|

ผมทิ้งเรื่องราวของดอยหลวงเชียงดาวไว้ 2 ตอน เมื่อหลายเดือนก่อน.....ครั้งนี้เรื่องราว ผ่านล่วงเลยมาจนถึงวันที่สามจนได้...จากวันแรกที่เราเดินฝ่าความสูงชันทางเส้น ปางวัวมาจนถึงอ่างสลุง...กับวันที่สองที่เราเดินขึ้นยอดสูงสุดแห่งดอยหลวงเชียงดาว และชมวิวที่สันกิ่วลมอันสวยงามเกินที่คำบรรยายใด ๆ จะมาเปรียบเปรย...... เช้านี้เป็นเช้าวันสุดท้ายที่พวกเราอยู่บนดอยหลวงเชียงดาว ราวตีห้าเห็นจะได้ ผมเป็นเพียงสมาชิกคนเดียวที่ตื่นมาเพื่อที่จะดูทะเลหมอก (คนอื่นหลับสนิท เพราะคงไม่เห่อทะเลหมอกเท่ากับผม) ตื่นมาพร้อมกับกลุ่มเพื่อนใหม่อีก 4 คน ผมกะว่าเช้านี้จะไปดูทะเลหมอกที่สันกิ่วลมกัน 
ยืนรอสมาชิกเตรียมตัวไม่นานนัก เนื่องจากจำนวนคนไม่มาก เราเริ่มออกเดินขึ้น ไปสันกิ่วลมท่ามกลางอากาศเหน็บหนาวไม่แพ้วันก่อน เดินไปหอบไปโดยเฉพาะ ช่วงไต่สัน ที่มีความชันดิ่งเป็นอุปสรรค ดีที่สันเขาไม่ค่อยสูงนัก ใช้เวลาในการเดิน ไม่เท่าไหร่ก็ถึงสันเขาเป็นที่เรียบร้อยกับบรรยากาศฟ้าไล่โทนจากด้านบน สีน้ำเงินเข้ม...ม่วง...เหลือง...ส้ม....และแดงเรื่อรำไรอยู่ที่ขอบฟ้า เจ้าแสงที่เรียก ว่าทไวไลท์ (Twilight) นี่แหละ ถือเป็นอันบ่งบอกว่า อีกไม่กี่เพลา ดวงอาทิตย์ ก็จะทอแสงให้เราได้ยลโฉม 

ผมมองผ่านแสงสลัวในยามนั้นลงไปที่เบื้องล่าง บริเวณตัวอำเภอเชียงดาว ณ เวลานี้ แทนที่จะเห็นแสงไฟของตัวเมือง แต่กลับเป็นผืนปุยสีขาวพริ้วไหวไปมาช้า ๆ ใช่แล้วครับ นั่นคือความอลังการของทะเลหมอกเบื้องล่าง ที่ห่มคลุมเมือง เชียงดาวเอาไว้.... 
แสงตะวันเริ่มทอ ขุนเขาและทะเลหมอกสีขุ่นมัว ก็ปรับเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม สร้างความ ประทับใจแก่ผู้พบเห็นโดยทั่วที่อยู่ตรงนั้น โดยเฉพาะผืนป่าที่อยู่ระดับเดียวกับทะเลหมอก ยามที่เจ้าละอองขาวนวลลอยหวิวไปไหวมานั้น เหมือนเป็นภาพเปิดปิดแห่งแดนสวรรค์ก็มิปาน ยิ่งฉาบแสงทองด้วยแล้ว แทบจะไม่น่าเชื่อว่านี่ความวิจิตรบรรจงที่เสกสรรจาก ธรรมชาติ.....แห่งนี้ 


พวกเราเดินกลับลงมาด้วยความประทับใจ กับภาพทะเลหมอกที่งดงามเป็นที่สุด เมื่อมาถึงอ่างสลุง เพื่อนคนอื่นตื่นกันหมดแล้ว หลังอาหารเช้าและเก็บเต็นท์เรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่ต้องเดินลง วันนี้พวกเรา 5 ชีวิตจะต้องเดินลงเส้นเด่นหญ้าขัดเพื่อจะไปที่แม่ตะมานกันต่อ เมื่อถึงจุด ที่เป็นทางแยก พวกเราได้ร่ำลาเพื่อนใหม่อีก 7 ชีวิต เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ไปต่อ และลง ที่เส้นปางวัว รวมทั้งสัมภาระที่เราให้ลูกหาบแบก เราก็ต้องเอามาแบกเองทั้งหมด เพราะ ลูกหาบก็ลงเส้นปางวัวเหมือนกัน เขาไม่สะดวกที่จะไปทางเด่นหญ้าขัดเหมือนพวกเรา เนื่องจากเขาลำบากอย่างมากในการกลับบ้าน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ระยะหลังดูจะนิยมขึ้น/ลง ทางด้านปางวัวมากกว่าเด่นหญ้าขัด ดูจากสภาพเส้นทางเด่นหญ้าขัดที่ดูจะรกมาก ๆ ผิดกับทางปางวัวที่ดูกว้างขวาง ถึงแม้จะรกและเดินแล้วลื่นปรื๊ด...ลื่นปรื๊ด...ก็ตาม แต่เส้นนี้ตามรายทางมีดอก เทียนนกแก้วให้เห็นอยู่มากมาย (ผมไม่ได้ถ่ายมาอ่ะครับ) 
พวกเราเองก็ดูจะไม่ค่อยสันทัดกับเส้นทางนี้อยู่สักเท่าไหร่ ผมเองก็ไม่เคยมาเส้นเด่นหญ้าขัด เสียด้วยซ้ำ บางทีก็งง ๆ พลอยจะหลงเอาง่าย ๆ อิอิ บางจุดพอเดิน ๆ ไปทางก็รก หรือไม่มี ทางเดินต่อ ก็ต้องช่วยกันกระจายตัว เพื่อหาเทรล ดูแล้วเส้นทางไม่น่าจะเหนื่อยมากนัก แต่ในความรู้สึกว่ามันไกลเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะเราแบกสัมภาระเพิ่มขึ้นด้วยก็เป็นได้ เดินไปเรื่อยจนกระทั่งถึงป่าสน เดินไป หอบไป พักไปเป็นระยะ ๆ ช่วงที่ผ่านป่าสนก็พอรู้สึกได้ ถึงความสวยงามของเส้นทาง ลมเย็นพัดมาเรื่อย ... และแล้วในที่สุด เราก็ถึงหน่วย เด่นหญ้าขัดจนได้....เย๊.....วู๊วววววววว.......เสียงพวกเราร้องกันอย่างดีใจ น่าจะสัก บ่ายโมงกว่า ๆ เห็นพี่ประสิทธิ์ รถรับจ้างที่จะพาพวกเราขึ้นแม่ตะมาน มาคอยอยู่นานแล้ว พี่ประสิทธิ์ยิ้ม ๆ หัวเราะ ๆ ถามว่าเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม บนนั้นหนาวมากไหม แกมาคอย พวกเราตั้งแต่ราว ๆ สิบโมงได้แล้วมั้ง จนแกเริ่มเป็นห่วงด้วยซ้ำไป ว่าพวกเราจะเดิน หลงทางหรือผิดทางหรือเปล่า 
ที่หน่วยเด่นหญ้าขัด พวกเรารีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า (ที่แสนจะเน่า เพราะ 3 วันที่อยู่บนดอย ร่างกายพวกเราไม่ได้แตะต้องน้ำเลย) ถึงแม้จะบ่ายสองโมง แดดแรง แต่อาบน้ำไปก็ตัวสั่นไป ด้วยความ" เย็นจัด" ของน้ำที่ราวกับน้ำแข็ง (บรึ๋ยยยยย) ผมเองต้องกัดฟันอาบ เวลาสระผม ตอนที่เอาน้ำราดหัวครั้งนึง หัวแทบจะแตกออกเป็น เสี่ยงๆ !!!! ลองนึกสภาพเหมือนเราเอาน้ำเย็นจัด หรือเอาน้ำที่มีน้ำแข็งแช่อยู่ด้วย มาราดตัวหรือราดหัว ความรู้สึกจะสั่นชาไปหมด หลังจากแต่ละคนเอาความเน่าออกจากตัว และปรุงแต่งความหอมกรุ่นเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้ เวลาเดินทางสู่แม่ตะมานที่รอคอย โดยรถปิคอัพโฟร์วีลของพี่ประสิทธิ์ ผมเลือกที่จะนั่ง กระบะหลังเพราะอยากเห็นวิวสวย ๆ ระหว่างทาง มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขจริง ๆ ช่วงที่รถออกจากหน่วยฯ เด่นหญ้าขัด ผมเพิ่งจะมีโอกาสสังเกตเห็นว่า บริเวณนี้เขาปลูก ต้นพญาเสือโคร่งไว้เป็นทิวตามแนวถนน ซึ่งช่วงที่ออกดอก คงจะงดงามน่าดู.... 
