พิมพ์หน้านี้
|
ทริปนี้เรามีเวลากันทั้งสิ้น 6 วัน นัดกันไว้ว่าจะตระเวนเส้นทาง วงรอบแม่ฮ่องสอน โดยมีหนึ่งในสมาชิกออกความเห็นว่าอยากจะไปปางอุ๋ง (ซึ่ง ณ เวลานี้ กลายเป็น ปางอุ๋งมหาชน ไปเสียแล้ว) โดยให้ปางอุ๋งเป็นเป้าหมายที่อยู่ไกลสุด พวกเรารวบรวมสมาชิกได้ 4 คน มีท้าวคำปุน เจ้าแหม่ม เจ๊มัชชา และผม เดินทางโดยขับรถไปกันเองโดยคุณน้อง ส้มสนิท ซึ่งเป็นชื่อรถยนต์ Nissan XTrail ของท้าวคำปุน วางแผนคร่าวๆ กันไว้ว่า เราจะไปนอนที่แม่เมยสักหนึ่งคืน แล้วต่อที่แม่สะเรียง ปางอุ๋ง ปาย แล้วก็ลำปาง...
ออกจากกรุงเทพแต่เช้าตรู่ ถึงเมืองตากราวบ่าย ๆ ตระเวนหาของกินในเมืองตาก โอ้เอ้พอสมควร (ก็นานนับชั่วโมง) ไปแวะหาเสบียงอาหารเย็นกันแถวแม่สอด แล้วก็ต้องรีบบึ่งไป อช.แม่เมย เป้าหมายแรกของวันนี้ ช่วงตั้งแต่แม่สอดมาเรื่อย แดดบ่ายคล้อยลงทุกที ๆ ตามเส้นทาง 105 เลาะตะเข็บชายแดนพม่า ผ่านอำเภอท่าสองยาง กับบรรยากาศที่แสนจะเงียบเหงา มีแต่เพียงทหารที่ยืนเฝ้าด่านต่าง ๆ เป็นระยะ จนกระทั่งถึง อช.แม่เมย ราว 6 โมงเย็นอย่างโล่งอก กลัวว่าจะมืดเสียก่อน เพราะเส้นทางเลียบชายแดนค่อนข้างอันตรายหากจะวิ่งยามค่ำคืน พอเริ่มเลี้ยวจากถนนใหญ่เข้าสู่อุทยาน มีหลายอย่างที่นี่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นศาลาริมทางเข้า ที่เมื่อก่อนมีเพียงเพิงเล็ก ๆ ขายอาหาร เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นศาลาใหญ่โตกว้างขวาง มีที่จอดรถสะดวกสบาย ปากทางเข้าก็ดูกว้างขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่เป็นเพียงทางแยกเล็ก ๆ
เส้นทางเริ่มไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับดวงตะวันที่กำลังจะคล้อยลับเหลี่ยมเขาจนกระทั่งถึงจุดชมวิวพอดี ท้องฟ้าและริ้วเมฆที่เริ่มเป็นสีแดงหลังตะวันลับ นั่นหมายความถึงเราอาจจะโชคดีได้เห็นแสงระเบิดก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดค่ำลง ผมไม่รอช้า หลังจากจอดรถข้างทางเป็นที่เรียบร้อย ก็คว้ากระเป๋ากล้องกับขาตั้ง วิ่งไปที่จุดชมวิว วิ่งไปกางขาตั้งกล้องไปด้วย ด้วยความกลัวว่าจะพลาดช็อตเด็ดของแสงระเบิด อากาศเริ่มหนาวเย็นลงทันทีที่สิ้นแสงอาทิตย์ ผมเองก็ยืนหนาวสั่นไปกดชัตเตอร์ไป แสงระเบิดในวันนี้ถึงแม้จะไม่จัดจ้านมากนัก แต่ก็ถือว่าบรรยากาศโดยรวมสวยใช้ได้ทีเดียว มองเห็นแม่น้ำเมยอยู่ไกล ๆ แม่น้ำที่กั้นขวางสองประเทศแต่คงไม่ได้กางกั้นมุมของความงามจากสายตาของผม ถือเป็นภาพงามช็อตแรกของทริปนี้ครับ
ฟ้ามืดลงอย่างรวดเร็ว ผมขับรถต่อราวสิบกิโล กว่าจะมาถึงบริเวณที่ทำการอุทยาน ชำระค่าธรรมเนียมเป็นที่เรียบร้อย แล้วก็เลยเดินเล่นรอระหว่างที่เพื่อนสมาชิกคนอื่นกำลังเข้าห้องน้ำ พอดีเดินไปที่ร้านค้า เห็นของที่วางขายเป็นโปสการ์ด กับพวงกุญแจ ที่มีรูปทะเลหมอกแหล่มๆ บริเวณม่อนกิ่วลม กับม่อนครูบาใส เป็นภาพที่เห็นแล้วผมเองก็รู้สึกอิจฉา ผมเคยมาที่แม่เมยก็หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยที่จะได้เห็นทะเลหมอกงาม ๆ แบบในภาพสักครั้ง ได้แต่ภาวนาในใจ...ว่าพรุ่งนี้อยากจะได้ภาพแบบนี้บ้างจัง
พอดีมีเจ้าหน้าที่เข้ามาพูดคุย เจ้าหน้าที่ของที่นี่ทุกคนอัธยาศัยไมตรีดีเยี่ยมครับ ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ผมก็เลยถามถึงสภาพอากาศว่าช่วงนี้ทะเลหมอกเยอะไหม ทั้ง ๆ ที่ในใจก็รู้แหละครับ ว่าเอาอะไรแน่นอนไม่ได้ วันนี้อาจจะมีทะเลหมอกแจ่ม ๆ แต่พรุ่งนี้อาจจะไม่เห็นเลย ก็ได้ รวมทั้งสอบถามถึงปริมาณนักท่องเที่ยวข้างบนม่อนกิ่วลม ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็บอกว่ามีเยอะพอสมควร เนื่องจากช่วงที่ไปเป็นช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่เขาแนะนำว่าอยากให้นอนข้างล่าง แล้วรุ่งเช้าค่อยตื่นแล้วขับรถขึ้นไปดูทะเลหมอก แต่ผมอยากไปนอนข้างบนมากกว่า อยากตื่นมาหน้าเต็นท์แล้วเห็นทะเลหมอกเลย แล้วก็เช้า ๆ คงจะขี้เกียจขับรถด้วย อีกอย่าง ผมเคยมาที่นี่หลายครั้ง ก็พอจะคุ้นเคยกับเส้นทางอยู่พอสมควร ก็เลยตัดสินใจที่จะขับรถขึ้นไปนอนบนม่อนกิ่วลมคืนนี้เลย น่าจะสักสิบกว่ากิโลจากที่ทำการอุทยานฯ ไปจนถึงม่อนกิ่วลม ที่รถได้ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยตามเส้นทางที่มืดสนิท แต่ผมก็พอจะจำลักษณะหรือเส้นทางได้บ้าง ผ่านม่อนครูบาใส ม่อนพูนสุดา น้ำตกแม่ระเมิง จนกระทั่งถึงม่อนกิ่วลมจนได้ วันนี้มีนักท่องเที่ยวอยู่พอสมควร ทั้งที่กางเต็นท์แถวที่ทำการอุทยานฯ ส่วนบนม่อนกิ่วลมน่าจะมีรถอยู่ราว ๆ 10 กว่าคัน โดยส่วนใหญ่ที่เห็นก็มาเป็นครอบครัวครับ มาแบบคาร์แคมป์สบาย ๆ ทำอาหารกินกันอย่างมีความสุข ซึ่งผมถือว่านักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยมาก ต่างจากเมื่อ 3-4 ปีก่อนที่ผมมา ช่วงนั้นถือว่าเป็นทริปแม่เมย (มหาชน) เพราะปริมาณรถและนักท่องเที่ยวที่แน่นขนัดบนม่อนกิ่วลม
