|

เมืองปาย .... เมืองที่หลายคนหลงใหล เมืองที่เงียบสงบในวันวาน....แต่คึกคักในวันนี้ เมืองที่มีรีสอร์ทสวย หรู เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและเทศ เมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก และเต็มไปด้วยแสงสียามค่ำคืน แต่ใครจะรู้บ้าง...ว่าห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโล มีขุนเขาตระหง่านลูกหนึ่ง ยอดแหลมสูงเด่น หากแต่ไม่ค่อยมีใครจะคิด ที่จะเดินขึ้นไปให้ถึง...ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ 
ที่นี่มีแต่ป่าและเขา ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ และที่สำคัญ ต้องลำบากในการเดินฝ่าความสูงชัน เพื่อที่จะไปพิชิตยอดนั่น!!! จิกจ้อง (จิก แปลว่า หัวจุก หัวแหลม บริเวณยอดร่ม / จ้อง แปลว่า ร่ม) จิกจ้อง จึงแปลความหมายตรงตัว ว่าหัวจุกร่ม ด้วยรูปพรรณสัณฐานที่มียอดแหลม ดูโดดเด่นกว่ายอดอื่นที่อยู่รายรอบ..... 
เป็นทริปที่จะเรียกได้ว่าตั้งใจ...หรือไม่ตั้งใจก็ไม่รู้ เสียงสาวนางหนึ่ง ที่เป็นบล็อกเกอร์แห่งเว็บ OkNation แห่งนี้ แว่วมาตามสายเมื่อหลายเดือนก่อน "พี่เอกขรา.....ไปดอยอ้นกันมั้ยค๊ะ" "เดินง๊ายยย...ง่าย....เดินแค่สามชั่วโมงก็ถึง" อารมณ์ที่อยากเดินถึก ณ ขณะนั้น ผมตอบรับทริปนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ผมเกือบจะไม่ได้ไปทริปนี้ซะแล้ว เนื่องจากภารหน้าที่ ที่ค่อนข้างรัดตัวเสียเหลือเกิน จนกระทั่งทีแรก ผมต้องถอนตัวออกจากทริปไปเรียบร้อย แต่แล้วก่อนหน้าเดินทางสองวัน...ผมไปหาเธอคนนี้ที่ตึกเนชั่นทาวเวอร์ แวะไปเยี่ยมเยียน และเอาของฝากไปให้...เราได้พูดถึงทริปนี้กัน เธอบอกว่ามีคนถอนตัวหลายคน แล้วก็มีคนเสียบหลายคน จนกระทั่งเวลานี้ เหลือที่ว่างอีก 1 ที่ ผมยังบ่ายเบี่ยง จนกระทั่งเช้าวันเดินทาง ผมก็ดันตอบตกลงว่าจะไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้จัดกระเป๋า ด้วยความรู้สึกสับสนเต็มที >_< จนกระทั่ง 2 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง มีข่าวคราวการเปลี่ยนแปลงแว่วมา (จริง ๆ ก่อนหน้านี้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของทริปมาโดยตลอด) "ซาหรุบว่า...(เสียงเจื้อยแจ้ว แอ๊บแบ๊วสุดฤทธิ์ จากสาวตึกเนชั่น).... เราจะเปลี่ยนจากดอยอ้นเป็นขึ้นดอยจิกจ้องแทน" "เราจะอยู่บนจิกจ้องกัน 3 วัน 2 คืน ในลักษณะของทริปสำรวจ นำทางโดยพี่บัญญัติ...อิ๊ อิ๊..." 
ผมเพิ่งเคยได้ร่วมทริปกับพี่บัญญัติครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว แต่เป็นทริปสบาย ๆ แต่ก็พอรู้ว่า แกชอบลักษณะของทริปสำรวจ โดยกางแผนที่ทหาร แล้วลากเส้นทาง ไปบนแนวสันเขาหรือหุบ ที่คิดว่าน่าจะไปได้ แล้วก็ใช้ GPS นำทาง โดยที่อาจจะมี คนพื้นที่นำทางหรือไม่ก็ได้ ถ้ามีก็ดีไป แต่ถ้าไม่มี ก็เตรียมตัวเตรียมใจเผื่อไว้สำหรับการหลง!!! เพราะการเดินแบบนี้ บนเส้นทางจริงอาจจะมีเทรลหรือไม่มี ก็ไม่รู้ สนุกไปอีกแบบครับ ผมมีเวลานั่งทำใจ 2 ชั่วโมง อิอิ พร้อมเตรียมแรงไว้ถ้าเกิดเหตุการณ์หลงทาง ราวสาย ๆ เราถึง อ.ปาย แวะกินส้มตำหน้าอำเภอกันอย่างอิ่มหนำสำราญ (เฮ้อ...เห็นเมืองปาย แล้วอยากนอนสบาย ๆ ที่นี่จัง จิตใจอันแสนจะขี้เกียจของผมเริ่มงอแง) เราเข้าไปในหมู่บ้านตีนเขา (จำชื่อหมู่บ้านไม่ได้แระ) เพื่อหาลูกหาบ หลังจากได้ลูกหาบมา 2 คน ตกลงว่าจ้างเป็นที่เรียบร้อยก็เริ่มเดิน ช่วงแรกผ่านไร่ชาวบ้าน พอเริ่มเข้าเขตป่าความชันเส้นทางก็ปรากฎขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เดินไต่ระดับความสูง ไปเรื่อย เหมือนบันไดที่ไม่มีชานพักก็ว่าได้ มีแต่ขึ้น...ขึ้น...แล้วก็...ขึ้น จนกระทั่งถึงจุดพักกลางทาง ลูกหาบคนหนึ่งเริ่มออกอาการว่าไม่อยากเดินต่อ พูดเปรย ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำนองว่า "จะไม่ไปแล้วได้ไหม" หรือ "ไปแค่วันเดียวได้ไหม...!!!" 
ภาพ: ทิวทัศน์เมืองปาย จากจุดพักกลางทาง 
ภาพ: เมืองปาย (ซูมใกล้เข้ามาอีกนิด) เอาล่ะสิ งานนี้ถ้าไม่มีลูกหาบคงจะลำบาก เพราะแต่ละคนก็มีสัมภาระกันพอสมควร เนื่องจากลูกหาบจะแบกสัมภาระกองกลาง จำพวกเครื่องครัว รวมทั้งเสบียง จริงอยู่ถึงแม้ไม่มีลูกหาบ พวกเราก็ยังสามารถที่จะแบ่งสรรของกองกลางกันได้ แต่นั่นหมายความว่า จะทำให้พวกเราเดินช้าลง อีกอย่าง ลูกหาบซึ่งเป็นคนในพื้นที่ เขาเคยขึ้นดอยมาก่อน ย่อมรู้เส้นทางเป็นอย่างดี ทำให้พวกเราไม่ต้องเสียเวลากับ การหลงหรือคอยจับพิกัด ซึ่งจะทำให้พวกเราถึงจุดหมายที่ต้องการได้สะดวกและ รวดเร็วขึ้น 
ภาพ:น้องเก๋น้อย (บล็อกของเธออยู่ที่นี่ครับ) 
ภาพ:ต้นสนและท้องฟ้า 
ภาพ: ดงเฟิร์นระหว่างทาง พวกเราต่างก็ช่วยกัน ทั้งชักชวน เว้าวอน จูงใจ โอ้โลม...ต่าง ๆ นา ๆ (ผมเองไม่ค่อย มีความสามารถในด้านนี้เท่าใดนัก ก็เลยอยู่เฉย ๆ ดีกว่า เดินถ่ายรูปเล่น เพราะฟ้ากำลังใส แดดเริ่มทอแสงสีทอง รวมทั้งจุดนั้นยังมองลงไปเห็นเมืองปายด้วย)พูดคุยไปเรื่อย จนในที่สุดลูกหาบก็ยอมเดินต่อ...(เฮ้อ.....) เดินเลาะไปตามริมเขาอยู่ไม่นานนัก เวลาใกล้ค่ำมืดลงทุกที ๆ เดินผ่านเจ้าควายตัวหนึ่ง ที่เจ้าของนำมาปล่อยเลี้ยงไว้บนนี้ พวกเราเดินผ่านมันอย่างระวัง เพราะตัวใหญ่ไม่ใช่เล่น ผมเดินเป็นคนแรก ๆ ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร จนมาถึงจุดที่พักบริเวณใกล้ ๆ ปลักควาย ปรากฎว่าเห็นคนที่เดินตามมากึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหน้าตาตื่น...แล้วบอกกับพวกเราว่า โดนควายตัวนั้นไล่มา งานนี้เดือดร้อนลูกหาบ ที่ต้องช่วยไล่ควายให้เรา - -" ฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อย ๆ พวกเราตัดสินใจเดินลงหุบ เพราะใกล้ๆ นี้น่าจะมีแหล่งน้ำ เดินไปจน กระทั่งถึงแถว ๆ ลานกว้าง กำลังเล็ง ๆ อยู่ ว่าจะนอนที่นี่ดีไหม ยังไม่ทันได้ตัดสินใจอะไรเลย ควายฝูงหนึ่งราว 4-5 ตัว (แต่ละตัวล่ำบึกทั้งน๊านนนน) อยู่บริเวณนั้น พวกเราก็ทำ เฉย ๆ เดินไปเรื่อย คิดว่าน่าจะผ่านไปด้วยดี แต่ที่ไหนได้ เดินไปแป๊ปเดียว พอมันเริ่ม รู้ว่าพวกเราล้ำอาณาเขตมัน ควายทั้งฝูงต่างพร้อมใจกัน วิ่งกรูเข้ามาหาเรา!!! มันคงไม่คิดว่าเรามาอย่างฉันท์มิตรแน่ ๆ วิ่งควบมาด้วยท่าทีขนาดนี้ โดยสัญชาติญาณ ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว นักท่องเที่ยวแถวตอนเรียงก็กระจายกันไปคนละทิศละทาง เป้หนักบนหลัง รวมทั้งความเหนื่อยล้าหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ต่างวิ่งกระเจิงหนีเจ้าทุยตัวล่ำ แบบไม่คิดชีวิต แล้วใครจะอยู่ให้มันเข้ามาขวิดหรือชนเล่นล่ะครับ ป๋มไม่ใช่พินโบว์ลิ่งนะ จะได้ให้พวกมัน ทำสไตรค์ !!! 
ภาพ: ควายเจ้าถิ่น มารู้ตัวอีกทีก็มายืนพิงต้นไม้ ลิ้นห้อยหอบแฮกๆ เพื่อนฝูงก็อยู่กันคนละมุมในสภาพไม่ต่างกัน เห็นพวกเราบางส่วนลงไปอยู่ริมลำธารด้านล่างกันแล้ว พวกเราก็เลยต้องใช้วิธี เดินตัดลงไปเลย พออยู่ที่ริมลำธาร กำลังหาที่เหมาะ ๆ จะใช้หลับนอน ก็ปรากฎว่ามี หนึ่งในทีมเจ้าทุย มาจากไหนไม่ทราบ มาไล่พวกเราอีกแล้ว งานนี้ก็หนีกระเจิงกันอีก - -' บริเวณริมลำธารคงไม่มีสถานที่กว้างพอให้พวกเราตั้งแคมป์ได้ พวกเราเลยตัดสินใจเดินขึ้นไปตรงลานที่เมื่อกี้โดนควายไล่มา แล้วทำเป็นไม่กลัว (จริง ๆ ก็ยังหวั่น ๆ อยู่) กลับไปไล่มันแทน ได้ผลแฮะ มันมาทีนึงก็ไล่ไปทีนึง ไป ๆ มา ๆ อยู่สัก 3-4 ครั้งเห็นจะได้ ทุยเจ้าถิ่นก็ไม่มายุ่งกับเราแล้ว อิอิ ตั้งแคมป์ ทำกับข้าว อากาศบนนี้หนาวเย็นมาก ๆ ด้วยความสูงราว ๆ 1600 ช่วงค่ำวัดอุณหภูมิได้ราว ๆ 11-12 องศา (ไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย) มีสมาชิกคนหนึ่งเดินมาบอกข่าวร้าย.... หนึ่งในลูกหาบ เขาจะขอกลับบ้าน และกลับคืนนี้เลย!!! อ้าว...เอาล่ะสิ เรามีลูกหาบมากัน 2 คน หนึ่งในนั้นเขากลับลงไป อีกคนหนึ่งเขาก็ ไม่ขออยู่ครับ พวกเราต่างผลัดกันไปพูดคุย ชักชวน เกลี้ยกล่อม ให้เขาเปลี่ยนใจ เขาก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าจะกลับ ผมสังเกตตั้งแต่ทีแรกแล้ว เพราะปกติ ลูกหาบ เมื่อเขาช่วยหาฟืนหุงหาอาหารแล้ว เขาก็จะไปเตรียมที่พักของตนเอง ก่อกองไฟ เพราะพวกเขาจะไม่มีถุงนอนหรือเต็นท์ดี ๆ เขาก็จะใช้วิธีก่อกองไฟที่ปลายขา แต่นี่ไม่เลยครับ นั่งเฉย ๆ ตลอด ผมเองก็พอสังเกตเห็นความผิดปกติเหมือนกัน ณ เวลานี้ ยังไงๆ เขาก็ยืนยันว่าจะกลับลงไป ผมคิดว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่เราพลาดครับ เนื่องจากที่นี่เขาไม่ได้เป็นลูกหาบโดยอาชีพ เขาไม่เคยต้องดูแลนักท่องเที่ยว จริง ๆ พวกเราก็พอเห็นอากัปกิริยาตั้งแต่แรก แล้วครับ ว่าหนึ่งในนั้นเขาไม่อยากมาด้วยสักเท่าไหร่ แต่เพื่อนอีกคนอยากจะมา แต่จะมาคนเดียวก็ยังไง ๆ อยู่ ขอมีเพื่อนมาอีกคนหนึ่ง อะไรประมาณนี้ จริง ๆ ถ้าเป็นการหาลูกหาบแบบขอแรงชาวบ้าน ๆ ไปด้วยกัน เรามักจะเข้าถึง ระดับผู้ใหญ่บ้าน หรือใครก็ได้ที่เป็นที่นับถือของหมู่บ้าน เพื่อให้เขาช่วยเหลือจัดหาคน รวมทั้งบอกกล่าวว่ายังมีนักท่องเที่ยวพวกเราขึ้นไปบนภูเขาหลังหมู่บ้านเขา หากมีเหตุการณ์ใด ๆ ที่ไม่คาดคิด ในช่วงระยะเวลา 2-3 วันนี้ เขายังจะพอหาหนทาง ที่ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้บ้าง แต่งานนี้ เราเจอ 2 คนนี้ ตกลงราคาค่าจ้าง แล้วเริ่มเดินกันเลย โดยผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านนี้ไม่ได้รับรู้อะไร... ลูกหาบเองก็ทำไม่ถูก เพราะเมื่อรับปากแล้ว ก็ควรจะทำอย่างที่รับปาก ถ้าไม่งั้นก็ควรจะปฏิเสธตั้งแต่แรก เพื่อที่เราจะได้หาคนอื่น ไม่ใช่มาปล่อยพวกเรากลางป่า!!! เราจะโทษลูกหาบ 2 คนนี้เลยก็ไม่ได้เสียทีเดียว เพราะหนึ่งในนั้นเอง เขาก็ไม่ได้ อยากจะขึ้นมากับเราตั้งแต่แรกแล้ว แต่พวกเราก็คะยั้นคะยอกันจนเขาใจอ่อน อีกอย่าง ราคาค่าจ้างมันก็ไม่มากมายอะไร คงเทียบไม่ได้กับรายได้ประจำที่เขา ทำอยู่ (มาเห็นทีหลังครับ ว่าบ้านเขาหลังใหญ่มีอันจะกินพอสมควร ไม่ได้ดูแร้นแค้น อะไรเลยครับ ถ้าผมเป็นเขาผมก็คงไม่มาด้วยหรอก อิอิ) เขาปลูกพืชผักขาย แล้วกำลังเป็นช่วงเก็บเกี่ยวเพื่อส่งไปขาย ก็น่าเห็นใจเขาอยู่เหมือนกัน ผมเอง ก็ได้แต่นั่งทำใจครับ จะเป็นไงก็เป็นกัน หลังอาหารเย็น พวกเรานั่งล้อมวง คุยกันตามเรื่องราว พี่บัญญัตินั่งเป็นประธานกลุ่ม คอยชี้แจงว่าพรุ่งนี้เราจะเดินแนวสันเขาไหนดี แล้วตามด้วยเรื่องราวประสบการณ์ ผ่านคำพูดของพี่บัญญัติ ในอดีตสมัยแก่หนุ่ม ๆ ที่เคยเข้าร่วมขบวนการต่อต้านอำนาจรัฐ ที่หลายคนฟังก็ยังทึ่ง คุยกันไปคุยกันมาเริ่มดึก เราหันไปมองลูกหาบเป็นระยะ ๆ ว่าเขาจะไปกันรึยัง ก็เห็นจะไป ๆ หลายที แต่ในที่สุดครับ เขาก็ยอมเปลี่ยนใจ.... "เย๊........." พวกเราร้องพร้อมๆ กัน เสียงดังพอสมควร อิอิ ด้วยความดีใจนี่ครับ และแล้วในที่สุด เราก็มีลูกหาบอยู่เคียงบ่าเคียงใหล่กับเรา ที่จะไปให้ถึงยอดจิกจ้อง.... ^o^ (เฮ้อ...โล่งอกเสียที นึกว่าพรุ่งนี้ต้องแบกหนักเสียแล้วววว) ราว 4 ทุ่มพวกเราต่างแยกย้ายกันไปนอนด้วยความเหนื่อยอ่อน มีหลายคนนอนเปล ส่วนผมขี้เกียจแบกเปลขึ้นมา ก็เลยใช้วิธีนอนปลาทูรวมกับเพื่อน ๆ อีกราว 5-6 คน หวาดเสียวเหมือนกันว่ากลางดึก เจ้าทุยจะมาเยี่ยมเยียนรึป่าว...แต่ที่แน่ ๆ คืนนี้ หนาวเสียเหลือเกิน อุณภูมิวัดได้ล่าสุดก่อนนอน ก็ต่ำกว่า 10 องศาซะแล้ว... 
.... สักราว 6 โมงเช้ากลางป่าลึกบนเทือกจิกจ้อง พวกเราเริ่มทะยอยตื่นกันทีละคนสองคน อากาศที่หนาวเย็นเมื่อคืน ทำให้ผมหลับ ๆ ตื่น ๆ มีบางคนตื่นขึ้นมาดูเทอร์โมมิเตอร์ เห็นว่าวัดได้อยู่ราว ๆ 7 องศา ถุงนอนของผมไม่ได้รองรับอุณหภูมิได้ต่ำขนาดนี้ เมื่อคืนเลยนอนหนาว ทั้งมือและเท้าเย็นไปหมด แต่ก็ยังพอจะหลับลงได้เพราะความเหนื่อยล้า 
กาแฟและอาหารเช้ากลางป่าที่แสนจะเงียบสงบ เป็นอะไรที่ดูจะมีความสุขเสียจริง ๆ ใครจะรู้ว่าห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร คือเมืองปาย เมืองที่แสนจะคึกคักในยามนี้ เมืองแห่งผู้คนที่หลั่งไหลมาท่องเที่ยวในยามหนาว มีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่มากมาย มีเซเว่นอีเลฟเว่น มีรีสอร์ทสวย ๆ ตั้งแต่ราคาคืนละไม่กี่ร้อย ไปถึงราคานับหมื่นบาท มีเสื้อผ้า กันหนาวหลากสีสัน เด็ก วัยรุ่นหนุ่มสาว หรือคนสูงอายุ ทั้งไทยและเทศ เดินกันให้ขวักไขว่ แต่บนยอดพันหก กลับต่างกันราวฟ้ากับดิน ที่นี่อากาศหนาวเหน็บ มีแค่เพียงผืนป่าที่โอบล้อม มีคนราว 12 ชีวิตที่อยู่บนนี้ รวมตัวกันอยู่อย่างเงียบ ๆ ใช้ชีวิตให้ห่างไปจากความ ศิวิไลซ์ที่เคยชิน... เจ้าทุยหนึ่งตัวในฝูงเริ่มค่อย ๆ เดินเข้ามา เรียบ ๆ เรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าใกล้กลุ่ม แรก ๆ พวกเราก็หวั่น ๆ ไล่ "ชิ้ว..