิดอย่างมีวิจารณญาณได้ และสาเหตุสำคัญก็คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูทุกระดับชั้น ไม่ได้เน้นการสอนการคิดอย่างมีวิจารณญาณอย่างจริงจัง จึงส่งผลให้เกิดปัญหาและจากปัญหาการอ่านอย่างมีวิจารณญาณดังกล่าว ผู้รายงานจึงตัดสินใจดำเนินการวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์
ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิดรวบยอดและแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิดรวบยอด หมายถึง การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
ที่ให้นักเรียนสร้างเครือข่ายความรู้ที่เกี่ยวข้องของสาระหลักในรูปแบบของแผนภูมิหรือแผนผังความคิด และสังเคราะห์ประเด็นความรู้สาระย่อยหลอมรวมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเป็นความคิดรวบยอดและองค์ความรู้ใหม่ และสรุปผลจากการนำความรู้นั้นไปใช้ ซึ่งเป็นกิจกรรมการเรียนที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้
ฝึกคิดสร้างเครือข่ายความรู้ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มและการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning หรือ PBL) หมายถึง วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดให้นักเรียนเรียนเป็นกลุ่มย่อย โดยใช้ประเด็นกรณีปัญหาหรือสถานการณ์จริงหรือครูกำหนดขึ้นสำหรับเป็นสถานการณ์กระตุ้นให้กลุ่มนักเรียนนำไปวิเคราะห์และแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหานั้นด้วยตนเอง โดยใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์เดิมของนักเรียนประกอบการให้คำแนะนำจากครูเพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การอภิปรายและสรุปองค์ความรู้ที่เป็นคำตอบของปัญหานั้นร่วมกันซึ่งมีกระบวนการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิดรวบยอดและแผนจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม2. เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิดรวบยอดและแผนจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิดรวบยอดและแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม 4. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิดรวบยอดและแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. แผนจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิดรวบยอด เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 แผน 2. แผนจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 8 แผน 3. แบบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง .30 ถึง .70 มีค่าอำนาจจำแนก(B) ตั้งแต่ .21 ถึง .75 .และมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .95 4.แบบวัดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบปรนัย 4 ตัวเลือก มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง .32 ถึง .80 มีค่าอำนาจจำแนก(B) ตั้งแต่ .20 ถึง .75 และมีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .90

ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้
1. นักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบแผนผังความคิดรวบยอดกับกลุ่มที่เรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ก่อนเรียนไม่แตกต่างกัน
2. นักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบแผนผังความคิดรวบยอดกับกลุ่มที่เรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบแผนผังความคิดรวบยอดมีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูงกว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
3. ประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิดรวบยอด เรื่อง วรรณคดี
และวรรณกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 85.74/84.70
สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
4. ประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 83.54/82.36 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
5. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนแบบแผนผังความคิดรวบยอด เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 0.4535 โดยเฉลี่ยนักเรียน มีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.35
6. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 0.4542 โดยเฉลี่ยนักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 45.42
7. นักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบแผนผังความคิดรวบยอดกับกลุ่มที่เรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน มีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เรื่อง วรรณคดีและวรรณกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ก่อนเรียนไม่แตกต่างกัน
8. นักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบแผนผังความคิดรวบยอดและกลุ่มที่เรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
มีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียน กลุ่มที่เรียนแบบแผนผังความคิดรวบยอดมีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูงกว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
ความคิดเห็นที่ 21
rakmananya วันที่ : 26/08/2008 เวลา : 06.54 น.
http://www.oknation.net/blog/rakmananya

มาแอบดูห่างๆ
ความคิดเห็นที่ 20
เจนอักษราพิจารณ์ วันที่ : 26/08/2008 เวลา : 03.35 น.
http://www.oknation.net/blog/numsunjon

สวัสดีครับคุณครู
บทกวีและงานวิจัยน่าสนใจมากครับ
ความคิดเห็นที่ 19
สุขุมพจน์_คำสุขุม วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 21.06 น.
http://www.oknation.net/blog/sukhumpoj

พี่เสือยอดคงฟาด ซี ๙ ไปเรียบร้อยแล้วสิ..เห็นพักนี้เล่นกับงานวิจัย ดูขึงขัง...ส่วนเสือเหิม..วันนี้เพิ่งไปศรีนครินทร์มาเนื่องจากหูอื้อ เวียนหัว เสียการทรงตัว..เป็นอะไรที่หมอปวดหัวมาก..เขาเลยจับเจาะเลือด หมดค่าทำโน่นทำนี่ไป ร่วมพัน หมอนัดฟังผลตรวจเลือดวันที่ ๑ กันยา ไม่รู้จะเป็นหรือตาย...ไม่อยากจะฟังเลย มันเดิมพันด้วยชีวิตทั้งหมด..คงต้องนอนไม่หลับไปอีก ๗ วันเต็มๆ เป็นอะไรที่เครียดมาก...มิหนำครูน้อยก็ไม่คุยกันมาร่วมเดือนแล้ว...เขาสงสัยว่ามีเด็ก..จะบ้าตาย...กลุ้มๆๆๆๆๆ...งานก็เขียนไม่ออก ผลงานก็ยังไม่เริ่ม..แต่ต้องส่งสิ้นกันยานี้ ซี ๘ เป็นเรื่องของโชควาสนาจริงๆสำหรับคนอืดอาดยืดยาดอย่างเสือเหิม...เฮ้อ ! ..ขออนุญาตเครียดครับวันนี้...เฮ้อ
ความคิดเห็นที่ 18
เสือยอด วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 15.53 น.
http://www.oknation.net/blog/weerasud

ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนการแก้โจทย์ปัญหา ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน(PBL)
ชั้นระถมศึกษาปีที่ 6
ผู้รายงาน นางเบญจมาศ เทพบุตรดี
โรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ปีที่ศึกษา 2550

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูต้องจัดกิจกรรมเพื่อ
พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถ รอบคอบ มีเหตุผล และมีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักวิธีแก้ปัญหา และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข การรายงานการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน(PBL) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน หาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง บทประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านเปือยนาสูง สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 35 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จำนวน 12 แผน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ .50 ถึง .86 ค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ .22 ถึง .88 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .93 สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบสมมติฐาน ใช้ (One-way ANCOVA)
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้
1. ประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เรื่อง บทประยุกต์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คือ 72.30 / 71.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดไว้ 70.00 / 70.00 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
2. ผลการทดสอบก่อนเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16.09 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.47 ผลการทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 28.51 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.17 ค่า t เท่ากับ 53.29 แสดงให้เห็นว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ .01
3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) เท่ากับ 0.5197 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ 51.97
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยุกต์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าระดับคะแนนเฉลี่ย 4.33 และค่า S.D. เท่ากับ 0.73 แสดงว่านักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนอยู่ในระดับดี ตามรายละเอียดต่อไปนี้

โดยสรุป การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ สร้างความรู้ด้วยตนเอง และสามารถนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้
ความคิดเห็นที่ 17
เสือยอด วันที่ : 25/08/2008 เวลา : 15.48 น.
http://www.oknation.net/blog/weerasud

คุณครูเหรียญทอง ขอเผยแพร่งาน
ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้และทักษะการคิดวิเคราะห์
เรื่อง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแบบแผนผังความคิด
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ผู้วิจัยเหรียญทอง สุดสังข์
ปีที่วิจัยปีการศึกษา 2549 - 2550
สถานศึกษาโรงเรียนบ้านเปือยนาสูง

บทคัดย่อ

การจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Method) เป็นวิธีการศึกษา
ทางประวัติศาสตร์เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงหรือเรื่องราวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ซึ่งประกอบด้วย การกำหนดเป้าหมาย การรวบรวมข้อมูล การประเมินคุณค่าของหลักฐาน การตีความหลักฐาน การสังเคราะห์และการวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด (Mind Mapping) เป็นแผนที่ความคิดที่อัจฉริยะ เปรียบเสมือนลายแทงที่นำไปสู่
การจดจำ การเรียบเรียง การจัดระเบียบข้อมูลตามธรรมชาติ การทำงานของสมองตั้งแต่ต้น การจำและฟื้นความจำ หรือการเรียกข้อมูลเหล่านั้นกลับมาใช้ในภายหลัง จะทำได้ง่าย และมีความถูกต้องแม่นยำกว่าการใช้เทคนิคการจดบันทึกแบบเดิม การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแผนจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด เรื่อง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแผนจัดการเรียนรู้แบบวิธีการ
ทางประวัติศาสตร์และแผนจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด เรื่อง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัด
ศรีสะเกษ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด
เรื่อง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่เรียนแบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแบบแผนผังความคิด เรื่อง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเปือยนาสูง ตำบลตะดอบ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2550 จำนวน 34 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive Sampling) แบ่งนักเรียนโดยคละนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน ออกเป็น 2 กลุ่มนักเรียนกลุ่มที่ 1 จำนวน 17 คน ใช้จัด การเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Method) นักเรียนกลุ่มที่ 2 จำนวน 17 คน ใช้จัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด (Mind Mapping) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแผนจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด จำนวนรูปแบบละ 8 แผน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยาก (p) ตั้งแต่ .22 ถึง .68 และค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ .20 ถึง .75 มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .95 แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ จำนวน 25 ข้อ มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง .23 ถึง .72 และค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (r) ตั้งแต่ .21 ถึง .72 และค่าความเชื่อมั่น (KR-20) เท่ากับ .75 แบบประเมินเจตคติมีค่าความเชื่อมั่น
ทั้งฉบับมีค่าเท่ากับ 0.71 สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Independent Samples)

ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้
1.ประสิทธิภาพของแผนจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแผนจัด
การเรียนรู้แบบแผงผังความคิด เรื่อง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ เท่ากับ 85.51/84.56
และ 83.60/82.50 ตามลำดับ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
2. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนแบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแบบแผนผัง
ความคิดเรื่อง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ เท่ากับ 0.4618 และ 0.4529 ตามลำดับ
แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.18 และร้อยละ 45.29
3. นักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และกลุ่มที่เรียนแบบแผนผังความคิด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .05 โดยนักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบวิธีการทางประวัติศาสตร์มีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูงกว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบแผนผังความคิด
4.นักเรียนมีเจตคติต่อการเรียนแบบวิธีการประวัติศาสตร์และแผนผังความคิด
มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.81 คิดเป็นร้อยละ 96.23 และ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.83 คิดเป็นร้อยละ 96.39 ตามลำดับ แสดงว่า นักเรียนมีเจตคติต่อการเรียนแบบวิธีการทางประวัติศาสตร์และแบบแผนผังความคิดอยู่ในระดับมากที่สุด
โดยสรุป การจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ช่วยส่งเสริมนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้และทักษะการคิดวิเคราะห์ สูงกว่าการจัดการเรียนรู้แบบแผนผังความคิด จึงสมควรนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ไปใช้ประกอบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนให้บรรลุผลในด้านดังกล่าวต่อไป
ความคิดเห็นที่ 16
ไพวรินทร์ วันที่ : 24/08/2008 เวลา : 20.28 น.
http://www.oknation.net/blog/paiwarinkhaongam
โฉมชีวาอุษาคะนึหลายชีวิตคิดถึงบ้า แอบรักหมาชาวบ้าน 

เสียงแคนจากแมชั่น
วางแผงหรือยัง
รอฟังอย฿
ความคิดเห็นที่ 15
ประชุมประทีปไศลภูลี้เขาบังภู วันที่ : 24/08/2008 เวลา : 11.52 น.
http://www.oknation.net/blog/puprasit
puprasit

ด้วยวัยเดินตามใกล้สัจจะ ย่อมเห็นเป็นไปทั้งภาระ
เห็นจะจะลวงเท็จสะเด็ดสะเด่า

ขอบคุณที่ไปเยี่ยมทักทายกระผมขะรับ พี่เสือยอด แต่ทักทายผมทุกครั้ง ทำเอาเขิน สะเทิ้นเกย์ เหลือเกินขะรับ
อ้ายกระผมจะไปชุมนุมใหญ่แกนนำเขาเป่านกหวีดแล้วเน้อ ทางพู้นท่านพี่เสือยอด ชวนกันมาสักวันสองวัน น่าจะสนุกบุกบั่น นะครับ
ความคิดเห็นที่ 14
ศิวร วันที่ : 23/08/2008 เวลา : 04.54 น.
http://www.oknation.net/blog/siriworn

สุดท้ายแห่งสัจจะ คือสัจจะ
เหนือมายาแห่งกาละ โลกตระหนัก
แวะมาเยี่ยม มาหา คารวะ
สวัสดีพี่วีระ ยกจอกครับ
ความคิดเห็นที่ 13
พันธกานท์ วันที่ : 22/08/2008 เวลา : 22.54 น.
http://www.oknation.net/blog/panthakant

มาคารวะครูครับ
ด้วยความคิดถึงมากมาย
เรียนเชิญครูไปมอ.ปัตตานีหน่อยครับ
http://www.oknation.net/blog/panthakant/2008/08/19/entry-1
ความคิดเห็นที่ 12
rakmananya วันที่ : 20/08/2008 เวลา : 18.03 น.
http://www.oknation.net/blog/rakmananya

สบายดีครับ...

ยังอยู่ดีมีแฮงนะท่าน...
ความคิดเห็นที่ 11
สุขุมพจน์_คำสุขุม วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 06.24 น.
http://www.oknation.net/blog/sukhumpoj

"พี่เสือยอด จอดไม่แจว" ครับ
..พักนี้ผู้น้อยไม่สามรถเหิมเกริมได้สมชื่อ...เนื่องเพราะโรคภัยมายามเยี่ยม ต้องพึ่งมดพึ่งหมอ...ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้น้อยรังเกียจอย่างยิ่ง..อันว่าเรื่องหมอๆนั้น ผู้น้อยชอบอยู่ก็แค่ หมอนวด กับหมอพิณ หมอแคน หมอสอย และหมอลำซิ่ง เท่านั้น..ส่วนว่าหมอโรงบาลนั้น..ตายก็ไม่อยากให้มาร่วมงาน...ตอนนี้จึงเป็นว่าจะไม่ด่าใครสักพัก..เอาไว้สุขภาพดีกลับคืนมาเมื่อไหร่จะด่ากราดสิบทิศเลยทีเดียว."
(ลงชื่อ) "เหิม ดีมิห่างเหิน"...(อย่าผวนนามสกุลเล่นเด็ดขาด)
ความคิดเห็นที่ 10
กลองไท วันที่ : 18/08/2008 เวลา : 02.18 น.
http://www.oknation.net/blog/kraitong
ไทนาหว้า

ชอบมากๆครับตอนเขียนเมาหรือเปล่า
ความคิดเห็นที่ 9
เสือยอด วันที่ : 17/08/2008 เวลา : 07.06 น.
http://www.oknation.net/blog/weerasud

สวัสดีเสือเหิมเริมรุม บรรดาภัยต่างๆนั้น ประกอบด้วย
๑.อัคคีภัย
๒.วาตภัย
๓.อุทกภัย
๔.หัตถภัย

กลัวที่สุดคือหัตถภัย...
ความคิดเห็นที่ 8
สุขุมพจน์_คำสุขุม วันที่ : 16/08/2008 เวลา : 22.04 น.
http://www.oknation.net/blog/sukhumpoj

"พี่เสือยอดต้องเป็นไม่ใกล้ฝั่ง...มีแต่จะเจริญงอกงาม เพราะว่าอยู่ใกล้น้ำใกล้ท่า...เหล้าเติมนิด โซดาเติมหน่อย ย่อมยังแต่ความชุ่มเย็น....แต่โปรดระวังอัคคีภัย..คือภัยจากภรรยา...เพราะว่าน้ำกับไฟ เข้ากันไม่ได้...ถ้าไฟกับฟืนก็จะมีแต่เผาไหม้ลามลุก...ไฟมันต้องเจอไฟ ไฟราคะ เจอไฟกิเลส...ไหม้กันเมื่อไหร่ น้ำนองท้องช้าง....อ้าว ! ผมพูดเรื่องอะไรกันนี่...โทษๆ
"ลงชื่อ เสือเหิม ดีมิห่างเหิน" ครับ..........ฮัดเช้ย !
ความคิดเห็นที่ 7
กันเอง วันที่ : 16/08/2008 เวลา : 05.26 น.
http://www.oknation.net/blog/guneng

มาคารวะครับ
เชิญพบกันที่
ลาบศรีสะเกษ หรือเลิศอีสาน
ความคิดเห็นที่ 6
sanit วันที่ : 15/08/2008 เวลา : 10.57 น.
http://www.oknation.net/blog/sanitsinak




อ่า...ไม่มีคำเอ่ยครับ รู้สึกอิ่มกวี แต่หิวเหล้าครับ อิอิ
ความคิดเห็นที่ 5
เจริญขวัญ วันที่ : 14/08/2008 เวลา : 22.42 น.
http://www.oknation.net/blog/charoenkwan

มองต้นไม้ทะลุโลกจริงๆ ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 4
เสือยอด วันที่ : 14/08/2008 เวลา : 17.55 น.
http://www.oknation.net/blog/weerasud

น้องรัตน์ใบขวานและน้องแก้มหอม(ชื่อน่าแกล้ม)
1 จอก คือ 1 แบน
2 จอก คือ 1 กลม
รีเจนซีนะครับ

น้อง
โกสินทร์ ที่รัก
คนดุ คือ คนอ่อนแอ
คนอ่อนแอ คือ คนดุ

ตอนนี้เมากนะครับ ผิดลพาดขออโหสิ

ฟังเพลงพี่ด้วยนะ
"เสียงแคนจากแมนชั่น " ไหมไทย ใจตะวัน ในชุด "นักสู้หัวใจเซิ้ง"
ความคิดเห็นที่ 3
โกสินทร์ วันที่ : 14/08/2008 เวลา : 11.54 น.
http://www.oknation.net/blog/kosin

เกิดนึกหิวงูเห่าผัดเผ็ดขึ้นมา ทำไงดีพี่วีระ
เผื่อผมจะเขียนบทกวีดุๆได้บ้าง
ความคิดเห็นที่ 2
แก้มหอม วันที่ : 13/08/2008 เวลา : 14.06 น.
http://www.oknation.net/blog/gamhom

มาคารวะด้วยคนครับ
อีก 2 จอก
ความคิดเห็นที่ 1
รัตน์ใบขวาน วันที่ : 13/08/2008 เวลา : 11.00 น.
http://www.oknation.net/blog/khonthook
กลุ่มวรรณกรรมใบขวาน - www.esanstate.com 

คราวะครู 1 จอก
สวัสดีครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน