|

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเชียงใหม่ กับเจ้าบึกน้อยคู่กายคู่ใจ ออกจากเมืองหลวง เช้าวันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม ราวตีสี่ครึ่ง ถึงเชียงใหม่ราวบ่ายโมง ไปนัดเจอเพื่อนฝูงที่ ล่วงหน้าไปถึงเชียงวใหม่แล้ว อย่างเจ๊วิกกี้ ป้าแป๊ก หมีพูห์ ด้วยความไม่คาดคิดว่าจะได้ ร่วมทริป... 

นั่งเล่นนอนเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ริมถนน ใน มช. อยู่บนบ่ายคล้อย รอป้าแป๊กกับหมีพูห์ พาลูกทริป ไปกินข้าวแล้วตามด้วยจ่ายตลาด เพื่อเป็นเสบียงสำหรับคืนนี้ ราว 4 โมงเย็น จึงจะได้เริ่มขึ้น ดอยสุเทพ การจราจรหน้า มช. ดูแออัด เนื่องจากผู้คนทั่วสารทิศหลั่งใหลกันมานมัสการ พระธาตุดอยสุเทพอย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้จะล่วงเวลามาเกือบจะเพลาเย็นแล้วก็ตาม รถก็ยังดู คับคั่ง ความคิดตั้งแต่ทีแรกว่าจะแวะไหว้พระธาตุดอยสุเทพด้วย ก็เป็นอันต้องล้มเลิก 

น่าจะสัก 20 ปี ล่วงมาเห็นจะได้ ที่ผมไม่ได้มาดอยสุเทพ สภาพถนนหนทางเปลี่ยนไปจนเทียบ กับสมัยก่อนไม่ได้แล้ว ทางขึ้นดอยสุเทพเดี๋ยวนี้ดูสะดวกสบาย ถนนตลอดเส้นทางที่ดีมาก ๆ พ้นดอยสุเทพไปจนถึงพระตำหนักภูพิงค์ถนนก็ยังดูกว้างขวาง พอพ้นพระตำหนักฯ ไปแล้วถนนเริ่มแคบลง ขับรถลำบากยิ่งขึ้นเนื่องจากมีการจราจรที่คับคั่ง เมื่อใต่ความสูง ขึ้นไปเรื่อย ๆ เริ่มเห็นต้นพญาเสือโคร่งกำลังอวดดอกสีชมพูตามรายทางเป็นระยะ ๆ 

ขับไปเรื่อยจนถึงแยกซ้ายไปบ้านม้งดอยปุย แยกขวาไปบ้านขุนช่างเคี่ยน เราเลี้ยวไปทางขวา ถนนก็แคบลงไปอีก ผมขับด้วยความระมัดระวัง ถนนช่วงนี้หากมีรถสวน คงต้องค่อย ๆ เบี่ยงลงข้างทาง แล้วค่อยสวนกันไป แต่ก็ยังดีที่มีจุดให้เบี่ยงเป็นระยะ ๆ 

ราวห้าโมงเย็นผมถึงจุดกางเต็นท์ของ อช.ดอยสุเทพ-ปุย บนความสูง(ไม่แน่ใจ) แต่ที่ รู้แน่ ๆ คงไม่ต่ำกว่าพันสอง อากาศหนาวจับใจทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ฟ้ายังไม่มืดเลย ไปเจอ เจ้าจอน และเจ้า M-77 อย่างไม่คาดคิด เอ็ม และจอน มาก่อนหน้านี้หลายวันแล้ว ไปนอนที่ขุนวาง อช.อินทนนท์มาก่อนแล้ว 2 คืน และคืนนี้มาป๊ะกันที่นี่ 
ขุนช่างเคี่ยน ในบริเวณ อช.ดอยสุเทพ-ปุย ยังถือว่ามีนักท่องเที่ยวไม่มากหรือล้นหลาม มากนัก เมื่อเทียบกับ อช.อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดอยอินทนนท์ หรือ ภูกระดึง แต่ในวันนี้ ก็ถือว่ามีนักท่องเที่ยวไม่น้อยทีเดียวที่มาที่นี่ รถแน่นขนัดเต็มลานจอดรถจนแทบจะหาที่จอด ไม่ได้ มีทั้งกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ลูกเด็กเล็กแดง เต็มไปหมด ดูคึกคักอบอุ่นไปอีกแบบ ผมชอบนะ ที่จะเห็นครอบครัวมาด้วยกัน จะสนุกสนานเฮฮา มีเสียงเด็กเจี๊ยวจ๊าว แต่ไม่เอะอะโวยวาย พอเริ่มดึกหน่อย เสียงก็จะเงียบ จะต่างจากพวกวัยรุ่น(บางกลุ่ม) ที่เมาสุราแล้วคะนอง ร้องเพลงเสียงดัง โวยวายทั้งคืน ทั้งที่ระเบียบอุทยานฯ กำหนดไว้ว่าจะส่งเสียงดังได้ไม่เกิน 4 ทุ่ม แต่ที่นี่ก็ดีครับ มีเจ้าหน้าที่อุทยานมาคอยเดินตรวจตรา และเตือนกับระเบียบดังกล่าว ให้กับนักท่องเที่ยวได้รับทราบ  กว่าจะกางเต็นท์เสร็จฟ้าก็มืดพอดี เรากินข้าวกันตรงศาลา ที่มองออกไปเห็นเมืองเชียงใหม่ ยามค่ำคืน ดูช่างสวยงาม เป็นดาวดินที่มีอาณาเขตกว้างขวางและสว่างสดใสอย่างมากทีเดียว
....(คืนนี้ผมหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง)... 
เช้าตรู่ของวันใหม่....กับวันฟ้าหม่น พวกเราตื่นมารับแสงแรกแห่งวันสุดท้ายของปีที่นี่ ตรงศาลามองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นพอดี โดยมีฉากหน้าเป็นตัวเมืองเชียงใหม่ พร้อมกาแฟอุ่น ๆ กรุ่นหอมเคล้าบรรยากาศ ช่วงสาย หลังจากเก็บเต็นท์และสัมภาระเรียบร้อย จากจุดกางเต็นท์ของ อช. พวกเรา ขับรถเข้าไปอีก 3 กิโลเมตร จะพบตามรายทางที่เต็มไปด้วยพญาเสือโคร่งเป็นทิวแถว ดูงดงาม ในช่วงปีใหม่มีนักท่องเที่ยวไม่น้อยที่มาที่นี่ แต่ก็ไม่คับคั่งจนเกินไปนัก เนื่องจากอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักสำหรับอีกหลาย ๆ คน พวกเราเดินถ่ายรูปตามทาง ไปเรื่อย ๆ จนถึงสถานีเกษตรของ มช. ที่นี่เขาปลูกกาแฟ และมีกาแฟหอมกรุ่นให้ชิม สนนถ้วยละ 30 บาท มีบ้านพักหลายหลัง มีอยู่หลังนึง เพิ่งปลูกไม่นาน หลังเล็กกะทัดรัด เป็นที่ต้องตาต้องใจกับใครหลายคน รวมทั้งผม...อิอิ 
วันนี้ฟ้าดูหม่น ๆ ไม่ค่อยแจ่มใสนัก ผมเลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปสักเท่าไหร่ แต่ก็ดีไปอย่างครับ แดดไม่ร้อน เดินเล่นไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังเสียดาย เพราะไหน ๆ ก็มาแล้วแต่ไม่ได้ภาพสวย ๆ กลับไป .... 
ผมมีเวลาอยู่ที่นี่ไม่นาน เพราะตกลงกับพรรคพวกเอาไว้ ว่าคืนนี้จะไปนอนขุนแม่ยะ... ดูเจ๊วิกกี้จะงอแง ไม่อยากไปด้วย เพราะแกบอกว่าแกอยากจะอยู่ที่นี่หลาย ๆ คืน แต่ไหน ๆ ก็มาด้วยกัน ก็ต้องลากไปด้วยกันล่ะครับ ขับรถลงมา ด้วยความคิด(อีกแว่บนึง) ว่าถ้าเป็นไปได้ก็ยังอยากจะนมัสการพระธาตุ ดอยสุเทพ แต่พอลงมาถึงบริเวณทางเข้า เห็นปริมาณรถ(และคน)ที่เรียกได้ว่า โค-ตะ-ระ มหาศาล ก็เป็นอันต้องล้มเลิกความคิด (เป็นครั้งที่สอง)....เฮ้อ 

.....เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก ^^.....
วันพุธที่ 2 มกราคม (วันที่ 4 ของการเดินทาง) กับการกลับมาเยือนอีกครั้ง....
หลังจากไปนอนที่ขุนแม่ยะมาหนึ่งคืน กับห้วยน้ำดังอีกหนึ่งคืน ด้วยบรรยากาศที่ผู้คนแน่นขนัด วันนี้ผู้คนส่วนใหญ่กลับถิ่นฐานเดิมกันหมดแล้ว (แต่ในความรู้สึกผมรถราก็ยังดูเยอะอยู่นะ) เพื่อนฝูงคนอื่น ๆ ก็ได้แยกย้ายกลับกรุงเทพฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันก่อน เช้าวันนี้คงเป็นวันทำงาน วันแรก ส่วนผมแยกตัวมาคนเดียวเพื่อเที่ยวต่อ.... 

ผมลงจากห้วยน้ำดังราว 9 โมง ผมขับรถกลับมาที่ตัวเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ได้แวะไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพสมความตั้งใจ (^o^) เพราะวันนี้รถน้อยลงไปเยอะแล้ว แต่กระนั้นก็ยังหาที่จอดรถยากอยู่ดี กว่าจะหาได้ ก็แทบจะล้มเลิกความคิดอีกครั้ง - -" 

ผมขับรถต่อไปจนถึงบ้านม้งดอยปุยผ่านไปจนถึงลานกางเต็นท์ของ อช.จากวันวานที่มี รถจอดแน่นขนัดเต็มลานจอด วันนี้กลับไม่เหลือเลยแม้แต่คันเดียว (ดูเหงาชะมัด) ผมยังลังเล ไม่รู้จะพักที่ไหนดี ก็เลยตัดสินใจเข้าไปที่สถานีเกษตรฯ อีกครั้ง พบว่าบ้านไม้ หลังที่เคยหมายมั่นไว้ วันนี้ว่างครับ (เสร็จป๋ม อิอิ) สนนราคาก็ไม่แพง คืนละ 600 บาท นอนสบายเชียววันนี้ผมก็เลยลันล๊าาาา ด้วยความสมใจอยาก หลังจากติดต่อขอเช็คอิน เป็นที่เรียบร้อย ผมก็จัดการเดินสำรวจรอบ ๆ บริเวณให้สมใจอยากเสียเลย 
แดดบ่ายก็สวยไปอีกแบบ แต่ผมมองว่าช่วงเช้าน่าจะสวยกว่า เพราะดวงอาทิตย์จะสาดแสง มากระทบด้านหน้าของทิวต้นพญาเสือโคร่งพอดี คงจะได้ภาพงาม ๆ หลายภาพ... บริเวณนี้เป็นสถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาจะมีทั้ง site A และ site B บริเวณที่ผมไปพักจะเป็น site A โดยรอบจะปลูกกาแฟ และผลไม้เขตหนาว 

ถึงแม้วันนี้จะไม่ใช่วันหยุด แต่ก็ยังพอมีนักท่องเที่ยวแวะมาเยี่ยมเยียนอย่างเป็นระยะ ๆ ไม่ขาดสาย แต่ดูเหมือนจะเป็นคนเชียงใหม่เสียมากกว่า ส่วนใหญ่เขาแวะขึ้นมาเที่ยว แล้วก็กลับลงไปครับ คืนนี้ก็เลย(คาดว่า)จะมีผมเป็นนักท่องเที่ยวที่มาพักเพียงคนเดียว 

เจ้าหน้าที่ ที่นี่อัธยาศัยดีครับ ต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอ ที่นี่มีบ้านพักหลายหลัง หลายห้อง แต่จำนวนไม่มากนัก แต่ไม่มีอาหารขายนะครับ ต้องเตรียมอาหารมาเอง บ้านพักที่ผม มาอยู่จะมีห้องนอน 1 ห้องนอนได้สัก 2-3 คน (ถ้าอัดเข้าไปก็คงพอได้ 4-5 คน ถ้าไหวนะ) มีห้องครัวพร้อมอุปกรณ์จานชาม หม้อ เตาแก๊ส มีห้องอาบน้ำ ที่มีน้ำอุ่นให้อาบ ^^ ลุงคนนึงแกเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของที่นี่ ก็เดินมาเตือนว่า ข้าวของเก็บให้ เรียบร้อย ล็อกห้องให้เรียบร้อยเพราะที่นี่มีคนในหมู่บ้านบางคน (เน้นนะครับว่าบางคน) ที่ชอบมาลักเล็กขโมยน้อย กับนักท่องเที่ยว (ไม่น่าเลยครับ คนไม่กี่คน ทำชื่อเสียงเสียหาย ให้กับหมู่บ้านและสถานที่ท่องเที่ยว) ส่วนแกก็เป็นยาม แค่คนเดียวเองครับ ช่วงปีใหม่ ที่ผ่านมา แกบอกว่าแกทำงานหนัก ไม่ค่อยได้นอนเพราะต้องคอยดูแลนักท่องเที่ยว วันนี้เริ่มรู้สึกไม่สบายครั่นเนื้อครั่นตัว ผมก็มองหน้าแกดู ๆ แล้วหน้าซีดเซียวเลยครับ แกก็บอกอาการซะละเอียดเชียวครับ แต่ผมก็ไม่ใช่หมอนิครับ ฟังแล้วก็อึ้ง ไม่รู้จะ วินิจฉัยโรคยังไง ก็เลยสันนิษฐานไปก่อน ว่าแกคงพักผ่อนไม่พอ ผมเองก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยเอายาพาราฯ ให้แกไปแผงนึง กับนมกล่องอีก 2-3 กล่อง บอกให้แกกินข้าว กินยา แล้วก็พักผ่อนสักหน่อยคงดีขึ้น อากาศเริ่มมืดพร้อมกับความหนาว คืนนี้ผมนอนอยู่กับความหนาวเย็นรอบกาย ที่นอนนุ่ม ๆ ผ้าห่มอุ่น ๆ ....หัวค่ำ ผมผลอยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย...... 
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม (วันที่ 5 ของการเดินทาง) รุ่งสาง ผมตื่นขึ้นมองไปที่หน้าต่างเห็นแสงขอบฟ้ารำไร ผมรีบเดินออกจากบ้านพัก เพื่อไปเก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้น ที่บริเวณนี้จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นไม่ค่อยชัดเจนนัก เนื่องจาก แนวสันเขาที่บดบังอยู่ แต่วันนี้ต้องฟ้ามีริ้วเมฆสวยเชียว ก็เลยทำให้อดไม่ได้ที่จะต้อง ผลาญเมมโมรีในกล้องซะหน่อย 
หลังจากดวงอาทิตย์สาดแสงส้มแดงเข้ามายังทิวซากุระ ทำให้ดอกไม้สีชมพูหวาน ๆ กลายเป็นสีชมพูอมส้ม ดูหวานแนวร้อนแรงอยู่สักหน่อย ก็สวยไปอีกแบบ เป็นภาพความ ประทับใจอีกภาพหนึ่ง 
ผมเดินเก็บภาพไปเรื่อย จากบ้านพักเดินย้อนกลับไปตามรายทาง หามุมถ่าย วันนี้เป็นวันที่ แดดจัด ฟ้าใส ผมเก็บภาพอยู่เป็นนานสองนาน เช้าตรู่ในวันนี้ยังมีนักท่องเที่ยวอยู่อีกราว 2-3 กลุ่มที่มาเก็บภาพเจ้าดอกสีชมพูยามหนาว แม้ในวันนี้ใบจะเริ่มแตกออก และดอก ที่กำลังร่วงโรยลงพื้นอย่างไม่ขาดสาย แต่ก็ยังดูงดงาม ตามแบบฉบับของขุนช่างเคี่ยน ที่น่าประทับใจ.... 

หลังจากเก็บภาพสมใจอยาก ในช่วงสายเก็บสัมภาระเดินกลับมาที่รถ เจอลุงยาม คนเมื่อวาน ดูหน้าตาแกสดใสขึ้น แกมาขอบคุณสำหรับยาที่ให้แกไป ผมรู้สึกดีใจครับ ที่ทำให้แกดีขึ้น แกยังชวนว่าว่าง ๆ ให้มาเที่ยวใหม่ พาเพื่อน ๆ มาด้วย ที่นี่ ถึงแม้จะ ไม่ใช่ช่วงฤดูที่ดอกพญาเสือโคร่งบาน ก็บรรยากาศดีทีเดียว เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าหา โอกาสมาพักผ่อน ด้วยบรรยากาศเงียบสงบและอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม 

ปีหน้าคงต้องหาโอกาสมาใหม่ โอกาสที่เจ้าพญาเสือโคร่งจะผลิดอกอวดโฉมงดงาม ในยามหนาว ทำให้ผืนป่าเขียวขจีแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพู.....อันแสนหวาน และแสน ประทับใจให้กับผู้มาเยือน หากดูภาพถ่ายไม่จุใจคลิกเข้าไปดูได้ ที่นี่ครับ(คลิกเลยครับ)
|