• วินนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : angsubhorn@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-20
  • จำนวนเรื่อง : 39
  • จำนวนผู้ชม : 10621
  • จำนวนผู้โหวต : 379
  • ส่ง msg :
เข้ารอบตัดสินนายอินอะวอร์ด ปี 2550 นิยายลงติดต่อกันทุกวันจนจบ ( ลงตอนแรก 21/12/50 )
นวนิยายอ่านเล่นไม่มีพิษภัย
Permalink : http://www.oknation.net/blog/winna
วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม 2551
นวนิยายเรื่องเติมใจในช่องว่าง บทที่ 9 หน้า 78 - 80
Posted by วินนา , ผู้อ่าน : 181 , 00:20:16 น.  
พิมพ์หน้านี้


                                                                  บทที่ 9

       ทีปนีได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ้าของบ้านทุกคน   อบอุ่นไม่ผิดกับการต้อนรับสมาชิกในครอบครัวกลับบ้านเลย   ทีปนีกับเมทินีกอดกันกลมอย่างดีอกดีใจเหมือนเด็กๆที่ได้เจอกันอีกครั้ง    
        อาหารกลางวันวันนี้ที่บ้านสวน             เจ้าของบ้านภูมิใจนำเสนออาหารที่ประกอบขึ้นจากผลผลิตสดๆ     ที่ได้มาจากสวนของตนทั้งสิ้น   มีข้าวยำรสดีฝีมือองค์อรเป็นอาหารหลัก  ดอกดาหลาหั่นเป็นฝอยละเอียด       และส้มโอ รสดีที่มีอยู่ในสวนถูกนำมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในข้าวยำ   ยังมีทอดมันหน่อกะลาเป็นเครื่องเคียง  มีเครื่องดื่มเป็นน้ำมะตูมหวานหอมแช่เย็นชื่นใจ   ปิดท้ายด้วยกระท้อนลอยแก้วฝีมือคุณยายวารี        อาหารพื้นๆง่ายๆแค่นี้          แต่ได้กินในบรรยากาศอันแสนอบอุ่น  แสนสบายบนศาลาหลังใหญ่ริมแม่น้ำ   ทำให้หญิงสาวผู้เป็นแขกเต็มอิ่มไปหมดทั้งท้องทั้งใจ  
        ตกบ่ายแดดอ่อน    อากาศข้างนอกบ้านกำลังสบาย          เมทินีชวนทีปนีไปพายเรือเล่น   ทั้งสองคุยกันได้ถูกคอ  สนิทสนมกันได้เหมือนเมื่อครั้งเป็นเด็ก   บรรยากาศเก่าๆสมัยพี่เมกับน้องไข่หวานถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งคู่คุยกันถึงเรื่องในสมัยเด็ก ที่ทำให้เกิดรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสลับสอดแทรกการสนทนาของทั้งสองอยู่เป็นระยะ  
       “ พรุ่งนี้ไม้คงจะมา   ส่วนใหญ่ไม้จะมาวันอาทิตย์เช้าแล้วกลับเย็นๆ     แต่พ่อคนนี้เอาแน่กับเขาไม่ค่อยได้หรอกจ้ะ   บางทีเป็นเดือนแน่ะถึงจะกลับมาที   อ้างว่างานยุ่ง   ติดไปพบปะลูกค้าบ้าง  ติดนั่น  ติดโน่น  ติดนี่ไปเรื่อยเปื่อย   จริงมั่งไม่จริงมั่ง    แต่พี่เมว่าไม้ติดผู้หญิงล่ะมากกว่า    แม่ก็บ่นไปเถอะ…” 
        “ พี่เมอยู่ที่นี่คงสบายดีนะคะ ”   ทีปนีคุยไปขณะที่ใช้มือราน้ำเล่นไปด้วย     เพราะหญิงสาวพายเรือไม่เป็น   จึงเข้าข่ายเป็นคนประเภท  ‘ มือไม่พายแต่เอามือราน้ำ ’  
        น้องชายของเมทินีค่อนข้างจะเป็นความทรงจำที่รางเลือนสำหรับทีปนี    เพราะความประทับใจระหว่างกันในวัยเยาว์แทบจะไม่มี         