มื้อค่ำนี้ เราไม่ได้เตรียมวัตถุดิบมาสำหรับทำอาหาร แต่เราเตรียมอาหารสำเร็จรูปมาแล้ว ระยะหลัง ๆ พวกผมเวลาออกทริปถ้าเป็นคาร์แคมป์ ก็ขี้เกียจทำอาหาร เพราะรู้สึกมันเสียเวลาเที่ยว แต่ถ้าเป็นเดินถึกในป่าก็ว่ากันอีกทีหนึ่ง อิอิ อาหารสำเร็จรูปสำหรับเย็นนี้ ก็จำพวกข้าวเหนียว หมูทอด หมูยอ น้ำพริก อะไรประมาณนี้ หยิบง่าย กินง่าย เก็บง่ายดีครับ ถึงแม้ดูจะด้อยคุณค่าทางโภชนาการไปบ้างก็ตามที หลังอาหารเย็นกับการนั่ง/นอนมองดูดาว คุยกันเรื่อยเปื่อย กับเรื่องราวของแต่ละคนที่มาเล่าสู่กันฟัง คนเพียงแค่ 4 คน นั่งบนกราวด์ชีท มีเครื่องดื่มของขบเคี้ยวเล็กน้อย พูดคุยกันไป แค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ บรรยากาศที่คงหาไม่ได้ในเมืองใหญ่ เป็นบรรยากาศที่ผมชอบนะ กับการขับรถเที่ยวเรื่อยเปื่อย ไม่ต้องตั้งจุดหมายชัดเจนมาก ขับไปเรื่อย ชอบใจตรงไหนก็จอดนอนตรงนั้น ชอบมากก็จอดนอนเสียสัก 2-3 คืน เราคุยกันจนราว 3 ทุ่ม กลุ่มอื่นที่อยู่รายรอบเข้านอนหมดแล้ว มีเพียงเสียงพูดคุยกันเบา ๆ ตามประสาพวกเราที่พยายามจะไม่ให้รบกวนคนอื่น วันนี้พวกผมเข้านอนในเวลาที่ไม่ดึกมากนัก เพราะเราเพลียกับการเดินทางมาทั้งวัน รวมทั้งมีนัดกับทะเลหมอกพรุ่งนี้ (อิอิ ตู่เอาไว้ก่อน) ผมได้แต่ภาวนาครับ ว่าอยากเห็นทะเลหมอกสวย ๆ แบบในโปสการ์ดที่เขาขายบ้างจังเลย...(ก่อนนอนผมภาวนาจริง ๆ นะ)
เมื่อคืนผมคงนอนหลับสนิทจากความอ่อนเพลีย เช้ามืดผมตื่นขึ้นจากเสียงโหวกเหวกของกลุ่มข้างๆ ประมาณว่าคุณตากำลังดุหลานๆ อยู่ เพราะคุณตาจะเข้าห้องน้ำ แต่คุณหลานๆ เขาวิ่งตาม อะไรทำนองนี้ โผล่ออกมาหน้าเต็นท์ มองเห็นคุณตากับหลานๆ เดินไปไกลๆ โน้นแล้ว ผมไม่ว่าอะไรแกหรอกครับ ดูแล้วก็น่ารักดี มากันเป็นครอบครัว ผมเห็นท้องฟ้าเริ่มสว่าง ก็เลยต้องรีบดันตัวเองออกมาจากเต็นท์ คว้ากล้องและขาตั้งกล้องเดินขึ้นไปตรงจุดชมวิว (บริเวณที่พวกผมนอนอยู่ด้านล่างครับ) ช่วงที่เดินขึ้นไปก็มองไปตรงที่คาดว่าน่าจะเห็นทะเลหมอก ก็เห็นเห็นสีขาวๆ ลางๆ อยู่ท่ามกลางความมืด แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะรู้สึกว่าทำไมมันดูเยอะเหลือเกิน ไม่ค่อยอยากเชื่อสายตาตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นทะเลหมอกเยอะขนาดนี้
เมื่อยืนบริเวณจุดชมวิว ฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้น ก็เริ่มเห็นความจริง เจ้าละอองขาวนวลล่องลอยฟูฟ่อง เหมือนใครเอาครีมไปป้ายทิ้งไว้ในหุบเขา เป็นเป็นครีมที่มีปริมาณมหาศาลทีเดียว ผมตื่นเต้นที่คำภาวนาของผมเป็นผล ผืนฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนจากสีฟ้าเข้มให้อ่อนลงเรื่อยๆ และเริ่มจ้าขึ้นทุกที...ทุกที ขอบฟ้าที่เป็นสีแดงระเรื่ออมส้มอยู่ทางทิศตะวันออกก็เริ่มแจ่มชัด ส่วนผืนหมอกที่อยู่ตรงหน้าก็เริ่มแสดงตัวเด่นขึ้น พร้อมกับเสียงนักท่องเที่ยวกดชัตเตอร์จากกล้อง SLR หรือ D-SLR และเสียงสารพัดเอฟเฟ็กจากกล้อง Compact Digital ที่รัวรอบด้าน พร้อมกับเสียงคุนตาดุหลาน ๆ ก็ยังมีอยู่ข้าง ๆ ผม ประมาณว่าคุณหลานจะติดคุณตาแจ แต่คุณตาอยากจะถ่ายรูป ผมก็ได้แต่มองแล้วอมยิ้มครับ แล้วก็หันมาถ่ายรูปต่อ
ทะเลหมอกที่ค่อนข้างมากสำหรับวันนี้ ทำให้ขุนเขาที่เคยดูสูงทะมึน เป็นทิวสลับซับซ้อน เหลือเป็นเพียงเกาะเล็กเกาะน้อย ยอดเขาบางยอดที่อยู่ไล่เลี่ยกับทะเลหมอก ยิ่งกลายเป็นเกาะเล็ก ๆ เหมือนเกาะในการ์ตูนขายหัวเราะเลยด้วยซ้ำ (^_^) ทะเลหมอกที่ไหลวนเวียนไปมา ทำให้ภาพในแต่ละช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ผมเองก็อดใจไม่ไหวที่จะต้องผลาญเมมโมรีทุกครั้งที่ภาพตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนไป ยิ่งเห็นเจ้าละอองหมอกไหลผ่านเกาะเล็ก ๆ ก็ยิ่งอยากไปยืนอยู่ตรงนั้น ผมคงได้ภาพที่สวยงามน่าดู และคงมีความสุขไม่น้อยที่ได้ยืนท่ามกลางกระแสที่ลอยละล่องไปมาของเจ้าปุยนุ่น
แสงสีแดงที่ขอบฟ้าชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งได้เวลาเจ้าไข่แดงออกมาอวดโฉม วันนี้ท้องฟ้าดูใส ๆ มีเมฆเป็นริ้ว ๆ บ้าง มาช่วยแต่งแต้ม แสงทองเริ่มสาด ทำให้ทะเลหมอกสีขาวตุ่นเมื่อครู่ กลายเป็นสีทองในชั่วพริบตา ตอนนี้โลกทั้งใบที่อยู่ตรงหน้า กลายเป็นสีชมพูอมส้ม แสงกรุ่นที่สาดเข้ามา ทำให้ความหนาวเย็นเมื่อครู่กลับกลายเป็นอุ่นอายแห่งแสงยามเช้า...
หลังจากที่ได้ภาพจนหนำใจ เจ้าทะเลหมอกขาวนวลฟูฟ่องก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไป ก็เลยชวนท้าวคำปุนลงไปถ่ายทะเลหมอกตามจุดชมวิวต่างๆ เพราะผมว่าบริเวณแถวด้านล่าง โดยเฉพาะม่อนพูนสุดา กับม่อนครูบาใส ก็มีจุดชมทะเลหมอกที่งดงามไม่แพ้กัน
เจ๊มัชชากับแหม่ม สองสาวที่ร่วมทริปนี้ อาสาเฝ้าเต็นท์ให้ เพราะสองคนนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป อาสาจะทำอาหารเช้าเตรียมไว้รอ (อะไรจะเป็นแม่บ้านประจำทริปที่ดีแสนดีขนาดนี้) ผมกับท้าวคำปุนก็ขับรถลงไปเรื่อยๆ แวะตามจุดชมวิว ทะเลหมอกวันนี้ไม่ผิดหวังจริง ๆ เลยครับ ทุกจุดชมวิวที่แวะ ผมได้ภาพทะเลหมอกที่สวยงามในมุมที่แตกต่างกันไป
ถ้าจะถามผมจริง ๆ ว่าผมชอบมุมไหนมากที่สุดของแม่เมย โดยส่วนตัวแล้วผมชอบม่อนครูบาใสครับ เพราะอะไรน่ะหรือ ก็คงเป็นเพราะเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับทะเลหมอกมากๆ คือไม่อยู่สูงจนเกินไป และก็สภาพภูเขาโดยรอบก็มีลักษณะสวยแปลกตา เพียงแต่ข้อเสียของม่อนครูบาใส ก็คือจะไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น แต่ถ้าเป็นช่วงเย็นที่นี่จะเห็นพระอาทิตย์ตกครับ
จุดชมวิวจุดไหนแวะได้ผมแวะหมด ถ่ายรูปไปเรื่อย จนกระทั่งถึงม่อนครูบาใส ซึ่งเป็นจุดที่เรียกว่าแทบจะหยิบจับหมอกที่อยู่ตรงหน้าเลยก็ว่าได้ ถ่ายรูปกันเป็นนานครับ ถ่ายไปก็ได้ยินเสียงใครคุยกันไกลๆ โวยวายโว้งเว้ง...คุ้นๆ หู แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรหรอกครับ เพราะมัวแต่ถ่ายรูป...
จนกระทั่งเขาเดินเก็บของมาที่รถของเขา จังหวะเขามองมา ผมก็มองไปพอดี อึ้งกันไปคนละนิด แล้วก็ตะโกน.....ใส่กัน ส่วนใหญ่พวกเราถ้าไม่ได้ออกทริปด้วยกัน ก็มักจะไม่ค่อยเจอกันหรอกครับ อยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่เคยเจอกันเลย มักจะมาเจอกันโดยบังเอิญเมื่อเข้าป่านี่แหละ อิอิ ผมและท้าวคำปุนเข้าไปทักทายลุงเล้ง ด้วยความดีใจไม่นึกว่าจะเจอ ผมยังบอกลุงเล้งเลย ว่าผมยังนินทาลุงเล้งอยู่เลยเมื่อคืน ฮ่าๆๆๆๆ (ก็เมื่อคืนพวกผมนินทาแกจริงๆ ว่าเวลาไปออกทริปคาร์แคมป์ทีไร เจอลุงเล้งโดยบังเอิญทุกที และคราวนี้ก็เช่นกัน ฮ่าๆๆๆๆๆ) เสียดายที่เจ้าแหม่มไม่ได้ลงมาด้วยกันไม่งั้นอาจจะฮามากกว่านี้
พูดคุยกันพอหอมปากหอมคอครับ คืนนี้ลุงเล้งแกมีเป้าหมายว่าจะไปนอนปางอุ๋ง แกก็เลยต้องรีบเดินทาง ส่วนพวกผมไปแค่แม่สะเรียง ก็เลยไม่ต้องรีบร้อนมากนัก หลังจากร่ำลาลุงเล้ง พวกผมก็ขับรถย้อนขึ้นไปม่อนกิ่วลม ไปกินอาหารเช้าที่สองสาวเตรียมไว้ให้ จิบกาแฟขนมปัง ไข่ดาว แกล้มทะเลหมอก ถึงไม่ค่อยอิ่มท้องแต่ก็อิ่มใจครับ ได้เห็นทะเลหมอกอลังการสมใจอยาก เพราะผมมาหลายครั้งไม่เคยได้เห็นทะเลหมอกอลังการเลยแม้แต่ครั้งเดียว ที่สำคัญผมไม่ลืมที่จะขอบคุณธรรมชาติงาม ๆ ที่สรรสร้างให้ผมได้เห็นในวันนี้ครับ.....
|