พิมพ์หน้านี้
|
"ผ่านบ้านผ่านเมืองผ่านภู เรียนรู้จักใจให้ใฝ่หวัง ผ่านพ้นสุขเศร้าประเดประดัง หม่นบ้างยิ้มบ้างอย่างสนุก เดินทางสร้างสมสหายมิตร สืบสรรค์ดวงจิตผิดถูก เอาใจใส่ใจ ไร้ทุกข์ เอาสุขสร้างสุขสนองกัน เดินสู้ขึ้นภูสอยดาว ขาก้าวตาเฝ้าดาวนั่น ใจก็จับหัวใจให้กัน ฟ้าก็พลันพร่างพรายประกายแสง เย็นย่ำค่ำคืนสุมฟืนไฟ ให้หนาวคลุมกายแล้วไร้แกร่ง หุงหาอาหารมาสานแรง ดื่มด่ำร่ำแสงแห่งดวงดาว ขับกล่อมด้วยเสียงไหลของสายน้ำ แมลงป่าก็ร้องรำย้ำยังอยู่ ป่าใหญ่ไม่เคยหลับอยู่กับภู กี่เถือกแถวแว่วรู้ว่าอยู่นาน เป็นสอยดาวที่วาวไกลอยู่ในป่า ไม่สนค่าควรเมืองผู้เปรื่องฝัน เป็นภูดาวที่พราวพร่างทางชีวัน ทุกสิ่งสรรค์ค้ำจุนสมดุลโลก คือสอยดาวที่ร้อยเรียงคนเคียงดาว ที่ฝันเฝ้าจะปลดเปลื้องเรื่องทุกข์โศก จะเชื่อมดาวอุดมการณ์มาปั้นโลก แล้วยืนยกปกป้องครรลองธรรม มายืนดูยื่นชูภูสอยดาว แล้วร้องกล่าวถึงตนอย่าวนถลำ อย่าลงภูลงพ่ายในถ้อยคำ ลืมจดจำคำกู่ "ภูสอยดาว".............. ผมปิดบทกวีไม่ลงเพราะอากาศอันเยียบเย็นเจาะทะลุเสื้อยีนตัวโปรดของผมจนปวดนิ้วพาลพาให้อยากซุกผ้าห่ม ควานหาความอุ่น เพราะนานมากแล้วที่ตัวเองไม่เคยได้เผชิญอากาศหนาว จนเนื้อสั่นถึงเพียงนี้ เป็นทั้งความทุกข์ทรมานกาย แต่ก็เป็นความสุขใจสุขที่ได้ยลโฉมธรรมชาติสายน้ำที่สะอาดสะอ้านอากาศบริสุทธิ์ทิวทัศน์ตระการตาห้อมล้อมไปด้วยแมกไม้เสียงสาราสัตว์ ผมตื่นแต่เช้ามืดลุกขึ้นหุงหาอาหารเตรียมให้ไอ้พิ้นและไอ้ปู ได้กินรองท้องก่อนออกเดินทางขึ้นภูสอยดาว ซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายที่ไอ้ปูอยากไปนักหนา เมื่อวานเรามาถึงปากอุทยานฯ กันตอนเย็นใกล้พลบค่ำและกะวางแผนว่าจะเริ่มต้นเดินเท้าขึ้นไปแต่เช้า เนื่องจากร่ำลือนักหนาว่า "โหดกว่าภูกระดึง" เราตั้งใจทั้งๆ ที่สภาพของเรานั้นบักโกรก โดยเฉพาะผมปวดไปทั้งตัวจนต้องเอาผ้าพันคอ มารัดน่องรัดขาทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้รู้สึกชาและไม่เจ็บปวด "เขาว่า คนแก่มักนอนไม่หลับนี่สงสัยจะจริงน่ะ...?" ไอ้ปูโผล่หน้าออกจากเต๊นท์มาแซวผม พร้อมกับบีบยาสีฟันเตรียมตัวไปล้างหน้าและเป็นคำทักทายแรกตามนิสัยของเธอ เราตื่นมารับอรุณที่แสนสดชื่นด้วยกัน การมีน้องปูร่วมทางแม้จะขี้บ่นจุกจิกกับนิสัยหนุ่มๆ อย่างเราๆ แต่อย่างน้อย ในยามเช้าเราก็มีเสียงใสๆ คอยเจื่อยแจ้วให้ครึกครื้น "เออ... ไม่แก่มั่งก็แล้วไป" ผมตอบรับ "อ่ะ ! อ่ะ ! อ่ะ !.... คนแก่ขี้น้อยใจจิงจริ๊งงง.." เธอหัวเราะร่วน ก่อนลุกออกจากเต้น เช้านี้ ไอ้พิ้น ยังไม่หายซมไข้ดี แต่วันนี้ดูอาการดีขึ้นมาก สีหน้าสดชื่นเกือบปกติ แต่ก็ยังเงียบเสียงขานรับเช่นเดิม หลังทำภารกิจส่วนตัวเสร็จสิ้นเรารีบทานอาหาร ซึ่งเริ่มเป็นมื้อที่สร้างปัญหาในการกินมากขึ้น เนื่องจากออกอาการอาหารฝืดคอทันทีที่ได้กลิ่นมาม่า ปลากระป๋อง เพราะ 6-7 วันมาแล้ว ที่ลิ้นเราสัมผัสแต่อาหารชนิดนี้ คือ มาม่า กับ ปลากระป๋อง!! เลยขึ้นไปจากจุดพักของเราเมื่อคืน ไม่กี่ร้อยเมตร ผมเห็นกลุ่มเด็กสาว 4-5 คน กำลังสาละวนกับการทำอาหารเหมือนกันเสียงหัวเราะหยอกล้อกันดังมาถึงนี่ เป็นเสียงแหลมๆ ที่สดใสสนุกสนานแซมบรรยากาศให้เราฝั่งนี้ดูสดชื่นมากขึ้น เพราะแม้นจะไม่รู้จักกันแต่นี่แหละคือเพื่อนเรา "เพื่อนร่วมเดินทาง" "นี่ลุง...!!" ไอ้ปู เรียกผม "เดี๋ยวกินเสร็จ จะเดินไปดูให้ ?....." ไอ้ปู มองหน้าผมอย่างรู้ใจ ซึ่งเธอคงรู้ได้จากรอยยิ้มในมุมปากและแววตาที่ผมเหลือบมองไปบ่อยๆ ในขณะที่ไอ้พิ้นก็ยิ้มส่ายหัวรับรู้ ความหมายของไอ้ปู "มีเพื่อนเดินทางไปขึ้นภู เยอะๆ มันสนุกดี" ผมให้เหตุผลแก้ตัวจากนั้นเราก็หัวเราะกันทั้ง 3 คน เป็นยามเช้าที่ค่อนข้างสดชื่นเนื่องจากเราได้หลับพักผ่อนกันพอสมควร หลังจากสืบสาวราวเรื่องกันไปแล้ว ไอ้ปูก็รายงานว่า เป็นกลุ่มที่โบกรถเที่ยวเหมือนกันกลุ่มเธอเริ่มต้นเดินทางมาจากลำปางเป็นนักศึกษาจาก มหาลัยเกษตรศาสตร์และมหาลัยมหิดล แต่ที่น่าสนใจคือ ทั้ง 4 คน มีแต่หญิงสาวล้วนๆ นับว่าเธอใจกล้าไม่น้อย หลังจากจัดสัมภาระใส่เป้เสร็จสิ้นเราตัดสินใจร่วมกันว่าสังขารในสภาพบักโกรกอย่างนี้เราต้องตัดภาระการแบกของให้น้อยลงเราจึงย้ายข้าวของแยกเป้เพื่อนำไปฝาก ณ ที่ทำการอุทยานฯ ในขณะที่ผมตัดสินใจเดินผ่าน ไปทางกลุ่มเพื่อนใหม่ทั้ง 4 สาว โดยอ้างกับใจตัวเองว่า ไปซื้อเสบียงเพิ่มเติม ที่ศูนย์อาหาร รอยยิ้มสวยใสจากกลุ่มเพื่อนใหม่ส่งมาให้เราแต่ไกลแม้นจะยังไม่รู้จักกันแต่ในใจเรา คนเดินทางก็รู้สึกคล้ายๆ กันและเป็นเพื่อนกันไปแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ในวิถีของนักเดินทาง "ทานข้าวด้วยกันไหมค่ะ....? " เธอชวนผมในขณะที่กำลังลงเครื่องปรุงไข่เจียว เราพูดคุยทักทายกันเล็กๆน้อยๆ เพื่อทดสอบมุมมอง สังเกตสไตล์ชีวิตและการเดินทาง ซึ่งก็อย่างที่ผมคาดคิดไว้ คือ หัวใจของนักเดินทาง นั้นเปิดกว้างและพร้อมจะเป็นมิตรเสมอ กับผู้คนตลอดเส้นทาง เราตัดสินใจฝากสัมภาระให้ชาวบ้านที่รับจ้างเป็นลูกหาบแบก อย่างน้อยเราก็เดินแบบตัวเบาขึ้น แล้วยังทำให้ชาวบ้านมีรายได้ด้วย เนื่องจากที่นี่ยังมีผู้คนเข้ามาท่องเที่ยวน้อยกว่าภูกระดึงมาก เราเดินทางกันช้าๆ โดยเฉพาะผมซึ่งอาการแย่ลงๆ ในขณะที่ 4 สาว คือ ออด เมย์ ซิน และ ก้อย สมาชิกใหม่นั้น ไปกันเร็วมาก ซึ่งผมก็เข้าใจว่า คงเป็นเช่นนี้แหละหนอคนหนุ่มสาว ช่างมีพลังเหลือเฟือ ที่จะป่ายปีนความฝัน ส่วนเรา 3 คน พยับพยุงกันไปเรื่อยๆ แม้จะเริ่มต้นพร้อมๆ กันแต่ด้วยความคิดความฝันใฝ่แรงใจและความมุ่งมั่นที่ต่างกันจึงส่งผลต่อการเดินทาง ความเร็ว ความสุข และจุดหมายการค้นหาด้วย ผมเฝ้ามอง 2 สาว ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นชีวิตเดินทางเป็นนักศึกษาที่ค่อนข้างเรียนดีและเก่งอันดับต้นๆ คนหนึ่ง เธอพุ่งทะยานปีนป่ายไปข้างหน้าจนสุดแรงแล้วก็รอคนอื่นๆ ณ จุดหมายข้างหน้า ในขณะที่ ออด ซึ่งอาวุโสสุดในกลุ่ม 4 สาว เธอกำลังศึกษาปริญญาโท ส่วน ซิน กับ เมย์ รุ่นราวเดียวกันกับ 2 สาว แต่เมย์ กลับผ่านชีวิต เดินทางท่องเที่ยวมามากมายกว่า ทำให้เมย์ แม้จะเป็นนักศึกษาวัยเพิ่งปี 3 ปี 4 ซึ่งถ้ามองไม่ผิดหรือผมไม่ได้คิดไปเอง ผมกลับรู้สึกว่า 2 คนนี้ ผสมผสานระหว่างความเป็นตัวเองการอยู่กับสังคมและความใฝ่ฝันอันเป็นจุดหมายชีวิตได้ลงตัวมากที่สุด เพียงแค่มองการป่ายปีนขึ้นดอยก็เดาอุปนิสัยคนได้ ดังนั้น ภาพเพื่อนร่วมทางทั้งหมด 7 ชีวิตล้วนแต่สอนความเข้าใจโลกให้กับผม ทั้งด้านที่ทะเยอทะยาน ด้านที่มองสิ่งรอบตัวอย่างลึกซึ้งและด้านที่ค้นพบความหมายของตัวเองนั่นคือคุณค่าของคนที่รู้จักการเดินทาง เพื่อหาความหมายชีวิต ส่วนเรา 3 คนยังลากสภาพบักโกรกตัวเองไปเรื่อยๆ ร่างกายเป็นแค่ปัญหาส่วนหนึ่งสำหรับผม แต่การรู้จักพัก รู้จักรีรอมองสิ่งรอบตัวและรู้จังหวะก้าวที่เหมาะสมในการไปให้ถึงจุดหมาย มากกว่าที่สำคัญสำหรับผมซึ่งปรารถนาเรียนรู้จักชีวิตตนเอง ผมมีความสุขมากเวลามองเห็นภาพการนั่งรอของ 4 สาว แม้ว่าเมื่อมาถึง 2 สาวแรก คือซินและก้อย จะรีบเดินต่อ แต่นั่นก็ยังให้ความจริงว่าเรายังผูกพันกันและดูแลกันเพียงแต่ก็ต้องยอมรับว่า การไปให้ถึงจุดหมาย นั้นสำหรับบางคนคือสิ่งสำคัญของชีวิตซึ่งแน่นอนไม่ใช่ผม.... อย่างน้อยก็ในเวลานี้ เรา 5 คน มีผม ไอ้ปู ไอ้พิ้น ออดและเมย์ ได้คุยกันมากขึ้น ระหว่างที่พยุงสังขารไต่ขึ้นภูที่สูงเสียดเมฆ ผมรับรู้ได้จากแววตาว่า 2 คน เพื่อนใหม่ที่ร่วมก๊วนคนแก่ไต่ภูกับผมช้าๆ นั้น เธอทั้ง 2 มีความมุ่งมั่นมาก ในการเดินทางพิชิตภูโดยเฉพาะบนยอดลาน แต่การเดินทางก็สอนให้เธอรู้จักเก็บเกี่ยวบรรยากาศแห่งมิตรภาพและไม่แปลกที่ผมเข้าใจว่าอีก 2 สาวซึ่งเยาว์วัยที่สุดที่เดินล่วงหน้าไปก่อนนั้น "เธอก็คล้ายคนเราในโลกใบนี้ต้องการที่หนึ่งต้องการไปถึงก่อนต้องการปีนป่ายไปให้ถึงจุดสูงสุด โดยไม่รู้ว่าบางทียิ่งปีนป่าย เรากลับยิ่งตกต่ำ !! ลมพัดโกรกหน้า พาอากาศหอมๆ มาให้สดชื่น กลิ่นใบไม้ กลิ่นผืนดิน และกลิ่นไอแดด ซึ่งทิ้งตัวหลบไอหนาว ที่มาเยือนตั้งแต่บ่ายยังมิทันคล้อยลง เราเริ่มเดินไปบนสันภู เหลียวรอบๆ เห็นแต่ปลายไม้อยู่เบื้องล่างลิบลิ่ว มิน่า ทำไมมนุษย์ถึงชอบป่ายปีนสู่เบื้องสูงเพราะมันฉายภาพให้รู้สึกได้ถึงความเหนือกว่า นี่เอง ภาพของเมย์ในปลายๆ เส้นทางซึ่งอากาศเริ่มจะเย็น คล้อยพลบค่ำไปแล้วเราใกล้จุดหมายมากขึ้นทุกที ผมมีโอกาสได้สนทนากันบ้างเล็กๆ น้อยๆ พอทราบว่า เธอชอบเดินทางมากและเคยเดินทางผ่านมาแล้วหลายสิบภู ที่ประเทศนี้มี เธอบอกว่าไปมาเกือบหมดแล้ว เมย์ดูเป็นเด็กสาวธรรมดาๆ หน้าตาเรียบๆ นิสัยเงียบๆ ไม่สะสวยสะดุดตาอะไร ต่างๆ จาก 2 สาวแรก แต่เมื่อเราสนทนากันขนานไปกับเส้นทางจวบจนถึงปลายเส้นทาง กลับค้นพบว่า เธอเป็นคนที่สนใจมากแต่ละคำที่เธอเลือกพูดแต่ละแววตาที่หันมามองและแต่ละรอยยิ้มที่เธอหยิบยื่นให้ มีเวลา มีจังหวะ และให้ความหมายดีประหนึ่งคำพูด ว่า ฉันเป็นมิตรกับเธอเสมอไป แหละนี่หละที่ผมมักตกหลุมรักหญิงสาวบนเส้นทางฝัน...