
พิมพ์หน้านี้
|
5 ถ้าไม่มีย่าหลานข้างบ้าน วารีก็คงจะเหงาเหมือนกัน ผ่องนวลเป็นเพื่อนที่ถูกอัธยาศัย ทั้งสองคนมีนิสัยใจคอที่คล้ายกัน จนสามารถจะคุยกันได้ถูกคอแทบทุกเรื่อง ส่วนไข่หวานก็เป็นความสดใสอย่างหนึ่ง ที่มาช่วยเสริมเติมบรรยากาศแถวนั้นให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาก เสียงแจ๋วๆของเด็กหญิงข้างบ้านคนนี้กับพฤติกรรมน่ารักน่าเอ็นดูของแก มีส่วนช่วยทำให้แต่ละวันของหญิงชราผ่านพ้นไปด้วยความสุขใจ เด็กหญิงไม่รู้ตัวหรอกว่า แกได้ช่วยทำให้คุณยายข้างบ้านคลายความคิดถึงหลานแท้ๆของตัวเองไปได้มากเลยทีเดียว เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ได้เห็นกันเพียงแค่วันสองวัน วารีก็จะคิดถึงจนตัองตามมาดูไข่หวานถึงที่บ้าน เหมือนเช่นอาทิตย์ที่ผ่านมา การสอนพิเศษที่เคยคิดว่าเป็นแค่การทำงานแบบเอาเพลินมากกว่าเอาเงิน เพราะเงินทองก็มีพอแล้ว ชื่อเสียงเกียรติยศผ่องนวลก็ไม่ใส่ใจ แต่ความสามารถเป็นของที่ปิดกันไม่มิด งานสอนจึงทำท่าว่าจะค่อยๆขยายวงกว้างออกไปทุกที จนทำให้ทุกวันนี้ผ่องนวลต้องคอยคิดหาวิธีปฏิเสธการทาบทามจากหลายสถาบันที่พยายามติดต่อกันเข้ามา ซึ่งในบางครั้งคนที่เชิญก็ไม่แสดงตัวออกมาตรงๆ แต่กลับอาศัยอิทฤทธิ์ปาฎิหาริย์ของบุคคลที่ผ่องนวลเคารพนับถือแทน จนหมดทางปฏิเสธ ผ่องนวลเพิ่งจะตระหนักเดี๋ยวนี้เองว่า ที่โบราณท่านพูดเอาไว้ว่า รู้มากจะยากนาน มันเป็นอย่างนี้เองหนอ
เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ย่าหลานพากันไปเที่ยวถึงไหนกันมาจ๊ะ พี่เดินมาดูหลายทีแล้ว เห็นบ้านปิดล็อคตลอดเลย วารีเดินมาคุยกับผ่องนวลถึงบ้าน ถือจานใส่ขนมเค้กทำเองติดมือมาฝากไข่หวานด้วย เด็กหญิงกำลังหลับอยู่บนโซฟา ถ้าตื่นขึ้นมาเห็นคุณยายวารีเข้าแกคงจะดีใจ คงพอกับที่หญิงชราก็คิดถึงแกเหมือนกัน เพราะทันทีที่วางจานขนมลงแล้วหย่อนตัวลงนั่ง วารีก็เอื้อมมือไปลูบหัวของเด็กน้อยและมองด้วยสายตาแสดงความรักใคร่ ไปเชียงใหม่มาค่ะ แต่ไม่ได้ไปเที่ยวหรอกค่ะพี่ ไปบรรยายให้นักศึกษาภาคพิเศษฟัง ต๊าย ! เดี๋ยวนี้ไปไกลขนาดข้ามจังหวัดไปถึงโน่นเลยหรือนวล นี่เอาไข่หวานไปด้วยหรือเปล่าจ๊ะ ค่ะ ต้องเอาไปด้วย สงสารเหมือนกันค่ะ ต้องไปนั่งอยู่ในห้องฟังบรรยายเหมือนผู้ใหญ่ นวลให้เอาของเล่นไปนั่งเล่นอยู่มุมห้องบรรยาย แต่แกก็ดีนะคะ ไม่วุ่นวาย นั่งเล่นของเล่นไปคนเดียวเงียบๆไม่กวนเลย โถ ! น่าสงสาร วารีมักจะสงสารไข่หวานไปได้ในทุกกรณี ต่อไป นวลจะต้องไปบรรยายอย่างนี้บ่อยๆอีกหรือเปล่าจ๊ะ คงไม่บ่อยหรอกคะ คราวนี้ที่ไปเพราะขัดเขาไม่ได้จริงๆ อันไหนปฏิเสธได้ ก็ไม่ไปหรอกคะ เหนื่อย สงสารไข่หวานด้วย ต้องหอบหิ้วพาไปนั่งแกร่วเป็นวันๆ แต่ยังมีที่ต้องไปสอนทุกวันศุกร์เย็น อันนี้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ แต่ที่จริงจะว่าไปก็ดีเหมือนกันนะคะ ได้สอนหนังสือ จะได้คิด จะได้ใช้สมองบ้าง คอร์สที่ไปบรรยายทุกวันศุกร์นี่ ก็แค่ครั้งละสามชั่วโมงเองค่ะ ไม่ได้หนักหนาอะไร นั่นสิ พี่ว่าจะถามหลายทีแล้วก็ลืม ทุกวันศุกร์ นวลเอาไข่หวานติดไปสอนหนังสือด้วยทุกครั้งเลยหรือจ๊ะ ค่ะ ก็ให้ไปนั่งทำการบ้าน เอาของเล่นไปนั่งเล่นที่ห้องพักอาจารย์ เจ้าหน้าที่เขาก็จัดหาข้าวเย็นให้แกนั่งกินอยู่ในห้องนั้นเลยเสร็จสรรพ โถ..ต้องนั่งกินข้าวคนเดียว วารีสงสารไข่หวานอีกแล้ว พี่ว่านะ เอาอย่างนี้ไหมนวล ทุกวันศุกร์เย็นที่นวลไปสอนหนังสือ เอาไข่หวานไปฝากพี่ไว้ก็ได้นี่ ไม่ต้องเอาหลานตะลอนไปด้วยหรอก ดีไหมจ๊ะ ที่เสนอเพราะรู้สึกสงสารเด็กหญิงจริงๆ เวทนาที่เด็กตัวแค่นี้ต้องไปแกร่วอยู่คนเดียวตั้งหลายชั่วโมง ดีน่ะมันดีแน่ค่ะ อยู่บ้านพี่วารีนวลก็สบายใจหายห่วง แต่ว่า เพื่อนรุ่นน้องพูดยิ้มๆ เกรงใจจริงๆค่ะ เอาไว้จำเป็นจริงๆก่อนดีกว่า แล้วค่อยรบกวนพี่วารี ผ่องนวลพูดจากใจจริง เพราะรู้ดีว่าหลานสาวของตนเป็นเด็กช่างพูด คนที่ชอบเด็กในลักษณะนี้ เมื่อมาเจอไข่หวานก็จะรักแกได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าไปเจอกับคนขี้รำคาญเข้า ความช่างพูดช่างซักของแกอาจจะกลายเป็นเรื่องเหลือทนไปได้เหมือนกัน โธ่ ! จะมาเกรงอกเกรงใจอะไรกัน ที่พี่เสนอน่ะ เพราะพี่เองก็รักไข่หวาน แกเป็นเด็กที่ไม่ยุ่ง ไม่เป็นภาระอะไรเลยจริงๆนะ เวลาแกไปอยู่ด้วย พี่ก็ได้อาศัยฟังแกคุยคะๆ ขาๆไปตามเรื่อง ฟังแล้วมันสดชื่นหัวใจดีนะนวล พี่ชอบ นี่พี่วารีพูดจริงๆหรือเปล่าค่ะนี่ แหม นวลก็กลัวว่าแกจะไปทำให้พี่กับคุณหมอรำคาญ น้ำเสียงของผ่องนวลแสดงความยินดี อันเป็นปกติของคนทั่วไปที่พอใจเมื่อได้ยินคนอื่นชื่นชมลูกหลานตัว พี่บอกตรงๆเลยนะ ว่าพี่รักไข่หวานเหมือนแกเป็นหลานพี่จริงๆเลยจ้ะ แกไปอยู่ด้วย พี่ก็จะได้อาศัยแกเป็นเพื่อนแก้เหงา ส่วนเล็ก นวลไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะ รายนั้นน่ะทำเป็นบ่นไปอย่างนั้นเองแหละ จะดีใจไปซะอีกที่เห็นแม่ไม่เหงา ไม่มีอะไรหรอก พ่อลูกชายพี่คนนี้น่ะ เอาเป็นว่าศุกร์นี้ นวลเอาหลานไปไว้ที่บ้านพี่ก็แล้วกันนะจ๊ะ แหม ขอบคุณพี่วารีจริงๆเลยค่ะ ไข่หวานคงจะดีใจหรอกค่ะถ้ารู้ แกชอบไปบ้านพี่จะตายไป ชมเปาะว่าขนมบ้านคุณยายวารีอร่อย ชอบให้คุณยายวารีถักเปียให้ด้วยนะคะ ใครถักเปียให้ก็ไม่ถูกใจเท่าคุณยายวารีทำ วารียิ้มเขินเมื่อได้ยินที่เพื่อนรุ่นน้องว่ามา ไข่หวานก็ชมคุณยายวารีอย่างนี้กับเจ้าตัวเองอยู่บ่อยๆ และคุณยายวารีเองก็ชอบฟังบ่อยๆด้วยเช่นเดียวกัน
หลังจากวันนั้น ทุกวันศุกร์เย็น วารีจะเดินไปรับไข่หวานด้วยตัวเองถึงบ้าน เพื่อให้ผ่องนวลไม่ต้องคิดมากเกรงใจ วารีดูแลเด็กหญิงข้างบ้านเป็นอย่างดีและตามใจแกมากกว่าย่า จนคุณยายวารีได้เข้ามาอยู่ในอันดับสี่ในชาร์ตของคนที่ไข่หวานรัก เหมือนการจัดอันดับเพลงฮิตของดีเจ โดยที่เด็กหญิงจัดให้พ่ออยู่ในอันดับหนึ่ง แม่ตามมาเป็นอันดับสอง ย่านวลอยู่ในอันดับสาม และคุณยายวารีก็เพิ่งจะตามมาติดๆในอันดับที่สี่ในสุดสัปดาห์นี้ วันศุกร์ไหนถ้าลูกชายไม่อยู่บ้าน หญิงชราก็ได้อาศัยเด็กหญิงข้างบ้านเป็นเพื่อนกินข้าวเย็น เป็นเพื่อนนั่งดูทีวีด้วยกัน หมออานะเองดูเหมือนจะพอใจอยู่เหมือนกัน ที่แม่ได้เพื่อนตัวเล็กมาช่วยคลายเหงา บางครั้งถึงหมออานะจะอยู่บ้านในตอนเย็น แต่หลังจากกินข้าวเย็นแล้ว เขาก็มักจะชอบขึ้นไปอ่านหนังสือ หรือทำงานในห้องข้างบน มีน้อยครั้งที่เขาจะนั่งดูทีวีหรือคุยอยู่กับแม่ที่ห้องข้างล่าง ดังนั้นการที่มีไข่หวานมาอยู่ในบ้าน จึงไม่ได้เป็นการรบกวนหมอหนุ่มอย่างที่ย่าของแกเป็นกังวลไปเลย ทุกครั้งที่ชายหนุ่มลงมาหากาแฟกินข้างล่าง และถ้าไข่หวานอยู่ที่บ้านด้วย เขาก็อดไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปถามแกว่าอยากจะกินไมโลบ้างหรือเปล่า แล้ววารีก็จะนั่งหัวเราะโดยไม่ต้องลุกเดินไปดู เมื่อได้ยินเสียงลูกชายเอะอะมาจากในครัว โวยวายไม่ให้ไข่หวานใส่นมข้นหวานในไมโลมากเกินไป สุดท้ายก็จะจบลงที่เด็กหญิงไม่ยอมกินไมโลที่ชายหนุ่มชงให้ และเมื่อเป็นอย่างนี้หลายๆครั้งเข้า ต่อมาไม่ว่าเมื่อไรก็ตามที่เขาถามว่าอยากกินไมโลหรือไม่ แกจะรีบเม้มปากสั่นหัวจนผมกระจาย สองแม่ลูกเห็นแล้วก็อดหัวเราะเอ็นดูไม่ได้
เคยมีคนเคยตั้งข้อสังเกตว่า วันศุกร์สิ้นเดือนมักจะเป็นวันที่รถติดมากกว่าปกติ วันนี้นอกจากจะเป็นวันศุกร์สิ้นเดือนแล้ว ยังมีวันหยุดยาวติดต่อกันไปตั้งแต่วันเสาร์จนถึงจันทร์อีกด้วย ผ่องนวลจบการบรรยายที่มหาวิทยาลัยตอนสามทุ่มตามเวลาปกติ แล้วรีบออกมาทันทีเหมือนทุกครั้ง โดยปกติจะใช้เวลาขับรถเพียงไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้านแล้ว แต่วันนี้ จนสี่ทุ่มกว่าแล้วผ่องนวลยังติดอยู่บนถนน รถจอดนิ่งสนิทเรียงแถวกันยาวเป็นแพ ถนนสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากหน้ารถจำนวนมากมายบนถนน ถึงจะโทรไปบอกวารีที่บ้านแล้ว แต่ผ่องนวลก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี ป่านนี้ไข่หวานจะเป็นยังไง ย่านึกเป็นห่วงหลานสาวตัวน้อยกลัวว่าแกจะรอจนง่วง และรู้สึกเกรงใจเพื่อนบ้านที่ต้องช่วยดูแลหลานสาวให้จนดึก เมื่อผ่องนวลไปรับไข่หวานที่บ้านวารีก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม เด็กหญิงได้หลับไปนานแล้ว แกนอนหลับสนิทอย่างสบายอยู่บนเตียงของคุณยายวารี เจ้าของบ้านสงสารไม่อยากให้เด็กน้อยที่กำลังหลับสบายถูกรบกวน คืนนี้ให้แกนอนที่นี่กับพี่เถอะนวล ดูสิ หลับปุ๋ยเชียว ท่าทางคงจะกำลังฝันดีด้วยสิ ไม่ได้หรอกค่ะ เดี๋ยวดึกๆเกิดตื่นขึ้นมาอาละวาดจะกลับบ้าน พี่วารีจะลำบากเปล่าๆ ปลุกดีกว่าค่ะ ย่าใช้นิ้วเขี่ยเบาๆที่แก้มของหลานสาวซึ่งกำลังนอนหลับตาพริ้ม ขณะพูดที่หูของแกไปด้วยว่า ไข่หวาน ย่านวลมาแล้ว กลับบ้านกันนะลูก แต่ไม่ว่าย่าจะปลุกแรงขึ้นเพียงไร หลานสาวก็ยังคงไม่ยอมลืมตาตื่น แกได้แต่พลิกตัวหนีมือย่าที่คอยกวนอยู่ และยังคงหลับต่อไป ท่าจะไม่ยอมตื่นง่ายๆ แหม แต่จะทิ้งไว้ที่นี่ก็ไม่ได้จริงๆค่ะ แกอาละวาดแน่ๆถ้าตื่นมาดึกๆแล้วรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่บ้าน พี่ว่าอย่าปลุกเลย อุ้มไปดีกว่า เอาอย่างนี้เถอะ เดี๋ยวพี่จะไปบอกให้เล็กมาช่วยอุ้มไปส่งให้ที่บ้านดีกว่า อย่าเลยค่ะ เกรงใจคุณหมอ กวนแกอีกแล้ว อย่าไปรบกวนแกเลยค่ะ ขอผ้าให้นวลเช็ดหน้าให้ไข่หวานดีกว่านะคะ โดนน้ำเย็นๆเข้าเดี๋ยวก็คงจะตื่นเองแหละค่ะ ไม่เอาล่ะ .น่าสงสารออก หลับอยู่ดีๆต้องมาสะดุ้งตกใจตื่น พี่ไปบอกให้เล็กมาอุ้มดีกว่า นวลไม่ต้องเกรงใจหรอก เล็กเขานอนดึก นี่คงยังไม่นอนหรอก น่าจะยังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง เดี๋ยวพี่ไปดูก่อนนะ เจ้าของบ้านไม่ฟังคำทัดทานของเพื่อนบ้าน รีบเดินออกจากห้องไปยืนเคาะประตูห้องนอนของลูกชายที่อยู่ติดกัน สักครู่หมออานะก็เดินตามแม่เข้ามาในห้อง เขาเข้าไปก้มลงช้อนอุ้มร่างเล็กๆของเด็กหญิงที่หลับสนิทขึ้นมาไว้ในวงแขนอย่างเบามือ แล้วเดินตามย่าของแกไปที่บ้าน อุ้มไปส่งให้จนถึงห้องนอน และเมื่อกำลังจะวางแกลงบนที่นอน เด็กหญิงก็ผวากอดคอเขาไว้ทั้งที่ยังหลับตา ละเมอพูดออกมาว่า พ่อ พ่อขา พ่อพาไข่หวานไปกินไอติมอีกนะคะ ผ่องนวลถึงกับยืนน้ำตาซึมเมื่อได้ยิน รีบเบือนหน้าหนีจากภาพสะเทือนใจที่เห็น หันไปเช็ดน้ำตาที่กำลังเอ่อออกมาพ้นขอบตา ไม่ได้ยินไข่หวานพูดหรือถามถึงพ่อมานาน ผ่องนวลก็สบายใจและเข้าใจไปว่า เด็กมันคงลืมๆไปเองถ้าไม่ได้เจอกับใครนานๆ แต่วันนี้ เมื่อครู่นี้เองที่หญิงกลางคนถึงได้รู้ว่าความผูกพันกันทางสายเลือดมันลึกซึ้งฝังรากเข้าไปถึงในระดับจิตใจเช่นนี้เอง หมออานะอึ้งไปชั่วครู่ ดูรู้ว่าชายหนุ่มเองก็สะท้อนใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เขาก้มตัวลงลูบหัวไข่หวานเบาๆอย่างอ่อนโยนติดต่อกันสองสามครั้ง จากนั้นจึงค่อยๆแกะมือเล็กๆของแกออกจากคอของเขาอย่างแผ่วเบาเหมือนกลัวว่าจะตื่น ชายหนุ่มจับตัวเด็กหญิง จัดท่านอนให้อยู่ในท่าสบายแล้วห่มผ้าให้เรียบร้อย แล้วมือใหญ่ๆของเขาก็ปัดผมที่รุ่ยร่ายระอยู่ข้างแก้มให้ร่างน้อยที่นอนหลับอยู่อย่างเบามือ หลังจากนั้นจึงเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ
อีกสามสี่วันต่อมา ที่บ้านของวารีมีแขกมาจากต่างจังหวัดมาพักอยู่ด้วยคนหนึ่ง สุดาเป็นเพื่อนสนิทกับวารีมาตั้งแต่สมัยที่ทั้งคู่ยังผูกผมเปีย วิ่งเล่นกันอยู่ในโรงเรียนประจำ วารีได้ชวนผ่องนวลมากินข้าวเย็นที่บ้านด้วย เพื่อแนะนำให้รู้จักกับสุดา ในฐานะที่ทั้งสามคนจบมาจากโรงเรียนเดียวกัน เพียงแต่คนละรุ่น บรรยากาศที่โต๊ะอาหารเย็นวันนี้จึงครึกครื้นเหมือนมี งานคืนสู่เหย้า เล็กๆ หลังจากอิ่มข้าวแล้ว ทั้งสามคนยังนั่งคุยกันต่ออย่างเพลิดเพลินในเรื่องเก่าๆเมื่อสมัยเป็นนักเรียน คุยกันเพลินไปจนเห็นไข่หวานนั่งหาว ทำตาปรืออย่างง่วงจัดอยู่หน้าทีวี ผ่องนวลจึงได้เหลือบตาไปดูเวลาที่นาฬิกาบนผนังห้อง อุ๊ย ! ไม่น่าเชื่อเลย จะสี่ทุ่มแล้ว มิน่าล่ะ ยายไข่หวานถึงได้ตาปรือขนาดนี้ นวลคงต้องขอตัวกลับก่อนล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะสำหรับอาหารเย็น ผ่องนวลพูดกับวารี แล้วหันไปพูดกับสุดาว่า ดีใจจริงๆนะคะที่ได้รู้จักกับพี่ดา แหม ยังคุยกันสนุกอยู่เลย นวลยังเล่าไม่จบเลยว่า แล้วซิสเตอร์จับได้หรือเปล่าว่า นวลเป็นหัวโจกน่ะ สุดาพูดอย่างรู้สึกเสียดายจริงๆ อยากฟังเรื่องต่อจนจบ จริงด้วย พี่ก็อยากรู้ วารีพูดขึ้นอีกคนด้วยน้ำเสียงที่ยังสนุกไม่หาย จับได้ค่ะ ผ่องนวลตอบยิ้มๆ เหลือบตาดูว่าหลานสาวฟังอยู่หรือเปล่า ไม่อยากให้เด็กหญิงได้ยิน จับได้สิคะ ถูกทำโทษกันยกแก๊งเลยค่ะ นวลในฐานะหัวโจกโดนมากที่สุด เพื่อนรุ่นน้องตอบเสียงเบาเป็นกระซิบ กะให้พอได้ยินกันเฉพาะในกลุ่ม เหรอ จับได้ยังไง วารีซักต่อ เสียงยังสนุกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง โอ๊ย ! เรื่องมันยาวค่ะ ผ่องนวลหัวเราะ เล่ากันทั้งคืนก็ไม่จบ อ้าวไข่หวาน ! อย่าเพิ่งหลับนะลูก กลับไปนอนบ้านเรา ย่าอุ้มเรากลับไปไม่ไหวนะ ย่ารีบฉุดข้อมือหลานสาวให้ลุกขึ้นจากโซฟาที่แกเพิ่งล้มตัวลงไปนอน ให้หลานนอนไปก่อนก็ได้นี่นา เดี๋ยวค่อยให้เล็กอุ้มไปส่งให้ที่บ้าน เจ้าของบ้านรั้งแขกเอาไว้ ยังอยากจะฟังเรื่องต่อให้จบ อย่าเลยค่ะ ไม่อยากรบกวนคุณหมออีก เกรงใจแกน่ะค่ะ อาทิตย์โน้นก็รบกวนแกไปทีหนึ่งแล้ว งั้น เอาอย่างนี้สิ พรุ่งนี้กลางวันนวลมาเล่าให้พี่ฟังกันต่อ สุดาเสนอขึ้น จริงด้วย พรุ่งนี้วันอาทิตย์ ย่าหลานพามากินข้าวกลางวันที่นี่เลยนะจ๊ะ อยู่กันหลายๆคนอย่างนี้ทำอะไรอร่อยๆกินกันดีกว่า สนุกดีออก เจ้าของบ้านออกปากเชิญทันที ค่ะๆ ก็ได้ค่ะ ผ่องนวลรีบรับคำเพื่อจะได้รีบกลับ เพราะกลัวว่าไข่หวานจะหลับไปจนทำให้ปลุกลำบากอีก วันรุ่งขึ้น หลังอาหารกลางวันที่บ้านวารี เพื่อนร่วมสถาบันทั้งสามคนได้คุยกันต่ออย่างหนำใจ และเพลินติดลมกันไปจนถึงเย็น วารีได้คะยั้นคะยอให้ผ่องนวลอยู่กินข้าวเย็นต่อที่บ้านอีกมื้อหนึ่ง เพื่อนรุ่นน้องเห็นว่ารุ่นพี่ชวนอย่างจริงใจจึงอยู่ต่อ หมออานะเพิ่งจะกลับมาจากทำงาน เขาเข้าบ้านมาในขณะที่ทุกคนกำลังจะเริ่มลงมือกินข้าวเย็นกัน ชายหนุ่มจึงเข้าร่วมวงด้วย อยู่กันหลายๆคนอย่างนี้ แหม มันน่าตั้งวงนะ วารีเปรยขึ้นขณะกินของหวานหลังอาหารกันอยู่ วงอะไรกันเธอ วงเหล้าหรือวงไพ่ สุดาถามเสียงหัวเราะๆ อย่างตั้งใจกวน ทั้งที่รู้ดีว่าที่เพื่อนพูดหมายถึงอะไร วงไพ่สิจ๊ะ แหม ถามได้ วงเหล้าน่ะมันผิดศีลนะยะ วารีตอบด้วยเสียงทำนองเดียวกันและค้อนเพื่อนไปด้วย แล้ววงไพ่นี่มันไม่ผิดหรือ แหม ทำเป็นพูดดีไป สุดาทำเป็นท้วง ทั้งที่ใจจริงก็นึกอยากเล่นไพ่ขึ้นมาเหมือนกันเมื่อถูกชวน มันก็ไม่ถูกนักหรอก แต่แหม เราก็เล่นกันแค่พอให้ได้คิดเลขเล็กๆน้อยๆ เอาแค่เพลินๆ กันสมองฝ่อแค่นั้นเอง ไม่ได้เล่นกันถึงขั้นขายบ้านขายช่องนี่นา ไม่น่าจะเป็นอะไร จริงไหมนวล วารีรีบขอเสียงสนับสนุนจากบุคคลที่สามทันที ผ่องนวลยิ้มให้ก่อนจะตอบว่า นานๆทีก็น่าสนุกเหมือนกันนะคะ แต่ว่านวลคงต้องขอตัวดีกว่า พูดแล้วทำปากบุ้ยใบ้ไปทางหลานสาว แล้วพูดต่อกับเพื่อนรุ่นพี่ทั้งสองว่า ถ้าร่วมวงด้วย เดี๋ยววันหลังอาจจะต้องอธิบายกันอีกยาวว่า อะไรดี อะไรไม่ดี แค่ไหนถึงจะผิด ไม่ผิด วัยนี้กำลังเรียนรู้ กำลังจำดีนักแหละ ทำอะไรให้เขาเห็นก็ต้องระวังหน่อยค่ะ นวลขอตัวดีกว่า เชิญพี่สองคนเถอะค่ะ ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะที่ร่วมวงด้วยไม่ได้ เสียดายเหมือนกันนะคะเนี่ย ทั้งวารีและสุดาพยักหน้าให้ผ่องนวลอย่างเข้าใจ ทั้งคู่เห็นด้วยกับความคิดของเพื่อนรุ่นน้อง เพียงแต่ลืมนึกไปในตอนแรก ตั้งแต่ต้องดูแลหลานสาวทำให้หญิงกลางคนระวังตัวมากขึ้น จะทำอะไรก็คิดรอบคอบขึ้นมากกว่าเดิม แต่ผู้ใหญ่บางคนเลี้ยงเด็กไม่ระวังเหมือนผ่องนวล บางครั้งจึงทำอะไรไปโดยไม่ทันได้คิดว่าเด็กจะเห็น จะจำ แล้วถือเอาเป็นแบบอย่างผิดๆเพราะขาดความเข้าใจที่แท้จริง แหม เล่นกันแค่สองคนมันก็ไม่สนุกสิ เธอว่าไหมดา ต้องสักสามมันถึงจะดี วารียังบ่นเสียดายไม่หาย เล็กแน่ะ มาร่วมวงกันแม่กับน้าดาไหมลูก เมื่อหาใครไม่ได้ แม่ก็หันไปชวนลูกชาย หมออานะนั่งฟังบ้างไม่ฟังบ้างอยู่ที่โต๊ะ เขามัวแต่กินของหวานพลางคิดเรื่องของตัวเองไปด้วย ไม่ได้สนใจฟังการสนทนาของแม่กับเพื่อนๆ ฮะ ! แม่ว่าอะไรนะครับเมื่อกี้ ขอโทษที ผมไม่ทันได้ฟัง แม่กับน้าๆอยากเล่นไพ่ เสียงวารีบอกให้ลูกชายรู้ว่าอยากเล่นจริงๆ แต่น้านวลเขาเล่นด้วยไม่ได้ ติดที่นี่ ปรายตามองไปที่เด็กหญิงข้างบ้านด้วยในขณะพูด ไม่อยากให้เขาเห็น มันไม่ดี หมอหนุ่มเข้าใจแล้วว่าแม่อยากเล่นไพ่แต่ขาดขา และกำลังชวนเขาร่วมวงด้วย แต่การร่วมวงเล่นไพ่กับคนแก่ตาละบาทสองบาท ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงได้นั่งหาวไปเล่นไปทั้งคืนแน่ๆ มันก็คงจะไม่ผิดอะไรกับเวลาที่เขาต้องไปเดินช็อปปิ้งเป็นเพื่อนหมอพิมพ์จันทร์ ที่แต่ละครั้งกินเวลายาวนานและน่าเบื่อหน่ายมาก จนเขาเคยนึกเล่นๆว่า อยากจะให้รัฐบาลกำหนดเวลาเปิดทำการของห้างให้เหลือแค่วันละสองชั่วโมงก็พอ หากห้างใดเปิดให้คนเดินซื้อของกันเกินกว่าสองชั่วโมงจะถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ! หมออานะนึกอยากจะปฏิเสธ แต่พอเห็นหน้าแม่บอกว่าอยากเล่นไพ่มากจริงๆ เขาก็ใจอ่อนสงสารแม่ ผมว่าเอาอย่างนี้ดีไหมครับ ให้น้านวลร่วมวงกับแม่กับน้าดา ผมจะดูไข่หวานให้เอง ชายหนุ่มเสนอขึ้น โดยที่ไม่แน่ใจนักว่า นี่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองแล้ว แต่เขาก็มองไม่เห็นทางเลือกอื่นที่ดีไปกว่านี้ ดีเลยลูก วารีรีบเห็นดีด้วยกับลูกชายทันที แม่ก็คิดแล้วว่า เล็กต้องไม่สนุกหรอก น้านวลเองก็คงอยากจะเล่นด้วยเหมือนกัน ถ้ามีคนช่วยดูไข่หวานให้น้าเขาก็ไม่ขัดหรอก ดีเลย จะได้ครบขา รีบสรุปเสียงดีอกดีใจเหมือนเด็กๆที่จะได้เป็นไปตามแผน วงไพ่เริ่มขึ้นทันทีเมื่อช่วยกันเก็บโต๊ะอาหารเสร็จ หมออานะจูงมือไข่หวานพาแยกออกไปที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งอยู่ห่างจากวงไพ่ออกมาพอสมควร ชายหนุ่มกำลังคิดว่าจะหาอะไรให้เด็กหญิงเพื่อนบ้านทำดี แต่เสียงเล็กๆของแกก็ดังขึ้นมาก่อนว่า ไข่หวานอยากดูการ์ตูนจังเลยค่ะ แกแหงนหน้าขึ้นพูดกับเขา หมออานะนึกชมว่าเด็กคนนี้พูดเพราะ เวลาจะพูดขอให้ใครทำอะไรให้ น้ำเสียงและกริยาท่าทางของแกจะออดอ้อนซึ่งเป็นไปโดยธรรมชาติ จนคนที่ถูกขอร้องใจละลายเอาเลยทีเดียว การ์ตูนเหรอ การ์ตูนๆ เดี๋ยวนะ หมอดูก่อนนะ ช่องไหนหว่า หมออานะทำท่าคิด พลางบ่นงึมงำกับตัวเอง นอกจากช่องที่ตัวเองดูอยู่เป็นประจำแล้ว เขาก็ไม่เคยสนใจช่องอื่นเลย ชายหนุ่มกดรีโมทเปลี่ยนช่องเคเบิลทีวีไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบช่องที่มีการ์ตูน อ้า .เจอแล้ว ดูช่องนี้นะไข่หวาน ดีไหมจ๊ะ ไข่หวานยิ้มและพยักหน้าแรงๆสองสามครั้ง ทำตาโตแสดงอาการดีใจที่บังเอิญเจอการ์ตูนเรื่องโปรดเข้า การ์ตูนเรื่องนี้แกดูซ้ำมาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่เจ็ดแล้ว แต่เด็กหญิงก็ยังอยากดูอีก หมออานะเองก็ดูท่าจะดีใจ แต่คนละสาเหตุกับไข่หวาน เจ้าของบ้านปล่อยให้เด็กน้อยนั่งดูการ์ตูนไปคนเดียว ส่วนตัวเขาเองเดินขึ้นไปข้างบนแล้วกลับลงมาใหม่อีกครั้งพร้อมกับถือหนังสือเล่มใหญ่ติดมือลงมาด้วย ชายหนุ่มแยกออกมานั่งอ่านหนังสืออยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง เขาละสายตาจากหนังสือมาดูเด็กหญิงบ้างเป็นครั้งคราวเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะใสๆของแก ที่เห็นแล้วพลอยทำให้เขายิ้มตามไปด้วย หมอหนุ่มนึกชมไข่หวานในใจว่า ความจริงแกก็เป็นเด็กเลี้ยงง่าย น่ารัก ไม่วุ่นวายเลย เพียงแต่ต้องหาสิ่งที่สนใจให้ทำก็เท่านั้นเอง การที่ตกอยู่ในภาวะจำยอมต้องช่วยดูแลไข่หวานหลายครั้ง และการได้อยู่กับเด็ก ต้องคอยตอบคำถามใสๆของแก ทำให้หมออานะกลายเป็นคนใจเย็นขึ้นโดยไม่รู้ตัว บางครั้งก็หัวเราะได้ง่ายๆกับคำถามไร้เดียงสาที่คิดไม่ถึงของเด็กน้อย ซึ่งบางครั้งก็หาคำตอบให้ได้ยาก หลายครั้งที่หมออานะเครียดกับงานที่โรงพยาบาลมาทั้งวัน ก็จะมีโอกาสยิ้มได้เป็นครั้งแรกของวัน เมื่อมาเจอกับคำถามแปลกๆของไข่หวานเข้า ชายหนุ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมแม่ถึงได้ติดเด็กคนนี้ แต่ก็มีเหมือนกันที่บางครั้งคำถามของแกอาจจะทำให้เขายุ่งยากได้ .อย่างวันนี้ วันศุกร์ผ่องนวลต้องไปสอนหนังสือตามปกติ ไข่หวานมาอยู่กับคุณยายวารีตั้งแต่เย็นแล้ว และตอนนี้คุณยายกำลังคุยโทรศัพท์เพลินอยู่ในห้องนั่งเล่น เด็กหญิงช่างพูดรู้สึกเหงา เพราะไม่มีคนให้คุยด้วย แกเดินเตร็ดเตร่เรื่อยเปื่อยมาจนถึงชั้นบนของตัวบ้าน ผ่านมาทางห้องของหมออานะที่เปิดประตูห้องทิ้งไว้กว้าง และเจ้าของห้องก็อยู่ในนั้นด้วย หมอหนุ่มกำลังง่วนอยู่กับรื้อค้นหนังสือที่กองเป็นตั้งสูงอยู่บนโต๊ะ ไข่หวานเดินเลยเข้าไปหาเขาอย่างคุ้นเคย และเมื่อเขาหันมา เด็กหญิงก็แหงนหน้าขึ้นยิ้มให้ทันที ทำท่าทางประจบเหมือนจะบอกว่า ขออยู่ด้วยคนนะคะ หมออานะยิ้มตอบอย่างใจดี และลูบหัวแกเป็นเชิงบอกอนุญาตให้อยู่ด้วยได้ เขารู้ว่าเด็กน้อยคงเหงา แต่ก็ได้สำทับว่า อย่าซนล่ะ แล้วก็หันไปก้มหน้าก้มตาค้นหนังสือกองใหญ่ต่อไป ปล่อยให้แกเดินเล่นสำรวจไปรอบห้องตามสบาย ไข่หวานเห็นเสื้อกาวน์ที่หมออานะนำกลับมาซักที่บ้านพาดอยู่ที่พนักเก้าอี้ แกเตร่เข้าไปจับดูอย่างสนใจ แล้วก็ได้เจอสิ่งที่เรียกความสนในของแกมากขึ้นไปอีก ช่วงนี้เด็กหญิงกำลังเรียนตัวสะกด แกจึงพยายามจะหัดอ่านทุกอย่างที่เห็น พอเห็นเสื้อกาวน์ของหมออานะปักคำย่อที่อกเสื้อว่านายแพทย์ พร้อมชื่อนามสกุล แกก็พยายามจะสะกด จะอ่านให้ได้ แล้วคำถามก็เกิดขึ้นตามมาทันที ทำไมเสื้อคุณหมอมีตัวนอหนูจุด แล้วก็ตัวพอพานจุด แล้วก็ ออ อา อา นอ อะ..นะ อานะ ไข่หวานพยายามสะกด และทำท่าดีใจตาโตเมื่อสะกดชื่อหมออานะได้แล้ว แต่ยังมองหน้าเขาด้วยนัยน์ตาแป๋ว เพราะเขายังไม่ได้ตอบไขข้อข้องใจของแกเรื่องนอหนูจุดพอพานจุดที่ถามไป หมอหนุ่มละมือจากกองหนังสือ หันหน้ามาอธิบายให้เด็กหญิงฟังว่า อานะเป็นชื่อหมอ หมอชื่ออานะ ส่วนนอหนูจุดพอพานจุดเป็นตัวย่อ มันย่อมาจากนายแพทย์ หมอเป็นนายแพทย์ นายแพทย์ก็แปลว่าคุณหมอ มันเหมือนกัน จะเข้าใจมั้ยเนี่ย ประโยคท้ายชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับมีรอยยิ้มกึ่งขำกึ่งรำคาญผุดขึ้นมาบนใบหน้า เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กหญิงข้างบ้านขมวดคิ้ว หมอหนุ่มคิดว่าคงจะต้องเสียเวลาอีกแน่แล้ว ไข่หวานคงไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ ถ้าแกยังไม่ได้คำตอบที่พอใจ แต่ของไข่หวานมีไม่เห็นเหมือนของคุณหมอเลยค่ะ เด็กหญิงก้มหน้าลงมองที่หน้าอกเสื้อนักเรียนของตัวเอง แล้วพูดออกมาดังๆว่า เสื้อไข่หวานมี..ดอ เด็ก จุด.. ยอหญิงจุด แล้วก็ ทอ อี ปอ ทีบ นอ อี นี แต่ย่านวลบอกว่า ต้องอ่านว่า ทีบ-ปะ-นี ไม่ใช่ ทีบ-นี อยู่โรงเรียนไข่หวานชื่อทีปนีนะคะ คุณครูยังชมว่าไข่หวานชื่อเพราะม้ากมากเลยค่ะ คุณหมอว่าชื่อไข่หวานเพราะมั้ยคะ เสียงที่เล่าแสดงความภาคภูมิใจเต็มที่ แล้วหน้าเล็กๆก็แหงนขึ้นมองหน้าคนที่แกพูดด้วยขณะรอฟังคำตอบ เพราะจ้ะ ชื่อทีปนีของไข่หวานเพราะมากๆเลยค่ะ หมออานะรีบตอบพร้อมกับยิ้มให้ เขาหายใจอย่างโล่งอกที่แกไม่ติดใจกับคำว่านายแพทย์ ให้ต้องเสียเวลาอธิบายอีกต่อไปยืดยาว เอ่อ ไข่หวานช่วยหมอหน่อยได้มั้ยคะ ไข่หวานช่วยลงไปดูให้หมอหน่อยสิว่า คุณยายวารีกำลังทำกับข้าวอะไรอยู่ในครัว ตอนนี้คุณยายคงกำลังทำกับข้าวอร่อยๆให้ไข่หวานกินอยู่นะหมอว่า ไข่หวานลงไปดูหน่อยนะคะ แล้วไข่หวานค่อยมาบอกหมอ ไปดูแล้วจำมาบอกให้ได้หมดทุกอย่างเลยนะคะ ถ้าไข่หวานจำไม่ได้หมดก็ไม่เก่งนะ ไข่หวานแพ้ไปเลยนะ หมออานะกำลังอยากอ่านหนังสือที่เขาเพิ่งค้นเจอ จึงคิดอุบายหาทางกำจัดเด็กหญิงให้พ้นออกไปจากห้อง ชายหนุ่มคิดว่าอย่างน้อยเขาก็คงจะเบาหู มีสมาธิอ่านหนังสือไปได้สักสิบยี่สิบนาที หรือถ้าโชคดี .ไข่หวานเกิดติดใจการทำกับข้าวของคุณยายวารีขึ้นมา แกอาจจะขลุกอยู่ในครัวเพลินจนไม่กลับมากวนเขาอีกเลยก็ได้ หมอหนุ่มกำลังคิดเข้าข้างตัวเองอย่างคนมองโลกในแง่ดี เด็กหลงกลผู้ใหญ่ยอมลงไปข้างล่างแล้ว หมอหนุ่มยิ้มให้กับตัวเองอย่างโล่งอก เขาหยิบวารสารทางการแพทย์ที่มีรายงานผลการวิจัยใหม่อยู่เรื่องหนึ่ง ที่เขากำลังสนใจอยากรู้อยู่ขึ้นมานั่งอ่านในทันที แต่ว่าหมออานะก็มีความสุขอยู่กับความสงบได้ไม่ถึงสิบนาที เสียงฝีเท้าที่กำลังขึ้นบันไดมา ก็ทำให้ความสงบของเขาถูกขับไล่แตกกระเจิงหนีหายไปในทันใด เสียงวิ่งขึ้นบันไดมาแบบนี้มีอยู่คนเดียว .. ประตูห้องนอนที่เปิดไว้แง้มๆถูกผลักเข้ามา พร้อมกันนั้นร่างเล็กๆของคนผลักก็ถลันตามเข้ามายืนจนชิดถึงตัวเจ้าของห้อง แล้วรายงานทันทีด้วยเสียงดังฟังชัด และทำท่าตื่นเต้นตาโตเท่าไข่ห่านไปด้วยในขณะพูด คุณยายวารีบอกว่า วันนี้คุณยายวารีเบื่อทำกับข้าวมากๆ เย็นนี้จะไม่ทำกับข้าว ขอหยุดหนึ่งวัน คุณยายวารีให้ไข่หวานเลือกว่าไข่หวานอยากจะทานอะไร คุณยายจะโทรศัพท์ไปสั่งให้ ไข่หวานอยากทานพิซซ่า คุณยายวารีโทรศัพท์ไปสั่งพิซซ่าให้ไข่หวานแล้วด้วยค่ะ คุณยายวารีสั่งถาดใหญ่ที่สุดเลยนะคะ นอกจากน้ำเสียงตื่นเต้น และทำท่าตาโตที่บอกให้รู้ว่า ถาดใหญ่ จริงๆแล้ว เด็กหญิงยังทำท่าประกอบคำพูดไปด้วย โดยการกางแขนป้อมๆออกและงอโอบเข้ามาเป็นวงกลม คุณยายวารีบอกว่าจะได้ทานอิ่มๆกันหมดทุกคนเลย ไข่หวานอยากจะทานเท่าไหร่ก็ได้ คุณยายไม่ว่า คุณยายวารีบอกว่านานๆกินทีก็ดีเหมือนกัน เด็กน้อยแทบจะจดจำคำพูดของคุณยายเจ้าของบ้านมาถ่ายทอดได้หมดทุกคำ ทำเอาคนฟังรู้สึกทึ่งจัด และรู้สึกเหนื่อยแทนคนพูด ที่พูดแบบไม่ต้องหายใจหายคอกัน คุณหมอชอบทานพิซซ่ามั้ยคะ ตั้งคำถาม แต่เป็นการถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ เพราะแกไม่รอฟังคำตอบจากหมออานะ ว่าเขาจะชอบพิซซ่าหรือไม่ เด็กหญิงก็รีบพูดต่อไปว่า ไข่หวานชอบพิซซ่ามากที่สุดในโลกเลยค่ะ เสียงพูดเน้นหนักคำว่า ชอบ ให้คนฟังรับรู้ว่าแกชอบพิซซ่ามากจริงๆ แต่ย่านวลไม่ให้ไข่หวานกินบ่อยๆ ย่านวลบอกว่า กินข้าว กินผัก กินปลา กินผลไม้ดีกว่า แต่ไข่หวานว่ามันไม่เห็นอร่อยเลย สู้พิซซ่าก็ไม่ได้ . ไข่หวานเหมือนเครื่องที่ติดแล้วและร้อนกำลังได้ที่ พอจบจากเรื่องพิซซ่า แกก็ยังคงมีเรื่องให้พูดต่อไปได้เรื่อยๆ แบบ นัน สต๊อป หรือ ฝอยจนลิงหลับ ถ้าจะพูดเปรียบเทียบกันแบบไทยๆ แต่หมออานะไม่ใช่ลิง เขาจึงไม่หลับ แต่ก็เริ่มจะเกาหัวทำท่าคล้ายลิงเข้าไปทุกทีแล้ว ! หมออานะปล่อยให้ไข่หวานพูดจ๋อยๆไปคนเดียว ไม่ตอบ ไม่ถาม แต่เขาก็ไม่มีสมาธิจะอ่านหนังสือต่อไปได้ หมอหนุ่มวางหนังสือที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะ แล้วเดินทำท่าเหมือนคนอยากตาย ตรงไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ภายในห้องนอน เมื่อล้างหน้าล้างตาเสร็จและไม่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กช่างพูดแล้ว หมออานะคิดว่าไข่หวานคงเหนื่อยจนหยุดพูดไปเอง เขาจึงเดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วหมออานะก็ต้องแปลกใจ ที่นอกจากจะไม่ได้ยินเสียงของไข่หวานแล้ว ยังไม่เห็นตัวอีกต่างหาก แต่ก็เอะใจที่เห็นกองอะไรขยุกขยิกอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียง ชายหนุ่มเดินไปเปิดผ้าห่มออก ..ไข่หวานนั่นเอง กำลังขดตัวคลุมโปงอยู่ในกองผ้าห่ม ไข่หวานเป็นอะไรไป เสียงถามอย่างแปลกใจ ท่าทางของเด็กหญิงที่มุดตัวอยู่ใต้กองผ้าห่ม ดูเหมือนว่าแกกำลังตื่นตกใจกลัวอะไรอยู่สักอย่าง ไม่ใช่มุดเข้าไปนอนเพราะง่วงอย่างแน่นอน ไข่หวานกลัว เสียงตอบกลับแสดงความหวาดกลัว และเสียงในตอนท้ายก็เบาจนคนถามฟังแทบไม่ได้ยินว่าคนพูดกำลังกลัวอะไรอยู่ กลัวอะไรนะ ไข่หวานกลัวอะไร ไหน บอกหมอใหม่อีกทีสิ .กลัวผี ไข่หวานกลัวผี คราวนี้ค่อยตอบดังขึ้นมาหน่อย เมื่อหมออานะลงมานั่งอยู่ข้างๆตัวด้วย ผีที่ไหนกัน หมอไม่เห็นเลย ไหน ไข่หวานเห็นผีที่ไหน หมออานะกำลังจะหลุดปากออกแล้วไปว่า ผีไม่มีในโลก เหมือนที่เคยได้ยินที่เขาพูดๆกันมาเวลาสอนเด็ก แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า อะไรที่เรามองไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี มันอาจจะมีแต่เราไม่เห็นเองก็ได้ หรือเราอาจจะเห็นในสิ่งที่มันไม่มีก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน เพราะฉะนั้น การที่จะสอนเด็กให้ด่วนสรุปเอาว่าไอ้นั่นมี ไอ้นี่ไม่มี โดยเพียงแต่ตัดสินเอาจากการที่แค่มองเห็น หรือมองไม่เห็นเท่านั้น จึงยังไม่ถูกต้องนักในความคิดส่วนตัวของเขา ผีอยู่ตรงโน้น เด็กหญิงชี้มือไปที่โต๊ะหนังสือตัวใหญ่อย่างหวาดๆ แล้วก็รีบหดมือกลับเข้ามาในโปงผ้าห่มทันที เหมือนกลัวว่าผีจะมาฉุดมือเอาตัวไป หมออานะลุกขึ้นเดินตรงไปที่โต๊ะหนังสือของเขา แล้วชายหนุ่มก็หัวเราะออกมาก๊ากใหญ่อย่างกลั้นไว้ไม่อยู่จริงๆ เมื่อเห็นสิ่งที่เด็กหญิงกำลังหวาดกลัวอยู่ วารสารทางการแพทย์เล่มใหญ่ที่เขาอ่านค้างอยู่แล้ววางทิ้งไว้บนโต๊ะ ในหน้าที่เปิดทิ้งค้างไว้ มีรูปถ่ายขนาดใหญ่ของโครงกระดูกมนุษย์เต็มตัวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เขาคิดว่าไข่หวานคงจะมาเล่นซนที่โต๊ะแล้วเห็นรูปนี้เข้าอย่างแน่นอน และนี่ก็คือผีที่แกกำลังหวาดกลัวอยู่ ที่หมอหนุ่มขำเด็กข้างบ้าน เพราะเขาลืมไปชั่วขณะว่า ไข่หวานเป็นเพียงแค่เด็กหญิงอายุไม่กี่ขวบเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะและมีอาชีพเป็นแพทย์อย่างเขา ที่เห็นโครงกระดูกเป็นของธรรมดาสามัญ อย่าว่าแต่เด็กหกเจ็ดขวบอย่างไข่หวานเลย ต่อให้ผู้ใหญ่บางคนก็เถอะ ที่ไม่ใช่คนที่อยู่ในสายงานทางการแพทย์และเป็นคนขวัญอ่อน ถ้ามาเห็นรูปนี้เข้ายังอาจกลัวได้เลย เมื่อมีสติคิดได้ดังนี้แล้ว หมออานะก็เลิกขำไข่หวานทันที แต่กลับรู้สึกผิดที่หัวเราะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจก็ตามที หมอหนุ่มจึงเกิดสงสารเด็กน้อยขึ้นมาแทน เขาเดินเข้าไปใกล้โปงผ้าห่ม จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงข้างๆกองขยุกขยิก แล้วค่อยๆเปิดโปงผ้าห่มออก และพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดที่ไข่หวานเคยได้ยินตั้งแต่คบกันมา ไข่หวาน ไข่หวานออกมาก่อนนะคะ หมอจะเล่าอะไรให้ฟัง อันนั้นที่ไข่หวานเห็นไม่ใช่ผีหรอกค่ะ นั่นไม่ใช่ผีจริงๆ เขาเรียกว่าโครงกระดูก ในตัวไข่หวานเองก็มีโครงกระดูกแบบนี้เหมือนกัน ไข่หวานไม่ต้องกลัวนะคะ ออกมาก่อนเร็ว หมอไม่โกหกไข่หวานหรอกค่ะ เมื่อได้ยินผู้ใหญ่พูดว่า ไม่โกหก และ ไข่หวานก็มี ชักทำให้เด็กหญิงเกิดความสนใจ แกจึงตัดสินใจค่อยๆโผล่หน้าออกมาจากกองผ้าห่ม หมอหนุ่มอุ้มเด็กหญิงเพื่อนบ้านเดินไปที่โต๊ะ เขาทรุดตัวลงนั่งและวางเด็กน้อยที่ยังแสดงสีหน้าหวาดๆลงบนตัก แล้วตัวเขาเองก็เริ่มมีสีหน้าฉายแววยุ่งยากใจ ขณะที่กำลังคิดว่า เวรแล้วกู ! จะอธิบายกายวิภาคให้เด็กตัวเท่านี้ฟังยังไงดีวะ แต่แล้วหมออานะก็คิดได้ในบัดดลนั้นเอง ตั้งแต่คบหากับไข่หวานมาได้สักระยะหนึ่ง ทักษะในการคิดแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของเขาก็ได้พัฒนาขึ้นมาเองอย่างรวดเร็ว หมอหนุ่มเอามือกดลงไปที่บริเวณซี่โครงของเด็กหญิงเบาๆ นี่ไง ไข่หวานก็มี เขาเรียกว่ากระดูกซี่โครง มันอยู่ในนี้ ในท้องนี่ แต่ไข่หวานไม่เห็นมันเองต่างหากล่ะ เพราะว่ามันมีเนื้อปิดอยู่ นี่ไง...ไม่เชื่อไข่หวานลองจับดูก็ได้ พูดพลางจับมือเล็กป้อมมาวางลงที่ชายโครงของแกเอง หมอก็มี นี่ไง ชายหนุ่มจับมืออีกข้างของเด็กหญิง เอามาวางลงที่บริเวณซี่โครงของเขาบ้าง เห็นมั้ย หมอก็มีเหมือนกับไข่หวานเปี๊ยบเลย ไข่หวานทำตาโตอย่างมหัศจรรย์ใจ ขณะที่ได้สัมผัสกับกระดูกซี่โครงแข็งๆของตนเอง และของหมออานะ แล้วคำถามก็เกิดขึ้นตามมาอีก แล้วพ่อไข่หวานมีแข็งๆแบบนี้มั้ยคะ คำว่ากระดูกซี่โครงคงจะยากเกินไปสำหรับแก ตอนนี้เด็กน้อยกล้าพอที่จะมองดูรูปโครงกระดูกในหนังสือของหมออานะแล้ว แต่ยังดูอย่างไม่ค่อยจะเต็มตานัก มีสิจ๊ะ พ่อไข่หวานก็มีกระดูกซี่โครงเหมือนไข่หวานกับหมอเลย แล้วแม่มีมั้ยคะ มีค่ะ แม่ไข่หวานก็มีเหมือนกัน แล้วย่านวลมีมั้ยคะ น้ำเสียงที่ถามค่อยๆดีขึ้น พอๆกับสีหน้าที่คลายความหวาดกลัวลงกว่าเมื่อครู่ มีจ้ะ ย่านวลก็มีเหมือนกัน แล้วคุณยายวารีมีมั้ยคะ มีจ้ะ คำตอบเริ่มสั้น และเสียงตอบเริ่มเนือยลง แล้วพี่เมมีมั้ยคะ มีค่ะ มีทุกๆคนหมดโลกนี้เลย หมออานะเริ่มคุยกับเด็กบ่อยจนชักจะติดสำนวนแบบเด็กๆเข้าให้แล้ว ทุกๆคนในโลกนี้ มีโครงกระดูกแบบนี้อยู่ในตัวหมดทุกคนเลย เขารีบอธิบายสรุปรวบยอด ก่อนที่จะต้องตอบคำถามกันไปทั้งคืนว่ายังมีใครในโลกนี้ที่มีซี่โครงอีกบ้าง ไข่หวาน ! เล็ก ! พิซซ่ามาแล้วจ้ะ รีบลงมาทานกันเถอะลูก วารีมายืนเรียกคนทั้งสองอยู่ที่เชิงบันได เสียงแม่ที่มาเรียกให้ลงไปกินพิซซ่า เหมือนเสียงระฆังหมดยกที่มาช่วยชีวิตหมออานะเอาไว้โดยแท้ ครับแม่ ! ขอบคุณมากครับ ลงไปเดี๋ยวนี้เลยครับ ลูกชายตอบแม่ แล้วรีบอุ้มเด็กหญิงเจ้าปัญหาเดินลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว วารียืนทำหน้างงๆอยู่เชิงบันได แม่ไม่เข้าใจว่า ทำไมลูกชายถึงได้แสดงอาการดีอกดีใจถึงขนาดนี้ที่จะได้กินพิซซ่า ! |