• วินนา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : angsubhorn@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-20
  • จำนวนเรื่อง : 39
  • จำนวนผู้ชม : 10633
  • จำนวนผู้โหวต : 379
  • ส่ง msg :
more
เข้ารอบตัดสินนายอินอะวอร์ด ปี 2550 นิยายลงติดต่อกันทุกวันจนจบ ( ลงตอนแรก 21/12/50 )
นวนิยายอ่านเล่นไม่มีพิษภัย
Permalink : http://www.oknation.net/blog/winna
วันอาทิตย์ ที่ 13 มกราคม 2551
เติมใจในช่องว่าง
Posted by วินนา , ผู้อ่าน : 205 , 12:10:06 น.  
พิมพ์หน้านี้


12
     ร้านอาหารที่ทีปนีเป็นคนแนะนำ   เป็นร้านเล็กๆเน้นบรรยากาศสบาย   เจ้าของร้านเข้าใจตกแต่งร้านให้เป็นสไตล์ตะวันออกประยุกต์    ผสมผสานศิลปะไทยแซมศิลปะบาหลีเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืนสวยงาม  
     เจ้าของและผู้จัดการร้านรีบออกมาต้อนรับด้วยตนเองเมื่อรู้ว่าทีปนีมา เพราะนอกจากเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการแล้ว   หญิงสาวยังรับผิดชอบคอลัมน์แนะนำร้านอาหารในนิตยสารที่ทำอยู่ด้วย    จึงรู้จักมักคุ้นกับร้านอาหารเป็นอย่างดี   รู้ว่าร้านไหนดีไม่ดีอย่างไร   ทีปนีชอบบรรยากาศของร้านนี้เป็นพิเศษและติดอกติดใจจนมาซ้ำหลายหนแล้ว
 “ นั่งตรงริมน้ำด้านโน้นดีไหมคะ    โต๊ะเดิมของคุณหวาน ”    เจ้าของร้านพูดกับลูกค้าอย่างรู้ใจ
 “ ค่ะ    ขอบคุณค่ะพี่แป๊ว ”
 
     มุมนี้จัดว่าเป็นมุมสวยและสงบเป็นส่วนตัวที่สุดของร้าน   โต๊ะขนาดนั่งได้สี่คนพอดีตั้งอยู่ใต้ต้นลีลาวดีต้นใหญ่ฟอร์มสวย   ข้างสระน้ำกระเบื้องสีเขียวมรกต    บนผิวน้ำใสมีเทียนรูปดอกลีลาวดีดอกใหญ่น้อยหลากสีสันจุดลอยอยู่       พอให้เกิดแสงวับแวมเมื่อลอยกระเพื่อมไหวอยู่บนผิวน้ำ      เวลาลมโชยผ่านมาก็พาเอากลิ่นตะไคร้หอมอ่อนๆติดมาด้วย
 “ ทานอะไรกันดีคะ   อาหารไทยหรืออินโด   เขามีให้เลือกทั้งสองอย่าง   อร่อยใช้ได้ทั้งคู่เลยค่ะ ”    ทีปนีพลิกเมนูดูไปพลาง      และถามเพื่อนร่วมโต๊ะเป็นเชิงขอความเห็น  
 “ อะไรก็ได้ ”  ทั้งสองหมอและเมทินีตอบเกือบจะพร้อมกัน   ด้วยคำตอบมาตรฐานที่เรามักจะได้ยินเมื่อมีการขอความเห็นในการสั่งอาหาร
 “ อะไรก็ได้หมายความว่าอะไรล่ะคะ ”  ทีปนีถามพลางหัวเราะ  “ หมายถึงอะไรก็ทานได้   หรืออะไรก็ไม่น่าสนใจทั้งนั้น ”
     หมอนิคมรีบตอบว่า 
 “ ของผมหมายถึงอะไรก็ได้    น่าสนใจทั้งนั้นครับ     ขอให้เป็นอาหารเถอะ     ไม่ว่าจีนไทยฝรั่งแขกผมไม่เกี่ยงหรอกครับ ”   ทันตแพทย์หนุ่มยิ้มกว้างขวางสดใสโชว์ฟันสวย  ไม่เสียยี่ห้อหมอฟัน  
     ประกายตาแจ่มใสหลังกรอบแว่นใหญ่บอกชัดว่าเขาเป็นคนช่างเล่น   บุคลิกเปิดเผยเป็นกันเองดี   และท่าจะเป็นคนมีอารมณ์ขันอีกต่างหาก  หมอนิคมนับว่าเป็นหมอฟันคนแรกที่ทีปนีรู้สึกถูกชะตาด้วย
 “ ไข่หวานสั่งเถอะ   หมอกินได้ทั้งนั้นแหละ ”   หมออานะนั่งทอดอารมณ์   ท่าทางกำลังสบายผ่อนคลายทั้งกายใจ      ไม่หยิบเมนูขึ้นดูเลยด้วยซ้ำไป
 “ พี่เมล่ะคะ ”   ทีปนีถามอย่างเอาใจใส่  
    ดูท่าเมทินีจะไม่ค่อยสบายใจ    ไม่เป็นตัวของตัวเองนัก    เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่ไม่คุ้นเคยอย่างหมอนิคม
 “ แล้วแต่ไข่หวานเถอะจ้ะ ”   เมทินีตอบเบาๆ
 “ แล้วกัน    ตกลงยกหน้าที่สั่งอาหารให้หวานเลยหรือคะ      ถ้างั้น        หวานสั่งทั้งไทยทั้งอินโดเลยก็แล้วกันนะคะ ”
 
    เมื่อเครื่องดื่มและอาหารถูกทยอยยกมาเสริ์ฟ       ทีปนีในฐานะคนสั่งจึงต้องทำหน้าที่แนะนำอาหารให้เพื่อนร่วมโต๊ะด้วย     หมออานะชิมโน่นนิดนี่หน่อยตามที่ได้รับการชี้ชวน       ส่วนหมอนิคมกินทุกอย่างที่ตั้งอยู่บนโต๊ะโดยไม่มีทีท่าลังเล   ไม่ว่าอาหารไทยหรือเทศ   และกินอย่างจริงๆจังๆ    ตรงกันข้ามกับเมทินีซึ่งดูเนือยๆกับอาหารทุกจาน      หญิงสาวนั่งเขี่ยอาหารในจานเล่นมากกว่ากิน    สาวรุ่นน้องจึงคะยั้นคะยอให้เพื่อนรุ่นพี่ลองชิมอาหารบางอย่างที่มีหน้าตาแปลกออกไป
 “ นาซิโกเรง    ข้าวผัดอินโด   อร่อยนะคะ   พี่เมลองดูสิคะ ”  นอกจากเชิญชวนแล้ว    ทีปนียังลงมือตักข้าวผัดอินโดนีเซียใส่จานให้เมทินีอย่างเอาใจเป็นพิเศษเพียงคนเดียวอีกด้วย  
 “ อืม..ม  อร่อย      อร่อยจริงๆครับ ”    หมอหนุ่มทำเสียงว่าอร่อยจริงๆ
    เขาช่วยทีปนียืนยันอีกแรง    ด้วยการตักข้าวผัดเติมใส่จานตัวเองอีกเป็นครั้งที่สอง    อย่างช่วยให้การยืนยันดูเป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น  
    ทีปนีอมยิ้มมองชายหนุ่มที่เพลิดเพลินอยู่กับการกิน    ดูท่าเขาจะชอบอาหารจานนี้จริงๆ   ไม่ใช่เสแสร้งแกล้งชม     หญิงสาวรู้สึกนิยมท่าทางง่ายๆสบายๆ    ดูเป็นธรรมชาติไม่มีมาดของหมอฟันคนนี้    จึงพูดคุยกับเขาด้วยเสียงและท่าทีเป็นกันเองมากยิ่งขึ้น
 “  ดูคุณหมอทานท่าทางน่าอร่อยจังเลยค่ะ   ถ้าเจ้าของร้านมาเห็นเข้าคงปลื้มใจนะคะ ”
     หมอนิคมเงยหน้าขึ้นยิ้มกับเพื่อนใหม่ทางดวงตา   เพราะปากไม่ว่าง   ยังติดพันอยู่การเคี้ยวเนื้อสะเต๊ะตุ้ยๆอยู่เต็มปาก  
 “ อ้าว…นี่เหลือผมทานอยู่คนเดียวหรือครับ ”   หมอนิคมอุทานเบาๆอย่างเขินๆ 
    นัยน์ตาหลังกรอบแว่นใสของหมอหนุ่มมีแววเขินเล็กน้อย    เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าทุกคนวางมือกันแล้ว   เขาเลยทำท่าจะอิ่มตามไปด้วยอย่างเกรงใจ   ทั้งที่ยังนึกเสียดายของอร่อยที่วางอยู่เต็มโต๊ะตรงหน้า
 “ คุณหมอทานต่อเถอะค่ะ ”  ทีปนีรีบบอก    “ อร่อยทุกอย่างเลยใช่ไหมคะ  แหม…หวานยังอยากทานต่อเลย  แต่ไม่ไหวแล้วค่ะ   อิ่มจริงๆ ”    หันไปทางหญิงสาวอีกคนที่นั่งเงียบมาตลอดเหมือนไม่ได้มาด้วยกัน     “ พี่เมขา   พี่เมช่วยทานต่อเป็นเพื่อนคุณหมอหน่อยสิคะ     พี่เมทานไปแค่นิดเดียวเอง ”
 “ นั่นสิครับ     ผมไม่เห็นคุณเมทานอะไรเลย ”  
    ทีปนีแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่     เมื่อได้ยินที่หมอนิคมพูด     พลางนึกในใจว่า    ก็เขาจะไปเห็นได้อย่างไรกัน     ในเมื่อเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเอร็ดอร่อยอยู่กับอาหารตรงหน้า 
 “ คุณเมทานเป็นเพื่อนผมหน่อยเถอะครับ ”   พูดไปก็ลงมือตักอาหารใส่จานให้เพื่อนร่วมโต๊ะไปด้วยอย่างไม่มีพิธีรีตอง    เพื่อที่ตนเองจะได้มีเพื่อนกินต่อ   ไม่ได้มีเหตุผลอื่นใดแอบแฝง    แล้วตัวเองก็เริ่มลงมือกินต่อไปอย่างเพลิดเพลิน
    โต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ      หมอนิคมกำลังสนใจกับอาหารจานสุดท้ายบนโต๊ะที่พนักงานเสริ์ฟเพิ่งยกมาให้      นัยว่าเป็นอาหารจานใหม่ที่ทางร้านขอแนะนำ    และเจ้าของร้านได้ส่งมาให้เป็นอภินันทนาการ      หญิงสาวที่นั่งเงียบมาแต่ต้นก็ยังคงนั่งเงียบและเขี่ยอาหารในจานเล่นเหมือนเดิม  ส่วนสาวอีกคนก็กำลังนั่งเท้าคางสบายๆ  ใช้หลอดคนเครื่องดื่มในแก้วเล่นอยู่อย่างเพลิดเพลิน  ใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆขณะที่ลอบมองหมอนิคมและเมทินีที่นั่งอยู่ตรงข้ามไปด้วย     พลางคิดในใจว่า
 ‘ เอ่อ…สองคนนี้    ช่างตรงข้ามกันดีแท้ๆ    แต่เป็นความตรงข้ามที่ลงตัวเหมาะเจาะกันดีเลยทีเดียว ’
 ขณะเดียวกัน   หมออานะก็นั่งมองหนุ่มสาวทั้งสามคนไปเงียบๆ   โดยที่ไม่มีใครรู้ตัวหรือล่วงรู้ว่า     คนอาวุโสสูงที่สุดในที่นั้นกำลังคิดอะไรอยู่
 “ คุณหมอคะ ”    จู่ๆ     ทีปนีก็ส่งเสียงเรียกขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
 “ ครับ ”   หมอนิคมขานรับ   พร้อมกับเงยหน้าขึ้น   ละสายตาจากจานของหวานตรงหน้ามามองเจ้าของเสียงเรียก
 “ หือ ”   หมออานะทำเสียงต่ำๆในลำคอเป็นการขานรับ     เขาหลุดออกมาจากภวังค์   แล้วมองหน้าหญิงสาวแทนการถาม    เพราะทีปนีเรียกขึ้นมาลอยๆโดยไม่ได้ระบุว่าหมอคนไหน  ทั้งสองหมอสองวัยจึงขานรับขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน  
 “ ขอโทษค่ะ    ขอโทษ   หวานลืมไปว่าวันนี้เรามีคุณหมออยู่ที่นี่ด้วยกันถึงสองคน   เวลาพูดจะต้องระบุด้วยว่าคุณหมอคนไหนกัน ”    ทีปนีกล่าวขอโทษพร้อมกับหัวเราะน้อยๆตามไปด้วย
 “ ไม่เป็นไรครับ   ผมชินแล้ว   บ้านผมก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน    เวลาไปไหนพร้อมกันทั้งครอบครัวก็มักจะเป็นแบบนี้     ได้ยินใครเรียกหมอทีเป็นได้พากันหันไปหมด ”  
 “ ครอบครัวคุณหมอ    เป็นหมอกันหลายคนเลยหรือคะ”
 “ ไม่ใช่หลายคนหรอกครับ    แต่เป็นกันหมดทุกคนเลย    ทั้งพ่อแม่ลูก   เหมือนในโลกนี้ไม่มีอาชีพอื่นให้ประกอบอีกแล้ว ”  หมอหนุ่มพูดเหมือนแดกดันตัวเอง      แต่น้ำเสียงและสีหน้าท่าทางของเขาพาให้ออกไปในแนวขบขันมากกว่า  จนแม้แต่เมทินีที่นั่งหน้าเฉยมาตลอด     ยังยิ้มออกมาให้เห็น   “ นี่ยังดีนะครับ   ที่ไม่เรียนสาขาเดียวกันหมดทั้งตระกูล ”
 “ มีหมออะไรบ้างคะ ”   ทีปนีนั่งเท้าคางซักต่ออย่างสนใจ  นึกสนุกกับการคุยกับเพื่อนใหม่อัธยาศัยดีคนนี้     และดีใจที่เห็นเมทินีมีท่าทางสบายใจขึ้น   ค่อยคลายอาการเกร็งลงแล้ว  
 “ เริ่มที่ปู่ผมก่อนเลยนะครับ  ปู่เป็นหมอแผนโบราณ  แต่ท่านเสียไปแล้วครับ  พอมาถึงพ่อผม  พ่อผมเป็นหมอกระดูก   แม่เป็นหมอผิวหนัง   พี่ชายผมเป็นหมอเด็ก   พี่สะใภ้เป็นหมอยา  ผมเป็นหมอฟัน   บ้านผมเลยใกล้จะเหมือนโรงพยาบาลเข้าไปทุกทีแล้วครับ   มีหมอเกือบจะครบทุกสาขาแล้ว   รักษาได้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า    จากผิวหนังภายนอกจนถึงกระดูก   ครบวงจรตั้งแต่เด็กไปจนแก่ ”
.   ทีปนีหัวเราะเมื่อนึกภาพตามไปด้วย    เมทินีนั่งยิ้มฟัง      แล้วก็เข้าร่วมวงคุยด้วยหลังจากนั่งนิ่งเป็นผู้ฟังมานาน     ตอนนี้หญิงสาวเริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองขึ้นและเริ่มจะถูกอัธยาศัยกับหมอหนุ่มที่น้าชายพามาด้วยคนนี้
 “ เอ…ที่จริงก็ดีเหมือนกันนะคะ      เวลาเจ็บป่วยจะได้มีคนดูแลอย่างดี ”       หญิงสาวคนไม่ช่างพูดเอ่ยกับทันตแทพย์หนุ่มด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองมากขึ้น  
    หมอนิคมหัวเราะหึๆก่อนจะตอบว่า 
 “  คุณเมเคยได้ยินไหมครับ   ที่เขาว่า   มากหมอมากความ   บ้านผมก็เป็นอย่างที่เขาว่านั่นแหละครับ ”  
 “ ยังไงหรือคะ  ”    เมทินีเริ่มรู้สึกสนุกกับการคุยกับหมอนิคม     ความเคอะเขินค่อยๆจางหายไป     จึงถามต่ออย่างสนใจอยากรู้
 “ อืม…ผมจะเล่าให้ฟัง…”  
    หมอหนุ่มรีบรวบช้อน   ยุติการกินลง   เช็ดปาก     ถอดแว่นออกเช็ดอย่างมีลีลาเล็กน้อย  อุ่นเครื่องเรียกความสนใจผู้ฟังก่อนเริ่มเล่า    
 “  มีอยู่หนหนึ่ง   เมื่อต้นปีนี่เอง     คุณย่าผม   ท่านบ่นว่าไม่ค่อยจะสบายเนื้อตัว  ปวดนั่นเจ็บนี่    นอนไม่ค่อยจะหลับ     เท่านั้นแหละครับ…เป็นเรื่องเลย…. ”  
     คนเล่าหยุดพักการเล่าชั่วครู่     ขยับตัวปรับท่านั่งให้สบายขึ้น    พับแขนเสื้อเชิร์ตม้วนขึ้นอีกทบ     ยกแก้วน้ำขึ้นจิบ     กระแอมกระไอเรียกเสียงเล็กน้อย  
    ทีปนีนั่งอมยิ้มมองและนึกค่อนหมอนิคมในใจอย่างหมั่นไส้แกมเอ็นดูว่า   ‘ ลีลาเหลือกิน ’
 “ ทำไมหรือคะ ”     เมทินีถามต่อเหมือนเด็กที่ฟังนิทานกำลังสนุกอยู่ดีๆแล้วถูกขัดจังหวะลงกลางคัน
 “ ย่าถูกจับตรวจครับ   ถูกตรวจดูตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเลย….แม้แต่พี่ชายผมทั้งที่เป็นหมอเด็กยังขอแจมกับเขาด้วยคน    แกอ้างว่า   คนแก่ก็กลับกลายเป็นเด็กไปอีกหน     แต่แทนที่ย่าจะขอบใจที่ลูกหลานแสดงความห่วงใย   ท่านกลับรำคาญจนด่าเปิงว่า   พวกแกไม่ต้องมายุ่งกับฉัน    แล้วรีบหายทันทีเลยครับ     นับแต่นั้นมาเราก็ไม่ได้ยินย่าบ่นเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยให้ได้ยินอีกเลย       พอถามทีไรย่าก็จะตอบว่าสบายดีทุกครั้ง    ท่านคงเข็ดไปนานเลยผมว่า ”        เสียงและลีลาท่าทางการเล่าที่ฟังดูอาจจะเกินจริงไปบ้างของหมอนิคม   เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากผู้ฟังได้รอบโต๊ะ   แม้แต่ตัวเขาเองก็พลอยหัวเราะไปด้วยเหมือนกัน  
 “ ตกลงเมื่อกี้ไข่หวานเรียกใครกันแน่      หมอหนุ่มหรือหมอแก่ ”    หมออานะยังไม่ลืมที่ถูกเรียกเมื่อครู่    เขาถามหญิงสาวด้วยหน้าตายิ้มแย้ม     ขณะชี้ที่ตัวเองเมื่อพูดว่า  ‘ หมอแก่ ’
 “ นั่นสิคะ    หวานจะพูดอะไรน้า ”   ทีปนีเคาะขมับตัวเอง   ทำท่าคิด  “  จำไม่ได้แล้วค่ะ  ไม่รู้ว่าจะพูดกับหมอไหนด้วย    คุณหมอนิคม   หรือคุณหมออานะ   ช่างเถอะค่ะ    คุณหมออย่าสนใจเลยนะคะ ”  
     ทีปนีแก้ตัวไปเรื่อยเปื่อย   ความจริงก็คือหญิงสาวเห็นว่าการสนทนาขาดตอนไป   ทำให้บรรยากาศที่โต๊ะอาหารเงียบเหงาจนเกินไป    หญิงสาวผู้รังเกียจความเงียบจึงคิดหาเรื่องดึงการสนทนากลับคืนมาอีกครั้งก็เท่านั้นเอง
    เมทินีมาอยู่กับทีปนีที่กรุงเทพฯได้เพียงสามสี่วันก็กลับบ้านที่สุพรรณฯ   โดยได้งานแปลชิ้นแรกนำกลับไปทำด้วย    
 เมื่อแขกกลับไปแล้ว     ความเหงาก็กลับมาอยู่เคียงข้างทีปนีอย่างเคย    ช่วงที่มีเพื่อนสาวรุ่นพี่มาอยู่ด้วย   บ้านดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก      ถึงแม้ว่าเมทินีจะไม่ใช่คนเก่งสังคม        เข้ากับคนได้ไม่ง่ายนัก      แต่กับทีปนีแล้วถือเป็นข้อยกเว้น   สองสาวกลมกลืนเข้ากันเป็นอย่างดี   สามารถคุยกันได้เกือบจะทุกเรื่อง    ช่วงที่เมทินีมาค้างอยู่ด้วย    เจ้าของบ้านกับแขกมักจะนอนคุยกันจนหลับไปเกือบทุกคืน
 ค่ำนี้เมื่อเลิกงานแล้วและออกจากที่ทำงานเป็นคนเกือบจะสุดท้าย   ถึงจะล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน       แต่วันนี้ทีปนีก็รู้สึกเหงาๆ    ยังไม่อยากกลับไปเหงาอยู่คนเดียวต่อที่บ้าน   จึงคิดว่าไปเดินเตร็ดเตร่หาซื้อของใช้ในซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ไม่ไกลจากตึกที่ทำงานท่าจะดี   ได้เลี่ยงรถติดด้วย     ถึงจะออกไปตอนนี้ก็ได้แต่ไปติดอยู่บนถนน
     หญิงสาวเดินออกจากตึก  เดินไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อนเหมือนเป็นการเดินเล่น  และใช้เวลาเดินเพียงแค่พอได้เหงื่อก็ถึงแล้วที่หมายแล้ว   
     คนในซูเปอร์มาร์เก็ตค่อนตอนนี้ข้างบางตา    ทีปนีนึกไปถึงผลการสำรวจที่เคยอ่านพบมาว่า   ธุรกิจร้านอาหารและร้านค้า   มักจะมีคนมาใช้บริการน้อยในวันกลางสัปดาห์เช่นวันพุธอย่างวันนี้   ซึ่งทีปนีก็ชอบและคิดว่า    ดีเหมือนกัน….จะไม่ต้องเข้าคิวยาวเวลาจ่ายเงิน   บางครั้งการเข้าคิวเพื่อรอจ่ายเงินยาวมาก    ทำเอาคนที่ซื้อของเพียงแค่สองสามชิ้นหงุดหงิดจนเอาของกลับไปวางคืนที่เดิมเลิกซื้อไปเลยก็มี
 
 “ กล่องสีฟ้าหรือสีชมพูล่ะ   ที่อยากได้ ”  
อ่านต่อพรุ่งนี้นะคะ                                              ( เจ้าของลิขสิทธิ์ : อังศุพร   ญาณเวคิน )

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
Mr_Com วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 13.55 น.
http://www.oknation.net/blog/mrcom

มีของดีให้ดูก่อนโดนแบน
http://www.oknation.net/blog/bodin2
ความคิดเห็นที่ 1
เดือนสิบสอง วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 12.31 น.
http://www.oknation.net/blog/museum-rung
rung95

สวัสดีค่ะ แวะมาทักทายอ่ะค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31