ชิ้ว" ไปบ้างเป็นระยะ ๆ พอหลัง ๆ ต่างฝ่ายต่างคุ้นชิน เจ้าทุย ก็เลยทำเนียนเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ กลุ่มพวกเรา พวกเราเลยถือโอกาสแตะตัวมันเล่นบ้าง แต่มันก็ยังไม่ค่อยไว้ใจพวกเราเสียทีเดียวนัก ได้แต่คอยเล็มหญ้าอยู่ใกล้ ๆ พวกเราก็ ไม่ว่าอะไร ดูเหมือนจะมีสมาชิก(ชั่วคราว) เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชีวิต มาอยู่ได้ไม่นานนัก มันก็ละจาก หายเข้าไปในพง 
ภาพ: ยอดแหลมที่เรามองเห็นจากด้านล่างครับจุดสูงสุดจะเป็นก้อนหินใหญ่ 
ภาพ: ทิวสน กับ ท้องฟ้า 
ภาพ: สาวนางหนึ่งที่ร่วมทริป ราว 10 โมงพวกเราเริ่มเดินเท้ากันต่อ เทรลวันนี้เดินไม่ยาก แต่ชันชะมัด สาวเท้าแต่ละก้าว ได้ความสูงเพิ่มขึ้นโดยตลอด เดินไม่กี่ก้าวก็ต้องพัก ยังดีที่จุดนั่งพักแต่ละที่มีลมเย็นโชย มาปะทะทำให้หายเหนื่อยได้อย่างรวดเร็ว เดินไปพักไป คุยไปกินไป ราวบ่ายสอง ก็ถึงจุด ตั้งแคมป์ในคืนนี้ ที่ความสูงระดับ 1900 อากาศยามบ่ายที่รายรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ พอหายเหนื่อยปุ๊บก็รู้สึกหนาวปั๊บ นี่ขนาดตอนบ่ายยังรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นยะเยือก กลางคืนจะเป็นยังไงล่ะเนี่ย 
ภาพ: ถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน บนยอดแหลมๆ 
ภาพ: สภาพความชันของเส้นทาง 
ภาพ: ป่าโบราณระหว่างทาง ตั้งแคมป์เป็นที่เรียบร้อยทีนี้ก็เป็นโปรแกรมเดินเที่ยว คราวนี้ขึ้นยอดเพื่อพิชิตยอดจิกจ้อง ที่ความสูง 1996 (ถ้าจำไม่ผิด)เพราะเห็นเจ้าดำเกิงบอกว่า ให้กระโดดตัวลอยอีกนิด ก็จะถึง สองพันแล้ว อิอิ ทางเดินเที่ยวรกชะมัด มุดนั่นมุดนี่ เดินไต่สันขึ้นเรื่อย ๆ เดินไปตามสันเขา ที่ข้างทางเต็มไปด้วยดงสาบเสือ จนกระทั่งมองเห็น 2 ยอดอยู่คู่กัน 
ภาพ: ยอดจิกจ้อง ที่เต็มไปด้วยสาบเสือ 
ภาพ: แสงสาด ยอดแรกที่เห็นดูจะสูงกว่า แต่บนยอดนั้นมีแต่ต้นสาบเสือเต็มไปหมด หาต้นไม้ใหญ่ได้ น้อยมาก ๆ ส่วนยอดที่สอง ดูจะต่ำกว่า แต่มีต้นไม้ใหญ่รกครึ้มไปหมด พวกเราขึ้นถึงยอด แรกไปแล้วดูจากสายตาแล้วยอดนี้แหละน่าจะสูงที่สุด แต่พี่บัญญัติแกเดินนำไปไกลแล้ว ร้องวู๊ว...วู๊ววววว ให้พวกเราตามไปยอดที่ 2 เพราะตามพิกัดแผนที่ทหาร ยอดที่ 2 คือยอดสูงสูดของเทือกจิกจ้อง พวกเราก็หันมามองกัน เจ้าดำเกิงเดินตามมาคอนเฟิร์ม บอกว่าตามข้อมูลแล้วต้องไปยอดที่ 2 พวกเราก็เลยเดินต่อ โดยเดินลงเนินจากยอดแรก แล้วเดินขึ้นไปยอดที่ 2 ปรากฎว่าพอไปถึงจุดสูงสุดของยอดที่ 2 ตัววัดทุกตัว (GPS 4 ตัว กับนาฬิกาที่วัดความสูงได้อีก 2 เรือน) ให้ข้อมูลที่ตรงกันทั้งหมด ว่ายอดแรก สูงกว่า แปลว่าข้อมูลจากแผนที่ทหารวัดผิด!!! เนื่องจากแผนที่ทหารจะวัดความสูง จากยอดไม้ 
แป่ววววว!!!! เดินกลับดิครับ จะอยู่ทำไม กลับไปยืนยอดแรกเหมือนเดิม สูงก็สูงกว่า วิวก็เปิดมากกว่า เหนื่อยเหมือนกัน ตอนเดิน กลับไปที่ยอดแรก ผมหอบไปหลายหอบ.... 
ภาพ: อยู่ว่าง ๆ ก็เอา GPS กับนาฬิกาที่วัดระดับได้ มาถ่ายรูปเล่นซะ 
ภาพ: ยอดจิกจ้อง ช่วงรอพระอาทิตย์ตก หลายคนกลับลงไปแล้ว แต่ยังมีอีกราว ๆ 5-6 ชีวิต ที่อยู่รอพระอาทิตย์ตก ช่วงที่รอไป ก็ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย คุยกันไปเรื่อย บ้างก็นั่งหลบข้าง ๆ ต้นสาบสาบเสือ เพราะข้างบน ลมพัดหนาวเย็นอย่างมาก ดูจาก GPS แล้ว วันนี้เราน่าจะได้เห็นพระอาทิตย์ตกราว 5.45 น. เป็นไปดังคาด พอถึงเวลาปุ๊บ ดวงอาทิตย์ตกจริง ๆ แต่แทนที่จะเป็นดวงกลมสี แดงแจ๋ กลับโผล่ออกมาทีละเสี้ยว ๆ เนื่องจากมีริ้วเมฆกลุ่มใหญ่มาบดบัง (ฮ่วยยยย) จะขำก็ขำ จะเจ็บใจก็เจ็บใจ ไม่รู้จะยังไง ได้แต่หัวเราะกันถ้วนหน้า กับความโชคดี แล้วก็เดินลง ฟ้าเริ่มมืดลงทุกขณะในทุกก้าวที่เดินอยู่ เส้นทางที่รกชัฏ และไม่ค่อยชัดเจนนักเนื่องจาก ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป จึงมีเพียงเส้นทางของชาวบ้าน ซ้ำร้ายกว่านั้น มันมีหลาย เส้นทางเดินที่เดี๋ยวแยกไปเดี๋ยวบรรจบกัน พันไปพันมาอย่างนี้อยู่โดยตลอด การเดินลง จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะหลงทางสูงกว่าการเดินขึ้นยอด ถ้าไม่เคยชินเส้นทาง หากเล็งผิดสันเขา นั่นหมายความถึงเราหลงทาง และต้องใช้พละกำลังหนักหนาสาหัสพอสมควร ในการที่ จะกลับสู่ทางที่ถูกต้อง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทางเดินที่ค่อนข้างรก พวกเราเดินดิ่งลงเรื่อย ๆ ทางเดินก็รกมากขึ้น ๆ จนกระทั่ง สุดทาง!!! ไม่ทางเดินต่อ มีแต่กอไม้รก ๆ อยู่รอบตัว ทุกคนพยายามจะช่วยกันฝ่าออกไป แต่ก็ หมดหนทาง บางมุมน่าหวาดเสียวกว่านั้น ตรงที่ถ้าฝ่าดงไม้ออกไปจะเป็นหน้าผา นั่นหมายถึงเราเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ - -" 
