วันอาทิตย์ ที่ 13 มกราคม 2551
เติมใจในช่องว่าง
Posted by
วินนา
,
ผู้อ่าน : 205
, 12:10:06 น.
พิมพ์หน้านี้
ร้านอาหารที่ทีปนีเป็นคนแนะนำ เป็นร้านเล็กๆเน้นบรรยากาศสบาย เจ้าของร้านเข้าใจตกแต่งร้านให้เป็นสไตล์ตะวันออกประยุกต์ ผสมผสานศิลปะไทยแซมศิลปะบาหลีเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืนสวยงาม เจ้าของและผู้จัดการร้านรีบออกมาต้อนรับด้วยตนเองเมื่อรู้ว่าทีปนีมา เพราะนอกจากเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการแล้ว หญิงสาวยังรับผิดชอบคอลัมน์แนะนำร้านอาหารในนิตยสารที่ทำอยู่ด้วย จึงรู้จักมักคุ้นกับร้านอาหารเป็นอย่างดี รู้ว่าร้านไหนดีไม่ดีอย่างไร ทีปนีชอบบรรยากาศของร้านนี้เป็นพิเศษและติดอกติดใจจนมาซ้ำหลายหนแล้ว นั่งตรงริมน้ำด้านโน้นดีไหมคะ โต๊ะเดิมของคุณหวาน เจ้าของร้านพูดกับลูกค้าอย่างรู้ใจ ค่ะ ขอบคุณค่ะพี่แป๊ว มุมนี้จัดว่าเป็นมุมสวยและสงบเป็นส่วนตัวที่สุดของร้าน โต๊ะขนาดนั่งได้สี่คนพอดีตั้งอยู่ใต้ต้นลีลาวดีต้นใหญ่ฟอร์มสวย ข้างสระน้ำกระเบื้องสีเขียวมรกต บนผิวน้ำใสมีเทียนรูปดอกลีลาวดีดอกใหญ่น้อยหลากสีสันจุดลอยอยู่ พอให้เกิดแสงวับแวมเมื่อลอยกระเพื่อมไหวอยู่บนผิวน้ำ เวลาลมโชยผ่านมาก็พาเอากลิ่นตะไคร้หอมอ่อนๆติดมาด้วย ทานอะไรกันดีคะ อาหารไทยหรืออินโด เขามีให้เลือกทั้งสองอย่าง อร่อยใช้ได้ทั้งคู่เลยค่ะ ทีปนีพลิกเมนูดูไปพลาง และถามเพื่อนร่วมโต๊ะเป็นเชิงขอความเห็น อะไรก็ได้ ทั้งสองหมอและเมทินีตอบเกือบจะพร้อมกัน ด้วยคำตอบมาตรฐานที่เรามักจะได้ยินเมื่อมีการขอความเห็นในการสั่งอาหาร อะไรก็ได้หมายความว่าอะไรล่ะคะ ทีปนีถามพลางหัวเราะ หมายถึงอะไรก็ทานได้ หรืออะไรก็ไม่น่าสนใจทั้งนั้น หมอนิคมรีบตอบว่า ของผมหมายถึงอะไรก็ได้ น่าสนใจทั้งนั้นครับ ขอให้เป็นอาหารเถอะ ไม่ว่าจีนไทยฝรั่งแขกผมไม่เกี่ยงหรอกครับ ทันตแพทย์หนุ่มยิ้มกว้างขวางสดใสโชว์ฟันสวย ไม่เสียยี่ห้อหมอฟัน ประกายตาแจ่มใสหลังกรอบแว่นใหญ่บอกชัดว่าเขาเป็นคนช่างเล่น บุคลิกเปิดเผยเป็นกันเองดี และท่าจะเป็นคนมีอารมณ์ขันอีกต่างหาก หมอนิคมนับว่าเป็นหมอฟันคนแรกที่ทีปนีรู้สึกถูกชะตาด้วย ไข่หวานสั่งเถอะ หมอกินได้ทั้งนั้นแหละ หมออานะนั่งทอดอารมณ์ ท่าทางกำลังสบายผ่อนคลายทั้งกายใจ ไม่หยิบเมนูขึ้นดูเลยด้วยซ้ำไป พี่เมล่ะคะ ทีปนีถามอย่างเอาใจใส่ ดูท่าเมทินีจะไม่ค่อยสบายใจ ไม่เป็นตัวของตัวเองนัก เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่ไม่คุ้นเคยอย่างหมอนิคม แล้วแต่ไข่หวานเถอะจ้ะ เมทินีตอบเบาๆ แล้วกัน ตกลงยกหน้าที่สั่งอาหารให้หวานเลยหรือคะ ถ้างั้น หวานสั่งทั้งไทยทั้งอินโดเลยก็แล้วกันนะคะ เมื่อเครื่องดื่มและอาหารถูกทยอยยกมาเสริ์ฟ ทีปนีในฐานะคนสั่งจึงต้องทำหน้าที่แนะนำอาหารให้เพื่อนร่วมโต๊ะด้วย หมออานะชิมโน่นนิดนี่หน่อยตามที่ได้รับการชี้ชวน ส่วนหมอนิคมกินทุกอย่างที่ตั้งอยู่บนโต๊ะโดยไม่มีทีท่าลังเล ไม่ว่าอาหารไทยหรือเทศ และกินอย่างจริงๆจังๆ ตรงกันข้ามกับเมทินีซึ่งดูเนือยๆกับอาหารทุกจาน หญิงสาวนั่งเขี่ยอาหารในจานเล่นมากกว่ากิน สาวรุ่นน้องจึงคะยั้นคะยอให้เพื่อนรุ่นพี่ลองชิมอาหารบางอย่างที่มีหน้าตาแปลกออกไป นาซิโกเรง ข้าวผัดอินโด อร่อยนะคะ พี่เมลองดูสิคะ นอกจากเชิญชวนแล้ว ทีปนียังลงมือตักข้าวผัดอินโดนีเซียใส่จานให้เมทินีอย่างเอาใจเป็นพิเศษเพียงคนเดียวอีกด้วย อืม..ม อร่อย อร่อยจริงๆครับ หมอหนุ่มทำเสียงว่าอร่อยจริงๆ เขาช่วยทีปนียืนยันอีกแรง ด้วยการตักข้าวผัดเติมใส่จานตัวเองอีกเป็นครั้งที่สอง อย่างช่วยให้การยืนยันดูเป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทีปนีอมยิ้มมองชายหนุ่มที่เพลิดเพลินอยู่กับการกิน ดูท่าเขาจะชอบอาหารจานนี้จริงๆ ไม่ใช่เสแสร้งแกล้งชม หญิงสาวรู้สึกนิยมท่าทางง่ายๆสบายๆ ดูเป็นธรรมชาติไม่มีมาดของหมอฟันคนนี้ จึงพูดคุยกับเขาด้วยเสียงและท่าทีเป็นกันเองมากยิ่งขึ้น ดูคุณหมอทานท่าทางน่าอร่อยจังเลยค่ะ ถ้าเจ้าของร้านมาเห็นเข้าคงปลื้มใจนะคะ หมอนิคมเงยหน้าขึ้นยิ้มกับเพื่อนใหม่ทางดวงตา เพราะปากไม่ว่าง ยังติดพันอยู่การเคี้ยวเนื้อสะเต๊ะตุ้ยๆอยู่เต็มปาก อ้าว
นี่เหลือผมทานอยู่คนเดียวหรือครับ หมอนิคมอุทานเบาๆอย่างเขินๆ นัยน์ตาหลังกรอบแว่นใสของหมอหนุ่มมีแววเขินเล็กน้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าทุกคนวางมือกันแล้ว เขาเลยทำท่าจะอิ่มตามไปด้วยอย่างเกรงใจ ทั้งที่ยังนึกเสียดายของอร่อยที่วางอยู่เต็มโต๊ะตรงหน้า คุณหมอทานต่อเถอะค่ะ ทีปนีรีบบอก อร่อยทุกอย่างเลยใช่ไหมคะ แหม
หวานยังอยากทานต่อเลย แต่ไม่ไหวแล้วค่ะ อิ่มจริงๆ หันไปทางหญิงสาวอีกคนที่นั่งเงียบมาตลอดเหมือนไม่ได้มาด้วยกัน พี่เมขา พี่เมช่วยทานต่อเป็นเพื่อนคุณหมอหน่อยสิคะ พี่เมทานไปแค่นิดเดียวเอง นั่นสิครับ ผมไม่เห็นคุณเมทานอะไรเลย ทีปนีแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เมื่อได้ยินที่หมอนิคมพูด พลางนึกในใจว่า ก็เขาจะไปเห็นได้อย่างไรกัน ในเมื่อเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเอร็ดอร่อยอยู่กับอาหารตรงหน้า คุณเมทานเป็นเพื่อนผมหน่อยเถอะครับ พูดไปก็ลงมือตักอาหารใส่จานให้เพื่อนร่วมโต๊ะไปด้วยอย่างไม่มีพิธีรีตอง เพื่อที่ตนเองจะได้มีเพื่อนกินต่อ ไม่ได้มีเหตุผลอื่นใดแอบแฝง แล้วตัวเองก็เริ่มลงมือกินต่อไปอย่างเพลิดเพลิน โต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ หมอนิคมกำลังสนใจกับอาหารจานสุดท้ายบนโต๊ะที่พนักงานเสริ์ฟเพิ่งยกมาให้ นัยว่าเป็นอาหารจานใหม่ที่ทางร้านขอแนะนำ และเจ้าของร้านได้ส่งมาให้เป็นอภินันทนาการ หญิงสาวที่นั่งเงียบมาแต่ต้นก็ยังคงนั่งเงียบและเขี่ยอาหารในจานเล่นเหมือนเดิม ส่วนสาวอีกคนก็กำลังนั่งเท้าคางสบายๆ ใช้หลอดคนเครื่องดื่มในแก้วเล่นอยู่อย่างเพลิดเพลิน ใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆขณะที่ลอบมองหมอนิคมและเมทินีที่นั่งอยู่ตรงข้ามไปด้วย พลางคิดในใจว่า เอ่อ
สองคนนี้ ช่างตรงข้ามกันดีแท้ๆ แต่เป็นความตรงข้ามที่ลงตัวเหมาะเจาะกันดีเลยทีเดียว ขณะเดียวกัน หมออานะก็นั่งมองหนุ่มสาวทั้งสามคนไปเงียบๆ โดยที่ไม่มีใครรู้ตัวหรือล่วงรู้ว่า คนอาวุโสสูงที่สุดในที่นั้นกำลังคิดอะไรอยู่ คุณหมอคะ จู่ๆ ทีปนีก็ส่งเสียงเรียกขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ครับ หมอนิคมขานรับ พร้อมกับเงยหน้าขึ้น ละสายตาจากจานของหวานตรงหน้ามามองเจ้าของเสียงเรียก หือ หมออานะทำเสียงต่ำๆในลำคอเป็นการขานรับ เขาหลุดออกมาจากภวังค์ แล้วมองหน้าหญิงสาวแทนการถาม เพราะทีปนีเรียกขึ้นมาลอยๆโดยไม่ได้ระบุว่าหมอคนไหน ทั้งสองหมอสองวัยจึงขานรับขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน ขอโทษค่ะ ขอโทษ หวานลืมไปว่าวันนี้เรามีคุณหมออยู่ที่นี่ด้วยกันถึงสองคน เวลาพูดจะต้องระบุด้วยว่าคุณหมอคนไหนกัน ทีปนีกล่าวขอโทษพร้อมกับหัวเราะน้อยๆตามไปด้วย ไม่เป็นไรครับ ผมชินแล้ว บ้านผมก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน เวลาไปไหนพร้อมกันทั้งครอบครัวก็มักจะเป็นแบบนี้ ได้ยินใครเรียกหมอทีเป็นได้พากันหันไปหมด ครอบครัวคุณหมอ เป็นหมอกันหลายคนเลยหรือคะ ไม่ใช่หลายคนหรอกครับ แต่เป็นกันหมดทุกคนเลย ทั้งพ่อแม่ลูก เหมือนในโลกนี้ไม่มีอาชีพอื่นให้ประกอบอีกแล้ว หมอหนุ่มพูดเหมือนแดกดันตัวเอง แต่น้ำเสียงและสีหน้าท่าทางของเขาพาให้ออกไปในแนวขบขันมากกว่า จนแม้แต่เมทินีที่นั่งหน้าเฉยมาตลอด ยังยิ้มออกมาให้เห็น นี่ยังดีนะครับ ที่ไม่เรียนสาขาเดียวกันหมดทั้งตระกูล มีหมออะไรบ้างคะ ทีปนีนั่งเท้าคางซักต่ออย่างสนใจ นึกสนุกกับการคุยกับเพื่อนใหม่อัธยาศัยดีคนนี้ และดีใจที่เห็นเมทินีมีท่าทางสบายใจขึ้น