สำหรับเวลาราวสี่สิบนาทีจากเด่นหญ้าขัด ลมพัดเย็นโชยไอดินกลิ่นหญ้าลัดเลี้ยวไปตาม ขุนเขาสวยงาม ตรงกะบะท้ายจะมีไม้กระดานพาดไว้ เวลานั่งก็จะนั่งบนไม้กระดานแล้ว มือจับบริเวณราวเหล็กหลังแค็บโดยสาร เวลาที่รถเลาะเลี้ยวไปตามขุนเขา ขึ้นลง ขึ้นลง ก็จะดูคล้ายบรรยากาศของการนั่งรถไฟเหาะ !!! พวกเราต่างร้องวี๊ด...วิ๊ววว ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้เพราะความหวาดเสียวอะไรหรอก แต่เป็นเพราะ ตื่นเต้นอยู่กับธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้า คุยกันไป หัวเราะกันไป ชี้ชวนให้มองด้านโน้น...ด้านนี้ พอไปถึงแม่ตะมาน เห็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งเขากำลังจะกลับ คืนนี้คงมีเพียงพวกเรา กลุ่มเดียวที่อยู่ที่นี่ ช่างมีความสุขเสียนี่กะไร กลุ่มนั้นเขาเห็นพวกเรา ทีแรกเขาก็มอง พวกเราแปลก ๆ มารู้เอาทีหลังว่า พี่ประสิทธิ์เคยคุยกับพวกเขาเมื่อวันก่อน ว่ากลุ่มเขา เคยพูดถึงยอดเชียงดาว ทำนองที่ว่าคงจะขึ้นลำบากใครจะไปขึ้นไหว แต่พี่ประสิทธิ์กลับ บอกว่ากลุ่มพวกเรานี่แหละกำลังอยู่บนโน้นน และจะลงมาแวะนอนที่นี่อีกหนึ่งคืน... เขาคงมองพวกเราด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยเดินป่ามากกว่า ก็เลยดูเป็นเรื่องลำบากแสนเข็ญ 
หลังจากจอดรถเป็นที่เรียบร้อย พวกเรามองเห็นวิวที่อยู่ตรงหน้า บริเวณลานกว้างหน้าบ้านพัก หลังใหญ่ ลานกว้างแห่งนี้ มีฉากหน้าเป็นต้นนางพญาเสือโคร่งที่ผลัดใบทิ้งหมดแล้ว รอวันที่จะผลิดอกบาน เบื้องขวาเป็นเทือกเขาซับซ้อน แต่เบื้องซ้ายเป็นเชียงดาว ขุนเขาหินปูนที่สูงที่สุดของประเทศที่สูงเด่นเป็นสง่า ต่างคนต่างเห็นภาพตรงหน้า... ด้วยความตะลึง+ตื่นเต้น ต่างร้องเสียงเป็นเดียว..... "...สวยจังเลย........" "โอ้ว....ทำไมมันสวยงามอย่างนี้(วะ)...." "วู๊ววววววว....." "เดี๋ยวก่อน...หยุดก่อน....หยุด...หยุด...." ผมตะโกนห้ามทุกคน "ขอตรูกรี๊ดบ้าง....." ผมพูดต่อ ว่าแล้วก็.... "วี๊ดดดดด....วู๊ววววววว...ว๊าววววววววววว..........." ออกมาจากปากผม อิอิ ทุกคนหัวเราะ.....เพราะไม่นึกว่าจะเห็นกิริยาเช่นนี้จากผม หันไปมองพี่ประสิทธิ์ แกนั่งหัวเราะตาหยี เพราะขำจากอากัปกิริยาตื่นเต้นจากพวกเรา ใครมาที่นี่ คงจะไม่แปลก หากจะตะลึงความงามกับภาพที่อยู่ตรงหน้า ว่าเมืองไทยของเรา ยังมีมุมงดงามบางมุมที่แอบซ่อนอยู่มากมาย.... 
"เชียงดาวของฉาน........." ผมตะโกนออกมาดังๆ "ไม่นะ....เชียงดาวของเค๊าาาา......" เจ้าแหม่ม(เพื่อนร่วมทริปคนนึง) ตะโกนออกมาบ้าง "ไม่นะ....เค๊าไม่ยอม....เชียงดาวต้องเป็นของเค๊าาาา....." เจ้าเปิ้ล(เพื่อนร่วมทริปอีกคนนึง) เอาบ้าง ต่างคนต่างแย่งกันใหญ่ กับภาพสวย ๆ ตรงหน้า ว่าขุนเขาเชียงดาวที่สวยงาม เป็นของใคร เป็นการตะโกนเถียงกันที่มีความสุขเสียนี่กะไร......ฮ่าๆๆๆๆๆๆ พวกเรากางเต็นท์บริเวณลานกว้างหน้าบ้านพัก กะว่าพรุ่งนี้เช้า เราจะโผล่หน้ามามองวิว ทะเลหมอกกับพระอาทิตย์ขึ้นกันหน้าเต็นท์ มื้อค่ำคืนนี้เราได้พ่อครัวมือเยี่ยมคือ GTO (เพื่อนร่วมทริปคนหนึ่ง) โดยพี่ประสิทธิ์ได้เตรียมวัตถุดิบสำหรับทำกับข้าวได้อย่าง ไม่ขาดตกบกพร่อง (เราฝากพี่ประสิทธิ์ซื้อกับข้าวเอาไว้ให้ แกช่างทำหน้าที่ได้ดี เกินราคาค่าจ้างจริง ๆ ครับ) หลังอาหารมื้อเย็น เรานั่งมองดวงดาวด้วยกันอยู่ท่ามกลาง ความหนาวเย็นที่กรุ่นอายไปด้วยมิตรภาพ มีเงาของพญาเสือโคร่งทิ้งใบและดอยหลวง เชียงดาวตั้งทมึนอยู่เป็นฉากประดับ 
หากการอยู่บนอ่างสลุงเปรียบเสมือนอยู่ในอ้อมกอดของดอยหลวงเชียงดาว การอยู่ที่แม่ตะมานก็เปรียบเสมือนเราได้ซบอิงแอบกับดอยสูงแห่งนี้ ขุนเขาหินปูน อันยิ่งใหญ่สวยตระการตา ที่ประทับใจกับใครหลาย ๆ คน ฟ้ามืดสีดำสนิท เกล็ดดาวระยิบระยับพร่างพรายต่างยืนนิ่ง ตามตำแหน่งแห่งกาลเวลา มีเป็นบางคราที่ดาวบางดวงจะวิ่งปราด ดุจร่วงหล่นจาก ผืนฟ้าสู่ผืนแผ่นดิน จนทำให้เราอดที่จะอธิษฐานขอพรไม่ได้.... "เมื่อคืนก่อนเรายังอยู่บนนั้นเลยนะ..." ใครคนหนึ่งเปรย พร้อมชี้ไปที่ยอดเชียงดาว "อืมมม...." กับเสียงครางตอบ พร้อมปรายสายตาตาม นึกถึงเมื่อคืน ที่ยังกางเต็นท์กันที่อ่างสลุง...ยังเดินไปดูพระอาทิตย์ตกที่กิ่วลม... และดูพระอาทิตย์ขึ้นเมื่อเช้า... กับวันนี้ ที่พวกเรามานั่งนิ่ง ๆ....มองดอยสวยด้วยความประทับใจ ................................ 
ราวหกโมงเช้าที่พวกเราตื่น....เพื่อรับแสงแรก เช้าวันดี ๆ ที่แม่ตะมานอันแสนหวาน ด้วยการทอแสงของดวงตะวัน เมื่อยามแสงแรกสาดส่อง เหมือนจะเปลี่ยนให้ป่าทั้งป่าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู ไม่เว้น แม้แต่ขุนเขาหินปูนสูงใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า ที่ฉาบด้วยแสงโอบอุ่น ป่าเบื้องล่างห่มคลุมด้วยทะเลหมอก ที่ยามนี้เป็นปุยขาวนวลอมส้ม ล่องลอยไปมา กาแฟกรุ่น ๆ สักแก้ว ช่วยเติมเต็มให้รสชาติยิ่งอิ่มในอารมณ์ ห้วงเวลาที่ดูหอมหวานเช่นนี้...จะไม่เรียกว่าแม่ตะมานอันแสนหวานได้อย่างไร ลมพัดเย็นเคล้าแดดอุ่น....เป็นอีกหนึ่งบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกอิจฉา.... ....อิจฉาตัวเองในเวลานั้นจริง ๆ ครับ........... 
ปล. หากมีโอกาส ผมคงจะได้นำเสนอภาพแม่ตะมานและหน่วยฯ เด่นหญ้าขัด ในวันที่พญาเสือโคร่งบาน....ที่ทำให้ขุนเขาแห่งนี้ ยิ่งดูงดงามและแสนหวาน มากยิ่งขึ้นไปอีกครับ..... 
|