ดำเกิง หนึ่งในกลุ่มที่หลงมาด้วยกันหยิบ GPS ขึ้นมาเช็ค ปรากฎว่าเราออกนอกเส้นทาง จริง และที่พักจะต้องเดินไปอีกด้านหนึ่ง ดำเกิงบอกเจ้าจู ให้เอา GPS อีกเครื่องขึ้น มาเช็คพิกัด ปรากฎว่าทั้ง 2 เครื่องแจ้งพิกัดมาเหมือนกัน สรุปคือหลงทาง!!! ด้วยความรกของเส้นทาง จึงทำให้พวกเราเดินลงผิดสันเขา งานนี้มีทางเดียว ก็คือ เดินย้อนขึ้นไปแล้วลงสันเขาให้ถูกต้อง หรือไม่อย่างนั้น ถ้ามีทางเดินตัดจากสันเขา หนึ่งไปสันเขาหนึ่ง ก็ตัดสันเขาไปเลย เราใช้วิธีอย่างหลัง ซึ่งเป็นระยะทางที่ใกล้กว่า แต่ก็เหนื่อยพอดู เดินหลงไปไม่เยอะหรอกครับ ผิดไปแค่ 2 สันเขาเอง อิอิ ดูเหมือนน้อยครับ แค่สันเขาเดียวผมว่าก็หอบแล้ว ช่วงใกล้ที่พักก็เริ่มเห็นแสงไฟ พวกเราพยายามกู่เรียก ลูกหาบและพี่บัญญัติพยายามกู่ตอบกลับเพื่อให้พวกเราจับ ทิศทาง (เป็นอันรู้กัน ว่ากู่เรียกขนาดนี้ หลงแหงมๆ ฮ่าๆๆๆ) ไปโผล่เอาริมหน้าผา อีกด้านหนึ่ง เดินกันมาทุกลักทุกเลพอดู กว่าจะกลับเอาถึงที่พักได้แทบหมดแรง (จะหมดแรงเลยก็ไม่ได้ครับ ไม่อยากตายกลางป่า อิอิ) 
ถือซะว่าแรงเหลือครับ ใช้แรงไปซะให้หมด ๆ อีกอย่างได้เที่ยวมากกว่าคนอื่น ฮุๆๆๆ คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่อากาศหนาวเย็น เป็นคืนที่ไม่มีควายมากวนใจ และเป็นคืนที่ลูกหาบไม่ร้องกลับบ้านแล้วครับ วันนี้ดูลูกหาบเขาเริ่มมีท่าทีสนิทกับ พวกเรามากขึ้น เทคแคร์ดีขึ้น ต่างจากวันก่อนโดยสิ้นเชิง ผมนอนปลาทูกับเพื่อน ๆ เช่นเคย ผลอยหลับ ด้วยความเหนื่อยอ่อน.... วันสุดท้ายเราเดินลงมาถึงหมู่บ้านตอนบ่าย ๆ กลับลงมาด้วยความประทับใจที่ว่า... "เอ๊ะ...เราขึ้นไปกันทำไมล่ะนี่????" 
ภาพ: ยอดจิกจ้อง (แหลม ๆ ทางขวามือ) 
ภาพ: แม่น้ำปาย บริเวณสะพานประวัติศาสตร์ 
ภาพ: น้องเก๋น้อย หมายเหตุ
ข้อ 1 ทริปนี้ ที่ประทับใจสุด คงจะไม่ใช่ขุนเขาหรือผืนป่าหรกครับ แต่เป็นควาย กับ ลูกหาบ ต่างหาก งานนี้พวกเรากับควาย และพวกเรากับลูกหาบ สุดท้ายลงเอยกันด้วยดี (แฮปปี้เอ็นดิ้ง) ครับ ข้อ 2 ถ้าผู้อ่านอยากรู้รายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติม ลองไปถาม เจ๊วิกกี้ ดูครับ เธอทราบดี !!! 
ภาพ: เจ๊วิกกี้ 
ภาพ: สะพานปัจจุบันเคียงกับสะพานประวัติศาสตร์
|