พิมพ์หน้านี้
|
บทย่อ: ข้าวเป็นผลผลิตการเกษตรหลักของไทยซึ่งกำลังถูกจับตามองในฐานะแหล่งกำเนิดมีเธนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก ทั้งๆที่อัตราส่วนของก๊าซมีเธนทั้งหมดของข้าวมีเพียง 1% ที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ส่วนอีก 83% มาจากการใช้พลังงาน โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว บทความนี้เขียนตามคำขอของ RearViewMirror ซึ่งขอมาได้นานพอควรแล้ว แต่ผมต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล เพราะส่วนใหญ่ปัญหาภาวะโลกร้อนมักถูกอ้างอิงอย่างกระจัดกระจาย และเป็นข้อมูลโฆษณาชวนเชื่อเสียมาก โดยไม่ค่อยมีการอ้างอิงข้อมูลตัวเลขการตรวจวัดอย่างจริงๆจังๆ ผมได้รวบรวมข้อมูลเหล่านี้และสังเคราะห์ออกมาในเรื่องเดียวเพื่อให้ทุกท่านที่จะกรุณาอดทนอ่าน สามารถเห็นภาพกว้างของปัญหาตามความเป็นจริงครับ ความรู้เบื้องต้น กับปรากฎการณ์โลกเรือนกระจก
การเกิดของ greenhouse effect เป็นผลจาก energy balance ของโลก โดย greenhouse gas แปลงช่วงแสงความยาวคลื่นสั้นให้เป็นแสงความยาวคลื่นยาว ซึ่งดูดซับสู่พื้นโลกได้ง่าย ข้าวเป็นพืชที่ก่อเกิด methane ซึ่งมีสมบัติการแปลงคลื่นแสงให้กลายเป็นช่วงคลื่นความร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นี่จึงเป็นที่มาของข้อกล่าวหาว่าข้าว เป็นต้นเหตุโลกร้อน เรามาติดตามดูว่าจริงๆแล้วข้าวมีอัตราเกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มขึ้นของก๊าซมีเธนขนาดไหน การขยายตัวของปริมาณการผลิตข้าวและปริมาณมีเธนในบรรยากาศ ปริมาณการปลูกข้าวและพืชในตระกูลข้าวมีการเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการเติบโตของประชากรโลก ตามรูปข้างล่างนี้
จากรูป พบว่าหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (ประมาณช่วงทศวรรศที่ 40 50) อัตราการผลิตข้าวมีการเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยมีอัตราการผลิตสูงขึ้นที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี และในขณะเดียวกันเรามาดูในส่วนของมีเธนบ้าง
จากรูปข้างบนเราจะเห็นปริมาณการเพิ่มของมีเธนตลอดช่วงปี 1984 2005 จาก 1650 ส่วนในพันล้านส่วนมาที่ 1775 ส่วนในล้านส่วน เป็นอัตราการเพิ่มคือ 0.4 % ต่อปี ในขณะที่ถ้าสังเกตตามอัตราส่วนของการเพิ่มมีเธนมีการชะลอตัวในช่วงศตวรรตใหม่ที่ปี 2000 แต่ ณ ปี 2000 การปลูกข้าวยังมิได้ชะลอตัว (กราฟข้อมูลถึงปี 1999)
การปลูกข้าวนั้น ได้มีการประมาณไว้ว่าทำให้เกิดมีเธน 20 - 100 ล้านตันต่อปี ( 4) ซึ่งถ้าเทียบจากกราฟข้างบนนี้ จะเห็นว่าอัตราการปล่อยมีเธนต่อปีของโลกอยู่ที่ เกือบ 600 ล้านตัน และทั้งนั้น อัตราการสะสมของความเข้มข้นมีเธนยังกลับลดลงในช่วงปี 1980 2000 จนเกือบเป็น ศูนย์ สาเหตุเป็นเพราะ โดยธรรมชาติ มีเธนมีการเสื่อมสลายใน วัฒจักรคาร์บอน วัฒจักรการเสื่อมสลายของมีเธน และอัตราส่วนมีเธนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในโลก มีเธนทำปฏิกิริยากับไฮดรอกซิล ( CH4 + ·OH → ·CH3 + H2O ซึ่งในกรณีของมีเธน การเสื่อมสลายจะเป็นไปได้เร็วกว่าคาร์บอนไดออกไซด์มากนัก เนื่องจากการเคลื่อนย้ายของคาร์บอนไดออกไซด์ไปจนสู่จุดที่มีการจับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่พืช อยู่ห่างไกล (เมืองสู่ป่า หรือเมืองสู่ทะเล) ส่วนมีเธน คือแค่การพัดพาของก๊าซภายใต้บรรยากาศโลกก็ค่อยๆสลายตัวไปเอง และนอกจากนี้ แหล่งกำเนิดของมีเธนยังมาจากแหล่งอื่นนอกจากข้าวอีกมาก
ในตารางนี้ สังเกตว่า การเกิดมีเธนของข้าว จัดอยู่ในส่วนของ Wetland ซึ่ง Wetland หมายถึงที่ราบลุ่ม การเน่าของชีวมวลในพื้นที่ราบลุ่มทั้งหมด (การเกษตร + ธรรมชาติ) จึงจะนับได้ถึง 223 ล้านตัน (เกิดจากข้าวประมาณ 20 100 ล้านตัน แล้วแต่เราจะเชื่อตัวเลขตรงไหน) แต่ในขณะเดียวกัน การเกิดมีเธนในส่วนของมนุษย์ล้วนๆในสังคมเมืองเพียงอย่างเดียวนับได้คือ 65 ล้านตันต่อปี (การกลบฝังขยะร่วมกับการจัดการของเสีย) แถมด้วยการเกิดมีเธนจากการปศุสัตว์ และการใช้พลังงาน นับรวมๆแล้วคือ 330 ล้านตันต่อปี
มีเธนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ มีผลต่อภาวะโลกร้อนขนาดไหน
ตามรูปด้านบน มีเธนมีส่วนในภาวะโลกเรือนกระจกคือ 8.6% ซึ่งหมายความว่าการผลิตข้าวอาจมีส่วนส่งผลต่อโลกเรือนกระจกคือ 0.3 1.4% และนี่เป็นประเด็นร้อนกันเหลือเกินกับตัวเลข 1% จากข้าว เทียบกับการบริโภคพลังงานที่ปัจจุบันมีแค่ 82.6% เท่านั้นที่ส่งผลถึงการผลิตก๊าซเรือนกระจก (สังเกตนะครับ เขาเอาตัวเลขประมาณ 20 ล้านตันกว่าๆ ที่ off balance คูณ GHG index ที่ 26 ถึงได้มาเป็น 611.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์) เปรียบเทียบการเติบโตของการบริโภคข้าวเทียบกับการบริโภคพลังงาน การบริโภคข้าวแม้จะมีการเติบโตขึ้นมาก แต่ก็จำกัดด้วยการขยายตัวของประชากร ในขณะที่ การใช้พลังงานกลับไม่ใช่ ยิ่งประเทศเจริญเท่าไรการใช้พลังงานเพื่อความสะดวกสบายยิ่งมาก ประเทศอเมริกามีการใช้พลังงาน 8.35 TOE ต่อหัวประชากรต่อปี ในขณะที่ไทยอยู่ที่ประมาณ 1.4 TOE ต่อหัวประชากรต่อปี ยิ่งประเทศเจริญยิ่งใช้พลังงานมากแต่อาหารให้รวยยังไงก็กินข้าวแค่มื้อละชาม และนี่ก็คือสิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นว่า ที่อเมริกามันประชาสัมพันธ์กันโครมๆเรื่องข้าวก่อเกิดก๊าซเรือนกระจก ก็แค่หวังสร้างเรื่องกลบที่ประเทศอเมริกาเป็นผู้ก่อก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่งของโลก (โดยสัดส่วนประชากร) ก็แค่นั้นเองครับ เอกสารอ้างอิงต่างๆ สำหรับการจับโกหก ผมก็อ้างของอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ เพราะย้อนเกล็ดเล่นมันสะใจกว่าครับ แต่ทั้งนี้ การปลูกข้าวก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเสียทีเดียว เพียงแต ถึงแม้ข้าวจะไม่ส่งผลเป็นนัยสำคัญต่อภาวะโลกร้อน ความเป็นจริงที่ข้าวเป็นพืชการเกษตรที่มีการใช้น้ำสูงถึง 2500 ลิตรต่อกิโลกรัมข้าวเปลือก ซึ่งเป็นพืชที่มีการสิ้นเปลืองทรัพยากรน้ำสูงมาก และในอนาคตที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตน้ำ พืชเช่นข้าวก็จะต้องมีการลดการปลูกลงอยู่ดี ถ้ามีเวลาว่าง ผมขอเชิญให้ลองอ่านบทความเก่าของผมเรื่อง ปัญหาโลกร้อนเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้โลกขาดแคลนน้ำจริงหรือ ของผม http://www.oknation.net/blog/whatsoevermization/2007/04/02/entry-1 จะทำให้เข้าใจสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมน้ำดีขึ้นครับ Link อ้างอิง http://www.epa.gov/methane/sources.html http://www.eia.doe.gov/oiaf/1605/ggrpt/executive_summary.html http://www-das.uwyo.edu/~geerts/cwx/notes/chap01/co2_change.html http://www.ciesin.columbia.edu/TG/AG/ricecult.html http://www-das.uwyo.edu/~geerts/cwx/notes/chap01/co2_change.html http://teaching.fec.anu.edu.au/busn2023/Publications/rice%20productivity%20SEAsia.pdf Pierre van der Eng Productivity and Comparative Advantage in Rice Agriculture in Management, |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||