       “ จ้ะ  ให้พี่เมไปอยู่กรุงเทพอย่างไม้   พี่เมไม่เอาหรอก   อีกอย่างพี่เมก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอยู่กรุงเทพด้วย ”  
 ฐานะของมนูญพ่อของเมทินีค่อนข้างจะดีมาก   มีที่ดิน  ตลาด    และหอพักอีกหลายแห่ง ลูกสาวจึงไม่มีความเดือดร้อนที่ต้องดิ้นรนออกไปหางานทำนอกบ้าน แค่อยู่ช่วยทำงานเกี่ยวกับผลประโยชน์รายได้ของพ่อที่บ้านก็พอแล้ว   และปมด้อยเรื่องตาพิการข้างหนึ่ง   ทำให้หญิงสาวกลายเป็นคนคิดมาก   ไม่ค่อยมั่นใจที่จะออกไปพบปะวิสาสะกับคนนอกมากนัก   เมทินีพอใจที่จะเก็บตัวอยู่เงียบๆในบ้านมากกว่า
      “ พี่เมคงไม่ชินกับกรุงเทพ    เพราะไปอยู่ที่อื่นตั้งหลายปีมั้งคะ ”
      “ คงงั้นมั้งจ๊ะ   พี่เมต้องตะลอนย้ายตามพ่อไปหลายประเทศเหมือนกัน       คงนานพอๆกับที่น้าเล็กไปอยู่อเมริกาล่ะมั้ง   อ้อ…น้าเล็กไปนานกว่านิดหนึ่ง       เรากลับมาเมืองไทยก่อนน้าเล็กสักสองปีได้      น้าเล็กเพิ่งกลับมาเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง     ยังไม่ถึงปีเลยจ้ะ ”
      “ คุณหมอไปอยู่ที่โน่นนานขนาดนั้นเลยหรือคะ ”
      “ จ้ะ   น้าเล็กไปอยู่ตั้งสิบห้าปีได้มั้ง    ไปเรียนสี่หรือห้าปีพี่เมก็ไม่แน่ใจ      แต่หลังจากนั้นก็เลยทำงานที่นั่นต่อ    บ้านทางนี้…บ้านที่ติดกับบ้านไข่หวานถึงได้ขายไปไงล่ะจ๊ะ   คุณยายเลยอยู่กับเรามาตลอด ”
      “ คุณยายอยู่ที่นี่คงสบายกว่าอยู่กรุงเทพนะคะ    อากาศและสิ่งแวดล้อมดีกว่า    ท่านคงมีความสุขกว่าอยู่ในกรุงเทพแน่ๆเลย     หวานว่านะ ”
     “ จ้ะ    อยู่ที่นี่สบายกว่า     แต่พี่เมคิดว่าคุณยายคงไม่มีความสบายใจเต็มที่หรอก   คิดว่าท่านคงเป็นห่วงน้าเล็ก ”   เมทินีมีสีหน้าเคร่งขึ้นมานิดหน่อยขณะเอ่ยถึงน้าชาย  “ น้าเล็กมีปัญหาครอบครัว   มีมานานแล้วด้วยเท่าที่พี่เมรู้นะ   แต่พี่เมก็ไม่รู้รายละเอียดหรอกจ้ะ   น้าเล็กไม่เคยพูดให้พี่เมฟัง    เราเป็นเด็กจะถามก็ไม่กล้า   น่าสงสารน้าเล็กนะ   น้าเล็กเป็นคนน่ารัก   ไม่น่าจะมีปัญหาเลย ”
     “ คุณหมอมีลูกไหมคะ ”  
 เป็นคำถามที่ทีปนีอดถามไม่ได้   ทุกครั้งที่ได้รับรู้ว่าใครมีปัญหาครอบครัว    สีหน้าและแววตาของหญิงสาวสลดวูบลงไปอย่างไม่รู้ตัวด้วยขณะรอฟังคำตอบ
     “ ไม่มีจ้ะ  น้าเล็กไม่มีลูก ”    เมทินีเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนรุ่นน้องทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ และรีบเปลี่ยนเรื่องพูด   เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวที่รู้สึกว่าจะซึมเซาเหงาหงอยลงไป  “ พี่เมว่า  เราพายเรือไปทางโน้นดีกว่านะจ๊ะ   ตรงโน้นมีบึงบัว      มีบัวขึ้นเองไม่มีใครเป็นเจ้าของ     พี่เมจะแวะเก็บสายบัว   เย็นนี้พี่เมจะโชว์ฝีมือแกงปลาทูต้มกะทิสายบัวใส่มะดันด้วย    พี่เมทำอร่อยนะ   ไข่หวานกินเป็นไหมจ๊ะ ”
    “ เป็นค่ะ    แต่ไม่ได้ทานมาตั้งนานแล้ว      พอพี่เมพูด    หวานก็นึกอยากทานขึ้นมาทันทีเลยค่ะ ”   ทีปนีรีบตอบรับเสียงสดใส    ปรับสีหน้าและกริยาให้ร่าเริงขึ้นได้ทันตา  
 