สายนี้ อากาศสลัวๆ พอดี ตอนเราไปถึงลานสนจุดพักกางเต้นซึ่งใกล้ถึงยอดภูสอยดาว ณ จุดนั้น เรามองเห็นยอดภูอยู่ใกล้ๆ แต่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ แจ้งว่า ยอดนั้นต้องใช้เวลาไปกลับ 8 ชม. เพราะทางเดินขึ้นภูสูงชันมาก หลังจากไปถึง เรายังต้องรอสัมภาระที่ลูกหาบหาบตามมาอยู่พักใหญ่ๆ จนเกือบพลบค่ำ จากนั้นเราจัดแจงหุงหาอาหาร ผมเฝ้ามอง 3 สาว คือ ปู ออด และเมย์ พยายามจะก่อไฟแบบง่ายๆ จากเตาสามเส้า เธอสาละวนอยู่พักใหญ่ สงสัยด้วยความหิวจัดจึงแว่วเสียงเธอบางคนก็ว่า ขอต้มมาม่ากินรองท้องก่อน บางคนก็ว่าหาอะไรกินก่อน ไม่รู้ด้วยความหิวหรือความไม่รู้จริงๆ ทั้ง 3 คนก่อไฟได้กองกะจี๊ด ไม่น่าจะต้มอะไรได้ แต่เธอก็พยายามจะต้ม ท่ามกลางลมพัดอู้อึงแรงมาก ใจจริงผมอยากพักเพราะเหนื่อยเหลือเกินแต่ด้วยความสงสารจากภาพที่มองเห็น จึงเข้าไปจัดแจงทำกองไฟใหม่ ทำไม้สำหรับแขวนหม้อหุงข้าวให้พร้อมและนั่นเองจึงเกิดบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ที่เรารู้สึกเหมือนร่วมทางกันมานาน สนิทคุ้นเคยและร่วมหัวร่อด้วยกันคล้ายๆ เราเป็นหนึ่งเดียวขึ้นในค่ำคืนนั้น "โห ! พี่สุดยอด !!.." ออดส่งเสียงชอบใจ ที่เห็นภาพผมทำที่แขวนหม้อสนามเสร็จ พร้อมกองไฟลุกโชนเหมือนส่งสัญญาณว่าฉันพร้อมจะทำให้ทุกอย่างสุกไหม้ตามแรงหิวที่ปรารถนาแล้ว "ลุงแกคอมมิวนิสต์เก่าคล่องมาก.." ไอ้ปูแซวผมให้สาวๆ หัวเราะ "พี่มาเที่ยวยังงี้ ไม่ทำงานหรอ..." ออดถามผม ผมยิ้มหันไปมองเธอสักพัก ก่อนจะหันไปชำเลืองเมย์อีกครั้ง ซึ่งเธอสาละวนกับการเตรียมผัก ผมมองเธออย่างหลงใหลในบุคลิก อีกอย่างผมไม่รู้จะตอบออดอย่างไรจึงเลือกมองใครสักคนเผื่อเธอจะมีคำตอบให้ "ทำสิ แต่ก็ลางานมานะ แต่นี่คือการทำงานของพี่ การก้าวเดินออกมาสู่โลกข้างนอก การเปิดประตูหัวใจมอง ฟัง การเรียนรู้จักผู้คน การออกมาสัมผัสและสัมพันธ์กับชีวิตอื่นๆ นี่คือรากฐานของการทำงานน่ะ" ผมตอบเหมือนจะให้ฟังแล้วงงๆ "โห... ดีจังพี่งานแบบนี้" ออดสำทับต่อ ในขณะที่ผมไม่ได้ฟังคำสุดท้ายของออดแล้ว