• วินนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : angsubhorn@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-20
  • จำนวนเรื่อง : 39
  • จำนวนผู้ชม : 10621
  • จำนวนผู้โหวต : 379
  • ส่ง msg :
เข้ารอบตัดสินนายอินอะวอร์ด ปี 2550 นิยายลงติดต่อกันทุกวันจนจบ ( ลงตอนแรก 21/12/50 )
นวนิยายอ่านเล่นไม่มีพิษภัย
Permalink : http://www.oknation.net/blog/winna
วันอาทิตย์ ที่ 30 ธันวาคม 2550
นวนินายเรื่องเติมใจในช่องว่างบทที่ 6
Posted by วินนา , ผู้อ่าน : 169 , 18:58:24 น.  
พิมพ์หน้านี้


6

 

                อิทธิกลับมาเยี่ยมบ้านสี่ห้าวัน      หลังจากที่ไม่ได้กลับเมืองไทยมาได้พักใหญ่แล้ว

                “ ไง…เล็ก  เดี๋ยวนี้เป็นนางสาวไทยไปแล้วเหรอ   ได้ข่าวว่ารักเด็ก   กลายเป็นเบบี้ซิทเตอร์เด็กข้างบ้านไปแล้วเหรอวะ ”   อิทธิแซวน้องชาย   

                เขาได้เจอกับไข่หวานแล้วเมื่อเย็นนี้เอง   ขณะที่แกกำลังช่วยย่ารดน้ำต้นไม้อยู่ที่สนาม   และอิทธิกับแม่กำลังนั่งคุยกันอยู่ที่ม้าหินหน้าบ้าน   วารีจึงแนะนำลูกชายคนโตให้รู้จักกับเพื่อนบ้าน      พร้อมกับสอนไข่หวานให้เรียกเขาว่า  ‘ ลุงอิท ’   

                แล้วลุงอิทก็รู้สึกถูกชะตาเอ็นดูเด็กหญิงผมม้าตาโตขึ้นมาทันที    เพราะเขาได้ยินเรื่องของแกจากแม่มาจนเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน   เมื่อมาเจอตัวจริงเข้าจึงเกิดความรู้สึกคุ้นเคยได้อย่างง่ายดาย   และเด็กหญิงก็ไม่มีท่าทีเขินอายกับคนแปลกหน้า   แกสามารถพูดคุยโต้ตอบกับอิทธิได้อย่างฉะฉาน     ปกติชายหนุ่มไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเด็กมากนัก        พอได้คุยกับเด็กหญิงข้างบ้านคนนี้    เขาก็รู้สึกว่ามันเพลินดีเหมือนกัน    ได้เสียงหัวเราะเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารเย็น

                หมออานะยิ้มก่อนทำหน้าเซ็งๆ     ก่อนจะพูดกับพี่ชายว่า 

                “ ภาวะจำยอมน่ะสิไม่ว่า   คืองี้…แม่เราเกิดไปเป็นซี้กับย่าของเด็กเข้า     เลยกลายเป็นว่าต้องคอยเป็นธุระดูแลกันไป   พี่อิทก็รู้ดีนี่ว่าแม่เราเป็นยังไง     นางงามมิตรภาพตัวจริงเลยล่ะ       แล้วยายไข่หวานนี่ก็ช่างเจรจาฉอเลาะ….คุณยายคะ  คุณยายขา ”         ชายหนุ่มทำเสียงเล็กเสียงน้อยเลียนแบบเด็กหญิงเพื่อนบ้าน  “ จนแม่ทั้งรักทั้งหลงไปหมดแล้ว    พี่อิทเองก็ระวังตัวไว้เถอะ    เดี๋ยวเจอ   ลุงอิทคะ   ลุงอิทขา   เข้าสักวันสองวัน   เป็นได้หลงมนต์เสน่ห์ยายไข่ห่านนี่ไปอีกคนหรอก   ”

                พี่ชายหัวเราะแสดงอาการเห็นด้วยกับที่น้องชายพูด        เขาขำที่น้องชายช่างค่อนขอดแม่ทั้งที่ได้รับฟังมาจากที่แม่เล่า    อิทธิก็รู้ว่าน้องชายเองก็เอ็นดูเด็กข้างบ้านคนนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแม่เท่าไหร่หรอก  

                “ แม่คงท่าจะรักเด็กคนนี้มากจริงๆอย่างเล็กว่านะ   พี่มายังไม่ถึงสองวันเลย       แต่ได้รู้จักยายไข่หวานนี่ทุกรายละเอียดเลย      แม่จะพูดถึงเด็กคนนี้บ่อยมาก    เอ่อ…ได้ยินแม่เล่าว่าแกเป็นเด็กบ้านแตก    พ่อไปทางแม่ไปทางไม่ใช่เหรอ      น่าสงสารนะ   เป็นเด็กมีปัญหาหรือเปล่าล่ะ     แต่เมื่อกี้ที่เจอกันก็ดูสดใสดีนะ      พูดเป็นต่อยหอยเชียว       ถามไปคำ      ตอบกลับมาสิบคำ ”

                “ คิดว่าเป็นเด็กสภาพจิตสมบูรณ์ดีนะฮะ   อาจจะดีเกินไปด้วยซ้ำ ”  หมออานะพูดกลั้วหัวเราะ  “  ถึงได้พูดมากซะขนาดนั้น    พูดจ๋อยๆได้ทั้งวัน   ถามโน่นถามนี่ได้หมดทุกเรื่อง   จนผมอยากจะเปลี่ยนชื่อให้แล้ว   ชื่อเด็กหญิง ‘ทำไม’   น่าจะเหมาะกว่าชื่อไข่หวาน   เด็กอะไรก็ไม่รู้   ช่างพูด   ช่างถามจริงๆ   พูดมากจนผมเวียนหัว     เจ้าไม้หลานเราก็อายุพอๆกัน       ไม่เห็นมันจะพูดมากเหมือนยายไข่ห่านนี่เลย ”

                “ เอ้า…ก็ไม้มันเป็นเด็กผู้ชาย    เขาว่า    โดยธรรมชาติ      เด็กผู้หญิงจะช่างพูดกว่าเด็กผู้ชายนี่หว่า   อะไรวะ !   นายเป็นหมอ   จำไม่ได้หรือ   พี่ไม่ได้เป็นหมอ   แต่จำได้ว่าเคยอ่านเจอจากหนังสืออะไรสักอย่างที่เขาอ้างถึงผลการวิจัยเรื่องนี้     นายเป็นหมอน่าจะรู้ดีกว่าพี่สิวะ ”

                “ เอ่อ   จริงสินะพี่อิท   ผมก็ลืมนึกไป   มัวแต่คิดรำคาญว่าเด็กมันพูดมาก  ”  น้องชายยิ้มเขินๆให้พี่ชาย

                “ เด็กผู้หญิงมันพูดน่ารำคาญ   ถ้าสาวๆพูดฉอเลาะ   มันคงน่ารักน่าฟังกว่าเป็นไหนๆใช่ไหมล่ะ    เอ่อ…ว่าแต่ว่า     นี่นายกับยายหมอพิมพ์จันทร์หวานใจของนายไปถึงไหนกันแล้ววะ   พูดแล้วก็นึกขึ้นมาได้    มีอะไรคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว     ช่วยอัพเดทหน่อยเหอะ ”

                “ เลิกกันแล้วครับ ”   เขาตอบพี่ชายทันควัน   พูดหน้าตาเฉยเหมือนกำลังคุยกันถึงดินฟ้าอากาศทั่วๆไป

                “ อ้าวเฮ้ย !     อยู่ดีๆทำไมมาเลิกกันซะล่ะ     ล้อเล่นหรือเปล่าวะ ”

                “ ไม่ได้ล้อเล่น   เลิกกันแล้วจริงๆครับ   เลิกกันเด็ดขาดเมื่อสองสามอาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ”   หมออานะตอบพี่ชายพร้อมกับทำหน้าตาเซ็งๆ     อิทธิมองหน้าน้องชายเหมือนถามว่าเกิดอะไรขึ้น   แต่เขากลับรีบตัดบทตอบว่า     “ เรื่องมันยาว    ไร้สาระด้วย      พี่อิทอย่ารู้เลยดีกว่าครับ ”  

                “ นายเลิกกับเขา   หรือเขาขอเลิกกับนายวะ ”   อิทธิยังซักน้องชายต่อ   โดยไม่สนใจที่เขาพยายามจะตัดบท

                “ ผมก็ตอบไม่ได้       นี่ผมเองก็ยังงงๆอยู่เหมือนกันนะพี่อิท ”

                “ อ้าวเฮ้ย !     อะไรของนายวะ ”   พี่ชายอุทานแล้วหัวเราะ

                “ จริงๆนะครับ   ผมยังงงไม่หายเลย   วันนั้นไปกินข้าวด้วยกัน    ผมก็บอกเขาว่าผมกำลังเดินเรื่องขอทุนไปเรียนต่ออเมริกา      แล้วโอกาสที่จะได้ทุนก็เป็นไปได้สูง    แค่นั้นแหละ  เขาก็งอน   ต่อว่าต่อขานผมขึ้นมาทันทีเลยว่า   อยู่ๆทำไมคิดขอทุนไปเมืองนอก    ทำไมไม่ปรึกษาเขาก่อน   จะทำอะไรทำไมไม่ถามกันก่อน     แล้วถ้าเขาไม่ให้ผมไปล่ะ…ผมจะว่ายังไง      โอ้โห ! …มาเป็นชุดจนผมรับไม่ทันเลย ”

                ว่าจะไม่เล่าแล้ว     แต่พอถูกพี่ชายซักเข้า      หมออานะก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาให้ฟังเป็นการระบายอารมณ์   สองคนพี่น้องแม้ว่าอายุจะห่างกันถึงแปดปี     และไม่ค่อยจะได้อยู่ด้วยกัน   แต่ก็สนิทกันดี      อิทธิจึงได้รู้เรื่องที่น้องชายควงกับหมอพิมพ์จันทร์มาตั้งแต่ต้นและโดยตลอด

                ได้ฟังที่น้องชายเล่าแล้ว    พี่ชายก็ได้แต่หัวเราะหึๆ    คิดในใจว่าหมอพิมพ์จันทร์นี่ท่าทางจะไม่เบาเลย     คงจะพอๆกับน้องชายของเขาที่ท่าทางก็ไม่แคร์เหมือนกัน     อย่างนี้จะไปกันรอดได้อย่างไร

                “ แล้วนายตอบเขาว่าไงวะ ”  อิทธิซักน้องชายต่อ     เขาพยายามจะทำใจให้เป็นกลางในขณะที่ฟังน้องชายเล่า

                “ ผมก็ตอบเขาว่า     เขาน่าจะดีใจกับผมมากกว่านะ   ถ้าผมได้ทุน   แต่เขากลับตีโพยตีพายหาว่า    ผมกำลังหาเรื่องจะตีจากเขา   ตีความเข้าไปโน่นเลยครับ ”   หมอหนุ่มทำหน้าเซ็งจัดพอๆกับน้ำเสียงเมื่อเล่ามาถึงตรงนี้      แล้วพูดต่อว่า   “  เขาว่า   ถ้างั้นก็เลิกกันเลยดีกว่า   ถ้าผมอยากจะเลิกกับเขาน่าจะบอกกันตรงๆก็ได้   ไม่เห็นจะต้องทำอย่างนี้   เอะอะโวยวายไปกันใหญ่เลย   ข้าวปลาอาหารที่สั่งมาก็ไม่ต้องได้กินกัน  ”     เสียงและหน้าเซ็งจัดยิ่งขึ้นไปกว่าเมื่อครู่  

                “ นายก็เลยเลิกกับเขา ?  ”    พี่ชายเดาไปล่วงหน้า

                “ มันก็ไม่เชิงหรอกครับพี่อิท    เพียงแต่ว่า    วันนั้นเราก็จากกันโดยที่ต่างคนต่างก็อารมณ์ไม่ดีด้วยกันทั้งคู่  พอรุ่งขึ้นผมโทรไปหาเขา  กะว่าจะปรับความเข้าใจกัน  พูดกันตอนอารมณ์ดีๆน่าจะดีกว่าเมื่อวาน   แต่เขาไม่พูดกับผม   โทรไปอีกกี่ทีๆก็ไม่ยอมพูดด้วย   จนผมเลิกโทรแล้วครับ  ความอดทนของผมมีขีดจำกัดเหมือนกันนะครับ     คนเรา…ลองถ้าไม่พูดกันอย่างนี้แล้วมันจะตกลงกันได้ยังไงกันล่ะครับ    จริงไหมพี่อิท ”

                อิทธิไม่ตอบ     แต่กลับถามน้องชายต่อไปว่า

                “ ก็เลยเหมือนเลิกกันไปโดยปริยาย ”     พี่ชายสรุปให้

                “ ก็ทำนองนั้นแหละพี่อิท ”

                “ ฉันว่า  ฉันฟังๆดูแล้วนะ   เสียงนายไม่ได้เสียดมเสียดายเขา  หรือแม้แต่เสียใจเลยสักนิดเดียวนะ…เจ้าเล็ก   ที่เลิกกับเขาน่ะ ” 

                “ โธ่พี่อิท !    แล้วจะให้ผมทำท่ายังไงหรือครับ….ถึงได้เหมือนคนเสียใจที่เพิ่งเลิกกับแฟนมาหยกๆ    พี่อิทจะให้ผมกินเหล้าเมาแบบที่เขาทำกันในหนังหรือครับ ”   ว่าแล้วคนพูดก็ยิ้มเองอย่างเห็นเป็นเรื่องตลกไร้สาระ

                “ ไม่รู้ว่ะ   แต่ท่านายมันไม่เหมือนท่าของคนอื่น   ที่พี่เคยเห็นเวลาเขาเลิกกับแฟนเลยว่ะ  มันดูเฉยๆ   ไม่เดือดไม่ร้อน   ไม่รู้สึกรู้สายังไงก็ไม่รู้ว่ะ….บอกไม่ถูกโว้ย ! ”  

                อิทธิจบการพูดด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ  เขาไม่รู้จะพูดอย่างไรจริงๆ   เพียงแต่รู้สึกได้ว่า   น้องชายกับผู้หญิงอย่างหมอพิมพ์จันทร์เลิกกันไปได้ก็ดีเหมือนกัน   เพราะทั้งคู่ดูไม่ใช่คู่ที่จะอยู่ด้วยกันไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง      เลิกกันไปตอนนี้ก็ดีแล้ว    ดีกว่ามารู้เอาเมื่อแต่งงานจนมีลูก   เลิกกันตอนนั้นคงจะลำบากกว่าตอนนี้หลายเท่า    และน่าสงสารลูกที่ต้องพลอยมารับเคราะห์ไปด้วย     เด็กข้างบ้านนั่นไงเป็นตัวอย่างที่เห็นกันอยู่ชัดๆ

                “ อ้าว….ของอย่างนี้มันเป็นความสามารถเฉพาะบุคคลนะครับ     ห้ามลอกเลียนแบบ ” 

                พี่น้องหัวเราะไปด้วยกัน     แล้วอิทธิก็พูดต่ออย่างวิเคราะห์โดยละเอียดแล้วว่า

                “ พี่ว่านะ   ที่ผู้หญิงเขาเลิกกับแก     คงเป็นเพราะ….เขารู้ว่า      แกไม่ได้รักเขามากกว่าว่ะ ”

                “ ทำไมพี่อิทถึงคิดว่าผมไม่รักเขาล่ะครับ ”

                “ อ้าว !   ก็ท่าแกมันฟ้องชัดๆนี่โว้ย     แกไม่แคร์เขาเลย    ฉันแค่ฟังแกเล่า    ฉันยังรู้เลย   แล้วมีหรือผู้หญิงเขาจะไม่รู้       เขาก็เลยไม่อยากจะควงกับแกต่อไปให้เสียเวลาเขาเปล่าๆซิวะ ”

                จบเรื่องหมอพิมพ์จันทร์ลงแต่เพียงเท่านี้    สองคนพี่น้องคุยกันในเรื่องอื่นๆต่อไป    สัพเพเหระเท่าที่จะนึกได้      จนกระทั่งต่างคนต่างง่วงจึงได้แยกย้ายกันไปนอน  

               

                หมออานะสะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมาในตอนเช้าวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดของเขา           เสียงของไข่หวานที่ชายหนุ่มได้ยินคุยกับนกอยู่ทุกเช้าจนชินแล้ว      วันนี้มันดังมากผิดปกติจนได้ยินชัดมากกว่าทุกวัน    เหมือนมาพูดอยู่ข้างๆหู    เพราะว่ากรงนกได้มาแขวนอยู่ที่ใต้ชายคาบ้านของเขาเอง      อยู่ต่ำกว่าห้องนอนเขาไปแค่นิดเดียวเท่านั้น

                ผ่องนวลต้องไปบรรยายพิเศษให้นักศึกษาฟังที่ต่างจังหวัดในสุดสัปดาห์นี้      เมื่อคืนวารีจึงไปรับไข่หวานมานอนค้างที่บ้านด้วย    และรับจะดูแลให้จนกว่าย่าของแกจะกลับ      เดี๋ยวนี้เด็กหญิงติดคุณยายข้างบ้าน     จนไม่มีปัญหาถ้าจะต้องมานอนค้างที่บ้านนี้

                ไข่หวานมาคุยกับนกเหมือนที่เคยทำทุกเช้า  แต่ว่าวันนี้จุ๊กกรู๊ไม่เหมือนทุกวัน   มันกำลังนอนนิ่งๆอยู่ที่พื้นกรง  ไม่บินไปบินมา   ไม่ส่งเสียงร้อง   หรือดูกระจกไซ้ขนแต่งตัวเหมือนทุกที   ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่ามันกำลังป่วยหนัก  มีอาการท้องเสีย  อาเจียน  และซึมผิดปกติมาตั้งหลายวันแล้ว    แต่เด็กขนาดไข่หวานดูไม่รู้ว่ามันป่วย      จนกระทั่งมาถึงวันนี้        ที่มันเป็นมากจนนอนซมไม่มีแรง      ไม่ขยับตัว    และไม่ว่าเด็กหญิงผู้เป็นเจ้าของจะพูดกับมันเสียงดังขึ้นจนเกือบจะเป็นการตะโกนอยู่แล้ว  หรือจะใช้นิ้วเขี่ยแรงอย่างไร  จุ๊กกรู๊ก็นอนเฉยไม่มีปฏิกริยาโต้ตอบใดๆทั้งสิ้น   อาการผิดปกติของนกที่เห็น       ทำให้เจ้าของใจเสียและพลอยทำหน้าเสียตามไปด้วย   

                จุ๊กกรู๊ไม่ยอมกินอะไรมาสองสามวันแล้ว   แม้แต่เอแคลร์ที่เคยชอบก็ไม่กิน   ไข่หวานมักจะชอบมานั่งกินขนมกับจุ๊กกรู๊ในตอนเย็นที่กลับมาจากโรงเรียน   เด็กน้อยจะเอาขนมที่ซื้อมาจากโรงเรียนมาแบ่งกันกินกับนก   คนกินคำหนึ่ง   นกกินคำหนึ่ง  แบ่งปันกันไป  ไข่หวานทำอย่างนี้มาตั้งแต่เลี้ยงจุ๊กกรู๊ใหม่ๆตอนที่มันยังเป็นลูกนก      มันจึงกลายเป็นนกที่กินขนมเป็น    โดยเฉพาะเอแคลร์ซึ่งมันจะชอบมากเป็นพิเศษ      

                ไข่หวานรู้ว่าจุ๊กกรู๊ต้องไม่สบายแน่แล้ว   เด็กหญิงกลัวว่านกจะตาย    เพราะแกเคยไปเยี่ยมคุณยายทวดกับแม่     และเห็นคุณยายทวดไม่สบายก็นอนนิ่งๆเหมือนจุ๊กกรู๊ในตอนนี้   แล้วอีกสองสามวันต่อมา   แม่ก็บอกกับแกว่า    คุณยายทวดตายแล้ว     และพาแกไปเผาศพคุณยายทวดด้วย   ไข่หวานจึงกลัวว่าจุ๊กกรู๊จะตายอย่างคุณยายทวด

                ตามความคิดของเด็กเล็กอย่างไข่หวาน   แกรู้ว่าคนไม่สบายต้องไปหาหมอ   เพราะฉะนั้นจุ๊กกรู๊ไม่สบายก็น่าจะต้องพาไปหาหมอเหมือนกัน    เด็กหญิงจึงคิดจะพานกไปหาหมอ   แต่แกไม่รู้ว่าจะต้องพามันไปหาสัตวแพทย์  

                เด็กหญิงตัวกลมป้อมตัดสินใจเขย่งปลายเท้าขึ้นไปปลดกรงนกลงมา          แล้วก็หิ้วกรงนกเดินตัวเอียงเข้าไปในบ้าน   เพื่อจะพาจุ๊กกรู๊ไปให้หมออานะรักษา   เพราะเขาเป็นหมอคนเดียวที่เด็กหญิงรู้จัก      และอยู่ใกล้ที่สุดในตอนนี้          

                 

                “ โธ่ !     ผมไม่ใช่สัตวแพทย์นะครับแม่ ”    หมออานะโวยวายลั่นขึ้นมาอย่างเซ็งสุดขีด   ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาแต่เช้ายังไม่พอ     แม่ยังพาไข่หวานหิ้วกรงนกขึ้นมาขอร้องให้ช่วยดูจุ๊กกรู๊ให้อีก  

                “ จ้า   แม่รู้   แต่…แหม      มันก็น่าจะพอช่วยดูๆกันได้บ้างนะ     สงสารเด็กมันน่ะลูก ”   พูดไป   วารีก็ลูบหัวไข่หวานซึ่งยืนหิ้วกรงนกอยู่ข้างๆไปด้วย    เด็กหญิงยืนหน้าเศร้า  ทำตาแดงๆเหมือนกำลังจะร้องไห้

                หมออานะเหลือบตาดูจุ๊กกรู๊ที่นอนผอม    หมดแรง    เท้าซีดอยู่ในกรง    ถ้าให้เขาตัดสินจากสภาพของมันที่เห็นอยู่ในตอนนี้      ท่าทางมันคงไม่น่าจะรอดไปได้หรอก

                “ ผมเป็นหมอรักษาคนนะครับแม่ ”   ลูกชายยังไม่วายบ่นต่อ     ทว่าเสียงอ่อนลง         ถึงจะตีหน้าเบื่อหน่าย     แต่ก็ยอมลุกมาดูจุ๊กกรู๊ใกล้ๆ   “ ถ้าเป็นหมา  แมว  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกันยังพอว่า     ยังพอจะถูๆไถๆเดาๆกันไปได้บ้าง     แต่นี่มันเป็นนก ! ”

                “ แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ”   แม่ยังตื้อต่อ    ไม่ยอมออกไปจากห้องลูกชายง่ายๆ  “ เล็กช่วยหน่อยเถอะน่า    นี่ถ้าจุ๊กกรู๊เป็นอะไรไป   ไข่หวานต้องแย่แน่ๆเลย   นะลูกนะ   เล็กช่วยไข่หวานหน่อยเถอะลูก    ดูสิน่าสงสารออก ” 

                “ ก็พามันไปหาสัตวแพทย์สิครับ ”

                “ ถ้าอย่างนั้นเล็กก็ช่วยพาไปหน่อยสิลูก….นะลูกนะ    สงสารเด็กมันหน่อยน่ะ…ดูสิ…หน้าเศร้าเชียวลูกเอ๊ย…น่าสงสาร ”  วารีก้มลงมองหน้าไข่หวานไปด้วยในขณะที่พูดอยู่กับลูกชาย   ตอนนี้น้ำตาเม็ดโตๆกำลังไหลออกมาจากตากลมๆของเด็กหญิง    กลิ้งลงมาอยู่บนแก้มป่องๆของแก   “ โถ !   แกรักของแกมากเลยนะลูก   เล็กก็ได้ยินอยู่ทุกเช้านี่นา     เวลาแกคุยกับนกน่ะ  น่ารักน่าเอ็นดูจะตายไป  พี่อย่างนั้น   จุ๊กกรู๊อย่างนี้   โถ…นี่ถ้านกตัวนี้มันเป็นอะไรไป…ก็เท่ากับแกเสียน้องไปทั้งคนเชียวนะลูก     เล็กช่วยเด็กมันหน่อยเถอะน่า…นะ…ลูกนะ ” 

                หมออานะเห็นไข่หวานยืนร้องไห้ก็นึกสงสาร  และขำท่าทางออดอ้อนวิงวอนของแม่ด้วย    เขาพอจะนึกภาพออก   ปฏิกิริยามันคงจะเกิดขึ้นตามกันมาเป็นลูกโซ่   ถ้าเกิดเจ้านกตัวนี้เป็นอะไรไป    ไข่หวานคงจะต้องเศร้าเสียใจ   เพราะรักมันมาก     และแน่นอนคุณยายวารีก็จะต้องใจเสีย  เกิดอาการวิตกกังวลตามไปด้วยอย่างแน่นอน    ถ้าเห็นไข่หวานเกิดเสียใจจนซึมเศร้าเงียบหงอยไป เพราะคุณยายวารีก็รักไข่หวานมากเช่นเดียวกัน      เพราะฉะนั้น…..

                “ ครับ…แม่ ”    จึงเป็นเพียงคำตอบเดียว     ที่เหลืออยู่ให้หมออานะพูดออกมาได้

               

                ไข่หวานขอตามหมออานะพาจุ๊กกรู๊ไปหาสัตวแพทย์ด้วย   แกนั่งประคองกรงนกมาในรถเงียบๆ   และตลอดทางสายตาของแกก็จับอยู่แต่ที่จุ๊กกรู๊   จนหมอหนุ่มรู้สึกแปลกๆที่เด็กหญิงเงียบไป   เขายิ้มกับตัวเองและสรุปว่า  เขาคงชินกับยายไข่หวานพูดมาก   มากกว่ายายไข่หวานที่ไม่พูด   พอแกไม่พูดเขาถึงได้รู้สึกว่ามันแปลกๆไป

               

                แค่เห็นสีหน้าของสัตวแพทย์เมื่อเห็นจุ๊กกรู๊    หมออานะก็รู้แล้วว่าโอกาสรอดของมันมีอยู่แค่ไหนกัน  

                “ ผมจะพยายามอย่างที่สุดก็แล้วกัน    แต่อย่าหวังมากนะครับ   คุณคิดหาวิธีปลอบใจเด็กเผื่อไว้บ้างก็ดีนะครับ ”   สัตวแพทย์พูดกับหมออานะเบาๆแค่พอให้เขาได้ยินเพียงคนเดียว  

                จุ๊กกรู๊อยู่ในความดูแลของสัตวแพทย์เรียบร้อยแล้ว   แต่ไข่หวานไม่ยอมทิ้งนกให้อยู่ที่คลินิก   เด็กหญิงจะเอามันกลับบ้านด้วย      ผู้ใหญ่เริ่มตีหน้ายุ่งยากใจ     แต่สัตวแพทย์เข้าใจเด็กและรู้วิธีจัดการกับเด็กได้ดีกว่าหมออานะ   เขาสามารถเจรจาหลอกล่อจนไข่หวานยอมปล่อยให้จุ๊กกรู๊อยู่ที่คลินิกได้ในที่สุด   

                เด็กหญิงนั่งซึมคอตกเป็นไก่หงอยมาตลอดทางกลับบ้าน   จนหมออานะเห็นแล้วก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้    เมื่อผ่านร้านไอศกรีมหน้าปากทางเข้าหมู่บ้าน    เขาจึงชวนแกลงไปกินไอศกรีม    แต่เด็กน้อยสั่นหัวช้าๆปฏิเสธว่าไม่อยากกิน

                ตลอดวันนั้นทั้งวัน   ไข่หวานแทบจะไม่พูด    ไม่ยิ้ม      ไม่เล่นเลย            บ้านจึงเงียบสนิทจนผู้ใหญ่เองก็พลอยรู้สึกเหงาๆตามไปด้วย         โดยเฉพาะวารีที่แทบจะพลอยนั่งกอดเข่าเจ่าจุกตามไปด้วยเลยทีเดียว

 

                รุ่งขึ้นวันอาทิตย์   เมื่อออกเวรตอนบ่ายแล้ว    เพื่อนๆที่ทำงานชวนหมออานะไปหาอะไรกินกันก่อนกลับบ้าน     แต่เขารีบปฏิเสธ     โดยบอกว่ามีธุระสำคัญจะต้องรีบไปจัดการให้เรียบร้อย

                ชายหนุ่มไม่ได้กลับบ้าน      เขาขับรถตรงดิ่งมาที่ตลาดนัดสัตว์เลี้ยงสวนจตุจักร

                “ ผมกำลังมองหานกอยู่ครับ ”  หมออานะบอกคนขาย    เมื่อเขาออกมาต้อนรับที่หน้าร้าน  “  คุณมีนกหงส์หยกสีเหมือนตัวนี้ไหมครับ ”  ชายหนุ่มเปิดถุงที่ถืออยู่ในมือ   แล้วหยิบห่อผ้าออกมาเปิดให้คนขายดู

                “ อ๋อ คุณจะซื้อไปแทนตัวที่ตายไปนี่ใช่ไหมครับ  เชิญไปดูด้วยกันข้างหลังดีกว่าครับ ”       คนขายซึ่งเป็นเจ้าของร้านด้วย   ไม่แสดงอาการตกอกตกใจเลยที่เห็นซากนก   คงเคยมีคนทำอย่างนี้ให้เห็นมาก่อน   เขาพาลูกค้าเดินหายเข้าไปหลังร้านซึ่งเป็นส่วนของนกโดยเฉพาะ  มีกรงนกหลายชนิดแขวนอยู่เรียงราย    ส่งเสียงร้องที่ฟังเพราะบ้าง     หนวกหูบ้างตามแต่ชนิดของมัน

                “ ตัวนี้พอจะใช้ได้ไหมครับ ”  เจ้าของร้านชี้ให้หมออานะดูนกหงส์หยกตัวหนึ่ง   ที่มองเพียงแค่แวบเดียวเขาก็บอกได้ว่า  มันไม่เหมือนจุ๊กกรู๊  “  ตัวนี้สีใกล้เคียงกับตัวที่ตายที่สุดแล้วนะครับ   สีอย่างนั้น    ตอนนี้เขาไม่นิยมกันแล้วครับ   มันหายาก   หรือแทบจะหาไม่ได้แล้วด้วยซ้ำไป   แต่ผมว่าลูกคุณคงไม่ทันสังเกตเห็นความแตกต่างหรอกครับ ”

                หมออานะขี้เกียจจะอธิบายให้คนขายฟังว่า    เขาไม่ได้ซื้อไปให้ลูก 

                “ แต่เด็กเห็นอยู่ทุกวัน   ใกล้ชิดกันมาก   แกอาจจะรู้ก็ได้นะครับ  ว่ามันไม่ใช่ตัวเดิม ”         ชายหนุ่มยังลังเลใจที่จะซื้อนกตัวที่คนขายเสนอ   กลัวว่าไข่หวานจะรู้ว่ามันไม่ใช่จุกกรู๊   และที่เขาห่วงไปกว่านั้นคือกลัวแกจะรู้ว่าจุ๊กกรู๊ตายแล้ว

                “ ลูกคุณกี่ขวบแล้วครับ ”    คนขายถาม

                “ ราวๆน่าจะสักหกเจ็ดขวบนะครับ ”

                คนขายมองหน้าลูกค้าหนุ่มนิดหนึ่ง   เขารู้สึกแปลกใจที่ได้ยินชายหนุ่มพูดเหมือนไม่แน่ใจอายุลูกตัวเอง     แต่ก็ไม่สนใจเพราะอยากขายของมากกว่า    จึงพูดต่อไปว่า

                “ ผมว่า    เด็กเล็กขนาดนั้น    แกยังแยกแยะความแตกต่างไม่ค่อยเก่งหรอกครับ   เอ่อ  แล้วลูกคุณเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายครับ ”

                “ ผู้หญิงครับ    แกเป็นเด็กผู้หญิง ”

                “ เอาอย่างนี้สิครับ    ถ้าลูกสาวคุณแกดูออกว่าสีมันไม่เหมือนเดิม   คุณก็บอกแกไปสิครับว่านกมันอยากสวย   มันเลยไปเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่   ทำผมใหม่ให้สีสวยกว่าเดิม   เท่านี้ก็สิ้นเรื่องครับ   คุณเชื่อผมเถอะ   ผมก็มีลูกสาว  ตอนแกเป็นเด็กเล็กๆอายุขนาดลูกสาวคุณน่ะ        ผมใช้มุขหลอกลูกสาวเป็นประจำแหละครับเวลาแกงอแง    มุขนี้ก็น่าจะใช้ได้กับเด็กเล็กๆขนาดลูกสาวคุณนะผมว่า   เลี้ยงลูกมันต้องใช้เทคนิคกันบ้างล่ะครับ ” 

                เจ้าของร้านสอนวิธีหลอกเด็กให้ลูกค้าเสร็จสรรพ  และพยายามเกลี่ยกล่อมหว่านล้อมให้ยอมซื้อสินค้าของเขา   ซึ่งหมออานะเองก็ชักจะคล้อยตามคนขายเข้าไปทุกทีแล้ว   เพราะเขาเที่ยวเดินหานกหงส์หยกสีเขียวหัวเหลืองเหมือนจุ๊กกรู๊มาครึ่งค่อนวัน   ถามมาเกือบจะทั่วทุกร้านในจตุจักรแล้ว ไม่ว่าร้านเล็กร้านใหญ่ก็ไล่ดูมาจนหมดแล้ว  แต่ก็ยังหาตัวที่มีลักษณะเหมือนกับจุ๊กกรู๊เป๊ะๆไม่ได้สักที   จนชักจะเหนื่อยและเบื่อ   ตอนนี้เขาจึงชักจะคิดคล้อยตามที่คนขายว่าได้โดยง่ายดาย

 

                หมออานะโล่งอกที่ไข่หวานไม่ได้แย้งเรื่องสีของนก    แต่แล้วอีกสองสามวันต่อมาเด็กหญิงก็กลับมีปัญหากับพฤติกรรมของนกที่ไม่เหมือนเดิม 

                “ ทำไมจุ๊กกรู๊ไม่กินเอแคลร์ ”   ไข่หวานตั้งข้อสังเกตที่ทำให้หมออานะเริ่มเวียนหัว    “ ทุกทีไข่หวานให้จุ๊กกรู๊กินเอแคลร์   จุ๊กกรู๊ต้องทำท่าดีใจแบบนี้ทุกทีเลยค่ะ ”   เด็กหญิงทำท่าตีปีกขึ้นๆลงๆให้ชายหนุ่มดู   “ แล้วจุ๊กกรู๊ก็จะบอกไข่หวานว่า    พี่ไข่หวานขอบคุณค่าๆ ”   เด็กหญิงตัวกลมว่าไปตามจินตนาการของแก 

                หมออานะเริ่มกุมหัว    และกำลังนึกว่า...นกบ้าอะไรถึงได้ชอบกินเอแคลร์   เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงได้ตายเร็ว  เป็นเพราะไข่หวานชอบให้มันกินอะไรที่นกไม่น่าจะกินนี่เอง   มันถึงได้ท้องเสียจนตายเอา

                “ หมอว่าจุ๊กกรู๊มันอาจจะเบื่อเอแคลร์แล้วก็ได้นะ”  หมอหนุ่มคิดหาสมมุติฐานมาแจงให้เด็กหญิงฟัง  “ เอ้า !  ถ้าสมมุตินะ     สมมุติว่าย่านวลให้ไข่หวานกินข้าวกับไข่เจียวทุกวันๆเลยนะ  ไข่หวานจะชอบไหมล่ะ  ไข่หวานก็เบื่อสิ…ใช่ไหมล่ะ  จุ๊กกรู๊มันก็เบื่อกินเอแคลร์แล้ว  มันคงอยากกินอย่างอื่นมากกว่า   หมอว่านะ   ไข่หวานลองไปขอผักย่านวลมาให้มันกินสิ   มันอาจจะอยากกินผักบุ้ง    ผักกาดขาวบ้างก็ได้นะ ”  

                เขาพยายามใจเย็นอธิบายด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้า    และชักจูงเจ้าของนกให้ๆอาหารเสริมอย่างที่มันควรจะกินตามประสานก   ตามที่เขาอุตส่าห์เสียเวลาไปค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับนกหงส์หยกมา

                ไข่หวานนิ่งเงียบไปพักหนึ่งเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก  หน้าเล็กๆเคร่งขึ้น  คิ้วขมวดน้อยๆ     แล้วแกก็สั่นหัว 

                “ ไข่หวานไม่ชอบกินข้าวกับไข่เจียวทุกวันหรอกค่ะ ”

                “ นั่นสิคะ   เห็นมั้ย ”  ผู้ใหญ่รีบเห็นด้วยทันที     นึกดีใจที่เด็กคล้อยตาม  “ ทีไข่หวานยังเบื่อไม่อยากกินข้าวกับไข่เจียวทุกวัน     จุ๊กกรู๊ก็เบื่อไม่อยากกินเอแคลร์ทุกวันเหมือนกันแหละ ”  

                เป็นอันว่าปัญหาเรื่องนกจบลงด้วยดีในที่สุด     และเสียงไข่หวานคุยกับนกก็กลับมาให้หมออานะได้ยินเป็นปกติเหมือนเดิมทุกเช้าแล้ว      แม้จะหนวกหูอยู่บ้าง       แต่เขาก็รู้สึกดีที่เห็นเด็กข้างบ้านคนนี้กลับมาเป็นเหมือนเดิม    ทั้งนี้เป็นเพราะความผูกพันลึกซึ้งมันได้เกิดขึ้นมาแล้วโดยที่ตัวคนถูกผูกเองไม่ทันรู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ

 

                ทางอเมริกาตอบกลับมาว่าหมออานะได้ทุนไปเรียนและฝึกงานตามที่ทำเรื่องขอไป   ข่าวนี้ถือว่าเป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้ายสำหรับวารี        ใจหนึ่งแม่ก็ยินดีไปกับความก้าวหน้าของลูกชาย   แต่ก็รู้สึกใจหายที่ลูกจะต้องจากไปไกลตั้งหลายปี 

                คนแรกที่ได้รับรู้ข่าวทั้งดีและร้ายนี้จากวารีคือเพื่อนบ้าน    วารีกำลังนั่งคุยอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้านของผ่องนวล

                “…. ถ้าเล็กไปอเมริกาแล้ว   พี่คงต้องไปอยู่กับอร   ลูกๆเขาคงไม่ยอมให้พี่อยู่ที่นี่คนเดียวหรอกจ้ะ    ตั้งแต่พ่อเขาเสียไปแล้ว    ลูกๆก็ไม่ยอมให้พี่อยู่ตามลำพังอีกเลย   เขาเป็นห่วงว่าพี่แก่แล้ว    ฉวยปุบปับเป็นอะไรไปจะไม่มีใครรู้         พี่ก็เคยนึกอุ่นใจว่ามีลูกชายเป็นหมอคอยอยู่ใกล้ๆให้ช่วยดูแล       แต่ดูสิ   จู่ๆก็จะไปอยู่ไกลตั้งอเมริกา   เฮ่อ !   มันก็หนทางก้าวหน้าของเขาล่ะนะ   เราเป็นแม่ก็ต้องคอยสนับสนุนเขา     นี่พี่ก็พยายามจะทำให้เขาสบายใจ        ไปร่ำไปเรียน     จะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ” 

                วารีพูดถึงลูกชายโดยแสดงความชื่นชมและตื่นเต้นกับข่าวดีในตอนต้น  แต่แล้วเสียงก็ค่อยๆเปลี่ยนไปทีละน้อย     จนฟังดูติดจะออกเศร้าๆในตอนท้ายเมื่อพูดถึงว่าจะต้องจากกัน

                “ แล้วบ้านนี้ล่ะคะ ”   ผ่องนวลถาม    รู้สึกใจหายที่จะต้องเสียเพื่อนบ้านที่แสนดีไป

                “ เล็กเขาว่าจะปล่อยให้คนเช่า   พอเขากลับมาแล้วก็คงจะมาอยู่ต่อมั้ง  เห็นเขาพูดให้พี่ฟังอย่างนี้นะ      เขาก็คงจะเสียดายอยู่เหมือนกันแหละ    อุตส่าห์ตกแต่งอย่างดี    หวังว่าจะอยู่นาน ”

                “ พี่วารีจะกลับมาอยู่กับคุณหมอที่นี่อีกใช่ไหมคะ   ตอนที่คุณหมอแกกลับมาแล้วน่ะค่ะ ”     ผ่องนวลถามด้วยเสียงสดใสกว่าเดิม     สีหน้าดูมีความหวังมากขึ้น

                “ จ้ะ   ถ้าเล็กกลับมา    พี่ก็จะมาอยู่กับลูกที่นี่อีก ”

                ทั้งคู่นั่งจิบน้ำชายามบ่ายแกล้มของว่างกันไปเงียบๆ   โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็กำลังอยู่กับความคิดของตัว  ดูจากท่ากินก็พอจะบอกได้ว่าของว่างที่กำลังกินกันอยู่ไม่ค่อยจะมีรสชาตินักในอารมณ์นี้     สักพักผ่องนวลก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเบาๆว่า

                “ นี่ถ้าไข่หวานรู้เข้า   แกคงจะเสียใจมากเลยนะคะ   แกรักคุณยายวารีของแกม้ากมาก     เดี๋ยวนี้แกติดพี่วารีมากเลยนะคะ     แกติดพี่มากกว่านวลเสียอีก ”

                “ นั่นสิ   พี่ก็ยังไม่รู้จะบอกไข่หวานยังไงดี ”   เพียงแค่พูดถึง    คนพูดก็ใจหาย       ขอบตาเริ่มจะร้อนผ่าวๆเสียแล้ว  

                นี่เป็นเพียงแค่คิดว่าจะต้องจากกันเท่านั้นเอง  น้ำตาของวารีก็พาลจะไหลอยู่แล้ว  เพราะไม่ใช่ไข่หวานที่เป็นฝ่ายติดคุณยายวารีฝ่ายเดียวหรอก     หญิงชรายอมรับอย่างไม่อายว่า   ตัวเองก็ติดเด็กคนนี้มากด้วยเหมือนกัน   สำหรับวารี   ไข่หวานไม่ใช่แค่เด็กข้างบ้าน   แต่เป็นหลานที่ตนกล้าพูดได้เต็มปากว่ารักเกือบจะพอๆกับไม้และเมที่เป็นหลานในไส้เลยทีเดียว

                หน้าที่การบอกกล่าวเรื่องซึ่งถือว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับไข่หวาน จึงต้องตกไปเป็นของย่านวลผู้ซึ่งเข้มแข็งกว่าคุณยายวารี   แต่ถึงแม้ว่าจะเข้มแข็งกว่าวารี   ผ่องนวลก็ยังต้องเตรียมใจเมื่อจะพูดกับหลานสาว  ย่าต้องขบคิดหาวิธีพูดให้แกเสียใจน้อยที่สุด   ทั้งยังจะต้องเตรียมตัวรับมือและปลอบใจให้ดีด้วย  

                คิดแล้วผ่องนวลก็อดสลดใจไปกับไข่หวานไม่ได้    ที่ทำไมนะ   โชคชะตาถึงได้ชอบเล่นตลกกับเด็กเล็กๆคนนี้เสียจริง  ทำไมแกจะต้องมาพบกับการพลัดพรากจากเป็นกับคนที่แกรักซ้ำๆกันหลายครั้งหลายหนเสียเหลือเกิน  

                เริ่มตั้งแต่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดแท้ๆ   ที่ห่างหายไปทุ่มเทกายใจให้กับครอบครัวใหม่ของตัว  จนป่านนี้ก็จวนจะเหมือนเป็นการตายจากกันไปแล้ว     มาถึงคุณยายวารีที่แกแสนรักอีก 

                ในที่สุด   ก็มาถึงวันที่ไข่หวานจะต้องรับรู้กับความพลัดพรากจากคนที่รักอีกครั้งเข้าจนได้   เด็กหญิงเศร้าเสียใจ     ที่ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะไม่ได้พบคุณยายวารีทุกวันอย่างเคยอีก    สมองน้อยๆของแกยังไม่เข้าใจกับคำอธิบายและเหตุผลที่ผู้ใหญ่ยกขึ้นมาพูดให้ฟัง          เด็กน้อยรู้แต่ว่าแกรักคุณยายข้างบ้าน      และการได้พบกันทุกวันเป็นความสุข     เมื่อจะไม่ได้พบกับอีกก็คือความเศร้าใจ

                ย่านวลผู้ผ่านโลกมาจนเห็นสุขโศกเป็นของธรรมดาโลกซึ่งเลี่ยงไม่พ้นแล้ว   จึงต้องคอยสอนให้หลานสาวตัวน้อยเรียนรู้ไว้ด้วยเช่นกัน   เพื่อที่จะผ่านพ้นมันไปให้ได้โดยเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นมากระทบชีวิตให้น้อยที่สุด      หรือกระทบก็ไม่ปล่อยให้กระเทือนจนชีวิตเสียศูนย์

               

                วันคืนที่ล่วงผ่านพ้นไปตามแรงหมุนของโลก    ไม่เคยหยุดนิ่งคอยอะไรหรือคอยใคร    และในช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไปนั้น           นอกจากจะพาย่านวลบุคคลสำคัญในชีวิตของไข่หวานให้ล้มหายตายจากไปตามกรรมตามวาระแล้ว      ยังทำให้เกิดเหตุการณ์นำพาจุดเปลี่ยนหักเหมาสู่ชีวิตน้อยๆของเด็กหญิงอีกด้วย

                กาลเวลาเปลี่ยนแปลงไข่หวานให้กลายสภาพจากเด็กหญิงร่าเริงช่างพูด     เติบโตไปเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่ต้องใช้ความเข้มแข็งที่ได้รับการสั่งสอนบ่มเพาะนานปีมาจากย่า     จนเกิดความแกร่งสะสมขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว  และไข่หวานก็ได้ใช้ประโยชน์จากมันในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆให้ผ่านพ้นไปได้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต  

                กระทั่งอยู่รอดปลอดภัยมาจนเป็นนางสาวทีปนี    ในวัยผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบกับตัวเองเต็มที่       และสามารถยืนหยัดตามลำพังอยู่บนขาทั้งสองข้างของตนเองอย่างสง่างามเช่นทุกวันนี้


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31