• ไนล์_รอยเคียว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : cheeriver@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-10-13
  • จำนวนเรื่อง : 43
  • จำนวนผู้ชม : 1343
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
เมล็ดพันธุ์ป่า
นำเสนองานเขียนของคนๆ หนึ่งที่เริ่มต้นตั้งแต่ออกไปท่องโลกเรียนรู้ชีวิต แง่มุมต่างๆ จนถึงการเริ่มต้นกลับบ้าน เพื่อนำเมล็ดพันธุ์ไม้กลับบ้าน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/wildseed
วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม 2551
กลับมาโบกรถเที่ยว
Posted by ไนล์_รอยเคียว , ผู้อ่าน : 69 , 16:52:40 น.  
พิมพ์หน้านี้


ท่าโบกของคนที่ห่างถนนสายโบกเสียนาน

ผมออกอาการอึ้งแม๊ก!! ขณะวางหูโทรศัพท์ หลังจากสื่อสารกับปลายสายซึ่งเป็นรุ่นน้องในมหาวิทยาลัย

 

"นี่กูบ้าไหมว่ะ ?!" ผมสบถกับตัวเองเบาๆ ก่อนทำงานต่อ

 

ชีวิตในระยะไม่กี่เดือนนี้ หลังจากตัวเองตัดสินใจย้ายกลับมาทำงานในกรุงเทพฯ อีกครั้ง ทำให้ชีวิตผมกลับมาวงจรเดิมๆ ตื่นเช้ารีบไปทำงาน เลิกงานกลับบ้านนอน มีเวลาของความสุขแบบเงียบๆ เฉื่อยๆช้าๆ เหมือนตะวันที่ค่อยๆ ทอแสงแรก มีเวลามากมายให้กับตัวเอง โดยเฉพาะเวลาอ่านหนังสือ หรือเวลาสำหรับนั่งเหม่อลอยบนโต๊ะอ่านหนังสือ เพื่อขีดเขียนอะไรสัพเพเหระ  

 

หลายคนอาจจะไม่ได้ สนใจมากนักกับคำว่า "เวลา" ที่สามารถเอามาฟุ่มเฟือย เรื่อยเปื่อย เพราะปัจจุบันใครๆ ก็รีบเร่ง แข่งขัน และทำเงิน สร้างส่วนเกินสะสม ทำให้ตัวเองมั่งคั่งและมั่นคง แต่กับผมกลับหนี หนีจากภาวะชีวิตแบบนั้น

 

"ปี้ไนล์จะไปไหนครับ ?"  ผมอดนึกถึง เสียงปลายสาย สำเนียงทองแดงแบบปักษ์ใต้ ย้ำถามผม ไม่ได้

"ไม่รู้ว่ะ ! อีสานมั้ง !"  ผมตอบไปดื้อๆ โดยไม่ได้ครุ่นคิดให้แน่ใจนัก

 

แน่หล่ะ ! อีกอย่างหนึ่งคือผมไม่ชอบการวางกรอบชีวิตหรือกะเกณฑ์ จัดการ อะไรมากมายให้ตัวเอง แบบว่าไม่ชอบเอาเสียเลย การหนีออกห่างจากกรุงเทพฯบ่อยๆ ของผม เหตุผลหนึ่งก็คือหนีออกจากศูนย์กลางอำนาจ ที่มายุ่งกับชีวิต อำนาจที่มันซ้อนๆ ทับๆ กันอยู่หลายๆ รูปแบบ และไกลจากศูนย์กลางจารีตแบบผู้ดีสมัยใหม่ ที่ชี้นิ้วจากคนบางคน มันทำให้ผมคลื่นไส้ เพราะอาการทุเรศตัวเอง ที่ต้องมายุ่งๆ จัดการชีวิตให้มันดูดี

 

"พี่ชวนพิ้นโบกรถเที่ยวน่ะ !"     ผมสำทับเงื่อนไขการเดินทางกับรุ่นน้องอีกครั้ง

"ยังไงก็ได้"     รุ่นน้องผมกล่าวสั้นๆ    "แต่ไว้ผมสอบเสร็จก่อน เพราะไม่แน่ใจว่าจะสอบเสร็จทันไหม"

"เออๆ"     ผมตัดบทก่อนวางหู

 

เราตระเตรียมสัมภาระ กันฉุกละหุกมาก ผมเหลือเงินติดตัวนิดหน่อย ส่วนรุ่นน้อง ชื่อไอ้พิ้นเอง ก็เตรียมมาได้ไม่กี่อย่าง ที่สำคัญมันยืนยันจะลากอีแตะ โบกรถเที่ยวทั่วอีสานกับผม เวลา 14.00 น.วันที่ 18 ธันวาคม คือวันเวลาที่เราเริ่มออกเดินทางกัน.....

 

วันนี้อากาศริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ไปจนถึงตามซอกตึกเมืองหลวงร้อนอ้าว ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในช่วงฤดูหนาวด้วยซ้ำ ผมนั่งรถเมล์ออกจากห้องพักและบึ่งออกนอกเมือง ด้วยจิตใจที่ปั่นป่วนสับสน เลาๆเหมือนจะนึกย้อนถามตัวเองตลอดทาง ว่า

 

"นี่กูบ้าหรือเปล่า ?! นี่กูจะพาน้องไปไหนกันว่ะเนี้ย ?"

"กูจะโบกรถเที่ยวด้วยสังขารปาเข้าไป 30 แล้วนี่นะ รึ ?"

"มันจะไม่ทุเรศหน่อยรึ ?!"      

 

ผมไม่ได้บอกน้องหรอกว่าในใจขณะนั้น คิดอะไร ความกลัว ความวิตก วิตกเพราะแท้จริงผมเองมีประสบการณ์โบกรถเที่ยวจริงๆ จังๆ แบบว่า โบยบินไปตามใจตัวเองนั้นน้อยมาก เคยบ้าง 2-3 ครั้ง ก็ไปกับเพื่อนๆ คอยวิ่งขึ้นรถท่าเดียว ซึ่งมันก็นานมากแล้ว ร่วม 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัย แต่ครั้งนี้ผมต้องรับผิดชอบ ต้องสินใจ ต้องเรียนรู้เส้นทาง วางแผนเดินทางเพราะไอ้พิ้นเพื่อนรุ่นน้อง ร่วมทัวร์ของผม ไม่เคยเห็นแผ่นดินภาคเหนือหรืออีสานเลย

 

ที่ผมเลือกชวนไอ้พิ้น ด้านหนึ่งเพราะตัวเองเป็นคนจัดการอะไรได้แย่มาก จึงไอ้พิ้นเพราะมันเป็นเพื่อนรุ่นน้อง คนเดียวที่ผมสงสัยในตัวมันมาก เนื่องจากบ่นไม่เป็น ไม่เคยหงุดหงิด โมโห หรือว่า สนุกครื้นเครงจนออกนอกหน้า ชีวิตไอ้พิ้นหายใจและก้าวเดินในจังหวะช้าๆ สม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังเป็นคนไม่ดื่ม ไม่สูบ จนกระทั่งไม่แสดงตนว่าชมชอบสุรา นารี แต่อย่างใด ทำให้ผมแน่ใจว่านี่เป็นโอกาสดีไม่น้อย ที่ผมสามารถพาคนรุ่นใหม่ๆ ไปเรียนรู้เรื่องราวผู้คนบนวิถีโบกรถ ที่สำคัญผมหลอกมันให้ไปเที่ยวเป็นเพื่อนได้

 

ผมเลือกปั๊มใหญ่แถวรังสิต เป็นจุดโบกรถออกจากกรุงเทพฯ เนื่องจากยังพอจำได้ว่า สมัยเป็นนักศึกษา เรามักมาตั้งต้นกันที่นี่ ทุกครั้ง เราเริ่มโบกกันตั้งแต่ บ่าย 4 โมง โบกไปเรื่อยๆ หน้าทางออกปั๊มบ้าง ริมถนนบ้าง จากบ่าย 4 เป็นบ่าย 5 เป็น 6 โมง จวบจนเริ่มพลบค่ำและมืดในที่สุด

 

"ไอ้พิ้นไหวไหม ?"   ผมมักถามคำถามนี้ กับเพื่อนรุ่นน้อง

"มันยากขึ้นกว่าเดิมน่ะ มันยากยั้งงี้แหละโบกในกรุงเทพฯ"     ผมพยายามปลอบใจเพื่อนรุ่นน้อง ทั้งๆ ที่ในใจนึกปลอบใจตัวเองเสียมากกว่า

 

"ไอ้พิ้นไหวไหม พี่ไม่ไหวว่ะ"   ผมถามน้องอย่างห่วงพร้อมกับวางเป้ลงกับพื้น หลังจากใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมงอยู่ริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ผมมองสายตาเพื่อนรุ่นน้องที่จะร่วมชะตาชีวิตบนถนนสายโบกในอนาคต อย่างอ่านใจ

“เอาไงดีว่ะ ?”   ผมถามน้องเจือน้ำเสียงระคนท้อ

"แล้วแต่ปี้"    มันตอบเบาๆ ด้วยสำเนียงปักษ์ใต้เหมือนเคย

"ไอ้ห่า !!  คนกรุงเทพฯ มันใจดำขึ้นเยอะ"     ผมสบถระบายอารมณ์ แบบรักษาท่าทีต่อหน้าน้อง เดี๋ยวนี้

กรุงเทพฯ มีรถเยอะขึ้นมาก วิ่งออกต่างจังหวัดตลอดเวลา ต่างจาก 10 ปีก่อน ผมชี้แจงแก้หน้าให้ตัวเองซึ่งไอ้พิ้นได้แต่ฟัง แล้วก็เงียบตามเคย

 

"นั่งโดยสารเถอะว่ะ !? ไม่ไหว ปวดหลัง ปวดขาไปหมดแล้ว อีกอย่างเพื่อนพี่ที่ลพบุรีมันรอ ต้อนรับด้วย"      ผมตัดสินใจล้มเลิกกิจกรรมแรกแบบยอมแพ้สังขาร แต่ก็อ้างเหตุผลอื่น เหตุผลแรกจริงที่ซ่อนไว้ในใจ คือ รอบนี้ผมต่อสู้ระหว่าง “ความหวังกับความผิดหวัง จนท้อแท้ไม่ไหวแล้ว” นี่เป็นบทเรียนที่หนึ่ง ของการโบกรถ ที่ผมจำได้แม่น แม้ว่าจะนานมาแล้ว

 

ในความทรงจำเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ทั้งๆ ที่ สังคม ผู้คน โลกและความคิดมนุษย์นั้น ได้ปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว รถราวิ่งขวักไขว่ แทบไม่มีว่างเว้นให้ถนนพักเหนื่อยแต่ในโลกของการพึ่งพากันบนวิถีไฮเวย์ ที่ต่างคนต่างมีและสนใจเพียงจุดหมายตนเอง จึงล้วนแต่เร่งรีบสัญจร จนไม่มีที่ว่างหรือเวลาสำหรับคนฝัน หรือนักเดินทาง ผู้ที่จะนำพาเรื่องราวที่พบเจอจากคนคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง จนเกิดเป็นเรื่องเดียวกันและเป็นสังคมเดียวกัน ตั้งแต่ก้าวแรกของวันแรกที่เริ่มโบกผมกับน้องก็พบบทเรียนใหม่ เสียแล้ว

 

แน่หล่ะ !? ผมไม่คิดตำหนิผู้คน ผู้เป็นเจ้าของรถรา เพราะถนนในเมืองหลวง หรือถนนออกจากเมืองใหญ่ในปัจจุบันล้วนถูกบังคับให้รีบใช้ รีบไป รีบถึง ไม่ใช่ถนนสายน้ำใจ หรือถนนสายมิตรภาพ ซึ่งเป็นถนนสายวัฒนธรรม แต่เดี๋ยวนี้เป็นแค่ถนนซึ่งหมายถึงทางเดินของคนที่เร่งรีบไปให้ถึงจุดหมาย เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของจุดหมาย น้ำใจ การรับรู้เรื่องราวและการสืบสานการอยู่ร่วมกัน ดังนั้น กับความรู้สึกวันแรกเราจึงเหมือนสัตว์ประหลาดที่กำลังจะเดินทางแต่ขาดแคลนยานพาหนะ !! 

 

หลังยื่นตั๋วให้พนักงานเก็บตั๋วเรียบร้อย ผมค่อยๆ หลับตาลงพักเอาแรงในขณะที่ในใจ รู้เสียใจกับการโบกวันแรกของตัวเองเล็กน้อย เอาน่าพรุ่งนี้ก็อยู่นอกเมืองหลวงแล้ว เราอาจจะเจอถนนสายมิตรภาพก็ได้ ผมปลอบใจตัวเองก่อนจะหลับใหล เพราะความอ่อนเพลีย ........

 

.....................................................

 

ที่มา เผยแพร่ใน   www.rsalife.com

 

 

ถนนสายมิตรภาพ

 

 

โดย : อัฎธิชัย ศิริเทศ  

 

 

ผมร่ำลาเพื่อนรักสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนที่เคยร่วมดื่ม ร่วมกิน และร่วมหลับนอนฟุ้งฝันด้วยกัน ที่สำคัญร่วมกอดคอกัน "ปฏิญาณขอขบถต่อวิธีคิดมากมาย"  ซึ่งก็แอบคัดลอกมาจากถ้อยคำในหนังสือของนักคิด นักเขียน หรือนักปรัชญาจากหลายๆ สำนัก มันชื่อ “สาย สีมา” แต่ผมมักเรียกเพื่อนคนนี้ว่า "สาย เอ๊กซิสต์" ตัวจริงคือ “สมโชค จันทยุคันโท ชื่อเล่น อ๊อด” แต่ชื่อ สาย นี้นั้น มันเอามาจากตัวละครในวรรณกรรมของ เสนี เสาวพงศ์ เรื่อง ปีศาจ ส่วนชื่อสกุลเอามาจากแนวคิดของนักปรัชญาฝรั่งเศส ชื่อ ฌอง ปอล ซาร์ต ในขณะที่ผมเรียกตัวเองเสียหรูว่า "คนเถื่อนแห่งทะเลฝัน" แต่ถ้าในยามที่เกิดอาการรังเกียจสังคม ดูถูกการใช้ชีวิตที่แสนบัดซบของคนเมือง ผมก็มักจะเรียกตนเองว่า "ขี้หมาริมทาง" ซึ่งนั่นเป็นเรื่องของอดีตเกือบ 10 ปีมาแล้ว

 

วันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยน โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน มนุษย์เปลี่ยน ดังนั้นเพื่อนรักเราก็คงจะเปลี่ยนไปบ้าง แม้ความเป็นเพื่อนไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่วิธีคิดที่เราเคยสั่งสมไว้อย่างดงามอหังการถึงสังคมอุดมคตินั้นกลับเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ประสบการณ์และบริบทของหน้าที่การงานตลอดจนอิทธิพลของสังคมรายรอบตัว ซึ่งมิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะทุกคนล้วนแต่เปลี่ยนด้วยกันทั้งนั้น

ผมเดินออกไปนอกเมือง เดินเป็นระยะทางแสนไกลจนสุดกำลังที่ก้าวได้ เพื่อตั้งต้นโบกอีกครั้ง แล้วผมก็เริ่มโบกก่อน แม้ในใจลึกๆจะยังเขินๆขัดๆ ก็ตาม ไอ้พิ้นเริ่มโบกด้วยอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วเรา 2 คนก็ช่วยกันโบก โบก โบกและโบก

 

"แถวนี้เหมาะน่ะพิ้น"    ผมเริ่มต้นสนทนาเสริมกำลังใจอีกครั้ง ขณะยืนอยู่ริมถนนซึ่งพาดยาวไปกลางแดดสายๆ โดยมีจุดหมายคือออกนอกเมืองลพบุรี

 

"ครับปี้ !"    มีคำพูดเพียงเท่านั้นในเช้านี้จากไอ้พิ้น ที่ผมพอได้ยินในฐานะเพื่อนร่วมเส้นทาง ซึ่งบ่อยครั้งเหมือนกันที่ผมก็หงุดหงิด เพราะอยากได้ยินคำพูดมากมายมากระทบโสตปราสาทหูผมบ้าง อยากเห็นสีหน้าตื่นตาตื่นใจจากมัน อย่างน้อยก็ทำให้เราอุ่นใจว่าเพื่อนร่วมทางของเราสนุกอยู่บ้างแต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ผมเลือกไอ้พิ้นมากกว่าคนอื่นและชอบใจเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนชอบพูด ชอบคุย ชอบฟัง ชอบแลกเปลี่ยนสนทนา แถมยังขี้หงุดหงิดเอาแต่ใจ แต่มาเลือกเพื่อนร่วมเส้นทางที่เคลื่อนไหวเสมือนคนไม่มีปากไม่มีเสียงไม่สีหน้าไม่มีอารมณ์ ไม่มีถ้อยคำใดๆ จะมีแต่เพียงชีวิตและลมหายใจอุ่นๆ ร่วมทางไปผม

                สำหรับวันที่ 2 เราโบกยังไม่ถึงชั่วโมงรถคันแรกที่จอดจากการโบกของเราก็เปิดไฟกระพริบเลี้ยวซ้าย ว๊าบๆ ผมตื่นเต้นแทบก้าวขาไม่ออก ได้แต่ตะโกนให้ไอ้พิ้นรีบวิ่งๆๆ..... เพื่อไปเจรจาขออาศัย

 

"ลด บ่ มี ดอก หล่า หายาก ขึ่น ไป หม่องหน่า ถ๊อ มี 4 แยก ลด หลาย กั่ว" เจ้าของรถซึ่งส่งภาษาอีสานแนะนำเรามาอย่างใจดีว่า จุดนี้ไม่มีรถมากนักต้องไปสี่แยกหน้าซึ่งผมมองหน้าไอ้พิ้น แต่ .... ไม่มีคำตอบจากสีหน้าแต่อย่างใด

 

"ขึ้นเอาฤกษ์ก่อนว่ะไอ้พิ้น"   ผมพูดเสร็จก็โดดขึ้นรถทันที ตามด้วยเพื่อนรุ่นน้อง ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีถ้อยคำใดๆ จากเพื่อนร่วมเดินทาง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า การรู้ใจกันเกิดขึ้นแล้ว รู้ว่าคิดอะไร ต้องการอะไร อีกอย่าง เราเหนื่อยและเริ่มท้อแท้ กับวันที่ 2 ที่ยังไม่ได้นั่งรถโบกกัน ดังนั้น เพียงระยะทาง 5-6 กม.ในเช้านี้ เราก็อยากขึ้นกันก่อน อย่างน้อยๆ จุดหมายข้างหน้าน่าจะโบกง่ายกว่านี้ส่วนวันนี้ขอสัมผัสความสำเร็จสัก 5-6 กม.กันก่อน “เอ๊า !! ลูกเพ๊ ปายเลยคร๊าบบบ!!....”

 

รถวิ่งไปได้ครู่เดียวก็ถึงจุดหมายที่ผู้ใจดีบอก เป็นถนน 4 เลนตัดเป็น 4 แยก มุ่งสู่อำเภอโคกสำโรง และเป็นเส้นทางหลักที่รถทุกสายหากต้องขึ้นเพชรบูรณ์ เลย ล้วนต้องผ่านเพื่อให้ถึงถนนเส้นหลักที่จะเข้าเพชรบูรณ์ แล้วมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว เป้าหมายแรกของเรา และวันนี้คันแรกที่เราเริ่มได้สัมผัสถนนสายน้ำใจ สีหน้าเรา 2 คนดูสดชื่นขึ้นมากมาย ปริปริ่มไปด้วยความหวังเต็มกระพุงแก้ม เพราะนอกจากเราจะได้อาศัยไปลงจุดหมายที่เหมาะกว่าแล้ว เรายังได้เรียนรู้จักกันได้รู้ว่าเราควรจะโบกจุดไหน อย่างไร ถึงจะสะดวกกว่า ง่ายกว่า และนี่เองที่ผมเรียกถนนเส้นนี้ว่า “ถนนสายมิตรภาพ” 

 

ผมขยับเป้เบาๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอด ความสุขบนถนนมิตรภาพ ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้วในเช้านี้ ความเหนื่อยหน่าย เศร้าหมอง สับสนบวกอาการท้อแท้สิ้นหวังที่กำลังแย้มพรายเข้ามา ได้หายไปจนหมดสิ้น ไอ้พิ้นเพื่อนร่วมเดินทางของผม ยิ้มกว้างขึ้น แววตาสดใสมีความหวังอย่างเห็นได้ชัด

 

"ทำไมต้องโบก ?! ขึ้นรถเหอะไนล์ ! ขึ้นรถดีกว่า"    เพื่อนหลายคนท้วงติงผม ทั้งด้วยเหตุผลว่า สุขภาพของผมมันเลยวัยแล้ว อีกทั้งสภาพสังคมไม่เอื้ออาทรเช่นแต่ก่อน ซึ่งผมก็แปลกใจกับคำพูดนั้น แต่ก็เข้าใจ และคิดว่าไม่มีใครสนใจหรอกว่า “เสน่ห์อันเกิดจากความรู้สึกที่ได้รับรสมิตรภาพในขณะที่เราท่องเที่ยวนั้นมันแสนวิเศษ มันช่วยปรุงรสชาติชีวิตการเดินทางให้กลมกล่อมที่สุด” เราผู้โบกซึ่งเป็นคนแปลกหน้า ขึ้นไปนั่งบนรถของคนแปลกหน้าเช่นกัน เราผู้โบกต้องแสดงท่าที ถ้อยคำ กริยามารยาทมากมาย เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ไว้วางใจกัน หรือถ้าสบช่องก็เพื่อให้เกิดเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพ ในขณะที่ผู้รับคนแปลกหน้าขึ้นรถก็ต้องย้ำในใจตัวเองให้แน่ใจว่า เขาผู้อาศัยสัญจรคือคนดี เขาแค่ต้องการพึ่งพาอาศัยที่นั่งว่างๆ บนรถเราเท่านั้น ดังนั้นบนถนนสายสั้นๆ ในเวลาที่แสนสั้นผมว่ามันคือ ปรากฏการณ์แสนมหัศจรรย์ของชีวิตทีเดียว

 

                ผมไม่เคยสนใจการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ หรือแม้แต่การเดินทางโดยรถโดยสารเลย เพราะการท่องเที่ยวเช่นนั้นมันสอนให้เราคือเจ้านาย เราคือผู้ซื้อบริการ เรามีเงินดังนั้นเราคือผู้ยิ่งใหญ่ การต้อนรับที่แลกกับเงินโดยเฉพาะกับบริษัททัวร์นี้ แน่นอนมันทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราดูคับพอง สุขสบายโอ่อ่า แต่ความเป็นสรรพชีวิตที่สัมพันธ์กลับแปลกแยก แปลกกับสิ่งอื่น แปลกกับมนุษย์ และแปลกกับตัวเอง ที่สำคัญ สำหรับผมแล้วบรรยากาศและความสุขระหว่างทาง มีความสำคัญมากกว่าการไปถึงจุดหมายปลายทาง นั่นเพราะว่า ระหว่างทางมันมี ความจริง ความงดงาม และเรื่องราวมากมายนั่นเอง

 

ที่ผมเลือกตัดสินใจหันกลับมาเดินทางสายโบกอีกสักครั้ง เพราะมันสอนให้เราเป็นมนุษย์ที่เล็กกระจ้อยร่อย ลดตัวตนยกมือไหว้ร้องขออาศัย อีกทั้งยังต้องไว้ใจและพึ่งพาคนอื่นๆ ตลอดเส้นทาง ดังนั้นบนถนนสายโบกและบนรถทุกคันที่แวะเวียนจอดรับเรา ล้วนแต่บรรทุกความเอื้ออาทร ความไว้วางใจ และสำนึกที่รับผิดชอบสังคมเต็มรถ

 

"ขอบใจมากแอ๊ด เราอยากโบกว่ะ"      ผมชี้แจงสั้นๆ กับ  แอ๊ด แฟนของ สาย สีมา หรือ สาย เอ๊กซิสต์ ที่คะยั้นคะยอให้เราขึ้นรถทัวร์

 

"คือ ได่ มาเทียว จัง ซี๊ ?"    หญิงแปลกหน้าวัยกลางคน จ้องมองผมแล้วพูดกึ่งเปรยๆ หลังจากเราแอบ ชำเลืองกันและกันมาได้เกือบครึ่งชั่วโมง บนรถปิ๊กอัพสีบร๊อนซ์ใหม่เอี่ยมที่โบกได้คันที่ 3 ขณะมุ่งสู่ถนนหลักสายสระบุรี -เพชรบูรณ์

"ลูก เมีย บ่ ว่า เอา บ๊อ ?!"    หล่อนเปรยๆ กึ่งสบถส่งไปที่หูผมอีก ผมหันไปยิ้มๆ ให้หล่อน และหล่อนก็ยิ้มรับ

"บ่ มี เมีย ดอก ป้า"    ผมชี้แจงให้ฟังก่อนจะพูดต่ออีกว่า   "ขั่น มี คือ สิ ยาก อยู่ ขั่น สิ มา เทียว จัง ซี๊" แล้วเราก็หัวเราะกัน แล้วบทสนทนาจากคำถามนั้นก็เริ่มแตกเป็นเรื่องราวต่างๆ มากมาย แลกเปลี่ยนกันเล่า แลกเปลี่ยนกันหัวอย่างเป็นกันเองระหว่างคนแปลกหน้า 2 คน

หากไม่พิเคราะห์พินิจให้ถี่ถ้วนคงยากที่จะรู้หรือเข้าใจได้ว่าคำถามง่ายๆ ของชาวบ้านธรรมดาๆ นั้นสะท้อนความคิดต่อโลกต่อชีวิตต่อวิถี ผ่านมุมมองคำถามนี้อย่างไร

ชายหนุ่มวัย 30 ปีเศษ กับเด็กหนุ่ม วัย 22 ปี เศษ ซึ่งกำลังเป็นเสาหลักสร้างครอบครัวและเป็นแรงงานที่สำคัญในวิถีการผลิต โดยเฉพาะในสังคมชนบทอาชีพเกษตรกรรม เราคือวัยที่ต้องทำงานหนักสร้างเนื้อ สร้างตัวสร้างครอบครัว ไม่ควรจะมีเวลามาท่องโลกหาความเบิกบานเช่นนี้ได้ แต่กลับมาพบคน 2 คน เดินทางโดยการโบกรถไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ไม่เดือดร้อน เหมือนจะเพิกเฉยต่อความปรารถนาเช่นคนส่วนใหญ่ ที่เร่งรีบชีวิตการทำงานเพราะต้องการ “เงิน”  ไปซื้อความสะดวกสบาย ซึ่งนับว่าการเดินทางของเรา 2 คน สร้างความขัดแย้งให้กับวิถีชีวิตของหญิงชราแปลกหน้าคนนี้เข้าแล้ว

เราสบตากันพร้อมทั้งหยิบยื่นรอยยิ้มมากมาย ก่อนจะไหว้ร่ำลากัน พร้อมของฝากอันเป็นคำถามที่หนักอึ้งในใจผมเช่นเดียวกัน เกี่ยวกับบทบาทต่อครอบครัวและการทำงานสะสมส่วนเกินทางเศรษฐกิจ ในขณะที่เธอก็คงต้องแบกรับความระแวงระคนสงสัย “ทำไมคนวัยนี้ถึงท่องเที่ยวได้สบายใจ ดุจใจฝัน” ในขณะที่ทั้งชีวิตแกหรือคนอื่นๆ กำลังเร่งรีบทำงานกัน อย่างไม่ยอมพักผ่อน.....

 

.....................................................

 

ที่มา เผยแพร่ใน   www.rsalife.com


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
ไนล์_รอยเคียว วันที่ : 15/10/2008 เวลา : 16.48 น.
http://www.oknation.net/blog/wildseed

คิดถึงก็โทรไปหาสิครับ ถนนมิตรภาพ หรือ ถนนสายเอเชีย.... ถ้าโทรไม่ติด ก็ออกไปหา ยังไงๆ ก็เจอ

อิอิ.......
ความคิดเห็นที่ 1
เด็กหญิงหว่านกล้า วันที่ : 14/10/2008 เวลา : 20.08 น.
http://www.oknation.net/blog/weed
V.-บทเพลงหัวใจของเด็กเดินทาง-.V : กลุ่มเขียนข้าว

คิดถึงอารมณ์โบกรถ

ความสุขและรอยยิ้มบนการเดินทาง

..

จุฟฟฟๆๆๆ


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2008 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31