เนื่องจากตาและประสาทสัมผัสผม เอาแต่จ้องมองเมย์ ซึ่งกำลังเตรียมทำกับข้าวและคุยกุ๊กๆ กิ๊กๆ กับปู แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากพูดกับออดเป็นประโยคสุดท้าย แต่ไม่ได้พูดออกไป "ไม่ดีหรอกออด งานแบบนี้มันเรียกร้องให้เรามีวิถีชีวิตที่เสียสละมากไป มากจนหาโอกาสอยู่ท่ามกลางภาพและบรรยากาศเหล่านี้ ยากเหลือเกินออด" เป็นค่ำคืนแรกที่ผมมีความสุขมาก เหล้าแบนหนึ่งที่ผมติดกระเป๋ามาทยอยจิบ แก้หนาวอย่างรื่นรมย์ จนเกือบหมดแบน แม้จะเริ่มรู้ตัวว่าค่ำนี้ตนเองออกอาการครั่นเนื้อครั่นตัวมึนๆ หัวตั้งแต่มาถึง แต่ผมก็พยายามฝืนและตอบตัวเองว่า คงเพราะเหนื่อยมากเท่านั้น หลังอาหารค่ำสองสาวซินและก้อยเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อเอาแรงลุกป่ายปีนขึ้นยอดภูสอยดาวในรุ่งเช้า เหลือผม ไอ้พิ้น ไอ้ปู ออดและเมย์ ที่ยังคุยกัน เป็นค่ำคืนที่เรามีเพื่อนร่วมวงกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยและร่วมวงสนทนาอย่างสนุกสนานในมื้อกาแฟรอบค่ำและนั่นเป็นคืนสุดท้ายของเรา คืนสุดท้ายที่เรามีเพื่อนสู้ลมหนาว ณ ภูสอยดาว รุ่งเช้าเราไม่ได้พิธีรีตองอะไรมากในการร่ำลา ผมลุกหุงข้าวตามเคย อาหารเราทำแบบง่ายๆ อย่างเร่งรีบ เพื่อให้ทันกับโปรแกรมของ 4 สาวที่จะป่ายปีนขึ้นยอดภู ส่วนผมได้ลงภูกลับบ้าน มีเพียงไอ้ปู ที่ผิดหวังเนื่องจากที่ทำงานโทรเรียกกลับด่วน ทำให้ไม่สามารถขึ้นยอดภูสอยดาวได้ แต่เธอก็จัดแจงขอเบอร์โทร อีเมล์ จาก 4 สาว ส่วนผมเลือกที่จะเก็บสัมภาระเงียบๆ "พี่ไม่ขออีเมล์ ขอเบอร์สาวๆ หรอ ? " ไอ้ปูถามผม "ปูได้แล้วน่ะ" เธอย้ำอีก "ไม่หรอก เก็บเขาไว้ในความทรงจำร่วมกับภูสอยดาวนี่แหละดีแล้ว นี่คือเสน่ห์ของลมหนาว ที่พัดมาเยือนหัวใจเราแต่ละปี นี่คือเสน่ห์ของการเดินทางที่จบลงพร้อมการจากลาอย่างอาลัยและคิดถึงและวันหนึ่ง เราก็เหลือเพียงความทรงจำอันงดงาม" ผมตอบเบาๆ ก่อนจะยกเป้ใส่หลังเดินนำหน้าไอ้ปู ไอ้พิ้น กลับบ้าน......... ..................................................... ที่มา เผยแพร่ใน www.rsalife.com |
| << | ตุลาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |