|

เมื่อคืน ราวสักสามทุ่มความเคลื่อนไหวบนภูสอยดาวดูเหมือนจะหยุดนิ่ง.... กว่าร้อยชีวิตที่อยู่บนภูฯ ณ เวลานี้ ส่วนใหญ่เพิ่งจะเดินขึ้นมา อาจจะด้วยความเหนื่อยล้า กับการเดินเท้าถึง 6.5 กิโล ผนวกกับความอ่อนล้าในการเดินทางจากเมืองหลวง ช่วงค่ำหลังอาหารรอบดินเนอร์สิ้นสุดลง ผมเดินไปที่ลำธารเพื่ออาบน้ำ คงไม่ต้องบอกว่าพื้นดินที่อยู่สูงระดับนี้ จะหนาวเย็นเพียงใด น้ำทุกขันที่รดลงบนร่างกาย ทำให้สั่นสะท้านไปทั้งร่างกาย ผนวกกับลมที่โกรกปะทะ ยากที่จะบรรยายจริง ๆ 
แต่ผมก็ชอบนะ ที่จะมาอาบน้ำท่ามกลางแสงดาว ความเงียบสงบในเวลานี้ ทำให้ผมมีความสุขอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ .. เพียงลำพัง (อิอิ) กลับมายังมีของหวานให้กินอีกแน่ะ ... บัวลอย ... คือเมนูของหวานประจำค่ำคืนนี้ กินแบบถ้วยเดียววนไปรอบวง แต่นับ ๆ ปริมาณดู ผมว่าผมกินไปได้สัก 2 ถ้วยเต็ม ๆ แล้วล่ะมั้ง ^_^ ก็มันอร่อยดีนิครับ บัวลอยบนภูสอยดาว 
เช้าวันที่สอง..... หลังจากที่หลับใหลด้วยความสุขมาทั้งคืน รุ่งสาง ต่างคนต่างเริ่มทยอยออกจากเต็นท์ อากาศยังคงหนาวเย็น ... โชคดีที่จนถึงเวลานี้ บนภูยังไม่มีฝนแม้สักหยดมากวนใจ บรรยากาศรอบตัวดูเคลียร์ไปเสียหมด มองเห็นรายรอบ เจ้าดอกหงอนนาคสีม่วง ดูจะยังขี้เซา ไม่ยอมบานกลีบอวดตัวมาให้เห็น จิบกาแฟยามเช้า (เฮ้อ...ช่างมีความสุขเสียจริง).... สมาชิกหลายคนในกลุ่มพูดคุยกันตามประสา บ้างก็เริ่มต้นหุงหาอาหาร ทำกับข้าว ทริปนี้หัวหน้ากลุ่มพยายามออกตัว ว่าเป็นทริปซำเหมา แต่ดูกับข้าวแล้วไม่ธรรมดา บัวลอยเมื่อคืนที่แสนอร่อย (รึป่าว อิอิ) ยังเหลืออยู่ แม่ครัวก็นำมาอุ่นอีก แต่ด้วย ความเผลอไผล คงอุ่นด้วยไฟแรงไปหน่อย ก้นหม้อไหม้ ได้บัวลอยผสมกลิ่นไหม้แทน งานนี้บัวลอยที่เหลือก็เลยขายไม่ออก ... เททิ้งไปตามระเบียบ 
ตามแผนการเที่ยวของเรา กะว่าช่วงเช้าเราจะเดินลงน้ำตกสายทิพย์ ส่วนช่วงบ่าย จะเดินเล่นทุ่งดอกไม้กัน บนภูสอยดาว มีน้ำตกอยู่หลายแห่ง เช่น น้ำตกมอส น้ำตกสายทิพย์ และที่นักท่องเที่ยวค้นพบมาเมื่อไม่นาน คือน้ำตกหลุมพบ 
ผมไม่เคยไปน้ำตกมอสเลย และเข้าไปไม่ถูก จะถามเจ้าหน้าที่เขาก็ไม่ให้เข้า เนื่องจาก อยู่ทางเขตฝั่งประเทศลาว ถ้าเกิดปัญหาโดนจับ เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าจะไม่รับผิดชอบ (ต้องติดคุกลาวหรือนี่เรา ... ) เพราะเคยมีนักท่องเที่ยวแอบเข้าไป แล้วไปจ๊ะเอ๋กับ ทหารประเทศลาว ที่ลาดตระเวนผ่านมาพอดี ... (ไม่รู้ว่าเรื่องราวหลังจากนั้นเป็นยังไงต่อ) ไม่เป็นไรครับ ไม่ให้ไปก็ไม่ไป เดี๋ยวเกิดปัญหาจะยุ่งเปล่า ๆ (แต่อย่าให้รู้นะ ว่าเข้าทางไหน อิอิ ล้อเล่นน่ะครับ) 
ส่วนน้ำตกสายทิพย์นี่ สวยงามใช้ได้เลย เป็นน้ำตกไม่ใหญ่ แต่จุดเด่นอยู่ที่มอสที่ประดับ อยู่บนแผ่นหิน จะดูเขียวสดงดงามไปหมด มองยังไงก็สวย ส่วนน้ำตกหลุมพบ ผมยังไม่เคยไป ก็เลยอยากไป เดินไปถามเจ้าหน้าที่ เขาก็ชี้ทาง ว่าเดินผ่านเนินโน้นนนไป ก็จะมีทางลง แต่เทรลไม่ค่อยชัดนัก เขาว่างั้น จะหาทางลงยากหน่อย (อ้าวววว ) 
และแล้ว เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า "อย่าลงเลยครับ มันอันตราย เพราะมันเป็นหน้าผาสูง" "ไม่เป็นไรครับ พวกผมชอบเดิน" ผมว่าไปนั่น เอานิสัยดันทุกรังมาจากเจ๊ Vxxxxx คนหนึ่งที่ผมนับถือ อิอิ "ให้พวกผมไปเหอะ ผมไม่กลัวหรอก ผมเดินป่ามาเยอะ ขอให้มีทางเป็นใช้ได้" น๊านนนน ผมว่าไปนั่น เจ้าหน้าที่ทำหน้าเหมือนยอมจำนน กับนักท่องเที่ยวที่ดันทุกรังอย่างผม.... "ถ้างั้นเอางี้ดิครับ ถ้าอยากเดินเที่ยวทั้ง 2 น้ำตก ก็ให้เดินลงน้ำตกสายทิพย์..." "ลงไปเรื่อย ๆ จนเจอสายน้ำมาบรรจบทางซ้ายมือ ก็ให้เดินกลับขึ้นมา ตรงนั้นจะเป็นน้ำตกหลุมพบ เดินขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามทาง เจอป่าสนเมื่อไหร่ แปลว่าไม่หลงครับ. (แป่วววว เสียงก้องในหูผม) แบบนี้ดูจะปลอดภัยกว่า...." เจ้าหน้าที่ว่าไว้อย่างนั้น ระยะทางเป็นวงกลมครับ เจ้าหน้าที่ว่าน่าจะยาวสักกิโลนึงเห็นจะได้ 
เริ่มเดินเที่ยวสัก 9 โมงกว่า เริ่มเดินเที่ยวครับ เดินลงทางน้ำตกสายทิพย์ เดินลงไปเรื่อยครับ ถ่ายรูปไปเรื่อย ครั้งก่อนผมเดินลงมา ได้ไม่กี่ชั้น สมาชิกร่วมทริปคนอื่นก็เลิกเดิน หนีหายไปหมด ผมก็เลยต้องเดินลงมาคนเดียว น้ำตกทั้งน้ำตกเป็นของผมคนเดียว ถ่ายรูปง่าย เก็บรูปไปได้หลายมุม แต่ก็เหงาครับ วังเวงด้วยจะเดินลงไปถึงไหนก็ไม่รู้ ตกหน้าผาขึ้นมาใครจะรู้บ้างเนี่ย อิอิ 
มาคราวนี้สมาชิกมาเดินด้วยล้นหลาม ผมก็เลยไม่ค่อยได้เก็บภาพสักเท่าไหร่ ถ่ายแค่พออยากได้ครับ เดินลงมาเรื่อย ๆ เริ่มหาเทรลไม่เจอ เพราะเทรลที่มี มันก็เหมือนไม่ใช่ เพราะมันตัดขึ้นที่สูง คงจะไม่ใช่ทางน้ำตกแน่ ๆ ก็เลยตัดสินใจ เดินเลาะน้ำตกลงมาเลย เดินลงมาได้นิดนึงถึงจะเห็นเทรล ก็ค่อยสบายใจหน่อย อิอิ ก็เก็บมุมที่แปลกตาไว้บ้างครับ แต่ก็ยังไม่ละเมียดมาก เพราะเวลามีไม่เยอะ จนกระทั่ง มาเจอ 2 คนเขาเดินลงมาก่อนแล้ว แล้วเขาก็พยายามจะขึ้นทางน้ำตกหลุมพบเหมือนกัน แต่เขาหาทางขึ้นไม่เจอก็เลยตัดสินใจเดินย้อนกลับมา พูดเชิงเตือน ๆ ว่ามันไม่มีทางไปหรอก 


พวกผมก็ดันทุรังจนได้ครับ เดินลงมาจนถึงสายน้ำอีกเส้นหนึ่งทางซ้าย ที่มาจากหลุมพบ ก็เดินย้อนขึ้น แต่ดันหาเทรลไม่เจออีก ก็เลยตัดสินใจปีนหน้าน้ำตกซะเลย หุหุ  น้ำตกหลุมพบจะสูงใหญ่กว่าน้ำตกสายทิพย์ครับ แต่ความเขียวขจีผมว่าน้ำตกสายทิพย์สวยกว่า บางจุดจะต้องโหนตัวปีนเชือกขึ้นไปครับ ตรงที่เป็นหน้าผาชัน ทั้งน้ำหนักตัว + กล้อง + ขาตั้งกล้อง ผมเกือบไม่รอด เพราะมันชันมาก เชือกที่มาผูกไว้ก็เป็นเถาวัลย์ลื่นๆ ดึงตัวเองขึ้นยากมากเลย (ถ้าตัวเปล่าก็ไม่กลัวครับ แต่นี่อุปกรณ์พะรุงพะรังเต็มตัวไปหมด) แต่โชคดีที่มีทางเบี่ยงข้าง ๆ ให้เลี่ยงขึ้นไปได้ครับ งานนี้ก็เลยรอด จนน้องร่วมทริปคนนึง ดูผมท่าทางจะลำบาก เลยมาช่วยถือขาตั้งกล้องให้ อิอิ เพื่อให้ผมใต่ขึ้นที่สูงด้วยความคล่องตัว มากขึ้น

น้ำตกบางชั้นผมไม่ได้ถ่ายมาครับ ไม่รู้ว่าจะเดินลงไปถ่ายหน้าน้ำตกยังไง ทางเดินก็อยู่ ริมเหวกว้างสักตัวคนเดิน ถ้าเดินสวนกัน คงต้องมีคนใดคนนึงตกลงไปนอนแอ๊กอยู่ข้างล่าง มุมถ่ายรูปผมว่าก็ยังไม่ค่อยโดนใจครับ หรือว่าผมเหนื่อยก็ไม่รู้ อิอิ 




ผมเดินรั้งท้ายเช่นเคย เพราะมัวแต่เก็บภาพไปเรื่อย กว่าจะเดินออกมาถึงลานสนก็บ่ายแล้ว หลายออกมารอนานแล้ว ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยเปื่อย ผมก็เก็บภาพไปเรื่อย ต้นสนบ้าง ทุ่งหญ้าบ้าง ดอกไม้บ้าง ท้องฟ้าบ้าง ไปตามประสาคนรักธรรมชาติครับ ... 

ตอนนี้เป็นเรื่องน้ำตกล้วน ๆ เลยครับ ตอนหน้าเป็นตอนจบ จะเป็นเรื่องทุ่งดอกไม้ กับป่าสนครับ... เป็นอย่างไรบ้างครับ...ภูสอยดาวภาคสายน้ำ...สวยงามถูกใจคุณ ๆ บ้างไหมครับ
|