ค่อยคลายอาการเกร็งลงแล้ว เริ่มที่ปู่ผมก่อนเลยนะครับ ปู่เป็นหมอแผนโบราณ แต่ท่านเสียไปแล้วครับ พอมาถึงพ่อผม พ่อผมเป็นหมอกระดูก แม่เป็นหมอผิวหนัง พี่ชายผมเป็นหมอเด็ก พี่สะใภ้เป็นหมอยา ผมเป็นหมอฟัน บ้านผมเลยใกล้จะเหมือนโรงพยาบาลเข้าไปทุกทีแล้วครับ มีหมอเกือบจะครบทุกสาขาแล้ว รักษาได้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า จากผิวหนังภายนอกจนถึงกระดูก ครบวงจรตั้งแต่เด็กไปจนแก่ . ทีปนีหัวเราะเมื่อนึกภาพตามไปด้วย เมทินีนั่งยิ้มฟัง แล้วก็เข้าร่วมวงคุยด้วยหลังจากนั่งนิ่งเป็นผู้ฟังมานาน ตอนนี้หญิงสาวเริ่มรู้สึกเป็นตัวของตัวเองขึ้นและเริ่มจะถูกอัธยาศัยกับหมอหนุ่มที่น้าชายพามาด้วยคนนี้ เอ
ที่จริงก็ดีเหมือนกันนะคะ เวลาเจ็บป่วยจะได้มีคนดูแลอย่างดี หญิงสาวคนไม่ช่างพูดเอ่ยกับทันตแทพย์หนุ่มด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองมากขึ้น หมอนิคมหัวเราะหึๆก่อนจะตอบว่า คุณเมเคยได้ยินไหมครับ ที่เขาว่า มากหมอมากความ บ้านผมก็เป็นอย่างที่เขาว่านั่นแหละครับ ยังไงหรือคะ เมทินีเริ่มรู้สึกสนุกกับการคุยกับหมอนิคม ความเคอะเขินค่อยๆจางหายไป จึงถามต่ออย่างสนใจอยากรู้ อืม
ผมจะเล่าให้ฟัง
หมอหนุ่มรีบรวบช้อน ยุติการกินลง เช็ดปาก ถอดแว่นออกเช็ดอย่างมีลีลาเล็กน้อย อุ่นเครื่องเรียกความสนใจผู้ฟังก่อนเริ่มเล่า มีอยู่หนหนึ่ง เมื่อต้นปีนี่เอง คุณย่าผม ท่านบ่นว่าไม่ค่อยจะสบายเนื้อตัว ปวดนั่นเจ็บนี่ นอนไม่ค่อยจะหลับ เท่านั้นแหละครับ
เป็นเรื่องเลย
. คนเล่าหยุดพักการเล่าชั่วครู่ ขยับตัวปรับท่านั่งให้สบายขึ้น พับแขนเสื้อเชิร์ตม้วนขึ้นอีกทบ ยกแก้วน้ำขึ้นจิบ กระแอมกระไอเรียกเสียงเล็กน้อย ทีปนีนั่งอมยิ้มมองและนึกค่อนหมอนิคมในใจอย่างหมั่นไส้แกมเอ็นดูว่า ลีลาเหลือกิน ทำไมหรือคะ เมทินีถามต่อเหมือนเด็กที่ฟังนิทานกำลังสนุกอยู่ดีๆแล้วถูกขัดจังหวะลงกลางคัน ย่าถูกจับตรวจครับ ถูกตรวจดูตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเลย
.แม้แต่พี่ชายผมทั้งที่เป็นหมอเด็กยังขอแจมกับเขาด้วยคน แกอ้างว่า คนแก่ก็กลับกลายเป็นเด็กไปอีกหน แต่แทนที่ย่าจะขอบใจที่ลูกหลานแสดงความห่วงใย ท่านกลับรำคาญจนด่าเปิงว่า พวกแกไม่ต้องมายุ่งกับฉัน แล้วรีบหายทันทีเลยครับ นับแต่นั้นมาเราก็ไม่ได้ยินย่าบ่นเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยให้ได้ยินอีกเลย พอถามทีไรย่าก็จะตอบว่าสบายดีทุกครั้ง ท่านคงเข็ดไปนานเลยผมว่า เสียงและลีลาท่าทางการเล่าที่ฟังดูอาจจะเกินจริงไปบ้างของหมอนิคม เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากผู้ฟังได้รอบโต๊ะ แม้แต่ตัวเขาเองก็พลอยหัวเราะไปด้วยเหมือนกัน ตกลงเมื่อกี้ไข่หวานเรียกใครกันแน่ หมอหนุ่มหรือหมอแก่ หมออานะยังไม่ลืมที่ถูกเรียกเมื่อครู่ เขาถามหญิงสาวด้วยหน้าตายิ้มแย้ม ขณะชี้ที่ตัวเองเมื่อพูดว่า หมอแก่ นั่นสิคะ หวานจะพูดอะไรน้า ทีปนีเคาะขมับตัวเอง ทำท่าคิด จำไม่ได้แล้วค่ะ ไม่รู้ว่าจะพูดกับหมอไหนด้วย คุณหมอนิคม หรือคุณหมออานะ ช่างเถอะค่ะ คุณหมออย่าสนใจเลยนะคะ ทีปนีแก้ตัวไปเรื่อยเปื่อย ความจริงก็คือหญิงสาวเห็นว่าการสนทนาขาดตอนไป ทำให้บรรยากาศที่โต๊ะอาหารเงียบเหงาจนเกินไป หญิงสาวผู้รังเกียจความเงียบจึงคิดหาเรื่องดึงการสนทนากลับคืนมาอีกครั้งก็เท่านั้นเอง เมทินีมาอยู่กับทีปนีที่กรุงเทพฯได้เพียงสามสี่วันก็กลับบ้านที่สุพรรณฯ โดยได้งานแปลชิ้นแรกนำกลับไปทำด้วย เมื่อแขกกลับไปแล้ว ความเหงาก็กลับมาอยู่เคียงข้างทีปนีอย่างเคย ช่วงที่มีเพื่อนสาวรุ่นพี่มาอยู่ด้วย บ้านดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ถึงแม้ว่าเมทินีจะไม่ใช่คนเก่งสังคม เข้ากับคนได้ไม่ง่ายนัก แต่กับทีปนีแล้วถือเป็นข้อยกเว้น สองสาวกลมกลืนเข้ากันเป็นอย่างดี สามารถคุยกันได้เกือบจะทุกเรื่อง ช่วงที่เมทินีมาค้างอยู่ด้วย เจ้าของบ้านกับแขกมักจะนอนคุยกันจนหลับไปเกือบทุกคืน ค่ำนี้เมื่อเลิกงานแล้วและออกจากที่ทำงานเป็นคนเกือบจะสุดท้าย ถึงจะล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน แต่วันนี้ทีปนีก็รู้สึกเหงาๆ ยังไม่อยากกลับไปเหงาอยู่คนเดียวต่อที่บ้าน จึงคิดว่าไปเดินเตร็ดเตร่หาซื้อของใช้ในซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ไม่ไกลจากตึกที่ทำงานท่าจะดี ได้เลี่ยงรถติดด้วย ถึงจะออกไปตอนนี้ก็ได้แต่ไปติดอยู่บนถนน หญิงสาวเดินออกจากตึก เดินไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อนเหมือนเป็นการเดินเล่น และใช้เวลาเดินเพียงแค่พอได้เหงื่อก็ถึงแล้วที่หมายแล้ว คนในซูเปอร์มาร์เก็ตค่อนตอนนี้ข้างบางตา ทีปนีนึกไปถึงผลการสำรวจที่เคยอ่านพบมาว่า ธุรกิจร้านอาหารและร้านค้า มักจะมีคนมาใช้บริการน้อยในวันกลางสัปดาห์เช่นวันพุธอย่างวันนี้ ซึ่งทีปนีก็ชอบและคิดว่า ดีเหมือนกัน
.จะไม่ต้องเข้าคิวยาวเวลาจ่ายเงิน บางครั้งการเข้าคิวเพื่อรอจ่ายเงินยาวมาก ทำเอาคนที่ซื้อของเพียงแค่สองสามชิ้นหงุดหงิดจนเอาของกลับไปวางคืนที่เดิมเลิกซื้อไปเลยก็มี กล่องสีฟ้าหรือสีชมพูล่ะ ที่อยากได้
อ่านต่อพรุ่งนี้นะคะ ( เจ้าของลิขสิทธิ์ : อังศุพร ญาณเวคิน )
|