พิมพ์หน้านี้
|
โจรสลัดแห่งคาบสมุทรทั่วโลก โดยทีมงานต่วยตูน .. .. เมื่อพูดถึงคำว่า โจรสลัด คนโดยทั่วไปก็มักจะนึกถึงภาพของเหล่าชายฉกรรจ์ที่ออกปล้นสะดมเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่เรียกว่าเป็นยุคทองของเหล่าโจร แต่เป็นยุคน้ำตานองของพ่อค้าวาณิช คือช่วงตั้งแต่ศตวรรษที่ 15-18 และหลายท่านอาจจะคิดว่าผู้ประกอบการร้ายเหล่านี้ได้ สูญพันธุ์ไปจากโลกของเราแล้ว แต่ช้าก่อน...มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก เพราะตราบใดที่มีการค้าขายทางทะเล ก็ยากที่จะกวาดล้างเหล่าโจรสลัดให้หมดไปได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ตั้งแต่สมัยโบราณกาล 2-3 พันปีก่อน มาจนทุกวันนี้ โจรสลัดยังไม่เคยห่างหายไปจากท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลเลย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สำนักงานกำกับควบคุมการคมนาคมทางทะเลระหว่างประเทศ ได้ออกรายงานประจำปี ระบุว่าในปี พ.ศ. 2549 ได้รับรายงานการโจมตีของโจรสลัดในน่านน้ำต่างๆทั่วโลก 239 ครั้ง (ส่วนที่โดนปล้นแต่ไม่บอกกล่าวใครอีกต่างหาก) แม้ตัวเลขนี้จะลดลงจากปี พ.ศ. 2548 และ 2547 ที่มีการปล้น 276 และ 329 ครั้ง ตามลำดับ แต่ก็ยังแสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติการของจอมโจรแห่งมหาสมุทรไม่ได้จางหายไป โดยน่านน้ำในย่านอินโดนีเซีย และช่องแคบมะละกา เป็นแหล่งที่เกิดการโจมตีมากที่สุด ส่วนน่านน้ำที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมีการปล้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือ ย่านบังกลาเทศ บราซิล ไนจีเรีย และโซมาเลีย
นักวิชาการและเหล่าผู้ติดตาม วีรเวร ของเหล่าโจรสลัด บางกระแสบอกว่า ความชุกชุมของเหล่าโจรสลัดนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะทยอยเกิด และดับเป็นยุคๆ ตามน่านน้ำต่างๆ เรียกว่า ที่ไหนมีเรือพ่อค้าผ่านมาก กิจการโจรก็เฟื่องฟูตามไปด้วย และเมื่อกระทำการหนักข้อขึ้น ก็มักจะมีมือดีมาปราบ ทำให้เหล่าโจรต้องอพยพย้ายนิวาสถานไปเรื่อยๆ ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ว่ากันว่า มีบันทึกเกี่ยวกับโจรสลัดมานานตั้งแต่ครั้งอียิปต์โบราณ แต่ ธุรกิจโจรสลัด กลายมาเป็นกิจการใหญ่เอาจริงๆ ก็น่าจะเป็นช่วงศตวรรษที่ 8-11 ซึ่งเป็นเวลาที่เหล่าไวกิ้งจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน ครองน่านน้ำยุโรป ออกปล้นตั้งแต่ทะเลบอลติกไปยันช่องแคบยิบรอลต้า ทำเอาพ่อค้าส่ายหน้ากันมานักต่อนัก จากนั้นต่อมา ในช่วงศตวรรษที่ 16 กลุ่มโจรสลัดที่ขึ้นชื่อลือชามักจะรวมตัวกันอยู่ในย่านทะเลอีเจียน และเมดิเตอร์เรเนียน มีทั้งที่เป็นจอมโจรอิสระไม่ขึ้นกับใคร และโจรแบบ รับสัมปทาน คือทำความตกลงกับรัฐบาลของประเทศที่ตัวเองสังกัดอยู่ว่า จะแบ่งทรัพย์สินจากการปล้นให้ แลกกับการไม่ถูกรบกวนจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ โจรสลัดเหล่านี้มักไปรวมตัวกันที่ชายฝั่งบาร์บารี่ ทำให้มีชื่อเรียกรวมๆกันว่า เป็นกลุ่มโจรสลัดแห่งบาร์บารี่ ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความโหดร้าย เจอะใครผ่านมาก็ปล้นดะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจรสลัดชื่อดังแห่งยุคที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นสุดยอดแห่งโจรสลัดอมตะตลอดกาลคือ สองศรีพี่น้อง อรุจ และคิเซอร์ ซึ่งได้รับการเรียกขานว่า พี่น้องบาร์บารอสซ่า ซึ่งในภาษาอิตาเลียนหมายถึงคนที่มีเคราสีแดง แก๊งนี้ก็เลยถูกเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า โจรสลัดเคราแดง เดิมอรุจและคิเซอร์ซึ่งถือกำเนิดในกรีซก็คงจะประกอบสัมมาอาชีพดีอยู่ กับพ่อผู้เป็นช่างปั้น และมีเรือค้าขายเป็นของตัวเอง แต่ก็เกิดจุดเปลี่ยนของชีวิต เมื่อเรือของพวกเขาถูกโจรสลัดคริสเตียนปล้น และจับอรุจไปเป็นนักโทษ พอได้รับการไถ่ตัวออกมา หนุ่มผู้พี่ก็เลยเกิดฝังใจ เกลียดพวกคริสเตียน ว่าแล้วในช่วงปี ค.ศ. 1500 พี่น้องบาร์บารอสซ่า ซึ่ง ซ่า สมชื่อ ก็เดินทางไปตูนิเซีย แล้วเริ่มแก้แค้นด้วยการดำรงตนเป็นโจรสลัดกับเขาบ้าง สองพี่น้องประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ด้วยการก่อการขนาดที่ทำเอาตะลึงกันไปทั้งน่านน้ำเมดิเตอร์เรเนียน นั่นคือจะปล้นเรือของใครก็ไม่ ปล้น แต่ลุยไปตีเรือของพระสันตะปาปาเอาเสียเลย ชื่อของจอมโจรหน้าใหม่ก็เลยกระเดื่องเกรียงไกร แถมใครๆก็ไม่ค่อยกล้ามาแหยม เพราะโจรกลุ่มนี้มีข้อตกลงกับสุลต่านแห่งตูนิเซียในการจ่าย ค่าต๋ง ให้สุลต่าน เป็นจำนวน 1 ใน 5 ของทรัพย์สินที่ปล้นมาได้ ไม่นานนัก คือราวๆ ค.ศ. 1510 อรุจก็ได้ชื่อว่าเป็นคนที่รวยที่สุดในเมดิเตอร์เรเนียน สองพี่น้องร่วมกันเป็นหัวหน้ากองเรือ 8 ลำ มีทรัพย์สมบัติและข้าทาสบริวารมากมาย และยังช่วยเหล่าทัพมุสลิมในการต่อสู้กับศัตรู ทำให้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวีรบุรุษของอิสลามด้วย หลังหมดยุคอันเกรียงไกรของสองพี่น้องบาร์บารอสซ่า ซึ่งทยอยลาโลกกันไปจนหมดในช่วงกลาง ศตวรรษที่ 16 กลุ่มโจรสลัดย่านบาร์บารี่ก็ถดถอยกำลังลง และยังถูกกองเรือทหารของฝรั่งเศสรุกเข้ามาปราบปรามอย่างหนัก ทำให้ยุคทองของโจรสลัดแห่งเมดิเตอร์เรเนียนสิ้นสุดลง กลายไปเป็นช่วงเฟื่องฟูของจอมโจรแห่งแคริบเบียนแทนที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีโจรแล่นเรือกันให้ว่อนไปหมดในน่านน้ำ และในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น กลุ่มโจรสลัดที่ได้ชื่อว่าเป็นกองโจรแห่งน่านน้ำสเปนก็โด่งดังขึ้นมาด้วยเหมือนกัน โจรสลัดแห่งน่านน้ำสเปนที่เลื่องชื่อหลายคนเป็นโจรโดยได้รับอนุญาต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจรสลัดแห่งพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ ที่ทรงชุบเลี้ยงกองโจรเอาไว้หลายแก๊ง ที่โด่งดังก็มีหลายคน เช่น เซอร์ จอห์น ฮอว์คินส์, กัปตันวิลเลียม คิดด์ และที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเห็นจะเป็น เซอร์ เฮนรี่ มอร์แกน ซึ่งในปี ค.ศ. 1671 ได้พาพลพรรคออกอาละวาดปานามา ซึ่งในขณะนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งในพวกโลกใหม่ แล้วขนทรัพย์สินไปมากมาย กลายเป็นที่เล่าขาน หันมาทางด้านน่านน้ำฝั่งแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียบ้าง ในช่วงเวลาเดียวกับที่จอมโจรแห่งแคริบเบียน และน่านน้ำสเปน กำลังออกอาละวาดอย่างสนุกมือ ด้านตะวันออกก็มีโจรสลัดออกปล้นเป็นการทั่วไปเหมือนกัน โดยเปิดทำการในบริเวณกว้างขวาง ตั้งแต่ญี่ปุ่นถึงอินเดีย จอมโจรแห่งเอเชียที่มีชื่อเสียงก็มีอยู่มากมายหลายคนไม่แพ้ฟากตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาโจรนามเจิ้งอี้ ซึ่งสร้างชื่อเสียงขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ว่ากันว่า กองเรือของเจิ้งอี้มีมากมายตั้ง 400 ลำ และมีพลพรรครักการปล้นร่วมหัวจมท้ายด้วยกันราวๆ 7 หมื่นคน สร้างเป็นอาณาจักรไพศาลในทะเลจีนใต้ เป็นจอมโจรสลัดอันน่าครั่นคร้าม แต่เจิ้งอี้เป็นตัวละครสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์โจรสลัดได้ไม่นาน ก็ลาโรงพร้อมๆกับลาโลกไปในปี ค.ศ. 1807 แต่เครือข่ายโจรสลัดอันยิ่งใหญ่ของเจิ้งอี้ไม่ได้สลายตัวลง กลับดูเหมือนจะมีสีสันมากขึ้นด้วยการดูแลของนางสิงห์ผู้เป็นภรรยาของเจิ้งอี้ นามชิงเชอะ ผู้ขยับขยายกองเรือให้กลายเป็นเครือข่ายขุมกำลังมหึมามากขึ้น จนได้รับการขนานนามว่า เป็นราชินีแห่งกองโจรสลัด นอกจากเจิ้งอี้กับภรรยาจะร่วมกันสร้างผลงานการปล้นอันเกริกไกร จนพ่อค้ากลัวหัวหดไปทั่วแล้ว ทั้งคู่ยังได้สร้างคนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ขึ้นมาอีกคนหนึ่งคือ จางเป๋าจ่าย ซึ่งในกาลต่อมาจะเป็นใหญ่บนผืนน้ำแดนมังกร และกลายเป็นคนสำคัญในหลากหลายตำนานโจรสลัดของจีน จางเป๋าจ่ายเป็นลูกบุญธรรมของเจิ้งอี้ แต่หลัง จากจอมโจรตาย พ่อหนุ่มก็ขยับฐานะไปแต่งงานกับแม่เลี้ยง แล้วช่วยกันทำมาหากิน ออกปล้นไปทั่วน่าน น้ำจีน ทำความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับทางการราชวงศ์ชิงขนาดหนัก จนต้องส่งนายปราบฝีมือดีมาจัดการอยู่เนืองๆ และในที่สุดแล้วพ่อหนุ่มก็คงจะเบื่อชีวิตโจร เลยตัดสินใจยอมจำนน เข้าสวามิภักดิ์กับทาง การ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเรือจีน นับได้ว่าเป็นโจรสลัดผู้ยิ่งใหญ่ที่หาทางลงได้อย่างสวยงาม ไม่ ต้องตายในทะเลระหว่างที่หลบๆซ่อนๆเหมือนคนอื่น จางเป๋าจ่ายสร้างตำนานชีวิตโลดโผนในมหาสมุทร ทั้งในฐานะโจรสลัด และแม่ทัพ จนกลายเป็นบุคคลอมตะ เป็นที่รู้จักไป แต่แค่นั้นก็คงไม่ได้ทำให้จางเป๋าจ่ายกลายเป็นตำนานได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากไม่มีเรื่องสมบัติโจรสลัดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีเสียงเล่าลือว่า ระหว่างเป็นโจรสลัดนั้น จางเป๋าจ่ายปล้นสะดมไปมากมาย ได้ทรัพย์สินมามหาศาล แม้จะแจกจ่ายแบ่งปันให้ลูกสมุนที่มีอยู่จำนวนมากแล้ว ก็ยังเหลืออีกบานตะเกียง และเมื่อเบื่อชีวิตโจร หันกลับมาเป็นข้าราชการสำนัก ก็ไม่ปรากฏชัดเจนว่า สมบัติโจรของจางเป๋าจ่ายหายไปไหน บางคนก็ว่าถูกซ่อนไว้ที่เกาะแห่งหนึ่ง หรืออาจจะถูกฝังไว้ในที่ลับตา ก็เลยมีความพยายามตามหาขุมสมบัติปริศนาของจางเป๋าจ่ายเรื่อยมา กลายเป็นเนื้อหาของหนังจีนมาแล้วหลายเรื่อง
ล่าสุด เรื่องราวของเหล่าโจรสลัดได้มาปรากฏบนจอเงินอีกครั้งใน Pirates of the Caribbean: At World's End ผจญภัยล่าโจรสลัดสุดขอบโลก ซึ่งในภาคนี้ เราจะได้พบกับบทสรุปของสงครามล้างคำสาปครั้งยิ่งใหญ่ การยืนหยัดต่อสู้ร่วมกันของโจรสลัดจากทุกมุมโลก รวมถึงกัปตันเซาเฟ็ง จ้าวโจรสลัดแห่งสิงคโปร์ ซึ่งรับบทโดยโจว เหวิน ฟะ สุดยอดนักแสดงระดับซุปเปอร์สตาร์ของเอเชีย บทสรุปของการเดินทางอันยาวนานของเหล่าโจรสลัดแห่งทะเลแคริบเบียนจะเป็นอย่างไร การเดินทางของวิลล์ เทิร์นเนอร์ (ออร์แลนโด้ บลูม) และ อลิซาเบ็ท สวอร์น (เคียร่า ไนต์ลี่ย์) ไปยังสุดขอบโลกเพื่อช่วยกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ (จอห์นนี่ เดปป์) จะต้องเจอกับอะไรบ้าง ใครคือคนที่จะไว้ใจได้ เมื่อต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมายที่แอบแฝง และสงครามครั้งสุดท้ายจะนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่หรืออิสรภาพอันหอมหวลกันแน่ ปริศนานี้จะเปิดเผยในโรงภาพยนตร์เร็วๆนี้. จาก ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล http://www.thairath.co.th/news.php?section=specialsunday08&content=47609 |
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||