• วินนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : angsubhorn@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-20
  • จำนวนเรื่อง : 39
  • จำนวนผู้ชม : 10621
  • จำนวนผู้โหวต : 379
  • ส่ง msg :
เข้ารอบตัดสินนายอินอะวอร์ด ปี 2550 นิยายลงติดต่อกันทุกวันจนจบ ( ลงตอนแรก 21/12/50 )
นวนิยายอ่านเล่นไม่มีพิษภัย
Permalink : http://www.oknation.net/blog/winna
วันเสาร์ ที่ 29 ธันวาคม 2550
นวนิยายเรื่องเติมใจในช่องว่าง บทที่ 5
Posted by วินนา , ผู้อ่าน : 167 , 15:54:58 น.  
พิมพ์หน้านี้


5

 

                ถ้าไม่มีย่าหลานข้างบ้าน     วารีก็คงจะเหงาเหมือนกัน   ผ่องนวลเป็นเพื่อนที่ถูกอัธยาศัย  ทั้งสองคนมีนิสัยใจคอที่คล้ายกัน    จนสามารถจะคุยกันได้ถูกคอแทบทุกเรื่อง        ส่วนไข่หวานก็เป็นความสดใสอย่างหนึ่ง   ที่มาช่วยเสริมเติมบรรยากาศแถวนั้นให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาก   เสียงแจ๋วๆของเด็กหญิงข้างบ้านคนนี้กับพฤติกรรมน่ารักน่าเอ็นดูของแก      มีส่วนช่วยทำให้แต่ละวันของหญิงชราผ่านพ้นไปด้วยความสุขใจ    เด็กหญิงไม่รู้ตัวหรอกว่า     แกได้ช่วยทำให้คุณยายข้างบ้านคลายความคิดถึงหลานแท้ๆของตัวเองไปได้มากเลยทีเดียว   เดี๋ยวนี้   ถ้าไม่ได้เห็นกันเพียงแค่วันสองวัน      วารีก็จะคิดถึงจนตัองตามมาดูไข่หวานถึงที่บ้าน     เหมือนเช่นอาทิตย์ที่ผ่านมา

                การสอนพิเศษที่เคยคิดว่าเป็นแค่การทำงานแบบเอาเพลินมากกว่าเอาเงิน     เพราะเงินทองก็มีพอแล้ว     ชื่อเสียงเกียรติยศผ่องนวลก็ไม่ใส่ใจ      แต่ความสามารถเป็นของที่ปิดกันไม่มิด    งานสอนจึงทำท่าว่าจะค่อยๆขยายวงกว้างออกไปทุกที       จนทำให้ทุกวันนี้ผ่องนวลต้องคอยคิดหาวิธีปฏิเสธการทาบทามจากหลายสถาบันที่พยายามติดต่อกันเข้ามา    ซึ่งในบางครั้งคนที่เชิญก็ไม่แสดงตัวออกมาตรงๆ     แต่กลับอาศัยอิทฤทธิ์ปาฎิหาริย์ของบุคคลที่ผ่องนวลเคารพนับถือแทน   จนหมดทางปฏิเสธ   ผ่องนวลเพิ่งจะตระหนักเดี๋ยวนี้เองว่า    ที่โบราณท่านพูดเอาไว้ว่า  ‘ รู้มากจะยากนาน ’   มันเป็นอย่างนี้เองหนอ

               

                “ เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา   ย่าหลานพากันไปเที่ยวถึงไหนกันมาจ๊ะ   พี่เดินมาดูหลายทีแล้ว   เห็นบ้านปิดล็อคตลอดเลย ”   วารีเดินมาคุยกับผ่องนวลถึงบ้าน     ถือจานใส่ขนมเค้กทำเองติดมือมาฝากไข่หวานด้วย  

                เด็กหญิงกำลังหลับอยู่บนโซฟา   ถ้าตื่นขึ้นมาเห็นคุณยายวารีเข้าแกคงจะดีใจ   คงพอกับที่หญิงชราก็คิดถึงแกเหมือนกัน     เพราะทันทีที่วางจานขนมลงแล้วหย่อนตัวลงนั่ง   วารีก็เอื้อมมือไปลูบหัวของเด็กน้อยและมองด้วยสายตาแสดงความรักใคร่

                “ ไปเชียงใหม่มาค่ะ    แต่ไม่ได้ไปเที่ยวหรอกค่ะพี่    ไปบรรยายให้นักศึกษาภาคพิเศษฟัง ”

                “ ต๊าย !   เดี๋ยวนี้ไปไกลขนาดข้ามจังหวัดไปถึงโน่นเลยหรือนวล   นี่เอาไข่หวานไปด้วยหรือเปล่าจ๊ะ ”

                “ ค่ะ  ต้องเอาไปด้วย   สงสารเหมือนกันค่ะ    ต้องไปนั่งอยู่ในห้องฟังบรรยายเหมือนผู้ใหญ่    นวลให้เอาของเล่นไปนั่งเล่นอยู่มุมห้องบรรยาย    แต่แกก็ดีนะคะ   ไม่วุ่นวาย     นั่งเล่นของเล่นไปคนเดียวเงียบๆไม่กวนเลย ”

                “ โถ ! น่าสงสาร ”  วารีมักจะสงสารไข่หวานไปได้ในทุกกรณี   “ ต่อไป   นวลจะต้องไปบรรยายอย่างนี้บ่อยๆอีกหรือเปล่าจ๊ะ ”

                “ คงไม่บ่อยหรอกคะ   คราวนี้ที่ไปเพราะขัดเขาไม่ได้จริงๆ   อันไหนปฏิเสธได้    ก็ไม่ไปหรอกคะ   เหนื่อย…สงสารไข่หวานด้วย  ต้องหอบหิ้วพาไปนั่งแกร่วเป็นวันๆ  แต่ยังมีที่ต้องไปสอนทุกวันศุกร์เย็น   อันนี้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ  แต่ที่จริงจะว่าไปก็ดีเหมือนกันนะคะ   ได้สอนหนังสือ    จะได้คิด   จะได้ใช้สมองบ้าง    คอร์สที่ไปบรรยายทุกวันศุกร์นี่    ก็แค่ครั้งละสามชั่วโมงเองค่ะ    ไม่ได้หนักหนาอะไร ”

                “ นั่นสิ   พี่ว่าจะถามหลายทีแล้วก็ลืม   ทุกวันศุกร์    นวลเอาไข่หวานติดไปสอนหนังสือด้วยทุกครั้งเลยหรือจ๊ะ ”

                “ ค่ะ   ก็ให้ไปนั่งทำการบ้าน    เอาของเล่นไปนั่งเล่นที่ห้องพักอาจารย์   เจ้าหน้าที่เขาก็จัดหาข้าวเย็นให้แกนั่งกินอยู่ในห้องนั้นเลยเสร็จสรรพ ”

                “ โถ..ต้องนั่งกินข้าวคนเดียว ”    วารีสงสารไข่หวานอีกแล้ว  “  พี่ว่านะ   เอาอย่างนี้ไหมนวล   ทุกวันศุกร์เย็นที่นวลไปสอนหนังสือ  เอาไข่หวานไปฝากพี่ไว้ก็ได้นี่   ไม่ต้องเอาหลานตะลอนไปด้วยหรอก   ดีไหมจ๊ะ ”  ที่เสนอเพราะรู้สึกสงสารเด็กหญิงจริงๆ   เวทนาที่เด็กตัวแค่นี้ต้องไปแกร่วอยู่คนเดียวตั้งหลายชั่วโมง

                “ ดีน่ะมันดีแน่ค่ะ    อยู่บ้านพี่วารีนวลก็สบายใจหายห่วง      แต่ว่า… ”   เพื่อนรุ่นน้องพูดยิ้มๆ   “ เกรงใจจริงๆค่ะ     เอาไว้จำเป็นจริงๆก่อนดีกว่า     แล้วค่อยรบกวนพี่วารี ”  

                ผ่องนวลพูดจากใจจริง    เพราะรู้ดีว่าหลานสาวของตนเป็นเด็กช่างพูด        คนที่ชอบเด็กในลักษณะนี้    เมื่อมาเจอไข่หวานก็จะรักแกได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว   แต่ในทางตรงกันข้าม      ถ้าไปเจอกับคนขี้รำคาญเข้า    ความช่างพูดช่างซักของแกอาจจะกลายเป็นเรื่องเหลือทนไปได้เหมือนกัน

                “ โธ่ !    จะมาเกรงอกเกรงใจอะไรกัน   ที่พี่เสนอน่ะ   เพราะพี่เองก็รักไข่หวาน   แกเป็นเด็กที่ไม่ยุ่ง   ไม่เป็นภาระอะไรเลยจริงๆนะ   เวลาแกไปอยู่ด้วย      พี่ก็ได้อาศัยฟังแกคุยคะๆ  ขาๆไปตามเรื่อง     ฟังแล้วมันสดชื่นหัวใจดีนะนวล…พี่ชอบ ”

                “ นี่พี่วารีพูดจริงๆหรือเปล่าค่ะนี่   แหม  นวลก็กลัวว่าแกจะไปทำให้พี่กับคุณหมอรำคาญ ”   น้ำเสียงของผ่องนวลแสดงความยินดี   อันเป็นปกติของคนทั่วไปที่พอใจเมื่อได้ยินคนอื่นชื่นชมลูกหลานตัว

                “ พี่บอกตรงๆเลยนะ    ว่าพี่รักไข่หวานเหมือนแกเป็นหลานพี่จริงๆเลยจ้ะ   แกไปอยู่ด้วย  พี่ก็จะได้อาศัยแกเป็นเพื่อนแก้เหงา    ส่วนเล็ก   นวลไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะ   รายนั้นน่ะทำเป็นบ่นไปอย่างนั้นเองแหละ   จะดีใจไปซะอีกที่เห็นแม่ไม่เหงา    ไม่มีอะไรหรอก…พ่อลูกชายพี่คนนี้น่ะ     เอาเป็นว่าศุกร์นี้     นวลเอาหลานไปไว้ที่บ้านพี่ก็แล้วกันนะจ๊ะ ”  

                “ แหม  ขอบคุณพี่วารีจริงๆเลยค่ะ   ไข่หวานคงจะดีใจหรอกค่ะถ้ารู้    แกชอบไปบ้านพี่จะตายไป    ชมเปาะว่าขนมบ้านคุณยายวารีอร่อย    ชอบให้คุณยายวารีถักเปียให้ด้วยนะคะ  ใครถักเปียให้ก็ไม่ถูกใจเท่าคุณยายวารีทำ ”

                วารียิ้มเขินเมื่อได้ยินที่เพื่อนรุ่นน้องว่ามา   ไข่หวานก็ชมคุณยายวารีอย่างนี้กับเจ้าตัวเองอยู่บ่อยๆ     และคุณยายวารีเองก็ชอบฟังบ่อยๆด้วยเช่นเดียวกัน  

               

                หลังจากวันนั้น    ทุกวันศุกร์เย็น     วารีจะเดินไปรับไข่หวานด้วยตัวเองถึงบ้าน      เพื่อให้ผ่องนวลไม่ต้องคิดมากเกรงใจ 

                วารีดูแลเด็กหญิงข้างบ้านเป็นอย่างดีและตามใจแกมากกว่าย่า    จนคุณยายวารีได้เข้ามาอยู่ในอันดับสี่ในชาร์ตของคนที่ไข่หวานรัก    เหมือนการจัดอันดับเพลงฮิตของดีเจ  โดยที่เด็กหญิงจัดให้พ่ออยู่ในอันดับหนึ่ง    แม่ตามมาเป็นอันดับสอง  ย่านวลอยู่ในอันดับสาม   และคุณยายวารีก็เพิ่งจะตามมาติดๆในอันดับที่สี่ในสุดสัปดาห์นี้ 

                วันศุกร์ไหนถ้าลูกชายไม่อยู่บ้าน   หญิงชราก็ได้อาศัยเด็กหญิงข้างบ้านเป็นเพื่อนกินข้าวเย็น   เป็นเพื่อนนั่งดูทีวีด้วยกัน   หมออานะเองดูเหมือนจะพอใจอยู่เหมือนกัน   ที่แม่ได้เพื่อนตัวเล็กมาช่วยคลายเหงา  

                บางครั้งถึงหมออานะจะอยู่บ้านในตอนเย็น  แต่หลังจากกินข้าวเย็นแล้ว  เขาก็มักจะชอบขึ้นไปอ่านหนังสือ   หรือทำงานในห้องข้างบน    มีน้อยครั้งที่เขาจะนั่งดูทีวีหรือคุยอยู่กับแม่ที่ห้องข้างล่าง    ดังนั้นการที่มีไข่หวานมาอยู่ในบ้าน     จึงไม่ได้เป็นการรบกวนหมอหนุ่มอย่างที่ย่าของแกเป็นกังวลไปเลย

                ทุกครั้งที่ชายหนุ่มลงมาหากาแฟกินข้างล่าง   และถ้าไข่หวานอยู่ที่บ้านด้วย   เขาก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปถามแกว่าอยากจะกินไมโลบ้างหรือเปล่า  

                แล้ววารีก็จะนั่งหัวเราะโดยไม่ต้องลุกเดินไปดู   เมื่อได้ยินเสียงลูกชายเอะอะมาจากในครัว     โวยวายไม่ให้ไข่หวานใส่นมข้นหวานในไมโลมากเกินไป  สุดท้ายก็จะจบลงที่เด็กหญิงไม่ยอมกินไมโลที่ชายหนุ่มชงให้   และเมื่อเป็นอย่างนี้หลายๆครั้งเข้า     ต่อมาไม่ว่าเมื่อไรก็ตามที่เขาถามว่าอยากกินไมโลหรือไม่   แกจะรีบเม้มปากสั่นหัวจนผมกระจาย   สองแม่ลูกเห็นแล้วก็อดหัวเราะเอ็นดูไม่ได้

               

                เคยมีคนเคยตั้งข้อสังเกตว่า   วันศุกร์สิ้นเดือนมักจะเป็นวันที่รถติดมากกว่าปกติ   วันนี้นอกจากจะเป็นวันศุกร์สิ้นเดือนแล้ว   ยังมีวันหยุดยาวติดต่อกันไปตั้งแต่วันเสาร์จนถึงจันทร์อีกด้วย   

                ผ่องนวลจบการบรรยายที่มหาวิทยาลัยตอนสามทุ่มตามเวลาปกติ   แล้วรีบออกมาทันทีเหมือนทุกครั้ง    โดยปกติจะใช้เวลาขับรถเพียงไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้านแล้ว    แต่วันนี้      จนสี่ทุ่มกว่าแล้วผ่องนวลยังติดอยู่บนถนน    รถจอดนิ่งสนิทเรียงแถวกันยาวเป็นแพ      ถนนสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากหน้ารถจำนวนมากมายบนถนน  

                ถึงจะโทรไปบอกวารีที่บ้านแล้ว    แต่ผ่องนวลก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี     ป่านนี้ไข่หวานจะเป็นยังไง    ย่านึกเป็นห่วงหลานสาวตัวน้อยกลัวว่าแกจะรอจนง่วง    และรู้สึกเกรงใจเพื่อนบ้านที่ต้องช่วยดูแลหลานสาวให้จนดึก  

                เมื่อผ่องนวลไปรับไข่หวานที่บ้านวารีก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม    เด็กหญิงได้หลับไปนานแล้ว    แกนอนหลับสนิทอย่างสบายอยู่บนเตียงของคุณยายวารี      เจ้าของบ้านสงสารไม่อยากให้เด็กน้อยที่กำลังหลับสบายถูกรบกวน 

                “ คืนนี้ให้แกนอนที่นี่กับพี่เถอะนวล    ดูสิ…หลับปุ๋ยเชียว     ท่าทางคงจะกำลังฝันดีด้วยสิ ”      

                “ ไม่ได้หรอกค่ะ    เดี๋ยวดึกๆเกิดตื่นขึ้นมาอาละวาดจะกลับบ้าน   พี่วารีจะลำบากเปล่าๆ   ปลุกดีกว่าค่ะ ”    ย่าใช้นิ้วเขี่ยเบาๆที่แก้มของหลานสาวซึ่งกำลังนอนหลับตาพริ้ม     ขณะพูดที่หูของแกไปด้วยว่า     “ ไข่หวาน    ย่านวลมาแล้ว    กลับบ้านกันนะลูก ”  

                แต่ไม่ว่าย่าจะปลุกแรงขึ้นเพียงไร    หลานสาวก็ยังคงไม่ยอมลืมตาตื่น      แกได้แต่พลิกตัวหนีมือย่าที่คอยกวนอยู่      และยังคงหลับต่อไป

                “ ท่าจะไม่ยอมตื่นง่ายๆ       แหม        แต่จะทิ้งไว้ที่นี่ก็ไม่ได้จริงๆค่ะ        แกอาละวาดแน่ๆถ้าตื่นมาดึกๆแล้วรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่บ้าน ”  

                “ พี่ว่าอย่าปลุกเลย     อุ้มไปดีกว่า    เอาอย่างนี้เถอะ      เดี๋ยวพี่จะไปบอกให้เล็กมาช่วยอุ้มไปส่งให้ที่บ้านดีกว่า ” 

                “ อย่าเลยค่ะ   เกรงใจคุณหมอ   กวนแกอีกแล้ว   อย่าไปรบกวนแกเลยค่ะ   ขอผ้าให้นวลเช็ดหน้าให้ไข่หวานดีกว่านะคะ    โดนน้ำเย็นๆเข้าเดี๋ยวก็คงจะตื่นเองแหละค่ะ ”

                “ ไม่เอาล่ะ….น่าสงสารออก   หลับอยู่ดีๆต้องมาสะดุ้งตกใจตื่น   พี่ไปบอกให้เล็กมาอุ้มดีกว่า     นวลไม่ต้องเกรงใจหรอก     เล็กเขานอนดึก     นี่คงยังไม่นอนหรอก     น่าจะยังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง      เดี๋ยวพี่ไปดูก่อนนะ ”  

                เจ้าของบ้านไม่ฟังคำทัดทานของเพื่อนบ้าน   รีบเดินออกจากห้องไปยืนเคาะประตูห้องนอนของลูกชายที่อยู่ติดกัน     สักครู่หมออานะก็เดินตามแม่เข้ามาในห้อง   เขาเข้าไปก้มลงช้อนอุ้มร่างเล็กๆของเด็กหญิงที่หลับสนิทขึ้นมาไว้ในวงแขนอย่างเบามือ     แล้วเดินตามย่าของแกไปที่บ้าน   อุ้มไปส่งให้จนถึงห้องนอน    และเมื่อกำลังจะวางแกลงบนที่นอน   เด็กหญิงก็ผวากอดคอเขาไว้ทั้งที่ยังหลับตา     ละเมอพูดออกมาว่า

                “ พ่อ…พ่อขา     พ่อพาไข่หวานไปกินไอติมอีกนะคะ ”

                ผ่องนวลถึงกับยืนน้ำตาซึมเมื่อได้ยิน     รีบเบือนหน้าหนีจากภาพสะเทือนใจที่เห็น   หันไปเช็ดน้ำตาที่กำลังเอ่อออกมาพ้นขอบตา 

                ไม่ได้ยินไข่หวานพูดหรือถามถึงพ่อมานาน    ผ่องนวลก็สบายใจและเข้าใจไปว่า      เด็กมันคงลืมๆไปเองถ้าไม่ได้เจอกับใครนานๆ     แต่วันนี้        เมื่อครู่นี้เองที่หญิงกลางคนถึงได้รู้ว่าความผูกพันกันทางสายเลือดมันลึกซึ้งฝังรากเข้าไปถึงในระดับจิตใจเช่นนี้เอง

                หมออานะอึ้งไปชั่วครู่   ดูรู้ว่าชายหนุ่มเองก็สะท้อนใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน   เขาก้มตัวลงลูบหัวไข่หวานเบาๆอย่างอ่อนโยนติดต่อกันสองสามครั้ง    จากนั้นจึงค่อยๆแกะมือเล็กๆของแกออกจากคอของเขาอย่างแผ่วเบาเหมือนกลัวว่าจะตื่น     ชายหนุ่มจับตัวเด็กหญิง     จัดท่านอนให้อยู่ในท่าสบายแล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย    แล้วมือใหญ่ๆของเขาก็ปัดผมที่รุ่ยร่ายระอยู่ข้างแก้มให้ร่างน้อยที่นอนหลับอยู่อย่างเบามือ       หลังจากนั้นจึงเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ  

               

                อีกสามสี่วันต่อมา     ที่บ้านของวารีมีแขกมาจากต่างจังหวัดมาพักอยู่ด้วยคนหนึ่ง    สุดาเป็นเพื่อนสนิทกับวารีมาตั้งแต่สมัยที่ทั้งคู่ยังผูกผมเปีย    วิ่งเล่นกันอยู่ในโรงเรียนประจำ

                วารีได้ชวนผ่องนวลมากินข้าวเย็นที่บ้านด้วย   เพื่อแนะนำให้รู้จักกับสุดา  ในฐานะที่ทั้งสามคนจบมาจากโรงเรียนเดียวกัน       เพียงแต่คนละรุ่น     บรรยากาศที่โต๊ะอาหารเย็นวันนี้จึงครึกครื้นเหมือนมี ‘ งานคืนสู่เหย้า ’  เล็กๆ

                หลังจากอิ่มข้าวแล้ว ทั้งสามคนยังนั่งคุยกันต่ออย่างเพลิดเพลินในเรื่องเก่าๆเมื่อสมัยเป็นนักเรียน    คุยกันเพลินไปจนเห็นไข่หวานนั่งหาว    ทำตาปรืออย่างง่วงจัดอยู่หน้าทีวี   ผ่องนวลจึงได้เหลือบตาไปดูเวลาที่นาฬิกาบนผนังห้อง

                “  อุ๊ย !   ไม่น่าเชื่อเลย   จะสี่ทุ่มแล้ว   มิน่าล่ะ  ยายไข่หวานถึงได้ตาปรือขนาดนี้   นวลคงต้องขอตัวกลับก่อนล่ะค่ะ  ขอบคุณนะคะสำหรับอาหารเย็น ”  ผ่องนวลพูดกับวารี   แล้วหันไปพูดกับสุดาว่า    “ ดีใจจริงๆนะคะที่ได้รู้จักกับพี่ดา ” 

                “ แหม   ยังคุยกันสนุกอยู่เลย   นวลยังเล่าไม่จบเลยว่า   แล้วซิสเตอร์จับได้หรือเปล่าว่า   นวลเป็นหัวโจกน่ะ ”   สุดาพูดอย่างรู้สึกเสียดายจริงๆ     อยากฟังเรื่องต่อจนจบ  

                “ จริงด้วย     พี่ก็อยากรู้ ”    วารีพูดขึ้นอีกคนด้วยน้ำเสียงที่ยังสนุกไม่หาย

                “ จับได้ค่ะ ”   ผ่องนวลตอบยิ้มๆ   เหลือบตาดูว่าหลานสาวฟังอยู่หรือเปล่า   ไม่อยากให้เด็กหญิงได้ยิน  “ จับได้สิคะ  ถูกทำโทษกันยกแก๊งเลยค่ะ  นวลในฐานะหัวโจกโดนมากที่สุด ”  เพื่อนรุ่นน้องตอบเสียงเบาเป็นกระซิบ     กะให้พอได้ยินกันเฉพาะในกลุ่ม

                “ เหรอ   จับได้ยังไง ”   วารีซักต่อ      เสียงยังสนุกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

                “ โอ๊ย !  เรื่องมันยาวค่ะ ”    ผ่องนวลหัวเราะ   “ เล่ากันทั้งคืนก็ไม่จบ   อ้าวไข่หวาน !     อย่าเพิ่งหลับนะลูก    กลับไปนอนบ้านเรา     ย่าอุ้มเรากลับไปไม่ไหวนะ ”  ย่ารีบฉุดข้อมือหลานสาวให้ลุกขึ้นจากโซฟาที่แกเพิ่งล้มตัวลงไปนอน 

                “ ให้หลานนอนไปก่อนก็ได้นี่นา   เดี๋ยวค่อยให้เล็กอุ้มไปส่งให้ที่บ้าน ”   เจ้าของบ้านรั้งแขกเอาไว้      ยังอยากจะฟังเรื่องต่อให้จบ

                “  อย่าเลยค่ะ   ไม่อยากรบกวนคุณหมออีก     เกรงใจแกน่ะค่ะ    อาทิตย์โน้นก็รบกวนแกไปทีหนึ่งแล้ว ”

                “ งั้น   เอาอย่างนี้สิ      พรุ่งนี้กลางวันนวลมาเล่าให้พี่ฟังกันต่อ ”    สุดาเสนอขึ้น

                “ จริงด้วย   พรุ่งนี้วันอาทิตย์    ย่าหลานพามากินข้าวกลางวันที่นี่เลยนะจ๊ะ    อยู่กันหลายๆคนอย่างนี้ทำอะไรอร่อยๆกินกันดีกว่า     สนุกดีออก ”     เจ้าของบ้านออกปากเชิญทันที

                “ ค่ะๆ  ก็ได้ค่ะ ”     ผ่องนวลรีบรับคำเพื่อจะได้รีบกลับ      เพราะกลัวว่าไข่หวานจะหลับไปจนทำให้ปลุกลำบากอีก

 

                วันรุ่งขึ้น  หลังอาหารกลางวันที่บ้านวารี   เพื่อนร่วมสถาบันทั้งสามคนได้คุยกันต่ออย่างหนำใจ    และเพลินติดลมกันไปจนถึงเย็น    วารีได้คะยั้นคะยอให้ผ่องนวลอยู่กินข้าวเย็นต่อที่บ้านอีกมื้อหนึ่ง      เพื่อนรุ่นน้องเห็นว่ารุ่นพี่ชวนอย่างจริงใจจึงอยู่ต่อ  

                หมออานะเพิ่งจะกลับมาจากทำงาน  เขาเข้าบ้านมาในขณะที่ทุกคนกำลังจะเริ่มลงมือกินข้าวเย็นกัน     ชายหนุ่มจึงเข้าร่วมวงด้วย

                “ อยู่กันหลายๆคนอย่างนี้   แหม   มันน่าตั้งวงนะ ”         วารีเปรยขึ้นขณะกินของหวานหลังอาหารกันอยู่

                “ วงอะไรกันเธอ     วงเหล้าหรือวงไพ่ ”    สุดาถามเสียงหัวเราะๆ      อย่างตั้งใจกวน    ทั้งที่รู้ดีว่าที่เพื่อนพูดหมายถึงอะไร

                “ วงไพ่สิจ๊ะ   แหม  ถามได้   วงเหล้าน่ะมันผิดศีลนะยะ ”   วารีตอบด้วยเสียงทำนองเดียวกันและค้อนเพื่อนไปด้วย

                “ แล้ววงไพ่นี่มันไม่ผิดหรือ   แหม  ทำเป็นพูดดีไป ”  สุดาทำเป็นท้วง   ทั้งที่ใจจริงก็นึกอยากเล่นไพ่ขึ้นมาเหมือนกันเมื่อถูกชวน

                “ มันก็ไม่ถูกนักหรอก    แต่แหม  เราก็เล่นกันแค่พอให้ได้คิดเลขเล็กๆน้อยๆ   เอาแค่เพลินๆ  กันสมองฝ่อแค่นั้นเอง     ไม่ได้เล่นกันถึงขั้นขายบ้านขายช่องนี่นา   ไม่น่าจะเป็นอะไร   จริงไหมนวล ”    วารีรีบขอเสียงสนับสนุนจากบุคคลที่สามทันที

                ผ่องนวลยิ้มให้ก่อนจะตอบว่า  

                “ นานๆทีก็น่าสนุกเหมือนกันนะคะ    แต่ว่านวลคงต้องขอตัวดีกว่า ”        พูดแล้วทำปากบุ้ยใบ้ไปทางหลานสาว    แล้วพูดต่อกับเพื่อนรุ่นพี่ทั้งสองว่า    “  ถ้าร่วมวงด้วย   เดี๋ยววันหลังอาจจะต้องอธิบายกันอีกยาวว่า   อะไรดี  อะไรไม่ดี  แค่ไหนถึงจะผิด  ไม่ผิด   วัยนี้กำลังเรียนรู้   กำลังจำดีนักแหละ  ทำอะไรให้เขาเห็นก็ต้องระวังหน่อยค่ะ  นวลขอตัวดีกว่า   เชิญพี่สองคนเถอะค่ะ    ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะที่ร่วมวงด้วยไม่ได้     เสียดายเหมือนกันนะคะเนี่ย ”  

                ทั้งวารีและสุดาพยักหน้าให้ผ่องนวลอย่างเข้าใจ    ทั้งคู่เห็นด้วยกับความคิดของเพื่อนรุ่นน้อง      เพียงแต่ลืมนึกไปในตอนแรก  

                ตั้งแต่ต้องดูแลหลานสาวทำให้หญิงกลางคนระวังตัวมากขึ้น  จะทำอะไรก็คิดรอบคอบขึ้นมากกว่าเดิม      แต่ผู้ใหญ่บางคนเลี้ยงเด็กไม่ระวังเหมือนผ่องนวล           บางครั้งจึงทำอะไรไปโดยไม่ทันได้คิดว่าเด็กจะเห็น    จะจำ    แล้วถือเอาเป็นแบบอย่างผิดๆเพราะขาดความเข้าใจที่แท้จริง

                “ แหม   เล่นกันแค่สองคนมันก็ไม่สนุกสิ    เธอว่าไหมดา      ต้องสักสามมันถึงจะดี ”     วารียังบ่นเสียดายไม่หาย   “ เล็กแน่ะ   มาร่วมวงกันแม่กับน้าดาไหมลูก ”    เมื่อหาใครไม่ได้   แม่ก็หันไปชวนลูกชาย

                หมออานะนั่งฟังบ้างไม่ฟังบ้างอยู่ที่โต๊ะ    เขามัวแต่กินของหวานพลางคิดเรื่องของตัวเองไปด้วย      ไม่ได้สนใจฟังการสนทนาของแม่กับเพื่อนๆ

                “ ฮะ !     แม่ว่าอะไรนะครับเมื่อกี้      ขอโทษที      ผมไม่ทันได้ฟัง ”  

                “  แม่กับน้าๆอยากเล่นไพ่ ”     เสียงวารีบอกให้ลูกชายรู้ว่าอยากเล่นจริงๆ  “ แต่น้านวลเขาเล่นด้วยไม่ได้…ติดที่นี่ ”    ปรายตามองไปที่เด็กหญิงข้างบ้านด้วยในขณะพูด   “ ไม่อยากให้เขาเห็น   มันไม่ดี ”  

                หมอหนุ่มเข้าใจแล้วว่าแม่อยากเล่นไพ่แต่ขาดขา  และกำลังชวนเขาร่วมวงด้วย   แต่การร่วมวงเล่นไพ่กับคนแก่ตาละบาทสองบาท  ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงได้นั่งหาวไปเล่นไปทั้งคืนแน่ๆ  มันก็คงจะไม่ผิดอะไรกับเวลาที่เขาต้องไปเดินช็อปปิ้งเป็นเพื่อนหมอพิมพ์จันทร์ ที่แต่ละครั้งกินเวลายาวนานและน่าเบื่อหน่ายมาก     จนเขาเคยนึกเล่นๆว่า      อยากจะให้รัฐบาลกำหนดเวลาเปิดทำการของห้างให้เหลือแค่วันละสองชั่วโมงก็พอ    หากห้างใดเปิดให้คนเดินซื้อของกันเกินกว่าสองชั่วโมงจะถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย  !

                หมออานะนึกอยากจะปฏิเสธ      แต่พอเห็นหน้าแม่บอกว่าอยากเล่นไพ่มากจริงๆ        เขาก็ใจอ่อนสงสารแม่  

                “ ผมว่าเอาอย่างนี้ดีไหมครับ   ให้น้านวลร่วมวงกับแม่กับน้าดา   ผมจะดูไข่หวานให้เอง ”                  ชายหนุ่มเสนอขึ้น    โดยที่ไม่แน่ใจนักว่า   นี่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองแล้ว   แต่เขาก็มองไม่เห็นทางเลือกอื่นที่ดีไปกว่านี้

                “ ดีเลยลูก ”  วารีรีบเห็นดีด้วยกับลูกชายทันที  “ แม่ก็คิดแล้วว่า   เล็กต้องไม่สนุกหรอก   น้านวลเองก็คงอยากจะเล่นด้วยเหมือนกัน   ถ้ามีคนช่วยดูไข่หวานให้น้าเขาก็ไม่ขัดหรอก   ดีเลย  จะได้ครบขา ”    รีบสรุปเสียงดีอกดีใจเหมือนเด็กๆที่จะได้เป็นไปตามแผน  

                วงไพ่เริ่มขึ้นทันทีเมื่อช่วยกันเก็บโต๊ะอาหารเสร็จ    หมออานะจูงมือไข่หวานพาแยกออกไปที่ห้องนั่งเล่น   ซึ่งอยู่ห่างจากวงไพ่ออกมาพอสมควร   ชายหนุ่มกำลังคิดว่าจะหาอะไรให้เด็กหญิงเพื่อนบ้านทำดี       แต่เสียงเล็กๆของแกก็ดังขึ้นมาก่อนว่า

                “  ไข่หวานอยากดูการ์ตูนจังเลยค่ะ ”     แกแหงนหน้าขึ้นพูดกับเขา

                หมออานะนึกชมว่าเด็กคนนี้พูดเพราะ      เวลาจะพูดขอให้ใครทำอะไรให้    น้ำเสียงและกริยาท่าทางของแกจะออดอ้อนซึ่งเป็นไปโดยธรรมชาติ     จนคนที่ถูกขอร้องใจละลายเอาเลยทีเดียว

                “  การ์ตูนเหรอ   การ์ตูนๆ  เดี๋ยวนะ  หมอดูก่อนนะ  ช่องไหนหว่า ”   หมออานะทำท่าคิด    พลางบ่นงึมงำกับตัวเอง  นอกจากช่องที่ตัวเองดูอยู่เป็นประจำแล้ว  เขาก็ไม่เคยสนใจช่องอื่นเลย   ชายหนุ่มกดรีโมทเปลี่ยนช่องเคเบิลทีวีไปเรื่อยๆ    จนกระทั่งพบช่องที่มีการ์ตูน   “ อ้า….เจอแล้ว   ดูช่องนี้นะไข่หวาน   ดีไหมจ๊ะ ”   

                ไข่หวานยิ้มและพยักหน้าแรงๆสองสามครั้ง  ทำตาโตแสดงอาการดีใจที่บังเอิญเจอการ์ตูนเรื่องโปรดเข้า   การ์ตูนเรื่องนี้แกดูซ้ำมาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่เจ็ดแล้ว    แต่เด็กหญิงก็ยังอยากดูอีก     หมออานะเองก็ดูท่าจะดีใจ     แต่คนละสาเหตุกับไข่หวาน  

                เจ้าของบ้านปล่อยให้เด็กน้อยนั่งดูการ์ตูนไปคนเดียว     ส่วนตัวเขาเองเดินขึ้นไปข้างบนแล้วกลับลงมาใหม่อีกครั้งพร้อมกับถือหนังสือเล่มใหญ่ติดมือลงมาด้วย  ชายหนุ่มแยกออกมานั่งอ่านหนังสืออยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง         เขาละสายตาจากหนังสือมาดูเด็กหญิงบ้างเป็นครั้งคราวเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะใสๆของแก       ที่เห็นแล้วพลอยทำให้เขายิ้มตามไปด้วย     

                หมอหนุ่มนึกชมไข่หวานในใจว่า       ความจริงแกก็เป็นเด็กเลี้ยงง่าย     น่ารัก   ไม่วุ่นวายเลย      เพียงแต่ต้องหาสิ่งที่สนใจให้ทำก็เท่านั้นเอง

 

                การที่ตกอยู่ในภาวะจำยอมต้องช่วยดูแลไข่หวานหลายครั้ง  และการได้อยู่กับเด็ก   ต้องคอยตอบคำถามใสๆของแก    ทำให้หมออานะกลายเป็นคนใจเย็นขึ้นโดยไม่รู้ตัว    บางครั้งก็หัวเราะได้ง่ายๆกับคำถามไร้เดียงสาที่คิดไม่ถึงของเด็กน้อย      ซึ่งบางครั้งก็หาคำตอบให้ได้ยาก 

                หลายครั้งที่หมออานะเครียดกับงานที่โรงพยาบาลมาทั้งวัน   ก็จะมีโอกาสยิ้มได้เป็นครั้งแรกของวัน     เมื่อมาเจอกับคำถามแปลกๆของไข่หวานเข้า    ชายหนุ่มเข้าใจแล้วว่า    ทำไมแม่ถึงได้ติดเด็กคนนี้     แต่ก็มีเหมือนกันที่บางครั้งคำถามของแกอาจจะทำให้เขายุ่งยากได้….อย่างวันนี้

                วันศุกร์ผ่องนวลต้องไปสอนหนังสือตามปกติ   ไข่หวานมาอยู่กับคุณยายวารีตั้งแต่เย็นแล้ว  และตอนนี้คุณยายกำลังคุยโทรศัพท์เพลินอยู่ในห้องนั่งเล่น        เด็กหญิงช่างพูดรู้สึกเหงา       เพราะไม่มีคนให้คุยด้วย    แกเดินเตร็ดเตร่เรื่อยเปื่อยมาจนถึงชั้นบนของตัวบ้าน     ผ่านมาทางห้องของหมออานะที่เปิดประตูห้องทิ้งไว้กว้าง     และเจ้าของห้องก็อยู่ในนั้นด้วย         

                หมอหนุ่มกำลังง่วนอยู่กับรื้อค้นหนังสือที่กองเป็นตั้งสูงอยู่บนโต๊ะ   ไข่หวานเดินเลยเข้าไปหาเขาอย่างคุ้นเคย   และเมื่อเขาหันมา  เด็กหญิงก็แหงนหน้าขึ้นยิ้มให้ทันที  ทำท่าทางประจบเหมือนจะบอกว่า  ‘ ขออยู่ด้วยคนนะคะ ’   หมออานะยิ้มตอบอย่างใจดี     และลูบหัวแกเป็นเชิงบอกอนุญาตให้อยู่ด้วยได้    เขารู้ว่าเด็กน้อยคงเหงา     แต่ก็ได้สำทับว่า ‘ อย่าซนล่ะ’         แล้วก็หันไปก้มหน้าก้มตาค้นหนังสือกองใหญ่ต่อไป     ปล่อยให้แกเดินเล่นสำรวจไปรอบห้องตามสบาย    

                ไข่หวานเห็นเสื้อกาวน์ที่หมออานะนำกลับมาซักที่บ้านพาดอยู่ที่พนักเก้าอี้   แกเตร่เข้าไปจับดูอย่างสนใจ    แล้วก็ได้เจอสิ่งที่เรียกความสนในของแกมากขึ้นไปอีก    ช่วงนี้เด็กหญิงกำลังเรียนตัวสะกด     แกจึงพยายามจะหัดอ่านทุกอย่างที่เห็น     พอเห็นเสื้อกาวน์ของหมออานะปักคำย่อที่อกเสื้อว่านายแพทย์      พร้อมชื่อนามสกุล       แกก็พยายามจะสะกด     จะอ่านให้ได้    แล้วคำถามก็เกิดขึ้นตามมาทันที 

                “ ทำไมเสื้อคุณหมอมีตัวนอหนูจุด   แล้วก็ตัวพอพานจุด     แล้วก็…ออ…อา อา…นอ…อะ..นะ…อานะ ”   ไข่หวานพยายามสะกด   และทำท่าดีใจตาโตเมื่อสะกดชื่อหมออานะได้แล้ว    แต่ยังมองหน้าเขาด้วยนัยน์ตาแป๋ว   เพราะเขายังไม่ได้ตอบไขข้อข้องใจของแกเรื่องนอหนูจุดพอพานจุดที่ถามไป

                หมอหนุ่มละมือจากกองหนังสือ      หันหน้ามาอธิบายให้เด็กหญิงฟังว่า

                “  อานะเป็นชื่อหมอ    หมอชื่ออานะ   ส่วนนอหนูจุดพอพานจุดเป็นตัวย่อ   มันย่อมาจากนายแพทย์    หมอเป็นนายแพทย์    นายแพทย์ก็แปลว่าคุณหมอ     มันเหมือนกัน  จะเข้าใจมั้ยเนี่ย ”  ประโยคท้ายชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง    พร้อมกับมีรอยยิ้มกึ่งขำกึ่งรำคาญผุดขึ้นมาบนใบหน้า

                เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กหญิงข้างบ้านขมวดคิ้ว  หมอหนุ่มคิดว่าคงจะต้องเสียเวลาอีกแน่แล้ว     ไข่หวานคงไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ     ถ้าแกยังไม่ได้คำตอบที่พอใจ

                “ แต่ของไข่หวานมีไม่เห็นเหมือนของคุณหมอเลยค่ะ ”    เด็กหญิงก้มหน้าลงมองที่หน้าอกเสื้อนักเรียนของตัวเอง     แล้วพูดออกมาดังๆว่า  “ เสื้อไข่หวานมี..ดอ…เด็ก…จุด.. ยอหญิงจุด   แล้วก็   ทอ…อี…ปอ…ทีบ…นอ…อี…นี    แต่ย่านวลบอกว่า  ต้องอ่านว่า  ทีบ-ปะ-นี  ไม่ใช่ ทีบ-นี  อยู่โรงเรียนไข่หวานชื่อทีปนีนะคะ   คุณครูยังชมว่าไข่หวานชื่อเพราะม้ากมากเลยค่ะ    คุณหมอว่าชื่อไข่หวานเพราะมั้ยคะ ”   เสียงที่เล่าแสดงความภาคภูมิใจเต็มที่   แล้วหน้าเล็กๆก็แหงนขึ้นมองหน้าคนที่แกพูดด้วยขณะรอฟังคำตอบ

                “ เพราะจ้ะ   ชื่อทีปนีของไข่หวานเพราะมากๆเลยค่ะ ”  หมออานะรีบตอบพร้อมกับยิ้มให้   เขาหายใจอย่างโล่งอกที่แกไม่ติดใจกับคำว่านายแพทย์        ให้ต้องเสียเวลาอธิบายอีกต่อไปยืดยาว  “ เอ่อ…ไข่หวานช่วยหมอหน่อยได้มั้ยคะ    ไข่หวานช่วยลงไปดูให้หมอหน่อยสิว่า   คุณยายวารีกำลังทำกับข้าวอะไรอยู่ในครัว      ตอนนี้คุณยายคงกำลังทำกับข้าวอร่อยๆให้ไข่หวานกินอยู่นะหมอว่า  ไข่หวานลงไปดูหน่อยนะคะ  แล้วไข่หวานค่อยมาบอกหมอ   ไปดูแล้วจำมาบอกให้ได้หมดทุกอย่างเลยนะคะ    ถ้าไข่หวานจำไม่ได้หมดก็ไม่เก่งนะ    ไข่หวานแพ้ไปเลยนะ ”  

                หมออานะกำลังอยากอ่านหนังสือที่เขาเพิ่งค้นเจอ     จึงคิดอุบายหาทางกำจัดเด็กหญิงให้พ้นออกไปจากห้อง    ชายหนุ่มคิดว่าอย่างน้อยเขาก็คงจะเบาหู       มีสมาธิอ่านหนังสือไปได้สักสิบยี่สิบนาที   หรือถ้าโชคดี….ไข่หวานเกิดติดใจการทำกับข้าวของคุณยายวารีขึ้นมา   แกอาจจะขลุกอยู่ในครัวเพลินจนไม่กลับมากวนเขาอีกเลยก็ได้     หมอหนุ่มกำลังคิดเข้าข้างตัวเองอย่างคนมองโลกในแง่ดี  

                เด็กหลงกลผู้ใหญ่ยอมลงไปข้างล่างแล้ว   หมอหนุ่มยิ้มให้กับตัวเองอย่างโล่งอก   เขาหยิบวารสารทางการแพทย์ที่มีรายงานผลการวิจัยใหม่อยู่เรื่องหนึ่ง   ที่เขากำลังสนใจอยากรู้อยู่ขึ้นมานั่งอ่านในทันที  

                แต่ว่าหมออานะก็มีความสุขอยู่กับความสงบได้ไม่ถึงสิบนาที   เสียงฝีเท้าที่กำลังขึ้นบันไดมา     ก็ทำให้ความสงบของเขาถูกขับไล่แตกกระเจิงหนีหายไปในทันใด     เสียงวิ่งขึ้นบันไดมาแบบนี้มีอยู่คนเดียว…..

                ประตูห้องนอนที่เปิดไว้แง้มๆถูกผลักเข้ามา    พร้อมกันนั้นร่างเล็กๆของคนผลักก็ถลันตามเข้ามายืนจนชิดถึงตัวเจ้าของห้อง    แล้วรายงานทันทีด้วยเสียงดังฟังชัด     และทำท่าตื่นเต้นตาโตเท่าไข่ห่านไปด้วยในขณะพูด

                “ คุณยายวารีบอกว่า     วันนี้คุณยายวารีเบื่อทำกับข้าวมากๆ    เย็นนี้จะไม่ทำกับข้าว    ขอหยุดหนึ่งวัน    คุณยายวารีให้ไข่หวานเลือกว่าไข่หวานอยากจะทานอะไร   คุณยายจะโทรศัพท์ไปสั่งให้    ไข่หวานอยากทานพิซซ่า        คุณยายวารีโทรศัพท์ไปสั่งพิซซ่าให้ไข่หวานแล้วด้วยค่ะ   คุณยายวารีสั่งถาดใหญ่ที่สุดเลยนะคะ ”  นอกจากน้ำเสียงตื่นเต้น   และทำท่าตาโตที่บอกให้รู้ว่า ‘ถาดใหญ่’   จริงๆแล้ว     เด็กหญิงยังทำท่าประกอบคำพูดไปด้วย     โดยการกางแขนป้อมๆออกและงอโอบเข้ามาเป็นวงกลม  “ คุณยายวารีบอกว่าจะได้ทานอิ่มๆกันหมดทุกคนเลย   ไข่หวานอยากจะทานเท่าไหร่ก็ได้        คุณยายไม่ว่า      คุณยายวารีบอกว่านานๆกินทีก็ดีเหมือนกัน ” 

                เด็กน้อยแทบจะจดจำคำพูดของคุณยายเจ้าของบ้านมาถ่ายทอดได้หมดทุกคำ  ทำเอาคนฟังรู้สึกทึ่งจัด      และรู้สึกเหนื่อยแทนคนพูด     ที่พูดแบบไม่ต้องหายใจหายคอกัน

                “ คุณหมอชอบทานพิซซ่ามั้ยคะ ”  ตั้งคำถาม   แต่เป็นการถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ   เพราะแกไม่รอฟังคำตอบจากหมออานะ   ว่าเขาจะชอบพิซซ่าหรือไม่     เด็กหญิงก็รีบพูดต่อไปว่า   “ ไข่หวานชอบพิซซ่ามากที่สุดในโลกเลยค่ะ ”    เสียงพูดเน้นหนักคำว่า ‘ ชอบ ’  ให้คนฟังรับรู้ว่าแกชอบพิซซ่ามากจริงๆ       “  แต่ย่านวลไม่ให้ไข่หวานกินบ่อยๆ   ย่านวลบอกว่า  กินข้าว   กินผัก  กินปลา   กินผลไม้ดีกว่า    แต่ไข่หวานว่ามันไม่เห็นอร่อยเลย     สู้พิซซ่าก็ไม่ได้…. ”

                ไข่หวานเหมือนเครื่องที่ติดแล้วและร้อนกำลังได้ที่  พอจบจากเรื่องพิซซ่า  แกก็ยังคงมีเรื่องให้พูดต่อไปได้เรื่อยๆ     แบบ  ‘ นัน  สต๊อป ’  หรือ  ‘ ฝอยจนลิงหลับ ’  ถ้าจะพูดเปรียบเทียบกันแบบไทยๆ    แต่หมออานะไม่ใช่ลิง     เขาจึงไม่หลับ      แต่ก็เริ่มจะเกาหัวทำท่าคล้ายลิงเข้าไปทุกทีแล้ว !

                หมออานะปล่อยให้ไข่หวานพูดจ๋อยๆไปคนเดียว   ไม่ตอบ  ไม่ถาม  แต่เขาก็ไม่มีสมาธิจะอ่านหนังสือต่อไปได้   หมอหนุ่มวางหนังสือที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะ  แล้วเดินทำท่าเหมือนคนอยากตาย      ตรงไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ภายในห้องนอน  

                เมื่อล้างหน้าล้างตาเสร็จและไม่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กช่างพูดแล้ว      หมออานะคิดว่าไข่หวานคงเหนื่อยจนหยุดพูดไปเอง     เขาจึงเดินออกมาจากห้องน้ำ

                แล้วหมออานะก็ต้องแปลกใจ   ที่นอกจากจะไม่ได้ยินเสียงของไข่หวานแล้ว   ยังไม่เห็นตัวอีกต่างหาก      แต่ก็เอะใจที่เห็นกองอะไรขยุกขยิกอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียง

                ชายหนุ่มเดินไปเปิดผ้าห่มออก…..ไข่หวานนั่นเอง      กำลังขดตัวคลุมโปงอยู่ในกองผ้าห่ม

                “ ไข่หวานเป็นอะไรไป ”    เสียงถามอย่างแปลกใจ  

                ท่าทางของเด็กหญิงที่มุดตัวอยู่ใต้กองผ้าห่ม     ดูเหมือนว่าแกกำลังตื่นตกใจกลัวอะไรอยู่สักอย่าง     ไม่ใช่มุดเข้าไปนอนเพราะง่วงอย่างแน่นอน

                “ ไข่หวานกลัว…”   เสียงตอบกลับแสดงความหวาดกลัว          และเสียงในตอนท้ายก็เบาจนคนถามฟังแทบไม่ได้ยินว่าคนพูดกำลังกลัวอะไรอยู่  

                “ กลัวอะไรนะ    ไข่หวานกลัวอะไร     ไหน…บอกหมอใหม่อีกทีสิ ”

                “….กลัวผี   ไข่หวานกลัวผี ”  คราวนี้ค่อยตอบดังขึ้นมาหน่อย      เมื่อหมออานะลงมานั่งอยู่ข้างๆตัวด้วย

                “ ผีที่ไหนกัน    หมอไม่เห็นเลย     ไหน      ไข่หวานเห็นผีที่ไหน…”  

                หมออานะกำลังจะหลุดปากออกแล้วไปว่า   ผีไม่มีในโลก   เหมือนที่เคยได้ยินที่เขาพูดๆกันมาเวลาสอนเด็ก   แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า   อะไรที่เรามองไม่เห็น  ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี  มันอาจจะมีแต่เราไม่เห็นเองก็ได้  หรือเราอาจจะเห็นในสิ่งที่มันไม่มีก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน   เพราะฉะนั้น   การที่จะสอนเด็กให้ด่วนสรุปเอาว่าไอ้นั่นมี  ไอ้นี่ไม่มี   โดยเพียงแต่ตัดสินเอาจากการที่แค่มองเห็น    หรือมองไม่เห็นเท่านั้น      จึงยังไม่ถูกต้องนักในความคิดส่วนตัวของเขา

                “ ผีอยู่ตรงโน้น ”   เด็กหญิงชี้มือไปที่โต๊ะหนังสือตัวใหญ่อย่างหวาดๆ     แล้วก็รีบหดมือกลับเข้ามาในโปงผ้าห่มทันที      เหมือนกลัวว่าผีจะมาฉุดมือเอาตัวไป

                หมออานะลุกขึ้นเดินตรงไปที่โต๊ะหนังสือของเขา   แล้วชายหนุ่มก็หัวเราะออกมาก๊ากใหญ่อย่างกลั้นไว้ไม่อยู่จริงๆ      เมื่อเห็นสิ่งที่เด็กหญิงกำลังหวาดกลัวอยู่

                วารสารทางการแพทย์เล่มใหญ่ที่เขาอ่านค้างอยู่แล้ววางทิ้งไว้บนโต๊ะ   ในหน้าที่เปิดทิ้งค้างไว้      มีรูปถ่ายขนาดใหญ่ของโครงกระดูกมนุษย์เต็มตัวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า   เขาคิดว่าไข่หวานคงจะมาเล่นซนที่โต๊ะแล้วเห็นรูปนี้เข้าอย่างแน่นอน      และนี่ก็คือผีที่แกกำลังหวาดกลัวอยู่

                ที่หมอหนุ่มขำเด็กข้างบ้าน    เพราะเขาลืมไปชั่วขณะว่า   ไข่หวานเป็นเพียงแค่เด็กหญิงอายุไม่กี่ขวบเท่านั้น  ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะและมีอาชีพเป็นแพทย์อย่างเขา   ที่เห็นโครงกระดูกเป็นของธรรมดาสามัญ   อย่าว่าแต่เด็กหกเจ็ดขวบอย่างไข่หวานเลย   ต่อให้ผู้ใหญ่บางคนก็เถอะ  ที่ไม่ใช่คนที่อยู่ในสายงานทางการแพทย์และเป็นคนขวัญอ่อน   ถ้ามาเห็นรูปนี้เข้ายังอาจกลัวได้เลย  

                เมื่อมีสติคิดได้ดังนี้แล้ว   หมออานะก็เลิกขำไข่หวานทันที  แต่กลับรู้สึกผิดที่หัวเราะ  ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจก็ตามที    หมอหนุ่มจึงเกิดสงสารเด็กน้อยขึ้นมาแทน    เขาเดินเข้าไปใกล้โปงผ้าห่ม    จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงข้างๆกองขยุกขยิก   แล้วค่อยๆเปิดโปงผ้าห่มออก     และพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดที่ไข่หวานเคยได้ยินตั้งแต่คบกันมา

                “ ไข่หวาน…ไข่หวานออกมาก่อนนะคะ  หมอจะเล่าอะไรให้ฟัง   อันนั้นที่ไข่หวานเห็นไม่ใช่ผีหรอกค่ะ  นั่นไม่ใช่ผีจริงๆ   เขาเรียกว่าโครงกระดูก   ในตัวไข่หวานเองก็มีโครงกระดูกแบบนี้เหมือนกัน   ไข่หวานไม่ต้องกลัวนะคะ    ออกมาก่อนเร็ว      หมอไม่โกหกไข่หวานหรอกค่ะ ”  

                เมื่อได้ยินผู้ใหญ่พูดว่า  ไม่โกหก  และ ‘ไข่หวานก็มี ’  ชักทำให้เด็กหญิงเกิดความสนใจ   แกจึงตัดสินใจค่อยๆโผล่หน้าออกมาจากกองผ้าห่ม 

                หมอหนุ่มอุ้มเด็กหญิงเพื่อนบ้านเดินไปที่โต๊ะ   เขาทรุดตัวลงนั่งและวางเด็กน้อยที่ยังแสดงสีหน้าหวาดๆลงบนตัก       แล้วตัวเขาเองก็เริ่มมีสีหน้าฉายแววยุ่งยากใจ     ขณะที่กำลังคิดว่า  

                ‘ เวรแล้วกู !      จะอธิบายกายวิภาคให้เด็กตัวเท่านี้ฟังยังไงดีวะ ’ 

                แต่แล้วหมออานะก็คิดได้ในบัดดลนั้นเอง   ตั้งแต่คบหากับไข่หวานมาได้สักระยะหนึ่ง  ทักษะในการคิดแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของเขาก็ได้พัฒนาขึ้นมาเองอย่างรวดเร็ว  

                หมอหนุ่มเอามือกดลงไปที่บริเวณซี่โครงของเด็กหญิงเบาๆ  “ นี่ไง   ไข่หวานก็มี  เขาเรียกว่ากระดูกซี่โครง    มันอยู่ในนี้    ในท้องนี่    แต่ไข่หวานไม่เห็นมันเองต่างหากล่ะ   เพราะว่ามันมีเนื้อปิดอยู่  นี่ไง...ไม่เชื่อไข่หวานลองจับดูก็ได้ ”   พูดพลางจับมือเล็กป้อมมาวางลงที่ชายโครงของแกเอง    “ หมอก็มี   นี่ไง ”   ชายหนุ่มจับมืออีกข้างของเด็กหญิง     เอามาวางลงที่บริเวณซี่โครงของเขาบ้าง   “ เห็นมั้ย     หมอก็มีเหมือนกับไข่หวานเปี๊ยบเลย ”  

                ไข่หวานทำตาโตอย่างมหัศจรรย์ใจ   ขณะที่ได้สัมผัสกับกระดูกซี่โครงแข็งๆของตนเอง   และของหมออานะ      แล้วคำถามก็เกิดขึ้นตามมาอีก

                “  แล้วพ่อไข่หวานมีแข็งๆแบบนี้มั้ยคะ ”     

คำว่ากระดูกซี่โครงคงจะยากเกินไปสำหรับแก                  ตอนนี้เด็กน้อยกล้าพอที่จะมองดูรูปโครงกระดูกในหนังสือของหมออานะแล้ว       แต่ยังดูอย่างไม่ค่อยจะเต็มตานัก

                “ มีสิจ๊ะ     พ่อไข่หวานก็มีกระดูกซี่โครงเหมือนไข่หวานกับหมอเลย ”

                “ แล้วแม่มีมั้ยคะ ”               

                “ มีค่ะ    แม่ไข่หวานก็มีเหมือนกัน ”               

                “ แล้วย่านวลมีมั้ยคะ ”  น้ำเสียงที่ถามค่อยๆดีขึ้น     พอๆกับสีหน้าที่คลายความหวาดกลัวลงกว่าเมื่อครู่

                “  มีจ้ะ   ย่านวลก็มีเหมือนกัน ”

                “  แล้วคุณยายวารีมีมั้ยคะ ”

                “ มีจ้ะ ”    คำตอบเริ่มสั้น      และเสียงตอบเริ่มเนือยลง  

                “  แล้วพี่เมมีมั้ยคะ ”

                “ มีค่ะ  มีทุกๆคนหมดโลกนี้เลย ”    หมออานะเริ่มคุยกับเด็กบ่อยจนชักจะติดสำนวนแบบเด็กๆเข้าให้แล้ว   “ ทุกๆคนในโลกนี้   มีโครงกระดูกแบบนี้อยู่ในตัวหมดทุกคนเลย ”   เขารีบอธิบายสรุปรวบยอด      ก่อนที่จะต้องตอบคำถามกันไปทั้งคืนว่ายังมีใครในโลกนี้ที่มีซี่โครงอีกบ้าง

                “ ไข่หวาน !   เล็ก !   พิซซ่ามาแล้วจ้ะ   รีบลงมาทานกันเถอะลูก ”  วารีมายืนเรียกคนทั้งสองอยู่ที่เชิงบันได

                เสียงแม่ที่มาเรียกให้ลงไปกินพิซซ่า   เหมือนเสียงระฆังหมดยกที่มาช่วยชีวิตหมออานะเอาไว้โดยแท้   

                “ ครับแม่ !   ขอบคุณมากครับ   ลงไปเดี๋ยวนี้เลยครับ ”   ลูกชายตอบแม่  แล้วรีบอุ้มเด็กหญิงเจ้าปัญหาเดินลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว

                วารียืนทำหน้างงๆอยู่เชิงบันได   แม่ไม่เข้าใจว่า    ทำไมลูกชายถึงได้แสดงอาการดีอกดีใจถึงขนาดนี้ที่จะได้กินพิซซ่า !


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก