วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม 2551
นวนิยายเรื่องเติมใจในช่องว่าง บทที่ 9 หน้า 78 - 80
Posted by
วินนา
,
ผู้อ่าน : 181
, 00:20:16 น.
พิมพ์หน้านี้
|
บทที่ 9 ทีปนีได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ้าของบ้านทุกคน อบอุ่นไม่ผิดกับการต้อนรับสมาชิกในครอบครัวกลับบ้านเลย ทีปนีกับเมทินีกอดกันกลมอย่างดีอกดีใจเหมือนเด็กๆที่ได้เจอกันอีกครั้ง อาหารกลางวันวันนี้ที่บ้านสวน เจ้าของบ้านภูมิใจนำเสนออาหารที่ประกอบขึ้นจากผลผลิตสดๆ ที่ได้มาจากสวนของตนทั้งสิ้น มีข้าวยำรสดีฝีมือองค์อรเป็นอาหารหลัก ดอกดาหลาหั่นเป็นฝอยละเอียด และส้มโอ รสดีที่มีอยู่ในสวนถูกนำมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในข้าวยำ ยังมีทอดมันหน่อกะลาเป็นเครื่องเคียง มีเครื่องดื่มเป็นน้ำมะตูมหวานหอมแช่เย็นชื่นใจ ปิดท้ายด้วยกระท้อนลอยแก้วฝีมือคุณยายวารี อาหารพื้นๆง่ายๆแค่นี้ แต่ได้กินในบรรยากาศอันแสนอบอุ่น แสนสบายบนศาลาหลังใหญ่ริมแม่น้ำ ทำให้หญิงสาวผู้เป็นแขกเต็มอิ่มไปหมดทั้งท้องทั้งใจ ตกบ่ายแดดอ่อน อากาศข้างนอกบ้านกำลังสบาย เมทินีชวนทีปนีไปพายเรือเล่น ทั้งสองคุยกันได้ถูกคอ สนิทสนมกันได้เหมือนเมื่อครั้งเป็นเด็ก บรรยากาศเก่าๆสมัยพี่เมกับน้องไข่หวานถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งคู่คุยกันถึงเรื่องในสมัยเด็ก ที่ทำให้เกิดรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสลับสอดแทรกการสนทนาของทั้งสองอยู่เป็นระยะ พรุ่งนี้ไม้คงจะมา ส่วนใหญ่ไม้จะมาวันอาทิตย์เช้าแล้วกลับเย็นๆ แต่พ่อคนนี้เอาแน่กับเขาไม่ค่อยได้หรอกจ้ะ บางทีเป็นเดือนแน่ะถึงจะกลับมาที อ้างว่างานยุ่ง ติดไปพบปะลูกค้าบ้าง ติดนั่น ติดโน่น ติดนี่ไปเรื่อยเปื่อย จริงมั่งไม่จริงมั่ง แต่พี่เมว่าไม้ติดผู้หญิงล่ะมากกว่า แม่ก็บ่นไปเถอะ
พี่เมอยู่ที่นี่คงสบายดีนะคะ ทีปนีคุยไปขณะที่ใช้มือราน้ำเล่นไปด้วย เพราะหญิงสาวพายเรือไม่เป็น จึงเข้าข่ายเป็นคนประเภท มือไม่พายแต่เอามือราน้ำ น้องชายของเมทินีค่อนข้างจะเป็นความทรงจำที่รางเลือนสำหรับทีปนี เพราะความประทับใจระหว่างกันในวัยเยาว์แทบจะไม่มี จ้ะ ให้พี่เมไปอยู่กรุงเทพอย่างไม้ พี่เมไม่เอาหรอก อีกอย่างพี่เมก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอยู่กรุงเทพด้วย ฐานะของมนูญพ่อของเมทินีค่อนข้างจะดีมาก มีที่ดิน ตลาด และหอพักอีกหลายแห่ง ลูกสาวจึงไม่มีความเดือดร้อนที่ต้องดิ้นรนออกไปหางานทำนอกบ้าน แค่อยู่ช่วยทำงานเกี่ยวกับผลประโยชน์รายได้ของพ่อที่บ้านก็พอแล้ว และปมด้อยเรื่องตาพิการข้างหนึ่ง ทำให้หญิงสาวกลายเป็นคนคิดมาก ไม่ค่อยมั่นใจที่จะออกไปพบปะวิสาสะกับคนนอกมากนัก เมทินีพอใจที่จะเก็บตัวอยู่เงียบๆในบ้านมากกว่า พี่เมคงไม่ชินกับกรุงเทพ เพราะไปอยู่ที่อื่นตั้งหลายปีมั้งคะ คงงั้นมั้งจ๊ะ พี่เมต้องตะลอนย้ายตามพ่อไปหลายประเทศเหมือนกัน คงนานพอๆกับที่น้าเล็กไปอยู่อเมริกาล่ะมั้ง อ้อ
น้าเล็กไปนานกว่านิดหนึ่ง เรากลับมาเมืองไทยก่อนน้าเล็กสักสองปีได้ น้าเล็กเพิ่งกลับมาเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง ยังไม่ถึงปีเลยจ้ะ คุณหมอไปอยู่ที่โน่นนานขนาดนั้นเลยหรือคะ จ้ะ น้าเล็กไปอยู่ตั้งสิบห้าปีได้มั้ง ไปเรียนสี่หรือห้าปีพี่เมก็ไม่แน่ใจ แต่หลังจากนั้นก็เลยทำงานที่นั่นต่อ บ้านทางนี้
บ้านที่ติดกับบ้านไข่หวานถึงได้ขายไปไงล่ะจ๊ะ คุณยายเลยอยู่กับเรามาตลอด คุณยายอยู่ที่นี่คงสบายกว่าอยู่กรุงเทพนะคะ อากาศและสิ่งแวดล้อมดีกว่า ท่านคงมีความสุขกว่าอยู่ในกรุงเทพแน่ๆเลย หวานว่านะ จ้ะ อยู่ที่นี่สบายกว่า แต่พี่เมคิดว่าคุณยายคงไม่มีความสบายใจเต็มที่หรอก คิดว่าท่านคงเป็นห่วงน้าเล็ก เมทินีมีสีหน้าเคร่งขึ้นมานิดหน่อยขณะเอ่ยถึงน้าชาย น้าเล็กมีปัญหาครอบครัว มีมานานแล้วด้วยเท่าที่พี่เมรู้นะ แต่พี่เมก็ไม่รู้รายละเอียดหรอกจ้ะ น้าเล็กไม่เคยพูดให้พี่เมฟัง เราเป็นเด็กจะถามก็ไม่กล้า น่าสงสารน้าเล็กนะ น้าเล็กเป็นคนน่ารัก ไม่น่าจะมีปัญหาเลย คุณหมอมีลูกไหมคะ เป็นคำถามที่ทีปนีอดถามไม่ได้ ทุกครั้งที่ได้รับรู้ว่าใครมีปัญหาครอบครัว สีหน้าและแววตาของหญิงสาวสลดวูบลงไปอย่างไม่รู้ตัวด้วยขณะรอฟังคำตอบ ไม่มีจ้ะ น้าเล็กไม่มีลูก เมทินีเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนรุ่นน้องทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ และรีบเปลี่ยนเรื่องพูด เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวที่รู้สึกว่าจะซึมเซาเหงาหงอยลงไป พี่เมว่า เราพายเรือไปทางโน้นดีกว่านะจ๊ะ ตรงโน้นมีบึงบัว มีบัวขึ้นเองไม่มีใครเป็นเจ้าของ พี่เมจะแวะเก็บสายบัว เย็นนี้พี่เมจะโชว์ฝีมือแกงปลาทูต้มกะทิสายบัวใส่มะดันด้วย พี่เมทำอร่อยนะ ไข่หวานกินเป็นไหมจ๊ะ เป็นค่ะ แต่ไม่ได้ทานมาตั้งนานแล้ว พอพี่เมพูด หวานก็นึกอยากทานขึ้นมาทันทีเลยค่ะ ทีปนีรีบตอบรับเสียงสดใส ปรับสีหน้าและกริยาให้ร่าเริงขึ้นได้ทันตา สองสาวกลับมาถึงบ้านเอาเมื่อบ่ายจัดจวนเย็น หอบสายบัวและผักน้ำสองสามชนิดที่เก็บได้ตามทางมาด้วย เดินขึ้นบ้านมาหน้าตาแจ่มใสด้วยกันทั้งคู่ มีเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะเบาๆคิกคักเหมือนเด็กๆนำหน้ามาก่อนที่จะเห็นตัวด้วยซ้ำ ไปถึงไหนกันมาล่ะสาวๆ มนูญทักลูกสาวกับเพื่อน เด็กบ้านนอกพาเด็กกรุงเทพไปดูนกดูไม้ เก็บผักเก็บหญ้ามาค่ะพ่อ ไปถึงบึงบัวโน่นแน่ะค่ะ เย็นนี้เมจะแกงสายบัวให้คนกรุงเทพทานด้วยค่ะ เมทินียิ้มให้ทีปนีอย่างล้อๆขณะส่งของที่ถืออยู่ในมือให้สาวใช้ซึ่งเดินเข้ามารับ แล้วก็เดินไปลงนั่งที่พื้นข้างๆกับตัวพ่อ มนูญนั่งถัดไปจากหมออานะเพียงแค่มีโต๊ะน้ำชาตัวเล็กๆคั่นกลางอยู่ ทีปนีเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่พื้นกระดานเงาวับใกล้ๆกับคุณยายวารี ท่านกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหมอนขวานอยู่บนตั่งไม้เตี้ยๆด้านตรงข้ามกับลูกชายและลูกเขย โดยมีองค์อรนั่งนวดเท้าให้อยู่ ผู้ใหญ่ทั้งหมดกำลังนั่งกินของว่างตอนบ่ายและคุยกันอยู่เมื่อตอนที่สองสาวขึ้นเรือนมา ทุกคนในครอบครัวสังเกตเห็นได้ชัดว่า เมทินีร่าเริงสดใสขึ้นผิดตานับตั้งแต่ได้พบกับเพื่อนเก่า ไม่ต่างไปจากเมื่อตอนที่ทั้งคู่เป็นเด็กเลย ปมด้อยเรื่องตาพิการข้างหนึ่งยังคงคอยหลอกหลอนบั่นทอนจิตใจตลอดมา จนทำให้หญิงสาวไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ไม่ค่อยคบหาสนิมสนมกับใครง่ายๆ จนกลายเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยจะมีเพื่อน แต่กับไข่หวานถือเป็นข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเมื่อใด เมทินีก็รู้สึกสนิทใจและรักใคร่เหมือนเป็นน้องสาวแท้ๆ คงเป็นอย่างที่เขาว่าคนถูกชะตากัน บางครั้งมันก็หาสาเหตุและเหตุผลไม่ได้เหมือนกัน งั้นน้าเล็กก็มีสิทธิได้กินด้วยสิ น้าเล็กก็คนกรุงเทพเหมือนกับไข่หวานนี่นะ โอ๋
ของน้าเล็กต้องพิเศษเลยค่ะ เมจะให้รางวัลน้าเล็กด้วยในฐานะที่เป็นคนพาน้องสาวมาคืนให้เมด้วยนะคะ หลานสาวยิ้มให้น้าชายด้วยประกายตาแจ่มใส ถ้าอย่างนั้น ยายก็ต้องให้รางวัลน้าเล็กเขาเหมือนกันสิจ๊ะ ในฐานะที่เอาหลานสาวอีกคนของยายมาคืนให้ยายด้วย อ้าว ถ้างั้นพ่อก็ต้องให้รางวัลทั้งน้าเล็กทั้งไข่หวานสิ ในฐานะที่น้าเล็กพาไข่หวานกลับมาให้เรา แล้วไข่หวานก็เอายิ้มหวานๆกับเสียงหัวเราะใสๆของลูกสาวพ่อกลับคืนมาให้ด้วย มนูญพูดหยอกล้อพร้อมกับลูบศีรษะลูกสาวไปด้วยอย่างรักใคร่ เมทินีนั่งอยู่ข้างตัวพ่อ เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานให้ แล้วซบศีรษะลงบนท่อนขาของท่านอย่างออดอ้อน ทำท่าเหมือนกลับไปเป็นลูกสาวเล็กๆอีกครั้ง แหม พ่อพูดอย่างนี้ เดี๋ยวไข่หวานก็เข้าใจเมผิดหรอกค่ะ คิดว่าเมเป็นพวกอมทุกข์แบกโลกไปเลย แต่แม่ว่าน้องต้องดีใจมากกว่าจ้ะ ที่มาช่วยให้พี่เมหายเหงา จริงไหมลูก
ไข่หวาน องค์อรพูดยิ้มๆ พร้อมทั้งพยักพเยิดกับทีปนีอย่างขอเสียงยืนยันสนับสนุน ซึ่งหญิงสาวก็หันมายิ้มน้อยๆให้เป็นเชิงรับ อ่านต่อพรุ่งนี้นะคะ ( เจ้าของลิขสิทธิ์ : อังศุพร ญาณเวคิน ) แต่ก่อนที่จะหันหน้ามานั้น หมออานะซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกัน ได้เห็นทีปนีนั่งมองสองพ่อลูกแสดงความรักต่อกันด้วยนัยน์ตาเศร้าๆ และกระพริบตาถี่ๆติดต่อกันอยู่สามสี่ครั้ง เห็นเพียงแค่นั้น เขาก็เข้าใจทันทีว่าหญิงสาวกำลังมีความรู้สึกอย่างไร ซึ่งเขาก็เข้าใจได้อย่างถูกต้อง
.หญิงสาวผู้เป็นแขกกำลังสะท้อนใจ ไม่ได้รู้สึกอิจฉาริษยาหญิงสาวเจ้าของบ้าน แต่อดที่จะนึกนึกเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ก็มี
ยังอยู่ครบเหมือนคนอื่นเขา แต่กลับเหมือน
.ตายจาก ความรักความอบอุ่นของครอบครัวอย่างนี้ นับวันก็จะกลายเป็นของห่างไกลเกินเอื้อมออกไปทุกที อ้าว ! ถ้าอย่างนั้น หมอก็ต้องให้รางวัลไข่หวานด้วยสิ หมออานะจงใจพูดหยอกล้อกับทีปนีโดยตรง พร้อมทั้งยิ้มให้
ยิ้มที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาทันที ในฐานะที่เป็นคนทำให้หมอได้รับรางวัล ไข่หวานอยากได้อะไรเป็นรางวัลดีล่ะ
เอ้า
.บอกหมอมาเลย ทีปนีรู้สึกขอบคุณหมออานะ ที่ช่วยพาตนออกมาจากอารมณ์เหงาเศร้าเมื่อครู่ แค่ได้มาพบกับทุกคนอีก ก็ถือเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดของหวานแล้วล่ะค่ะ หวานไม่อยากได้อะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว เอ๊
ลุงว่านะ ไข่หวานนี่น่าจะเปลี่ยนชื่อไปเป็นปากหวานมากกว่านะ ดูสิ
เข้าใจพูดจริงๆ ยังปากหวานเหมือนเมื่อเล็กๆเลย มนูญพูดอย่างเอ็นดู สายตาที่มองทีปนีก็ฉายแววปรานีไม่ผิดไปจากมองลูกหลาน หวานพูดจริงๆนะคะ
..ลุงเมฆ หวานพูดออกมาจากใจจริงเลยนะคะ หญิงสาวยืนยันหนักแน่น ด้วยเสียงและแววตาแจ่มใสขึ้นกว่าเมื่อครู่ เอ้า ! ยิ่งพูดก็ยิ่งหวานเข้าไปกันใหญ่เล้ย แม่เห็นด้วยกับพ่อแล้วล่ะ ที่จะให้ไข่หวานเปลี่ยนชื่อไปเป็นปากหวานน่ะ องค์อรกล่าวชมอย่างถูกใจ ตกลง เย็นนี้เราทำแค่กับข้าวก็พอนะคะ ของหวานไม่ต้อง เพราะอิ่มคำหวานๆของไข่หวานกันหมดทุกคนแล้วใช่ไหมคะ เมทินีเสริมขึ้นพร้อมกับหัวเราะไปด้วย ไม่ว่าทีปนีจะบอกใบ้โดยการเรียกชื่อแทนตัวเองว่า หวาน เฉยๆเพียงคำเดียวมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะไม่ใส่ใจ ยังคงชินที่จะเรียกทีปนีว่าไข่หวานเหมือนเมื่อสมัยเด็ก หญิงสาวจึงต้องปล่อยไปตามเลย ต้มกะทิสายบัวฝีมือของเมทินีเป็นไฮไลท์ของอาหารเย็นวันนี้ ที่ข่มอาหารจานอื่นให้ด้อยลงไป คนกินพากันกินไปชมไป คนทำจึงปลื้มจนแทบจะอิ่มได้โดยไม่ต้องแตะต้องอาหารเลย ต๊าย ! นี่เราไม่มีของหวานหลังอาหารเลยจริงๆนะนี่ ไม่ได้ทำอะไรไว้เลย องค์อรเอ่ยขึ้นเพราะเพิ่งจะนึกขึ้นได้ เมื่อสาวใช้เข้ามาเก็บโต๊ะหลังจากที่ทุกคนอิ่มแล้ว ดูสิ
มัวแต่พูดเล่น พูดไปพูดมาเลยลืมทำของหวานไปเลยจริงๆ แหม
ป้านี่แย่จริงๆเล้ย เจ้าของบ้านบ่นเป็นเชิงตำหนิตัวเอง
อ่านต่อพรุ่งนี้นะคะ ( เจ้าของลิขสิทธิ์ : อังศุพร ญาณเวคิน )
|