วันอาทิตย์ ที่ 20 มกราคม 2551
เติมใจในช่องว่าง " ญาติผู้ใหญ่
. หวานมีพอแล้ว "
Posted by
วินนา
,
ผู้อ่าน : 258
, 20:37:47 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ทีปนีมัวแต่เดินใจลอยเข้ามาในศาลา ไม่ทันเห็นว่าหมออานะนั่งเอนหลังอยู่แล้วบนเก้าอี้ผ้าใบตัวใหญ่ในอีกมุมของศาลา จนกระทั่งได้ยินเสียงเขาทักขึ้นเมื่อตัวเองได้ทรุดตัวลงมานั่งห้อยเท้าราน้ำเล่นแล้ว หญิงสาวสะดุ้งกับเสียงทักของเขา นึกอยากจะลุกหนีแต่ก็น่าเกลียด และเสียงถามนั้นก็เต็มไปด้วยความห่วงใย หมออานะยังคงข้องใจเรื่องที่ทีปนีมีสีหน้าท่าทางผิดปกติไปเมื่อตอนบ่าย เขายังอยากจะรู้ถึงสาเหตุ อยากจะพูดคุยด้วย เผื่อว่าหญิงสาวมีปัญหาไม่สบายกายสบายใจอะไร และเขาพอที่จะช่วยได้บ้าง เมื่อถูกถามซ้ำ ทีปนีก็ได้สั่นหัวน้อยๆ ปฏิเสธว่าไม่เป็นไร อยากจะบอกว่ากายสบายดี แต่ใจนี่สิ ไม่เป็นปกติเสียแล้ว และตัวหมออานะเองนั่นแหละคือต้นเหตุ หญิงสาวยิ่งอึดอัดมากขึ้นทุกทีเมื่อต้องเก็บทุกอย่างเอาไว้ในใจ ขณะถูกถามถึงสิ่งที่ตนพูดออกมาไม่ได้ ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แต่สายตาที่มองตรงมาบอกว่าไม่เชื่อ ที่หมอถามก็เพราะเป็นห่วง แต่ไข่หวานแน่ใจจริงๆนะว่าไม่เป็นอะไร หมออานะถามอีกครั้ง น้ำเสียงเป็นห่วงแต่ก็ฟังดูคล้ายจะคาดคั้นเล็กน้อย เขามองหน้าทีปนีเหมือนผู้ใหญ่กำลังจับสังเกตเด็ก แต่หนนี้หญิงสาวมองตอบเขาเต็มตา เพราะใจอยากจะบอกให้รู้นักว่า สายตากับน้ำเสียงของเขาแบบนี้แหละที่ตนไม่ชอบ ไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยินอีกต่อไปแล้ว หวานไม่เป็นอะไร ไม่ป่วย ไม่ต้องการหมอ อยากอยู่คนเดียว หวานอยากอยู่คนเดียวเงียบๆค่ะ เข้าใจหรือยังคะ หางเสียงตวัดนิดๆ พูดออกไปแล้ว ทีปนีก็ตกใจกับคำพูดและน้ำเสียงของตนเอง เพราะเพิ่งจะรู้สึกตัวว่า ไม่น่าฟัง มันฟังดูเหมือนเสียงของคนพาล จึงได้แต่นึกเสียใจว่าไม่น่าพูด ไม่น่าแสดงอาการเหมือนคนเจ้าอารมณ์ไร้เหตุผลออกไปให้เขาเห็นเลย หมออานะมีสีหน้าบอกว่างุนงงกับกริยาอาการของทีปนีเต็มที เขาไม่เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ไม่ทันจะได้เอ่ยปากซักถามอะไรออกไป พอดีโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างตัวก็ดังขึ้น เขาจึงก้มลงไปหยิบโทรศัพท์ รับโทรศัพท์พร้อมกับลุกขึ้นเดินคุยลงไปจากศาลา พอรู้สึกตัว ทีปนีก็นึกอยากจะขอโทษ แต่ว่าตอนนี้หมออานะก็ได้เดินห่างออกไปไกลเสียแล้ว หลังอิ่มอาหารเย็นเมื่อเกือบสองทุ่ม คนกรุงเทพฯทั้งสามก็เตรียมตัวกลับ และเหมือนเช่นเคยที่ท้ายรถหมออานะจะมีกล่องขนมและผลไม้ ของฝากจากสุพรรณซึ่งเจ้าของบ้านได้จัดไว้ให้ ส่วนใหญ่จะเป็นของฝากให้ทีปนีนำเอากลับไปกินที่กรุงเทพฯ หมอหนุ่มก็พลอยได้รับของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย เหมือนเป็นธรรมเนียมของคนบ้านนี้ที่ไม่ยอมปล่อยให้แขกพิเศษกลับไปมือเปล่า หมออานะแวะส่งหมอนิคมที่บ้านก่อนเพราะเป็นทางผ่าน แล้วจึงค่อยเลยไปส่งทีปนีทีหลัง ซึ่งจะต้องผ่านสี่แยกที่กำลังก่อสร้างอุโมงค์ลอดข้ามทางแยก การก่อสร้างทำให้ผิวการจราจรบางส่วนถูกปิด ทำให้ช่องถนนเหลือเพียงแค่เลนเดียว รถสามารถขยับเคลื่อนผ่านไปได้เพียงทีละคันอย่างช้าๆ และกว่ารถหมออานะจะคืบคลานข้ามแยกนั้นมาได้ เวลาก็ปาเข้าไปเกือบจะห้าทุ่มอยู่แล้ว ตลอดทางมาจากสุพรรณ หมอนิคมเป็นคนเดียวที่มีเรื่องคุย และเป็นคนกลางชวนให้คนอื่นคุยไปด้วย เมื่อหมดหมอนิคมซึ่งเป็นตัวเชื่อม คนขับกับผู้โดยสารที่เหลือก็นั่งกันมาเงียบๆ คนเงียบเป็นนิสัยอย่างหมออานะคงจะไม่รู้สึกผิดปกติอะไร แต่คนที่ปกติเคยร่าเริงแจ่มใสช่างพูดช่างคุยอย่างทีปนีคงอึดอัดไม่เบาเลยทีเดียว ผู้โดยสารแอบผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อรถมาจอดเทียบหน้าบ้านตัว หมออานะลงจากรถไปเปิดท้ายขนกล่องของฝากลงมาวางข้างๆประตูรั้ว ทีปนีลงรถมาไขกุญแจประตูรั้วแล้วหันไปไหว้ขอบคุณและลาคนที่มาส่งไปทีเดียวพร้อมกันเลย แล้วก็ก้มลงไปจะยกกล่องที่วางซ้อนกันอยู่บนพื้นหน้าประตูรั้ว เตรียมจะเดินเข้าบ้านไป ไข่หวานเดินไปเปิดประตูบ้านให้หมอเถอะ หมอจะยกกล่องเข้าไปในบ้านให้เอง เสียงพูดเรียบๆที่ได้ยินทำให้ทีปนียอมทำตามอย่างว่าง่าย เมื่อยกของเข้ามาวางไว้ให้ในบ้านเรียบร้อยแล้ว และก่อนจะลากลับ หมออานะกำลังขยับปากจะพูด ซึ่งทีปนีเดาเอาว่าก็คงจะเป็นการสั่งให้ดูแลประตูหน้าต่างให้ดีเหมือนทุกครั้ง หญิงสาวจึงเป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า คุณหมอ
.หวานขอโทษ
หมออานะขมวดคิ้วเมื่อได้ฟังคำขอโทษ เขาแสดงสีหน้างุนงงก่อนที่จะถามกลับไปว่า ขอโทษเรื่องอะไรกัน ? หวานขอโทษ
.ที่พูดจาไม่ดีกับคุณหมอเมื่อตอนเย็น เสียงพูดอ่อยจนฟังเหมือนกำลังจะร้องไห้ โธ่ ! นึกว่าเรื่องอะไร หมออานะตอบกับพร้อมทั้งหัวเราะ ไม่เป็นไร อย่าคิดมาก หมอไม่โกรธไข่หวานหรอกจ๊ะ พูดจบเขาก็ยกมือขึ้นขยี้ศีรษะทีปนีเบาๆ และมองด้วยแววตาแสดงความปรานี หญิงสาวถึงกับยืนน้ำตาร่วงออกมาเฉยๆ เอ้า ! เลยร้องไห้เลย
