พิมพ์หน้านี้
|
จุดแรกที่เราตั้งใจแวะชื่นชมร่วมกัน คือ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ซึ่งได้ยินชื่อเสียงมานานแต่ไม่เคยมีโอกาสมาสักครั้ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยนิยมท่องเที่ยวตามสถานที่ที่โด่งดังมีชื่อเสียงมากนัก เนื่องจากรู้สึกรำคาญผู้คนที่พลุกพล่านและที่สำคัญเขามักมีอันจะ(ดื่ม)กินซึ่งกดดันผม หนุ่มพเนจรผู้แสนยากไร้ ไอ้พิ้นและผมวางเป้หน้าที่ทำการอุทยานฯ อย่างอ่อนหล้า หลังจากไหว้ขอบคุณเจ้าของรถผู้ให้พึ่งพาอาศัยไปจนถึงน้ำหนาว ซึ่งก็เกือบเย็นของวันที่สาม วาบแรกที่รู้สึกต่อที่นี่คือ ผิดหวัง เพราะชื่อว่า น้ำหนาว แต่เมื่อไปถึงกลับชวนให้รู้สึกหนาวในใจมากกว่า เพราะเมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่อุทยานออกมากวักมือเรียกเราทันทีที่เป้ลงถึงพื้นดินและถูกเริ่มต้นประโยคด้วยคำถามแรกคือ จ่ายเงินค่าธรรมเนียมหรือยังคนละเท่านี้ๆ ส่วนเต็นท์หากไม่เช่าก็เสียค่าปักเต็นท์ในราคาเท่านั้นๆ เตาผิงถ้าเช่าก็ราคาเท่านี้ รวมๆ แล้ว มูลค่าที่เราต้องจ่ายเพื่อซึมซับบรรยากาศสูงพอๆ กับนอนในโรงแรมระดับ 4-5 ดาวของต่างจังหวัดเลยทีเดียว "เอาเถอะๆ เรามาซื้อความสุขกันน่า" ผมปลอบใจตัวเองดังๆ พอให้ไอ้พิ้นได้ยิน ? ........ "ปี้ไนล์ เต็นท์ นู๊นเสียงดังนักแล้ว มีรถเข้าออกๆ ทั้งคืนเลย" เพื่อนร่วมเส้นทางผมเปรยสำเนียงทองแดงออกมาอย่างรำคาญขณะเราเริ่มปรุงอาหารมื้อค่ำกัน ผมได้แต่เหลียวไปมองรถเก๋งสีดำสวยหรู เงาวับดูท่าทางมีฐานะ ซึ่งก็น่ามาจากในเมืองใหญ่ เจ้ารถดำมะเมื่อมคันนั้นวิ่งแปร้นๆ เข้าออกๆ ส่งเสียงเครื่องยนต์ดังก้องหุบเขา บางเต็นท์ก็ตะโกนส่งเสียงเพลงดังลั่นอาณาบริเวณแค้มป์ ผมถอนหายลึกๆ แล้วก็ข่มใจให้สงบลง คืนนี้เป็นคืนแรกของการเข้าพักในสถานที่อันเป็นจุดหมายแรกของเรา และผมก็ยังคงอาการผิดหวังกับสถานที่ท่องเที่ยวเช่นเคย ดูเหมือนเป็นพื้นที่ที่ปกครองด้วยอำนาจสูงสุด มีระเบียบข้อบังคับมากมายตั้งแต่ก้าวเข้าไปในเขตก็ถูกบังคับกันเลย ซึ่งคงจะมีหลายคนที่จำยอมหรือถูกทำให้จำยอมเพราะปรารถนาได้สัมผัสกลิ่นหอมธรรมชาติ แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่กล้าแหกกฎเกณฑ์ หรือสามารถอยู่เหนือกฎเกณฑ์ได้ ด้วยความสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ กับเจ้าหน้าที่ หรือไม่ก็หน้าด้าน !! ... เพราะมีอำนาจอื่นๆ คอยค้ำจุน ผมนอนฟังเสียงโครมครามอย่างฝืนๆ ด้วยความรู้สึกว่าโลกมีแต่ความไม่เป็นธรรมและความไม่เท่าเทียม ไปทั่วทุกถิ่นที่ เราสองคนฝ่าคืนนี้ไปด้วยบทสนทนาในประเด็นที่สนุกๆ ท่ามกลางฟอนไฟที่ให้ไออุ่นจางๆ จากเตาอังโล่ น้ำหนาว...มาแล้วย่อมได้หนาว เผื่อเก็บไว้เป็นเรื่องราวพอคิดถึง ผมเปรยๆ เป็นภาษากวีสั้นๆ ให้พิ้นฟัง เพื่อสร้างบรรยากาศการสนทนา เพราะแต่ละเรื่อง เราสนทนาแลกเปลี่ยนกันอย่างมัธยัสถ์เพื่อให้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ เหมือนกลัวจะหมดหัวข้อสนทนากันก่อน ซึ่งแม้ว่าเพื่อนร่วมทางผมจะเป็นคู่สนทนาที่ประหยัดถ้อยคำที่สุด แต่ในนาทีนั้น นาทีที่มีแค่เรา 2 คน ผมนับว่าคืนเราได้รับความบันเทิงที่สุดแล้ว อาจเพราะเป็นเวลากว่า 3 วันแล้ว ที่ร่วมทางกันแบบเงียบๆ ดังนั้นคืนนี้เราจึงคุยกันมากที่สุด ออกรสออกชาติที่สุด และแม้จะยิ่งดึกยิ่งหนาวแต่ไฟในเตาก็ผิงก็ฝืนสู้อยู่เป็นเพื่อนสนทนาด้วยกันค่อนคืน มนุษย์ปัจจุบัน ผมเชื่อว่ากำลังมองข้าม วัฒนธรรมการสนทนากัน โดยเฉพาะในระดับที่ลงลึก ค้นหา ขุดคุ้ย ซอกซอนความหมาย ความในใจทั้งในตัวเองและในคู่สนทนา หรือแม้แต่สนทนาหาข้อโต้แย้งหาบทสรุปชีวิตระดับปรัชญา ก็น่าจะน้อยลง ทั้งๆ ที่การสนทนาเป็นทั้งวัฒนธรรมการสื่อสารของมนุษย์และเป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิง ความรู้และความอิ่มเอมในจิตวิญญาณได้ โดยเฉพาะ การสนทนาในค่ำคืนที่เงียบสงัด ใต้ท้องฟ้าแจ่มใสพรายดาว จนได้ยินเสียงใบไม้เต้นระบำกับแสงดาว ยิ่งดึกดวงดาวยิ่งพริบพราย มีทำนองสายน้ำไหลเอื่อยริกๆ ที่ลำธาร ลมพัดผิวแผ่วเอาเกล็ดหนาวมาฝาก หนาวจนเราต้องขยับผ้าและเสื้อกันหนาวให้ร่างกายอุ่นยิ่งขึ้น จวบฟ้าเริ่มสางผมลุกขึ้นก่อไฟต้มน้ำเพื่อชงกาแฟร้อนๆ เป็นมื้อแรกในราวป่าที่เราจะนั่งจิบกาแฟด้วยกัน มีแมกไม้และมีผืนป่ารกชัฏอยู่รายรอบ เคล้าเสียงสรรพสัตว์ร้องดังจี่จั๊กแว่วๆ ตลอดเวลา เนิ่นนานมาแล้ว ที่ผมห่างหายจากบรรยากาศเช่นนี้ "พรุ่งนี้เราจะไปภูกระดึงต่อน่ะพิ้น" ผมบอกเพื่อนร่วมเดินทางก่อนจะมุดเข้าเต็นท์ หลับเอาแรงอีกรอบก่อนเดินทาง แดดสายๆ มาเยือนเราจัดแจงเก็บข้าวของสัมภาระ เอาขยะไปทิ้งแล้วเกลี่ยพื้นที่ให้สะอาดงดงามเช่นก่อนมา จากนั้นก็เดินตักตวงเก็บภาพ บันทึก จดจำภาพน้ำหนาวลงในใจเป็นที่เรียบร้อย ก็ตั้งต้นโบกกันอีกครั้ง วันนี้เราโชคดีมากขึ้น ผมเข้าใจว่า บนถนนที่มุ่งสู่ดินแดนปลายฝัน ที่นั่นมีคนฝันคล้ายๆ กันมากมาย จึงไม่ยากนักที่จะได้รับการแบ่งปันน้ำใจ หรือเข้าอกเข้าใจ ให้เราพิงพักอาศัยพึ่งพาดั่งถนนสายมิตรภาพ เราได้รับคำแนะนำให้นั่งไปลงที่สามแยกชุมแพ เพื่อต่อรถไปภูกระดึง ซึ่งนับว่าไปได้ไกลมากในเที่ยวเดียว แต่วันนี้การเดินทางของเราดูอ่อนเปลี้ยมากขึ้น ไอ้พิ้นเพื่อนร่วมชะตากรรมของผม ซึ่งเคยย่างกรายเหนือสุดแค่กรุงเทพฯ เริ่มซีดเซียวและซึมออกอาการไม่สบายนัก อากาศวันนี้ก็ดูอึมครึม เข้าเที่ยงวันแล้วยังหนาวจัดอยู่เลย เราใช้เวลาอีกไม่นานก็ต่อรถโบกได้ไปถึงภูกระดึง แต่ยังขึ้นไม่ได้เนื่องจากเลยเวลาที่ทางอุทยานฯ อนุญาตให้ขึ้น บวกกับมีโทรศัพท์แจ้งมาว่า จะมีสมาชิกใหม่มาร่วมสังสันท์และร่วมเดินทาง ทำให้เราลงมือปักเต็นท์รอสมาชิกใหม่อยู่ข้างล่าง เข้าคืนที่สี่คือที่นี่ผมก็ยังรู้สึกผิดหวังลึกๆ อีกครั้ง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผมไม่คุ้นชินกับการแวะเวียนเข้ามาเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ที่มีผู้คนมากๆ และมีกฎเกณฑ์ต้องห้ามต้องควบคุมมากมาย อาทิ กฎห้ามก่อไฟ ไม่มีเตาอังโล่ให้เช่าหุงหาอาหาร รวมทั้งห้ามขายสุราและห้ามเล่นกีตาร์ส่งเสียงดัง ฯลฯ "เหล้ามันกินแล่ว ก่า ตี กั๋น" เจ้าหน้าที่เวรยามให้เหตุผลด้วยสำเนียงลาวเมืองเลย หลังจากผมแสดงความสงสัยไปในตอนดึกคืนนั้น "ไฟมันผิง แล่ว ก่า บ่ ยอมน๋อน" เจ้าหน้าที่คนเดิมย้ำอีก ซึ่งผมกลับคิดว่ามันแปลกตรงไหน ที่คนเดินทางมาร่วมพัน กม. ไม่ยอมนอนเพราะอยากนั่งผิงไฟตากลมหนาว !!???........ "กีตาร์มันเหล๊น แล่วเสียงดังหลาย ไปบอกมัน กะ บ่ ฟัง" นี่เป็นประโยคสุดท้าย ที่ผมได้ยินก่อนเดิน ออกมาอย่างขำๆ กับเหตุผลอุทยานฯ ซึ่งคิดวิธีแก้ปัญหาแบบซื่อๆค่อนซื่อบื้อ เหล้ากินแล้วตีกัน ไฟผิงแล้วไม่ยอมนอน และกีตาร์ร้องแล้วเสียงดัง นี่คือภูกระดึง สถานที่ที่ผมเพิ่งรู้จักครั้งแรกอีกเช่นกัน แต่เอาเถอะ ผมเห็นด้วย กับการต้องแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาท หรือการส่งเสียงรบกวนคนอื่นๆ แต่กระนั้น มนุษย์มันหนีจากภาวะชีวิตที่แวดล้อมด้วยโลกอีกแบบหนึ่ง ที่เน้นการแข่งขัน การทำงานหนัก การชื่นชมผู้ชนะ การดำรงชีวิตในห้องแคบๆ นานๆ วันนี้มาพักผ่อน มาสัมผัสธรรมชาติบริสุทธิ์ มาปลดปล่อย มาเพิ่มพลังงานให้ชีวิต มาเสพธรรมชาติ แต่กลับถูกวางกรอบให้ทำได้แค่เป็นผู้ชมธรรมชาติและเป็นแค่ผู้ซื้อบริการอุทยานฯ ผมถ่อสังขารป่ายปีนขึ้นภูกระดึงในวันรุ่งขึ้น ร่วมกับสมาชิกใหม่ 5 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นเด็กหนุ่มสาวนักศึกษาแทบทั้งสิ้น เราเดินกว่า 6 ชม. สำหรับเวลาที่อุตสาหะไปจนถึง ผมไม่ได้ตื่นตาตื่นใจแต่อย่างใดกับธรรมชาติ แม้ว่าจะเป็นครั้งแรก เพราะที่นี่รับผู้คนที่เข้ามาท่องเที่ยวแต่ละปีมากมาย บางค่ำคืนอาจจะรับนับหมื่นคน เป็นเมืองของคนแปลกหน้าที่มา แดกด่วนเมนูธรรมชาติ แค่นั้นเอง วันนั้นอากาศหนาวจัดมาก หนาวจนเราไม่สามารถจะทำอะไรได้ นอกจากมุดเต็นท์นอนห่มผ้า สิ่งที่ผมแอบดีใจเมื่อวันวาน ว่าจะได้เพื่อนร่วมสนทนาเพิ่มในค่ำคืนนี้อย่างรส แต่ก็ต้องผิดหวัง เนื่องจากต่างสู้ทนอากาศหนาวไม่ไหว พิ้นเพื่อนร่วมเดินทางของผมก็ล้มป่วย โชคดีที่วันนั้น นักท่องเที่ยวขึ้นไปไม่กี่ร้อยคน บรรยากาศจึงค่อนข้างเงียบสงบ บวกกับอากาศหนาวทุกคนล้วนรีบเข้านอนหาความอบอุ่นใต้หลังคาเต็นท์ทั้งสิ้น ความสุขเดียวก่อนกลับ ที่ผมพยายามปลุกสมาชิกใหม่ให้ตื่นก่อนรุ่งเช้า คือการได้เดินไปแวะชมจุดสำคัญๆ บ้างเช่น จุดพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานางแอ่น แม้ว่าแต่ละแห่งคนจะมาก พลุกพล่านจนรู้สึกว่าแท้ที่จริงการเสพบรรยากาศ เสพธรรมชาตินั้น มนุษย์เราต้องการความเงียบอารมณ์และสมาธิเพื่อเกิดสติปัญญา ไม่ใช่แค่เพียงความงามความประทับใจแล้วถ่ายรูป แต่ก็คงจะยากแล้วในสถานที่เช่นนี้เราต้องเข้าคิวรอถ่ายรูปกันที่สำคัญ วันนั้นเป็นวันที่ท้องฟ้าไม่เปิดเสียด้วย เราเดินลงจากภูอย่างเงียบๆ ต่างฝ่ายต่างคุยในเรื่องของตนกับคู่ของตน ในขณะที่ผมก็พยุงสังขารลงช้าๆ "โอ๋ ไนล์ ....หม่องนี่แหละที่อุทยานฯ สิเฮ็ด กระเช้าลอยฟ้า ขึ่น ภูกระดึง" มนูญเพื่อนรุ่นน้องร่วมมหาลัยและประกอบอาชีพนักข่าวสายอีสานผู้มาสมทบหลังสุด ชี้จุดและเปิดหัวข้อวิสาสะกับผม ขณะพักระหว่างทาง "มัน บ่ กระทบ บ๊อ ?" ผมตั้งคำถาม ไทบ้าน เขาคัดค้าน อยู๊ !" มนูญพูดแค่นั้นก็เงียบไป เรายืนมองร่องเขา ซึ่งเป็นแนวก่อสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงได้สักพัก ก่อนจะเดินลงเขาไปเงียบๆ ผมยังครุ่นคิดต่อขณะก้าวลงแต่ละก้าวตามขั้นบันได ที่สร้างไว้ให้ ทำไมมนุษย์พยายามเอาชนะธรรมชาติ และทำไมเอาความงดงามเรียบง่าย แต่แฝงความหมายสอนให้มนุษย์เรียนรู้จักธรรมชาติ ไปแปรรูป เปลี่ยนแปลงเพื่อเงิน เพื่อผลประโยชน์ !!! โลกนี้ แค่มนุษย์กลุ่มเล็กๆ บางพวกที่มีเงิน มีอำนาจเท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปจนถึงทำลายล้างโลกให้ฉิบฉายได้ ความอยากสุขอยากสบายที่ต้องชดใช้ด้วยธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองล้วนแต่นำมาซึ่งเป็นภัยต่อมนุษย์โลก ด้วยเช่นกัน ทำไมมนุษย์ปล่อยปละละเลยให้อิทธิพลความคิดแบบนี้ มีอำนาจครอบงำให้เราจัดการธรรมชาติ ผมมัก สบถทุกครั้งเวลาที่เห็น ที่ได้ยินสื่อมวลชนกล่าวถึง หรือรายงานข่าวสาร งานวิชาการ ที่บ่งบอกถึงภัยพิบัติธรรมชาติ โดยเฉพาะปีนี้มนุษยชาติล้มตาย เดือดร้อนกันมากมายมหาศาล สมาชิกใหม่ส่วนหนึ่งแยกย้ายกลับกรุงเทพฯ เพื่อเดินทางกลับปักษ์ใต้อีกส่วนกลับไปทำงานของตนที่ขอนแก่น ยังเหลือผมกับพิ้น และสมาชิกใหม่ คือ ปู รุ่นน้องค่ายอาสาฯ จากรั้วมหาลัยรามฯ ซึ่งขอร่วมแจมบนถนนสายมิตรภาพต่อไป ถึงวันนี้ สภาพร่างกายของผมทรุดโทรมอ่อนหล้าและอ่อนระโหยโรยแรงเต็มที่ ในขณะที่ไอ้พิ้นเพื่อนร่วมเส้นทางแต่ต้นก็ซมพิษไข้อย่างหนัก ถึงกระนั้นก็ยังไร้เสียง ไร้คำบ่น ไร้อาการใดๆ แสดงออกมา หากผมคาดคั้นถาม ด้วยความห่วงใย ก็มักมีคำตอบเพียงประโยคเดียวซ้ำๆ "ปี้ไนล์ โผม หวาย ปี้" เป็นคำพูดสั้นๆ ที่มักดังออกมาพร้อมรอยยิ้มซื่อๆ ....หากว่าผมสอบถามอาการไข้อย่างเป็นห่วง ..................................................... ที่มา เผยแพร่ใน www.rsalife.com |
| << | ตุลาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |