• Darth_Prin
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 30
  • จำนวนผู้ชม : 12636
  • จำนวนผู้โหวต : 38
  • ส่ง msg :
What so ever - สัพเพเหระ
น: ผู้ใหญ่ควรให้การแนะนำ=>พลังงาน สิ่งแวดล้อม การเมือง ศาสนา มังก้า และเรื่องสัปดน เพราะที่นี่คือ Whatsoevermization ยังไงล่ะ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/whatsoevermization
วันอาทิตย์ ที่ 29 เมษายน 2550
อย่าทำลายพุทธศาสนาด้วยการเอาไปบรรจุในรัฐธรรมนูญเลย
Posted by Darth_Prin , ผู้อ่าน : 193 , 17:59:54 น.   | หมวดหมู่ : การเมืองและสังคม  
พิมพ์หน้านี้


ประเด็นร้อนของรัฐธรรมนูญคราวนี้เป็นประเด็นที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นประเด็นขึ้นมาได้ นั่นคือการเรียกร้องและต่อต้านให้บรรจุศาสนาพุทธไว้อยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยส่วนตัวผม ผมว่ายังมีประเด็นอื่นๆมากมายที่ควรถกเถียงกับสาระของรัฐธรรมนูญ เช่นประเด็นสิทธิมนุษยชน แต่ในขณะนี้ รัฐธรรมนูญเสมือนอยู่บนกลางตาชั่งที่พร้อมจะร่วงลงเหวไม่ว่าจะบรรจุพุทธศาสนาหรือไม่บรรจุพุทธศาสนาก็ตาม วันนี้ผมจึงขออนุญาตวิเคราะห์และวิจารณ์ความเหมาะสมของการบรรจุพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญ

พื้นฐานเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญที่คนอยากให้บรรจุพุทธศาสนาไว้ คือต้องการสนับสนุนพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองสืบไป และโดยที่ประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก การบรรจุศาสนาในรัฐธรรมนูญอย่างคริสต์นิกาย โปรเตสแตนท์ ในอังกฤษ หรือการบรรจุศาสนาอิสลามไว้เป็นกฎหมายในตะวันออกกลางก็มีตัวอย่างให้เห็น อย่างไรก็ตาม การบรรจุศาสนาพุทธ กลับจะมีข้อขัดแย้งที่สำคัญถ้าจะให้บรรจุไว้เป็นกฎหมาย

เจตนารมณ์ของศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าได้ประกาศไว้ชัดเจนในโอวาทปาฏิโมกข์ ในเรื่องการเผยแพร่พุทธศาสนา หนึ่งในนั้น คือ

อนูปฆาโต ไม่ทำร้ายใคร
หรือคือ การเผยแผ่ศาสนาต้องระวังมือ ระวังเท้า อย่าทำร้ายหรือฆ่าใคร อย่าไปบังคับใครเขาด้วยกำลังให้เขาเชื่อ แต่ให้ค่อยพูดค่อยจา อ้างเหตุผลทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งเขาคล้อยตาม

และถ้าจะอ้างอิงกับวาทะอื่นๆเช่น

อักขาตาโร ตถาคตา

ตถาคตเป็นเพียงผู้บอก ส่วนผู้ใดจะปฏิบัติก็สุดแท้แต่ (ปฏิบัติได้ก็ดีสำหรับตนเอง)

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเปิด เราไม่บังคับให้ใครเชื่อ ไม่บังคับให้ใครปฏิบัติ แม้แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านยังเตือนไว้ในกาลามสูตร เพราะการปฏิบัติเป็นเรื่องส่วนบุคคลพึงกระทำด้วยความเต็มใจ พึงใช้ปัญญานำไม่ใช่การทำเพราะเห็นคนอื่นเขาทำ ไม่ใช่ทำเพราะถูกบอกหรือบังคับให้ทำ แต่ทำด้วยความรู้และความเข้าใจ

แต่กฎหมายไม่เป็นเช่นนั้น กฎหมายเป็นการบังคับให้กระทำและไม่กระทำ เพื่อรักษาไว้ซึ่งระเบียบของสังคม ถ้านำพุทธศาสนา มาบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญ สิ่งอันใดที่ขัดกับศาสนาพุทธย่อมเป็นเหตุอ้างว่าผิดกฎหมาย นั่นคือ ศาสนาพุทธจะมีสภาพเป็นการบังคับ ซึ่งย่อมขัดแย้งต่อพื้นฐานการเป็นศาสนาเปิด ขัดแย้งต่อการเป็นศาสนาแห่งการเรียนรู้ เพราะไปบังคับปฏิบัติเสียแล้ว แถมยังจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ที่ประกาศไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์แล้วเช่นนี้มิใช่ว่าเรากำลังทำลายพุทธศาสนาลงหรอกหรือ

ในหลายศาสนา เขาจะใช้วิธีบังคับก็เรื่องของเขานะครับ แต่ศาสนาเราทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะหลักการทางศาสนาไม่เหมือนกัน ผมหวังว่าบทความนี้จะลดอุณหภูมิความขัดแย้งเรื่องการนำพุทธศาสนาบรรจุหรือไม่บรรจุในรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะได้มาพิจารณาประเด็นอื่นๆที่สำคัญกว่าต่อไปครับ

 

 

อ้างอิง

โอวาทปาฏิโมกข์ http://www.dhammakaya.or.th/events/480223_th.php

กาลามสูตร http://www.navy.mi.th/newwww/code/special/budham/tp/tp200366.htm

เข้ามาอ่านแล้ว ยังไงก็อย่าลืมอ่าน tag for peace ของผมต่อด้วยนะครับ http://www.oknation.net/blog/whatsoevermization/2007/04/29/entry-1

เพิ่มเติม1

ขอแถมนิทานอีกเรื่องหนึ่ง เพราะปัญหาเรื่องจะเอาพุทธศาสนาลงในรัฐธรรมนูญหรือไม่ลง มันเป็นสภาพที่เหมือนกับนิทานเรื่องนี้จริงๆ

นิทาน: น้ำผึ้งหยดเดียว

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนมาชาวบ้านทุกคนต่างรักใคร่สามัคคีปรองดอกันด้วยดี จนวันหนึ่งมีคนหาบน้ำผึ้งเดินผ่านหมู่บ้านแห่งนี้และบังเอิญทำน้ำผึ้งหยดลงพื้นดินหนึ่งหยดจิ้งจกตัวหนึ่งคลานมาพบก็ตรงเข้าแลบเลียเป็นอาหาร แมวมาเจอจิ้งจกก็รีบกระโดดเข้าตะครุบสุนัขเห็นแมวก็เข้ามาไล่กัด เจ้าของแมวเห็นสุนัขมากัดแมวของตนเลยเอาไม้ไล่ตี เจ้าของสุนัขได้ยินเสียงร้องก็วิ่งออกมาดู พอรู้ว่าสุนัขของตนถูกเพื่อนบ้านไล่ตี จึงตรงเข้าชกต่อยเจ้าของแมว ญาติของเจ้าของแมวได้ยินเสียงการต่อสู้จึงรีบออกมาช่วย ญาติฝ่ายเจ้าของสุนัขเห็นพรรคพวกของตนถูกทำร้ายก็ออกมาช่วยเช่นกัน การต่อสู้ดำเนินไปอย่งดุเดือด จากการใช้มือใช้ไม้กลายเป็นมีด ปืน และอาวุธชนิด ต่าง ๆ จนมีการบาดเจ็บล้มตาย ผู้คนในหมู่บ้านแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ พวกเข้าข้างเจ้าของสุนัขและพวกที่เข้าข้าง เจ้าของแมว เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำจนเหลือกำลังน้อยกว่า ก็ออกไปชักชวนญาติหรือ เพื่อน ๆ ของตนที่อยู่ต่างหมู่บ้านมาช่วย จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง กว่าเจ้าเมืองจะส่ง คนมายุติศึกได้ ผู้คนก็ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะต่างฝ่ายต่างขาดการยับยั้งชั่งใจ และไม่รู้จักการพิจารณาเหตุผล หากเจ้าของสุนัขและเจ้าของแมวเจรจาสอบถามเรื่องราว ให้เป็นที่เข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุก่อนที่จะหุนหันพลันแล่นทำอะไรไปตามอารมณ์แล้ว เหตุการณ์คงจะไม่ลุกลามบานปลายเหมือนดังกรณีของน้ำผึ้งหยดเดียวในเรื่องนี้

อันที่เราจะบรรจุพุทธศาสนาลงในรัฐธรรมนูญนั้น จะมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย แต่ปัญหาเรื่องบรรจุหรือไม่ก็ยังไม่ใช่ปัญหาหลัก รัฐธรรมนูญเป็นแม่บทของทุกกฎหมายที่จะใช้เพื่อคุ้มครองประชาชนให้มีสิทธิเสรีภาพ ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทั้งๆที่เราเผชิญปัญหาการคอรัปชั่น ปัญหาการละเมิดสิทธิ การเลือกปฏิบัติในสังคม แต่เราก็จะมาโหวตเอา ไม่เอากันแค่เรื่องศาสนา มันดูไปก็คล้ายนิทานน้ำผึ้งหยดเดียวเสียเหลือเกินครับ

ที่มา: http://www.school.net.th/library/create-web/10000/generality/10000-2048.html

เพิ่มเติม 2: ตอนนี้ท่านล่างฟานหวินเขาเขียนอ้างอิงมาครบเลยครับ ไม่ต้องดูเวบอื่นไปดูหน้านี้ของล่างฟานหวินเลย อาจยาวสักนิดแต่ถ้าทำใจเย็นๆแล้วค่อยๆอ่าน ค่อยๆคิดน่าจะเข้าใจได้ละเอียดกว่ามาฟังคนอื่นเค้าวิเคราะห์ครับ http://www.oknation.net/blog/langfanvhin/2007/05/01/entry-1


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15
เด่นชัย วันที่ : 04/06/2007 เวลา : 19.59 น.
http://www.oknation.net/blog/den

วิธีการเรียกร้องของพระสงฆ์องค์เจ้าที่คุณความคิดเห็นที่ 1 บอกว่าไม่ชอบเนี่ย ไม่ทราบว่า มีวิธีการไหนที่คุณชอบเหรอครับ ผมไม่เห็นว่า พระสงฆ์ท่านจะมีกริยาอาการเหมือนกับฆราวาสทั่วไปที่ไปเรียกร้องที่ร้องแรกแหกกระเชอ พระท่านก็ยังอยู่ในอาการที่สำรวม เป็นที่น่าศรัทธาเลื่อมใสดี ถึงแม้จะมีคำพูดที่รุนแรงเสียงดังอยู่บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกอกตกใจอะไร จนกระทั่งต้องวิตกว่าจะทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมถอยลงไป ที่สำคัญคือใจของคนดูนั้นแหละไม่เข้าใจ ไม่รู้จริง จริงเสื่อมถอยไปจากหลักศาสนา ถามตรง ๆ ก็ได้ว่า มหาโชว์ท่านทำกริยาอะไรที่ไม่เหมาะสม หรือว่าพระรูปอื่น ๆ ที่เป็นแกนนำ รู้จักประวัติท่านดีแล้วหรือ ก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ท่านเสีย ๆ หาย ๆ จนถึงกับบอกว่า ท่านทำลายศาสนา
ความคิดเห็นที่ 14
ล่างฟานหวิน วันที่ : 05/05/2007 เวลา : 17.15 น.
http://www.oknation.net/blog/langfanvhin
ประตูสวรรค์ หิมะทองคำ เต่าทองแดง เขากิเลน หนวดมังกร เขี้ยวพยัคฆ์                         "ไม่มีที่อยู่ สำหรับคนอ่อนแอ" จอมยุทธ์ '

ขออนุญาติ ฝากลิ้งที่ผมเขียน เกี่ยวกับเรื่องนี้ หน่อยครับ

http://www.oknation.net/blog/langfanvhin/2007/05/01/entry-1

" นิมนต์หลวงพ่อหลวงพี่ ที่ประท้วงการเขียนรัฐธรรมนูญ มาอ่านครับ "

แล้วเจ้าของกระทู้ไปอ่านแล้ว ก็ตาม ขอบคุณมากครับ
ความคิดเห็นที่ 13
eyesguru วันที่ : 03/05/2007 เวลา : 01.42 น.
http://www.oknation.net/blog/eyesknow

ไม่เห็นความจำเป็นเหมือนกันว่าต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าศาสนาดีจริง คนก็นับถือกันเองค่า เรื่องนี้อยู่ที่ศรัทธาของแต่ละคน
ความคิดเห็นที่ 12
RearViewMirror วันที่ : 02/05/2007 เวลา : 21.45 น.
http://www.oknation.net/blog/rearviewmirror
..Keep On Rockin' In The Free World !!

เดี๋ยวต่อไปคงมีการเรียกร้องให้บรรจุภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติด้วย
ความคิดเห็นที่ 11
xanchez วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 21.23 น.
http://www.oknation.net/blog/xanchez

บรรจุลงไปปัญหาก็เยอะ ไม่บรรจุดีแล้วแหละครับ
ความคิดเห็นที่ 10
ล่างฟานหวิน วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 21.11 น.
http://www.oknation.net/blog/langfanvhin
ประตูสวรรค์ หิมะทองคำ เต่าทองแดง เขากิเลน หนวดมังกร เขี้ยวพยัคฆ์                         "ไม่มีที่อยู่ สำหรับคนอ่อนแอ" จอมยุทธ์ '

ขอบคุณครับ ที่แสดงความเห็น และ ตอบแทน ผมครับ ความจริงเรื่องนี้ผมคิด พิษจารณา รวมรวบข้อมูลอยู่หลายๆ วันมากวันหนึ่งก็หลาย ชม.ในการเปิดเวปอ่านหาคำสอนพระไตยปิฏก คำสอนอ่านแบบ ใจหนึ่งก็กลัวนิดๆ ไม่ค่อยอยากเขียน เท่าไหร่ แต่เห็นหลายคนเขียนเพื่อเตือนสติ สังคมก็ เราข้อมูลทีผมรวบรวม มาพิษจาณา นั่นแหละ เอามาทั้ง แทบทั้งหมด ทีเป็นคำสอน ตามพระไตยปิฏก นะครับ ก็เพื่อ เป็นข้อมูล ดิบ เยอะครบ แต่นั่น แหละ เพื่อจุดประสงค์ ให้ คนอ่านพิษจารณา เอง คิดได้ เองตามความคิดของตนเอง นะครับ คิดอย่างไหร ก็ว่าไป ตามความคิดเห็น ตามเข้าใจของ ตนนะครับ
ความคิดเห็นที่ 9
HOF วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 20.44 น.
http://www.oknation.net/blog/HOF

พูดกันมากเลยเรื่องนี้ ผมก็เป็นชาวพุทธ แต่เฉยๆ ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ไม่ถึงกับต้องไปเรียกร้องให้ใส่ สงสารพระเจ้าต้องมาตากแดด ตากฝน มันเป็นโลกียะ

แวะมาทักทาย และ แนะนำตัวคับผม
ความคิดเห็นที่ 8
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 01/05/2007 เวลา : 08.46 น.
http://www.oknation.net/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

ต้องตั้งคำถามว่า

ทำไมต้องดิ้นรนไปนักหนา ที่จะต้องบรรจุลง
ในรัฐธรรมนูญให้ได้ กี่ร้อยปีผ่านมาไม่เคยมี


คนจะทำความดีหรือไม่ มันอยู่ที่ว่าเขียนอยู่ใน
รัฐธรรมนูญเหรอ ชักงงๆเหมือนกันนะ คิดง่ายๆ

คนทำดี คนนั้นเกิดความดีทันทีที่ได้ทำ แม้ใครจะเขียน
หรือไม่เขียนในรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันนี้เราไม่เน้นการแก้ไข
ที่การกระทำของตนเอง เอาบริบทรอบข้างมาอ้างนู่นอ้างนี่

กระแสพาไป คนไทยส่วนมากกำลังหลงประเด็นอะไรหรือเปล่า
ความคิดเห็นที่ 7
ล่างฟานหวิน วันที่ : 30/04/2007 เวลา : 05.15 น.
http://www.oknation.net/blog/langfanvhin
ประตูสวรรค์ หิมะทองคำ เต่าทองแดง เขากิเลน หนวดมังกร เขี้ยวพยัคฆ์                         "ไม่มีที่อยู่ สำหรับคนอ่อนแอ" จอมยุทธ์ '

ผมนั้นบอกตามตรงไว้ไม่เห็นด้วยจริงๆ ผมเมื่อคืนวาน เก็บขอมูล เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยของผมอยู่หลายแล้ว และพยามอ่านความคิดเห็นในเวปต่างๆ ที่ส่งลิงค์ มารวมทั้งคำเทศ ของพระผุ้นำ การเขียนรัฐธรรมนูญ นั่นแหละ ผมก็ ยังไม่เห็นด้วย เมื่อคืนผมก็ หาเวป เกี่ยวกับ พระไตรปิฏก พระธรรมวินัย ลินินทร์ป้ญหา ผมก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ ดี นั่นแหละ ที่ว่าจะเขียน ใสบล๋อค ก้ ว่ากระไร เดี๋ยวจะโดนข้อหา ว่าทำลายพุทธหรือขัดขวางความเจริญ ไปซะงั้น เลยยังไม่เขียน แต่ก็ เมื่ออ่านของคุณ ผมว่า ผม ก็ ควรเขียนแล้ว ละ ตามความคิด ของผม นะครับ

คุณเขียนได้ดี ยกเหตุผลธรรมวินับมา ซึ่งคล้ายกับที่ผมคิดไว้ หลายข้อเหมือนกัน ครับ

ความคิดเห็นที่ 6
Darth_Prin วันที่ : 30/04/2007 เวลา : 01.09 น.
http://www.oknation.net/blog/whatsoevermization
Fear not the dark side, for it was long infested within us..................  ::::::::::::::::::::::::::::]|==='==='===|[::::::::::::::::::::::::::::

ความยึดติดเป็นรากเหง้าของปัญหาสังคม หลายๆครั้งเราจะเห็นผู้เชี่ยวชาญในสังคมไทยที่เริ่มแรกถกกันด้วยเหตุผล แล้วบานปลายเป็นการเอาชนะคะคานกัน คงเหมือนนิยายโบราณเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวน่ะครับ (เอ บางทีผมน่าจะเอาเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวมาเล่าให้ฟังกันนะครับ)

ขอบคุณคุณสายซอยมากครับ for vote
ความคิดเห็นที่ 5
TheQueenofNostalgia วันที่ : 29/04/2007 เวลา : 22.31 น.
http://www.oknation.net/blog/saisoi
The worst is yet to come. 

ยังคงโหวตที่ค้างคาไว้อยู่

สำหรับประเด็นนี้ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยว่าต้องเขีียนลงรธน.
เหตุผลคล้ายๆกับคุณ
แต่ถ้าจะเขียน...ก็คงไม่เป็นไร

แต่ข้องใจว่า
ถ้าจะไม่เขียน ทำไมคนบางกลุ่มต้องเป็นเดือดเป็นร้อนกันขนาดนั้น?
ยึดติดอะไรกันอยู่
ความคิดเห็นที่ 4
Darth_Prin วันที่ : 29/04/2007 เวลา : 22.18 น.
http://www.oknation.net/blog/whatsoevermization
Fear not the dark side, for it was long infested within us..................  ::::::::::::::::::::::::::::]|==='==='===|[::::::::::::::::::::::::::::

ขอบคุณท่านลานเทวาและสามจอที่มา comment ครับ หวังว่าไม่ว่าพวกท่านจะเห็นด้วยหรือต่างกันอย่างไรเรื่องพุทธศาสนา ขอเรามาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วยสาระสิทธิมนุษยชน และบทบาทเสถียรภาพของรัฐนะครับ

ของคุณ m123456 ผมอ่าน comment คุณแล้วผมไม่สามารถจับประเด็นว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับประเด็นรัฐธรรมนูญ (กำลังสงสัยว่าคุณกำลังเจริญพรผมรึเปล่า) แต่ขอบคุณที่กรุณาเข้ามาอ่านครับ
ความคิดเห็นที่ 3
m123456 วันที่ : 29/04/2007 เวลา : 19.47 น.

พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

“The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend a personal God and avoid dogmas and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising , from the experience of all things, natural and spiritual as a meaningful unity.
Buddhism answers this description.. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism.”

“ศาสนาในอนาคตจะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือ พระเจ้าที่มีตัวตนและควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุม ทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจาก ประสบการณ์ตรงต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวม ที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้ ..
ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัย ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา ”

Albert Einstein ( อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ )
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฎีสัมพันธภาพ

อ้างอิง. Eistien , 1879- 1955,
Great personalities on Buddhism, By K. Dhammananda,Thera , Kuala Lumpur, Malaysia : Buddhist Missionary Society, 1965, p.87.






ศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธ เกิดจากความกลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย ต้องการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง และต้องการเข้าถึงสุขแท้สุขถาวรที่ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก (1)

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษาพระองค์เสด็จออกประพาสอุทยาน ขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น พระองค์ได้พบกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนั่นคือ คนแก่ คนเจ็บและคนตาย ทำให้พระองค์ทรงหวั่นวิตกว่า “อีกไม่นานเราเองก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายอย่างนี้เหมือนกัน ทำอย่างไรหนอ เราจะรอดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้? เมื่อมีร้อนก็มีหนาวแก้ เมื่อมีมืดก็มีสว่างแก้ เมื่อมีความแก่ความเจ็บและความตาย ก็ต้องมีวิธีแก้อย่างแน่นอน เราจะหาวิธีการนั้นให้พบให้จงได้” จากนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยทิ้งราชสมบัติ ทิ้งกองเงินกองทองออกจากพระราชวังไปนั่งให้ยุงกัดอยู่กลางป่า(2)


พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?

พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(3) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(4) บางชาติเกิดเป็นเทวดา บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(5)

เมื่อเรายังต้องเกิดอีก สิ่งที่จะตามมาด้วย คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์กายทุกข์ใจ ดั่งพระจาลาภิกษุณีกล่าวว่า “ ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมประสบทุกข์ เพราะเหตุนี้แลเราจึงไม่ชอบความ เกิด”(6)

ฉะนั้น วิธีที่จะรอดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้ง ปวงได้ ก็มีอยู่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ“การไม่เกิดอีก” เพราะเมื่อไม่เกิดอีก เราก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป(7)




จุดมุ่งหมายพระพุทธศาสนา

เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ เจริญวิปัสสนาภาวนาจนบรรลุเข้าสู่ มรรค ผล นิพพาน ตัดกระแสธรรมชาติให้ขาดสะบั้นลงได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง กำจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดการถือกำเนิดในภพใหม่(8) สิ่งที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดอีกไม่มีที่สิ้นสุดก็คือความต้องการของสรรพสัตว์เองหรือที่เรียกว่า “กิเลสตัณหา”(9)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ อานนท์ กรรมชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่ายางเหนียวในเมล็ดพืช วิญญานดำรงอยู่ได้ เพราะธาตุหยาบของสัตว์ มีความหลงไม่รู้ความจริงเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหา เป็นเชื้อเครื่องผูกเหนี่ยวใจไว้ การเกิดใหม่จึงมีต่อไปอีก(10) ตัณหาทำให้สัตว์ต้องเกิดอีก จิตของสัตว์ย่อมแล่นไป สัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ย่อมไม่อาจ หลุดพ้นจากทุกไปได้”(11)

เมื่อมนุษย์เจริญวิปัสสนาจนเกิดมรรคจิตครบ ๔ ครั้ง ก็จะกำจัดกิเลสตัณหา ในจิตของตนเองให้หมดสิ้นไปได้อย่างสิ้นเชิง(12) เขาจะไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์มะม่วงที่มียางเหนียวอยู่ภายใน ถ้านำไปปลูกจะงอกเป็น ต้นมะม่วงได้อีก แต่ถ้านำไปต้มกำจัดยางเหนียวให้หมดไป จากนั้นนำไปปลูกโดย วิธีใดก็ตามจะไม่งอกอีกแล้ว กิเลสตัณหาในดวงจิตของเราก็เช่นกัน
แต่ถ้าหากไม่สามารถทำมรรคจิตให้เกิดครบ ๔ ครั้งได้ แม้เกิดเพียงครั้งเดียวก็จัดว่าเข้าสู่กระแสแล้ว(โสดาบัน) ก็ไม่ต้องตกนรก/ทุกข์ในอบายอีกต่อไป และจะบรรลุอรหันต์ได้เองโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลาไม่เกิน ๗ ชาติ(13)



กรรมฐาน

กรรมฐาน เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องศึกษาวิจัยในห้องแลปร์คือจิตล้วน ๆ และ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฏเกณฑนี้ได้มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพ ตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรง พลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็นเวลานาน คัมภีร์อรรถกถาบอกว่า ต้องใช้เวลานานถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว(14) ด้วยเหตุนี้ นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติขึ้นประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปีมาแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น(15) ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อ ๒๖๒๗ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกกันว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

เรื่องกรรมฐานนี้ มนุษย์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าและเข้าถึงมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยบารมีไม่เพียงพอจึงเข้าถึงได้เพียงครึ่งเดียว คนกลุ่มนั้นก็คือพวก ฤษีและศาสดาต่าง ๆ พวกท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีฤทธิ์เดชมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกิเลสในจิตตนเองให้หมดไปได้(16) ยังมีความรัก โลภ โกรธ หลงอยู่ ท่านเหล่านี้เข้าถึงได้เพียงแค่ระดับฌานสมาบัติเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญา บรรลุมรรค ผล นิพพานได้(17)

สมถกรรมฐาน(18) คือ การกำหนดจิตอยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่งที่เหมาะสม เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นต้น(19) ใส่ใจแต่เฉพาะอาการเข้า อาการออกของลมหายใจเท่านั้น โดยไม่สนใจสิ่งอื่น แม้แต่ความคิดก็ไม่สนใจหายใจเข้า หายใจออกตามปกติธรรมด่า มีสติระลึกรู้อยู่ในขณะปัจจุบัน มีสติระลึกรู้อยู่อย่างนี้นับร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้งจนจิตตั้งมั่น แนบแน่นอยู่ กับลมหายใจนิ่งเป็นสมาธิ แล้วกำหนดรู้อาการนิ่งสงบของจิต จนนิ่งเป็นอุเบกขา เมื่อถึงขั้นนี้จะน้อมจิตไปทำสิ่งใดก็จะสำเร็จได้ดั่งใจหมาย เช่น สามารถ กำหนด รู้ความคิดของคนอื่นได้เป็นต้น(20)

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ไปศึกษาศาสตร์นี้จากสำนักฤษีต่างๆ ที่มีอยู่ในสมัยนั้นจนหมดความรู้อาจารย์ แต่เมื่อออกจากสมาธิ กิเลสตัณหาก็ยังมีอยู่เท่าเดิม ยังมีความกลัวความกังวลอยู่ พระองค์จึงตัดสินพระทัยศึกษาค้นคว้าหาวิธีดับทุกข์ด้วยพระ องค์เอง ด้วยการเจริญวิปัสสนา(21)

เมื่อเกิดวิปัสสนาปัญญญารู้แจ้งอยู่ไปตามลำดับครบ ๑๖ขั้นจะบรรลุ โสดาบัน เที่ยวที่ ๒ บรรลุสกทาคามี เที่ยวที่ ๓ บรรลุอนาคามี เที่ยวที่ ๔บรรลุพระอรหันต์เข้าถึงพระนิพพาน(22) ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เมื่อไม่ต้องเกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์ กายทุกข์ใจอีกต่อไป การตายอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย จึงเรียกว่าดับขันธปรินิพพาน ดับทั้งกายดับทั้งจิต ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

อ้างอิง..พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(เล่มที่ / หน้าที่)
1ไตรปิฎก.๒๕/๔๗๖,๓๑/๔๐๐
2 ดูรายละเอียดใน ไตรปิฎก.๑๐/๑-๑๐
3 ไตรปิฎก.๑๖/๒๒๓
4 ไตรปิฎก๑๖/๒๒๗
5 ไตรปิฎก๑๔/๓๕๐-๓๖๕
6 ไตรปิฎก๑๕/๒๒๓
7 ไตรปิฎก๑๙/๕๓๔
8ไตรปิฎก.๑๑/๒๒๒ ,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๑๖๔
9 ไตรปิฎก๑๕/๖๘
10 ไตรปิฎก.๒๐/๓๐๑
11 ไตรปิฎก๑๕/๗๐
12 ไตรปิฎก.๓๑/๙๗
13 ไตรปิฎก.๑๙/๕๔๔, ๑๔/๑๘๖, ๒๐/๓๑๕, ๒๕/๑๒
14 วิสุทฺธชนวิลาสินี(บาลี)๑/๑๒๐
15 ไตรปิฎก.๓๓/๗๒๓
16 ไตรปิฎก.๒๐/๓๘๐
17 ไตรปิฎก.๑๓/๓๙๖,อรรถกถามัชฌิมนิกาย(บาลี) ๑/๑๙๙
18 วิสุทฺธิมรรค(บาลี)๑/๑๓๒-๑๔๙
19 ไตรปิฎก.๑๒/๑๐๑
20 ไตรปิฎก.๑๐/๑๔๒, ๒๒/๓๖
21 ไตรปิฎก.๑๙/๔๖๑,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๘๑๓๓
22 ไตรปิฎก.๓๑/๑-๑๖,๒๕/๗๒๐
http://dungtrin.com/






จากหัวขัอคำถาม-ตอบทั้งหมด ๑๗ ข้อ โดย พระมหาประเสริฐ มนฺตเสวี


๘.วิปัสสนาคืออะไร? ทำไมต้องปฏิบัติ?

......ตอบ. วิปัสสนา แปลว่า เห็น(รู้อย่างเข้าใจ)แจ่มแจ้งในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน อาการที่เคลื่อนไหว ใจที่คิด เป็นต้น เป็นวิธีการปฏิบัติที่จะนำกายและใจของผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงสภาวดับ สงบ เย็น(นิพพาน)ได้ ถ้าต้องการสุขแท้ สุขถาวรที่ไม่กลับมาทุกข์อีกก็ต้องดำเนินไปตามหนทางนี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น (เอกายโน เอกมคฺโค)

ความรู้สึกของผู้ปฏิบัติหลายท่าน คิดว่า “การปฏิบัติสมถกรรมฐาน ดีกว่าวิปัสสนากรรมฐาน เพราะสมถฝึกแล้วทำให้เหาะได้ รู้ใจคนอื่นได้ เสกคาถาอาคมได้ ส่วนวิปัสสนาทำไม่ได้” แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานก็ยังเป็นเพียงปุถุชน ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ ภูมิ หาที่สุดของภพชาติไม่ได้ ยังต้องตกอบายทรมานในนรกอีก ส่วนผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้น ถึงแม้จะเหาะไม่ได้ เสกคาถาไม่ขลัง แต่ก็เหลือภพชาติเพียงแค่ ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง และตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไปก็จะไม่ตกอบายอีกแล้ว ไม่ว่าอตีดจะเคยทำบาปอกุศลไว้มากมายปานใดก็ตาม


๙.ปฏิบัติวิปัสสนาแล้วจะได้รับผลดีอย่างไรบ้าง?
....ตอบ. ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีมากมายยากที่จะอธิบายให้เห็นจริงได้ จนกว่าผู้นั้นได้ลงมือปฏิบัติจนได้เห็นผลจริงด้วยตนเอง แต่พอกล่าวเป็นตัวอย่างได้ดังนี้
..๑. ทำให้บรรลุโสดาบันได้ภายใน ๓-๔เดือน ทั้งที่มีเวลาพักถึงวันละ ๗ ชั่วโมง
..๒. เมื่อบรรลุโสดาบันแล้ว ถ้าหากต้องการมีฤทธิ์ มีเดช ก็สามารถฝึกสมถกรรมฐานต่อได้เลย จะสำเร็จได้ในระยะเวลาไม่นาน ในขณะที่การปฏิบัติสมถล้วนๆ ต้องใช้เวลาปฏิบัติกันถึง ๒-๓ปี หรือนานกว่านั้น จึงจะได้ผล
..๓. เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาถึงสังขารุเปกขาญาณ (ญาณที่ ๑๑) จนแก่กล้าแล้ว ทำให้โรคบางอย่างหายได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ต่อมไทรอย โรคเกี่ยวกับลม เส้นเอ็นและกระดูก (..นี้เป็นตัวอย่างจริงที่พบเห็นจากผู้ร่วมปฏิบัติ ) เป็นต้น
..๔. ถ้ามีเหตุให้ปฏิบัติไม่สำเร็จ ไปติดอยู่เพียงแค่ญาณ ๑๑ ก็ไม่เสียเวลาเปล่า เพราะจะเกิดปัญญาญาณ ที่จะใช้ในการแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาทางโลกหรือทางธรรม โดยเฉพาะปัญหาครอบครัวระหว่างสามี ภรรยา ลูก หลาน ญาติพี่น้อง (คิดค้นวิธีเอายานไวกิ้งลงบนดาวอังคารได้ ก็ด้วยการนั่งสมาธินี่แหละ)
..๕. ล้างอาถรรพ์ มนต์ดำได้ ไม่ว่าจะถูกของ หรือโดนยาพิษ ยาสั่งมา เมื่อปฏิบัติจนถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว อาถรรพ์จะหายไปจนเกลี้ยง ( เรื่องนี้ขอท้าให้พิสูจน์)

๑๐. ปฏิบัติวิปัสสนาทำไมต้องกำหนดท้อง “พองหนอ-ยุบหนอ” พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดลมหายใจเข้าออกมิใช่หรือ?
.....ตอบ. การปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนดพอง-ยุบ เผยแผ่โดยท่านมหาสีสยาดอ (โสภณะมหาเถระ) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งปริยัติและปฏิบัติ ในประวัติของท่านเล่าว่า ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกามาก ต่อมาท่านต้องการปฏิบัติวิปัสสนาซึ่งเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง จึงเที่ยวสืบค้นหาสำนักปฏิบัติวิปัสสนาที่มีหลักการสอดคล้องกับคัมภ์ที่ได้ศึกษามา ในที่สุดท่านได้เลือกปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนด “พองหนอ ยุบหนอ”กับพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านหนึ่ง จนเห็นผลจริงว่า วิปัสสนามิใช่มีอยู่แต่ในตำรา การกำหนดดูอาการท้องพอง ท้องยุบอย่างจดจ่อ ต่อเนื่อง นี่แหละ เป็นการเจริญวิปัสสนาให้บรรลุถึงมรรคผลได้จริงอีกวิธีหนึ่ง ( ที่สำคัญคือ ปฏิบัติง่าย ได้ผลเร็วในระยะเวลาเพียง ๓-๔เดือนเท่านั้นเอง)

....ความสอดคล้องกันระหว่างการปฏิบัติสติปัฏฐานที่กำหนดดูอาการพอง-ยุบของท้องกับหลักการในพระคัมภีร์ผู้สนใจหาอ่านได้จากหนังสือเรื่อง “วิปัสสนานัย”ซึ่งเขียนโดยตัวท่านเอง อ้างหลักฐานที่มาของแต่ละข้อความไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเล่มที่แปลเป็นภาษาไทยโดยพระคันธสาราภิวังส์ (วัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง)นั้นได้ระบุเชิงอรรถไว้ด้วยว่าข้อความนั้นๆ นำมาจากคัมภีร์ชื่ออะไร เล่มที่เท่าไหร อยู่หน้าไหน? ท่านผู้ใคร่ในการศึกษาและปฏิบัติโปรดพิสูจน์ สอบสวนเอาด้วยตนเองเถิด..

๑๑.ทำไมไม่ปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนดลมหายใจเข้า-ออก(อานาปานสติ)ซึ่งมีผู้ปฏิบัติกันแพร่หลายอยู่แล้ว?
....ตอบ. ยังไม่มีพระอาจารย์ท่านใดกล้ากล่าวว่าตนสามารถสอนวิปัสสนาแบบกำหนดลมหายใจเข้า-ออกให้เห็นมรรค เห็นผลได้ภายในระยะเวลาเพียง ๓-๔ เดือน และสามารถอธิบายสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริงด้วยทฤษฎีญาณ ๑๖ ได้
(ลมหายใจเข้า-ออก กับอาการท้องพอง-ท้องยุบที่หน้าท้อง เป็นลมอัสสาสะปัสสาสะอันเดียวกัน อาการพองเกิดจากลมหายใจเข้า อาการยุบเกิดจากลมหายใจออก เพียงแค่ย้ายฐานลมจากที่จมูกมาจับกำหนดรู้อาการพอง อาการยุบที่หน้าท้องแทน พร้อมเพิ่มคำบริกรรมเพื่อกำหนดรู้อาการพอง-อาการยุบให้ทันปัจจุบันและตรงตามสภาวะ )

๑๒.ปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนดพอง-ยุบ กับแบบกำหนดลมหายใจเข้าออกแบบไหนดีกว่ากัน?
....ตอบ. ปฏิบัติแบบกำหนดลมหายใจเข้า-ออกดีกว่า เพราะมีปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกชัดเจนกว่า และเมื่อปฏิบัติสำเร็จแล้วทำให้เกิดคุณวิเศษต่างๆได้เช่น รู้ใจผู้อื่นได้ แสดงปาฏิหาริย์ได้ เป็นต้น แต่ต้องปฏิบัติกันหลายปีจึงจะสำเร็จได้ และสำหรับบางคนปฏิบัติไม่ได้ผลเลย เพราะเป็นวิสัยของผู้มีปัญญาเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติแบบกำหนดพอง-ยุบถึงจะให้เกิดคุณวิเศษต่างๆไม่ได้ แต่สามารถ ปฏิบัติได้ทุกคน เห็นผลได้ภายใน ๑ เดือน สำเร็จได้ภายใน ๓-๔ เดือน

๑๓. การปฏิบัติวิปัสสน มีวิธีการอย่างไรบ้าง?
.....ตอบ มีขั้นตอนปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้

............๑) เดินจงกรม เดินกลับไปกลับมา ก้มหน้าเล็กน้อย ส่งจิตกำหนดดูอาการของเท้าแต่ละจังหวะที่เคลื่อนไป อย่างจดจ่อ ต่อเนื่อง รับรู้ถึงความรู้สึกของเท้าที่ค่อยๆยกขึ้น ค่อยๆย่างลง และความรู้สึกสัมผัสที่ฝ่าเท้า(อ่อน แข็ง เย็น ร้อน ฯลฯ) ส่งจิตดูอาการแต่ละอาการอย่างจรด แนบสนิทอยู่กับอาการนั้น ไม่วอกแวก จนรู้สึกได้ถึงอาการที่เปลี่ยนไป ดับไปของสภาวนั้นๆ เช่น ขณะย่างเท้า ก็รู้สึกถึงอาการลอยไปเบาๆ ของเท้า พอเหยียบลงอาการลอยๆ เบาๆ เมื่อ๒-๓ วินาทีก่อนก็ดับไป มีอาการตึงๆแข็งเข้าแทนที่ พอยกเท้าขึ้นอาการตึงๆแข็งๆด็ดับไป กลับมีอาการลอยเบาๆ โล่งๆเข้าแทนที่ เป็นต้น ยิ่งเคลื่อนไหวช้าๆ ยิ่งเห็นอาการชัด และในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น หากมีความคิดเกิดขึ้นให้หยุดเดินก่อน แล้วส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “คิดหนอๆๆๆ” จนกว่าความคิดจะเลือนหายไป จึงกลับไปกำหนดเดินต่อ อย่ามองซ้ายมองขวา พยายามให้ใจอยู่กับเท้าที่ค่อยๆเคลื่อนไปเท่านั้น ถ้าเผลอหรือหลุดกำหนดให้เอาใหม่ เผลอเริ่มใหม่ ๆๆๆ ไม่ต้องหงุดหงิด การปฏิบัติเช่นนี้ เรียกว่า “เดินจงกรม” ต้องเดิน ๑ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

............๒) นั่งสมาธิ นั่งตัวตรง แต่ไม่ต้องตรงมาก ให้พอเหมาะสมกับสรีระของตนเอง นั่งสงบนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนอวัยวะส่วนใดทั้งสิ้น จนสังเกตได้ว่าอวัยวะที่ยังไหวอยู่มีแต่ท้องเท่านั้น ให้ส่งจิตไปดูอาการไหวๆนั้นอย่างต่อเนื่อง แค่ดูเฉยๆ อย่าไปบังคับท้อง ปล่อยให้ท้องไหวไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ นั่งกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่อง ไม่หลุด ไม่เผลอ ถ้ามีเผลอสติบ้างก็ไม่ต้องหงุดหงิด เผลอ..เอาใหม่ ๆจนเห็นอาการพอง อาการยุบค่อยๆชัดขึ้น ขณะเห็นท้องพองกำหนดในใจว่า “พองหนอ” ขณะเห็นท้องยุบกำหนดในใจว่า “ยุบหนอ” บางครั้งท้องนิ่งพอง-ยุบไม่ปรากฏก็ให้กำหนดรู้อาการท้องนิ่งนั่น “รู้หนอๆๆ” หรือ “นิ่งหนอๆๆ” บางครั้งพอง-ยุบเร็วแรงจนกำหนดไม่ทัน ก็ให้กำหนดรู้อาการนั้น “รู้หนอๆๆ” ถ้าขณะนั่งกำหนดอยู่มีความคิดเข้ามาให้หยุดกำหนดพองยุบไว้ก่อน ส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “คิดหนอๆๆ” แรงๆ เร็วๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าคิดเรื่องอะไร พออาการคิดจางไปแล้ว หรือหายไปโดยฉับพลัน ให้กำหนดดูอาการที่หายไป “รู้หนอๆๆ” แล้วรีบกลับไปกำหนดพอง-ยุบต่อทันที อย่าปล่อยให้จิตว่างจากการกำหนดเด็ดขาด ขณะที่กำหนดอยู่นั้น ถ้าเกิดอาการปวดขา หรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้นมา ให้ทิ้งพอง-ยุบไปเลย แล้วส่งจิตไปดูอาการปวดนั้น บริกรรมในใจว่า “ปวดหนอๆๆ” พยายามกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่อง แต่อย่าเอาจิตเข้าไปเป็นทุกข์กับอาการปวดนั้น ภายใน ๕ หรือ ๑๐ วันแรกให้กำหนดดูอาการปวดอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจอารมณ์อื่นมากนัก จนกว่าอาการปวดจะหาย หรือลดลง วันแรกๆ อาการปวดจะไม่รุนแรงมากนัก นั่งได้ ๑ ชั่วโมงแบบสบายๆ พอเรามีสมาธิมากขึ้น มีญาณปัญญามากขึ้น อาการปวดจะค่อยๆรุนแรงขึ้น จนทนแทบไม่ไหว จากที่เคยนั่งได้ ๑ ชั่วโมง พอวันที่ ๕-๖ เป็นต้นไป นั่ง ๑๐ หรือ ๒๐ นาทีก็ทนแทบไม่ไหวแล้ว ให้พยายามนั่งกำหนดต่อไปจนกว่าจะครบชั่วโมง (เพื่อจะได้เป็นกำลังใจในการกำหนดบัลลังก์ต่อๆไป) ยิ่งปวดมากก็ยิ่งกำหนดถี่ๆเร็วๆ แรงๆ นั่นแสดงว่าสมาธิของเราก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ภายใน๑๐-๒๐ วันเวทนาก็จะหายขาดไปเอง หรืออาจจะมีอยู่บ้างเล็กน้อยช่วงท้ายบัลลังก์ ถึงต้อนนี้วิปัสสนาญาณของคุณก้าวเข้าสู่ขั้นที่ ๔ แล้ว ขั้นต่อไป ไม่ควร/ห้ามปฏิบัติด้วยตนเอง(อย่างเด็ดขาด) ต้องมีพระอาจารย์คอยควบคุมอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นแล้วจะเกิดผลเสียมากว่าผลดี ..ขอเตือน.. ที่อธิบายมานี้เป็นเพียงหลักปฏิบัติเบื้องต้น มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่จะต้องเรียนรู้ ผู้ต้องการปฏิบัติให้เห็นมรรคเห็นผลแสวงหาสำนักปฏิบัติที่เห็นว่าเหมาะสมกับตนเอาเองเถิด..

๑๓. ปฏิบัติวิปัสสนาแบบพอง-ยุบ ทำไมต้องมีคำบริกรรม ผมชอบปฏิบัติแบบไม่มีคำ
บริกรรม?
......ตอบ. ปฏิบัติแบบไม่มีคำบริกรรมแล้วทำให้บรรลุมรรค ผล ภายใน ๓-๔เดือนได้ไหมละ? คำบริกรรมมีไว้เพื่อช่วยให้สติเจาะจงต่ออารมณ์ที่กำหนดมากขึ้น ทำให้เห็นอาการดับของอารมณ์ต่างๆที่กำหนดได้อย่างชัดเจน ทำให้ปัญญาญาณเกิดขึ้นและก้าวต่อไปอย่างรวดเร็ว จนสามารถบรรลุธรรมได้ภายในระยะเวลาเพียง ๓-๔ เดือนเท่านั้น
http://www.ybat.org/index2.htm


ความคิดเห็นที่ 2
สามจอ วันที่ : 29/04/2007 เวลา : 18.26 น.
http://www.oknation.net/blog/SamJaw
ชัตเตอร์ด้านได้อายอด   : เราฆาตกรรมต้นไม้เพียงเพื่อนำมันมาใช้ทำหนังสือพิมพิ์เลวๆ เจมส์ จี วัตต์ จากหนังสือ A DAY เพิ่มเติมเป้าต้องแสนห้า นะ  


ประเด็นนี้ ไม่น่าจะโผล่มาเป็นเรื่งต่อลองของ รธน.เลย พับผ่าซิ
ความคิดเห็นที่ 1
ลานเทวา วันที่ : 29/04/2007 เวลา : 18.09 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ครับผม

ถึงผมจะไม่ชอบวิธีการเรียกร้องของพระสงห์องค์เจ้า

แต่ผมว่าบรรจุไว้ก็ดีนะครับ

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

พลังงานทดแทนแห่งอนาคตของคุณคือ?
อนุภาคไมนอฟสกี้
1 คน
แหล่งพลังอีเดรี้ยน
0 คน
พลังเก็ตเตอร์ชัวร์ๆ
0 คน
เพียะ!! (ตบเกรียนคนตั้งกระทู้ข้อหาไร้สาระ)
10 คน

  โหวต 11 คน