หมออานะยิ่งงงหนักเข้าไปอีก เท้าที่ก้าวออกไปทางประตูชะงักค้าง ร่างสูงใหญ่ถอยกลับมายืนขมวดคิ้ว ทำหน้าไม่เข้าใจ ไข่หวานเป็นอะไรไป บอกมาเถอะ อย่าโกหกหมอ เสียงถามเริ่มเปลี่ยนไป ฟังดูเหมือนคาดคั้น แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย หวานไม่เป็นไรจริงๆค่ะ ทีปนีรู้สึกตัวรีบยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้แห้งทันที นึกได้ว่าถ้าไม่อยากจะให้เขาทำกับตัวเหมือนเป็นเด็กเล็กๆอีกต่อไป ตัวเองก็ต้องทำตัวให้เขาเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่ หญิงสาวจึงตั้งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวในวินาทีนั้นเองว่า ต่อแต่นี้ไป จะต้องพิสูจน์ให้หมออานะยอมรับตนในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งให้ได้ จะไม่มีเด็กหญิงไข่หวานอายุหกขวบอีกต่อไปแล้ว ! ไข่หวาน
.หมออยากให้ไข่หวานคิดว่าหมอเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของไข่หวาน
หมออานะพูดยังไม่ทันจะจบความ แต่หูของทีปนีก็ไม่ได้ยินเสียแล้ว เพราะหูมันอื้ออึงก้องไปด้วยเสียงสะท้อนจากใจตัวเองที่แย้งขึ้นมาว่า ญาติผู้ใหญ่ ? ญาติผู้ใหญ่ ! ญาติผู้ใหญ่
. หวานมีพอแล้ว มีคุณยายวารี มีป้าอร มีลุงเมฆ มีใครต่อใครอีกตั้งหลายคนแล้ว หวานไม่อยากให้คุณหมอเป็นญาติผู้ใหญ่ แต่อยากให้คุณหมอเป็น คนพิเศษ เพียงคนเดียว
. หวานรู้ใจตัวเองแล้ว แต่น่าเศร้าที่ตอนนี้
มันก็อยู่ได้แค่ในใจหวานเท่านั้นเอง ! หวานไม่เป็นอะไรค่ะ หญิงสาวเริ่มเบื่อตัวเองที่เวียนตอบซ้ำซากได้เพียงแค่นี้ เลยพาลหงุดหงิดโกรธตัวเองเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง ไม่เป็นไร แล้วเมื่อกี๊ร้องไห้ทำไมกัน คนถามก็ไม่เลิกถามสักทีเหมือนกัน แสดงท่าว่าจะไม่ไปถ้าไม่ได้คำตอบ หวานปวดท้อง ! เมื่อเริ่มหงุดหงิดมากขึ้นทุกที เลยพาลให้ตอบส่งเดช หน้าตาและน้ำเสียงตอนนี้ก็เลยดูไม่ผิดกับคนปวดท้องจริงๆ ปวดแบบไหน ปวดตรงไหน วิญญาณหมอเข้าสิง หมออานะเริ่มซักไซ้อาการ คนไข้ อย่างละเอียด มีไข้ด้วยหรือเปล่า ขณะถามก็เอื้อมมือมาแตะหน้าผากไปด้วย ทีปนีไม่ตอบ ได้แต่กรอกตาไปมา เพิ่งนึกได้ว่าลืมไปอีกแล้วว่าเขาเป็นหมอ ตอนนี้หญิงสาวจึงเริ่มรู้สึกรำคาญที่หมออานะเป็นหมอ !
อ่านต่อพรุ่งนี้นะคะ (เจ้าของลิขสิทธิ์ : อังศุพร ญาณเวคิน )
|