|

ความเดิมตอนที่ 1 ความเดิมตอนที่ 2 หลังจากอาหารมื้อเที่ยง....(จริง ๆ แล้วต้องเรียกว่ามื้อบ่ายสิ) เพราะเวลานั้นก็น่าจะสักบ่ายสองกว่าๆ หลายคนเริ่มงอแง ไม่อยากเดิน (รวมทั้งผมด้วย) หลังจากที่ใช้แรงไปเยอะกับการลงไปชม น้ำตกสายทิพย์ กับ น้ำตกหลุมพบ 
ฟ้าเปรี้ยงครับ แต่แดดไม่แรงสักเท่าไหร่ ลมเย็นปะทะเนือง ๆ ทำเอาหลายคนเคลิ้ม ไม่อยากจะเดินไปไหน ทุ่งดอกไม้ปีนี้ ดูเหมือนจะน้อย ๆ ยังไงอยู่ ต่างจาก 3 ปีก่อนที่ผมเคยมา หรือเป็นเพราะฝนบางตาก็ไม่ทราบ เพราะเท่าที่สังเกตดู ช่วง 2 วันที่ผ่านมาบนภู ผมยังไม่เจอฝนเลยแม้แต่เม็ดเดียว!!! "เดี๋ยวเราว่าจะไปเดินเล่นทุ่งดอกไม้นะ...แล้วว่าจะเดินเลยไปดูพระอาทิตย์ตกด้วย..." ใครคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยปากกึ่งชักชวนเพื่อน ๆ ให้ไปด้วยกัน สำหรับผมน่ะ ใจจริงก็อยากนอน(กลางวัน)อยู่หรอกครับ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว เดินดูสักหน่อย เผื่อจะได้วิวถ่ายรูปสวย ๆ 
ผมนั่งโอ้เอ้อยู่พักหนึ่ง นั่งเขียนโปสการ์ดไปได้สักราวๆ 4-5 แผ่น หลายคนเริ่ม เตรียมของเพื่อไปเดินถ่ายรูป ราวสักบ่ายสามครึ่ง ทุกคนเริ่มออกเดิน โดยมีเป้าหมาย ไปที่ลานสน หลักเขตแดนประเทศ ลาน ฮ. แล้วเดินเป็นวงกลมตามลานสนที่มี ทุ่งหงอนนาคตลอดทาง ไปจนถึงจุดสูงสุด แล้ววนกลับมาทางริมหน้าผา เดิน เป็นวงกลมได้จนกระทั่งกลับมาถึงแคมป์ 
บ่ายนี้มีหลายกลุ่มที่เดินไปด้วยกัน อุ่นหน้าฝาคั่งดีจังครับ ผมเริ่มออกเดินไปเป็นคนแรก ๆ ของกลุ่ม แต่เพียงไม่นานนัก ตำแหน่งผมก็เริ่มถอยรั้งท้ายไปเรื่อย อิอิ มัวแต่หามุมกล้อง ไปเรื่อยแหละครับ คนอื่นเขายกถ่าย แชะ แชะ สำหรับผมกว่าจะเลือกมุมให้ถูกใจได้ กว่าแสงจะได้ เลือกแล้วเลือกอีก รอแล้วรออีก บางทีก็เกือบจะหมดความอดทนเหมือนกัน 
สนสูงตระหง่านสีน้ำตาลเข้มเว้นระยะเป็นช่วง ๆ อย่างไม่เป็นระเบียบ แซมสลับกับหญ้าเขียว ขจีในเวลานี้ ถูกแต่งแต้มด้วยหงอนนาคสีม่วงอยู่ละลานตาไปทั่ว ดูแล้วเพลินเหมือนกัน นี่ถ้าหากมาช้ากว่านี้สักเดือนเดียว หงอนนาคเหล่านี้ก็คงโรยรา ปล่อยให้สนสูงกับผืนหญ้า อยู่กันเพียงลำพัง... 

จากความคึกคัก กลับกลายเป็นความเงียบเหงา คนส่วนใหญ่เดินนำหน้าไปหมดแล้ว เหลืออยู่เพียงคนไม่กี่คนอยู่บนทุ่งกว้าง ที่ต่างคนต่างหามุมถ่ายรูปกันไป ผมเดินไปตามทาง เก็บภาพถ่ายไปเรื่อย แต่เพียงไม่นานนัก เมฆฝนก้อนใหญ่เข้ามาบดบังท้องฟ้า หมดแสง จะถ่ายภาพเลยครับงานนี้ อีกหลายมุมที่ผมมองแล้วว่ามันคงดูสวย(ถ้ามีแสง) ก็เลยไม่ได้เก็บ ภาพมาด้วย แห้วไปตามระเบียบ 
ผมเดินมาเรื่อย ๆ อย่างไม่รีบร้อนนัก ภาวนาหาจังหวะที่ฟ้าจะเปิด แต่ก็หมดหวังครับ เพราะเมฆฝนหนาตากินพื้นที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ บดบังแสงแดดยามบ่าย เมื่อแดดยามบ่าย ส่องไม่ถึง สิ่งที่ตามมาก็คือม่านหมอกที่เริ่มพัดเข้ามาโอบคลุม ทำให้ป่าสนที่ดูโปร่งโล่ง กลายเป็นป่าสนขมุกขมัวไปในเวลาไม่นานนัก 

ป่าสนท่ามกลางม่านหมอกขาวจาง ดูแล้วได้อารมณ์ไปอีกแบบ นี่ถ้าไม่เกรงใจเมฆฝนก้อนมหึมา ที่อยู่บนหัวผมแล้วล่ะก็ ผมคงจะขอเวลานั่งนิ่ง ๆ เพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศแบบสงบเงียบให้ นาน...นาน 
เดินมาจนถึงริมหน้าผาครับ ผมไม่ขึ้นจุดสูงสุดแล้วล่ะงานนี้ เพราะบรรยากาศปิด ด้วยมวลหมอก ผมเลยเดินมาทางหน้าผา เดินไปเรื่อย ๆ กับทางกลุ่มพี่บัณฑิต ไม่ค่อยได้ถ่ายอะไรเลย ช่วงนี้ เพราะถ่ายไป ภาพคงจะขมุกขมัว 
เดินมาจนถึงจุดชมพระอาทิตย์ตก หมอกหนาตาเชียว ยังไงผมก็ทำใจแล้ว ว่าวันนี้คงไม่ได้เห็น เจ้าไข่แดงดวงโต แต่ผมก็ยังไม่กลับแคมป์ครับ เพราะเวลาเหลือเฟือ ไม่รู้กลับไปทำอะไร เจอน้องอาร์ต น้องคนนึงที่มาด้วยกัน ก็นั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อยครับ เรื่องเที่ยวบ้าง เรื่องถ่ายภาพบ้าง กำลังชี้ไปทางม่านหมอกหนา ว่ายังไง ๆ วันนี้คงหมดโอกาสจะได้เห็นพระอาทิตย์ตกแน่ ๆ น้องอาร์ตกำลังบ่นเสียดาย เพราะเมื่อวานน้องอาร์ตขึ้นมาถึง แล้วกินยาหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ไม่ได้เห็นดวงอาทิตย์ตก กำลังนั่งคุยไปเรื่อย อยู่ดี ๆ ม่านหมอกสีขาวก็ปรับเปลี่ยนเป็นสีชมพู!!! 
หลังจากหายอึ้งกับภาพที่อยู่ตรงหน้า พอเริ่มตั้งสติได้ ก็คว้ากล้องหามุม เล็งเต็มที่ ส่วนเจ้า หมอกสีนวลก็พริ้วไปไหวมา มองเห็นดวงอาทิตย์กลม ๆ อยู่ด้านหลังมะรอมมะร่อ เปิด ๆ ปิด ๆ อยู่อย่างนั้น แต่พอกำลังเล็งๆ อยู่ดี ๆ หันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า (หมอกไม่ได้คลุมด้านบนครับ คลุมแต่ตรงหุบอย่างเดียว) ท้องฟ้าสีฟ้าถูกสาดไปด้วยสีแดงส้ม เสมือนผ้าใบผืนโตสีฟ้าคราม ที่ถูกสาดเลอะเทอะไปด้วยสีแดงส้ม ลวดลายพริ้วไหวไปตามอารมณ์ของลายเมฆบนท้องฟ้า 
หลายคนที่ถอดใจเดินกลับแคมป์ไปแล้ว รีบจ้ำอ้าวออกมาถ่ายภาพกันใหม่ ทำให้บรรยากาศที่ดู หงอยเหงาเมื่อครู่ กลับตาลปัด กลายเป็นคึกคักภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ของดีมีอยู่ไม่นานครับ แสงท้องฟ้าสีส้มแดง ที่ทำให้ท้องทุ่งบนยอดพันหกเจิดจรัส ก็เริ่มปรับเปลี่ยนสี กลายเป็นฟ้าคราม และอืมครึมลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งมืดลงสนิทในที่สุด ผมนึกในใจขอบคุณบรรยากาศดี ๆ ที่ ทำให้ผมมีโอกาสได้เห็นภาพความงามอีกครั้ง ถึงแม้ในวันนี้เจ้าไข่แดงดวงโตดูจะขี้อายอยู่สักหน่อย 
การมาภูสอยดาวในครั้งนี้ ถือว่าแทบจะครบทุกรสชาติเลยครับ มีหลากหลายบรรยากาศ ทั้งฟ้าเปิด หมอกคลุม พระอาทิตย์ตก ทุ่งดอกไม้ น้ำตก ทะเลหมอก และความหนาวเย็น 
เช้าวันสุดท้าย.... ผมตื่นมาพร้อมคำบอกกล่าว..."เมื่อคืนฝนตก" อ้าวเหรอ ... แปลว่าผมนอนหลับสนิทไม่รู้เรื่องเลยนะเนี่ย อิอิ เช้าวันที่หมอกห่มคลุมหนาตา สนสูงตระง่านรายรอบอยู่ในม่านหมอก เห็นเป็นเงาจาง ๆ จิบกาแฟกรุ่น ๆ นั่งคิดในใจ 

"ฉันคงจะคิดถึงเธอ...ภูสอยดาว" เป็นครั้งแรกของทริปนี้ ที่ผมเริ่มเพ้อ..... "ฉันไม่รู้ว่าจะอีกนานสักเท่าไหร่ ที่ฉันจะกลับมาเยี่ยมเยียนเธออีก ฉันไม่รู้ว่าระยะเวลาอีกไกลสักแค่ไหน ที่ฉันจะต้องเดินไป และวกกลับมาอีกครั้ง และฉันไม่รู้ว่า...... ฉันไม่รู้จะยกเหตุผลอะไรดี ที่จะมาบอกกล่าว ว่ายังไม่อยากจากเธอไปไหน...." คนอื่นมองภายนอก ก็ดูว่าผมคงคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ภายในใจ ผมกำลังสูดกลิ่นอายแห่งธรรมชาติกลางลานสน ก่อนจะอำลาอีกภายในเวลาไม่นานนัก.... 


ผมใจหายเสมอ ทุกครั้งที่จากลา แต่ผมก็รู้สึกขอบคุณทุกครั้ง ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสเห็นธรรมชาติที่งดงาม ผมเดินรั้งท้ายลงจากลานสน และไม่ลืมที่จะทำทุกครั้ง ด้วยการหันกลับไปมอง และกล่าวขอบคุณธรรมชาติสวยงาม พร้อมสูดหายใจลึก ๆ เก็บความประทับใจดี ๆ กลับมา..... 
|