      สองสาวกลับมาถึงบ้านเอาเมื่อบ่ายจัดจวนเย็น      หอบสายบัวและผักน้ำสองสามชนิดที่เก็บได้ตามทางมาด้วย     เดินขึ้นบ้านมาหน้าตาแจ่มใสด้วยกันทั้งคู่   มีเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะเบาๆคิกคักเหมือนเด็กๆนำหน้ามาก่อนที่จะเห็นตัวด้วยซ้ำ
     “ ไปถึงไหนกันมาล่ะสาวๆ ”   มนูญทักลูกสาวกับเพื่อน 
     “ เด็กบ้านนอกพาเด็กกรุงเทพไปดูนกดูไม้    เก็บผักเก็บหญ้ามาค่ะพ่อ  ไปถึงบึงบัวโน่นแน่ะค่ะ     เย็นนี้เมจะแกงสายบัวให้คนกรุงเทพทานด้วยค่ะ ”  
      เมทินียิ้มให้ทีปนีอย่างล้อๆขณะส่งของที่ถืออยู่ในมือให้สาวใช้ซึ่งเดินเข้ามารับ   แล้วก็เดินไปลงนั่งที่พื้นข้างๆกับตัวพ่อ   มนูญนั่งถัดไปจากหมออานะเพียงแค่มีโต๊ะน้ำชาตัวเล็กๆคั่นกลางอยู่  
      ทีปนีเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่พื้นกระดานเงาวับใกล้ๆกับคุณยายวารี        ท่านกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหมอนขวานอยู่บนตั่งไม้เตี้ยๆด้านตรงข้ามกับลูกชายและลูกเขย   โดยมีองค์อรนั่งนวดเท้าให้อยู่      ผู้ใหญ่ทั้งหมดกำลังนั่งกินของว่างตอนบ่ายและคุยกันอยู่เมื่อตอนที่สองสาวขึ้นเรือนมา
      ทุกคนในครอบครัวสังเกตเห็นได้ชัดว่า   เมทินีร่าเริงสดใสขึ้นผิดตานับตั้งแต่ได้พบกับเพื่อนเก่า     ไม่ต่างไปจากเมื่อตอนที่ทั้งคู่เป็นเด็กเลย    ปมด้อยเรื่องตาพิการข้างหนึ่งยังคงคอยหลอกหลอนบั่นทอนจิตใจตลอดมา     จนทำให้หญิงสาวไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง   ไม่ค่อยคบหาสนิมสนมกับใครง่ายๆ     จนกลายเป็นคนเก็บตัว       ไม่ค่อยจะมีเพื่อน           แต่กับไข่หวานถือเป็นข้อยกเว้น    ไม่ว่าจะเมื่อใด    เมทินีก็รู้สึกสนิทใจและรักใคร่เหมือนเป็นน้องสาวแท้ๆ   คงเป็นอย่างที่เขาว่าคนถูกชะตากัน      บางครั้งมันก็หาสาเหตุและเหตุผลไม่ได้เหมือนกัน 
    “ งั้นน้าเล็กก็มีสิทธิได้กินด้วยสิ      น้าเล็กก็คนกรุงเทพเหมือนกับไข่หวานนี่นะ ”
    “ โอ๋…ของน้าเล็กต้องพิเศษเลยค่ะ   เมจะให้รางวัลน้าเล็กด้วยในฐานะที่เป็นคนพาน้องสาวมาคืนให้เมด้วยนะคะ ”   หลานสาวยิ้มให้น้าชายด้วยประกายตาแจ่มใส
     “ ถ้าอย่างนั้น   ยายก็ต้องให้รางวัลน้าเล็กเขาเหมือนกันสิจ๊ะ   ในฐานะที่เอาหลานสาวอีกคนของยายมาคืนให้ยายด้วย ”  
    “ อ้าว   ถ้างั้นพ่อก็ต้องให้รางวัลทั้งน้าเล็กทั้งไข่หวานสิ   ในฐานะที่น้าเล็กพาไข่หวานกลับมาให้เรา    แล้วไข่หวานก็เอายิ้มหวานๆกับเสียงหัวเราะใสๆของลูกสาวพ่อกลับคืนมาให้ด้วย ”
     มนูญพูดหยอกล้อพร้อมกับลูบศีรษะลูกสาวไปด้วยอย่างรักใคร่   เมทินีนั่งอยู่ข้างตัวพ่อ   เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานให้   แล้วซบศีรษะลงบนท่อนขาของท่านอย่างออดอ้อน   ทำท่าเหมือนกลับไปเป็นลูกสาวเล็กๆอีกครั้ง
    “ แหม     พ่อพูดอย่างนี้    เดี๋ยวไข่หวานก็เข้าใจเมผิดหรอกค่ะ   คิดว่าเมเป็นพวกอมทุกข์แบกโลกไปเลย ”  
    “ แต่แม่ว่าน้องต้องดีใจมากกว่าจ้ะ    ที่มาช่วยให้พี่เมหายเหงา    จริงไหมลูก…ไข่หวาน ”    องค์อรพูดยิ้มๆ      พร้อมทั้งพยักพเยิดกับทีปนีอย่างขอเสียงยืนยันสนับสนุน   ซึ่งหญิงสาวก็หันมายิ้มน้อยๆให้เป็นเชิงรับ  

อ่านต่อพรุ่งนี้นะคะ                                     ( เจ้าของลิขสิทธิ์ : อังศุพร   ญาณเวคิน )


 แต่ก่อนที่จะหันหน้ามานั้น      หมออานะซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกัน       ได้เห็นทีปนีนั่งมองสองพ่อลูกแสดงความรักต่อกันด้วยนัยน์ตาเศร้าๆ     และกระพริบตาถี่ๆติดต่อกันอยู่สามสี่ครั้ง   เห็นเพียงแค่นั้น       เขาก็เข้าใจทันทีว่าหญิงสาวกำลังมีความรู้สึกอย่างไร    ซึ่งเขาก็เข้าใจได้อย่างถูกต้อง….หญิงสาวผู้เป็นแขกกำลังสะท้อนใจ ไม่ได้รู้สึกอิจฉาริษยาหญิงสาวเจ้าของบ้าน    แต่อดที่จะนึกนึกเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้    พ่อแม่ก็มี…ยังอยู่ครบเหมือนคนอื่นเขา       แต่กลับเหมือน….ตายจาก       ความรักความอบอุ่นของครอบครัวอย่างนี้   นับวันก็จะกลายเป็นของห่างไกลเกินเอื้อมออกไปทุกที
      “ อ้าว !      ถ้าอย่างนั้น   หมอก็ต้องให้รางวัลไข่หวานด้วยสิ  ”  หมออานะจงใจพูดหยอกล้อกับทีปนีโดยตรง    พร้อมทั้งยิ้มให้…ยิ้มที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาทันที   “  ในฐานะที่เป็นคนทำให้หมอได้รับรางวัล     ไข่หวานอยากได้อะไรเป็นรางวัลดีล่ะ…เอ้า….บอกหมอมาเลย ”
     ทีปนีรู้สึกขอบคุณหมออานะ     ที่ช่วยพาตนออกมาจากอารมณ์เหงาเศร้าเมื่อครู่ 
    “ แค่ได้มาพบกับทุกคนอีก     ก็ถือเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดของหวานแล้วล่ะค่ะ   หวานไม่อยากได้อะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว ”
   “ เอ๊…ลุงว่านะ   ไข่หวานนี่น่าจะเปลี่ยนชื่อไปเป็นปากหวานมากกว่านะ    ดูสิ…เข้าใจพูดจริงๆ    ยังปากหวานเหมือนเมื่อเล็กๆเลย  ”   มนูญพูดอย่างเอ็นดู   สายตาที่มองทีปนีก็ฉายแววปรานีไม่ผิดไปจากมองลูกหลาน
   “ หวานพูดจริงๆนะคะ…..ลุงเมฆ   หวานพูดออกมาจากใจจริงเลยนะคะ ”     หญิงสาวยืนยันหนักแน่น     ด้วยเสียงและแววตาแจ่มใสขึ้นกว่าเมื่อครู่  
   “ เอ้า !  ยิ่งพูดก็ยิ่งหวานเข้าไปกันใหญ่เล้ย    แม่เห็นด้วยกับพ่อแล้วล่ะ  ที่จะให้ไข่หวานเปลี่ยนชื่อไปเป็นปากหวานน่ะ ”   องค์อรกล่าวชมอย่างถูกใจ 
   “ ตกลง  เย็นนี้เราทำแค่กับข้าวก็พอนะคะ     ของหวานไม่ต้อง    เพราะอิ่มคำหวานๆของไข่หวานกันหมดทุกคนแล้วใช่ไหมคะ ”   เมทินีเสริมขึ้นพร้อมกับหัวเราะไปด้วย 
     ไม่ว่าทีปนีจะบอกใบ้โดยการเรียกชื่อแทนตัวเองว่า  ‘หวาน’   เฉยๆเพียงคำเดียวมาโดยตลอด   แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะไม่ใส่ใจ   ยังคงชินที่จะเรียกทีปนีว่าไข่หวานเหมือนเมื่อสมัยเด็ก   หญิงสาวจึงต้องปล่อยไปตามเลย
 
      ต้มกะทิสายบัวฝีมือของเมทินีเป็นไฮไลท์ของอาหารเย็นวันนี้   ที่ข่มอาหารจานอื่นให้ด้อยลงไป   คนกินพากันกินไปชมไป    คนทำจึงปลื้มจนแทบจะอิ่มได้โดยไม่ต้องแตะต้องอาหารเลย  
     “ ต๊าย !     นี่เราไม่มีของหวานหลังอาหารเลยจริงๆนะนี่   ไม่ได้ทำอะไรไว้เลย ”   องค์อรเอ่ยขึ้นเพราะเพิ่งจะนึกขึ้นได้   เมื่อสาวใช้เข้ามาเก็บโต๊ะหลังจากที่ทุกคนอิ่มแล้ว  “ ดูสิ…มัวแต่พูดเล่น   พูดไปพูดมาเลยลืมทำของหวานไปเลยจริงๆ    แหม…ป้านี่แย่จริงๆเล้ย  ”   เจ้าของบ้านบ่นเป็นเชิงตำหนิตัวเอง  

อ่านต่อพรุ่งนี้นะคะ                                              ( เจ้าของลิขสิทธิ์ :  อังศุพร   ญาณเวคิน )


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
Lyrics วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 00.26 น.
http://www.oknation.net/blog/lunla
: Fa Me  SinG a SonG :

ขยันจริงๆ ป่านนี้แล้วยังไม่นอนอีก

นู๋เพลงตามาอ่านค่า ....

ฝากเรื่องนี้ก่อนนอนด้วยนะค่ะ

มารยาเด็กนั่งดริ้ง..กับเรื่องจริงที่ผู้ชายไม่ฉลาดควรอ่าน..
http://www.oknation.net/blog/lunla/2008/01/06/entry-1
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31