
พิมพ์หน้านี้
|
เวลาที่ผ่านไปบวกกับความฟุ้งซ่านซึ่งเกิดจากความห่วงใยที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีผลทำให้หมออานะเริ่มจะคิดในแง่ร้าย แล้วก็คิดต่อไปว่า ถ้าทีปนีประสบอุบัติเหตุจริงๆ แต่ว่าโทรศัพท์มือถือยังใช้การได้อยู่ ถ้าตอนนี้หญิงสาวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว โทรศัพท์ก็น่าจะอยู่กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหรือไม่ก็ตำรวจ หรือถ้าโทรศัพท์กระเด็นออกนอกรถไปไกลจากที่เกิดเหตุ และถ้ามีพลเมืองดีมาพบเข้าและเก็บไว้ให้
.เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็รีบกดโทรศัพท์มือถือส่งข้อความไปเข้ามือถือของทีปนีทันทีว่า กรุณาโทรกลับหมออานะด่วนที่สุด 01-333- ความวุ่นวายใจทำให้หมออานะลืมหิวไปเลย ทั้งที่อาหารมื้อล่าสุดของวันนี้ เขาได้กิน แค่แซนด์วิชซึ่งประกอบด้วยขนมปังสองแผ่นประกบแฮมบางๆหนึ่งชิ้น กับกาแฟอีกถ้วยเดียวเท่านั้นเอง และได้กินไปเมื่อตอนบ่ายสอง
สุวิทย์กลับเข้ามาที่ทำงานอีกครั้ง หลังจากออกไปหาอะไรกินดื่มกับเพื่อนๆร่วมรสนิยมเดียวกันกลุ่มใหญ่มาแล้ว เป็นปกติที่เขามักจะย้อนกลับเข้ามาทำงานอีกในเวลาค่ำคืนอย่างวันนี้ ไอเดียมันมักจะกระฉูดเวลาได้ซดเข้าไปนิดๆหน่อยๆแล้ว สุวิทย์เคยให้เหตุผลกับเพื่อนที่ทักเมื่อเห็นเขาผลุนผลันผละออกจากวงมากลางคัน วันนี้ก็เช่นกัน เมื่อสุวิทย์กลับเข้ามาทำงานต่ออีกครั้ง เขาเห็นไฟด้านในส่วนที่เป็นมุมทำงานของทีปนียังเปิดสว่างอยู่ เจ้านายกลัวว่าลูกน้องจะตกใจ จึงส่งเสียงทักดังเข้ามาก่อนตัว ยายหวาน ! ทำไมยังไม่กลับบ้านกลับช่องอีก นี่มันปาเข้าไปกี่โมงกี่ยามแล้วรู้มั้ย อ้าว ! เจ๊กลับมาอีกหรือคะ ทีปนีเงยหน้าขึ้นจากกองข้าวของ และกองนิตยสารทั้งไทยทั้งเทศและเอกสารรกๆตรงหน้า หน้าเป็นมันส่งยิ้มที่ฝืนทำเป็นสดใสให้กับเจ้านาย พร้อมกับเอื้อมมือควานหาโทรศัพท์มือถือเพื่อจะดูเวลา หายไปไหนนะเนี่ย พึมพำพูดกับตัวเองเบาๆ เพราะเพิ่งจะรู้ว่าโทรศัพท์มือถือไม่ได้วางอยู่บนโต๊ะ หญิงสาวคิดว่าก่อนหน้านี้ ตัวเองคงเอาไปเดินพูดแล้วเผลอวางไว้ที่ไหนสักแห่งในอ๊อฟฟิศนี่แหละ กลับบ้านได้แล้วน้อง เขาพูดเหมือนกับเอ็ดผู้ช่วย แต่ในน้ำเสียงแฝงความเอ็นดูอยู่ด้วย กลับไปพักผ่อนได้แล้ว รู้ตัวหรือเปล่าว่า หมู่นี้หน้าตาเราชักจะเหมือนแพนด้าเข้าไปทุกทีแล้วนะ ยายหวาน คนที่ถูกทักว่าเหมือนแพนด้ารีบหันหน้าไปมองกระจกข้างๆโต๊ะทำงานทันที จึงเห็นเงาหน้าคนแก้มตอบ ตาโตลึก แววตาเหนื่อยล้าในกระจกจ้องตอบกลับมา พี่รู้นะว่า หมู่นี้หวานทำงานหนักมาก พี่ดีใจและถือว่าเป็นโชคดีนะ ที่มีผู้ช่วยที่ทั้งดีทั้งขยัน ใส่ใจทุ่มเทให้กับงานอย่างหวาน สุวิทย์มักจะใช้สรรพนามแทนตัวว่าพี่ ในเวลาที่พูดเสียงจริงจังเป็นงานเป็นการอย่างเวลานี้ นอกจากจะจริงจังแล้ว ยังฟังอบอุ่นจริงใจจนทีปนีถึงกับนั่งนิ่งฟัง และมองคนพูดไปด้วยดวงตามีแววซาบซึ้งใจ แต่เจ๊ก็อยากให้หล่อนอยู่ช่วยกันทำงานไปนานๆ ไม่อยากให้ทำงานหนักจนลานขาด สิ้นอายุการใช้งานไปก่อนวัยอันควร เข้าใจมั้ยยะ ไปเลย รีบกลับบ้านไปเดี๋ยวนี้เลยเชียวหล่อน ไม่ต้องอยู่สร้างภาพว่าขยัน กลับบ้านไปได้แล้วย่ะ ประโยคท้ายๆนี้ สุวิทย์เปลี่ยนท่าทีและโทนเสียงกลับมาเป็นเจ๊สุคนเดิม คงกลัวว่าผู้ช่วยจะซาบซึ้งจนร้องห่มร้องไห้ออกมา และคงจะกลัวใจตัวเองด้วย กลัวว่าตัวเองจะพาลร้องตามจนเสียฟอร์ม เลยรีบเปลี่ยนท่าทีสีหน้าและน้ำเสียง ทำให้บรรยากาศพลอยเปลี่ยนจากหน้าผากไปเป็นหลังเท้าในทันที ไม่ใช่แค่เปลี่ยนจากหน้ามือไปเป็นหลังมือ นี่มือถือหวานใช่ไหม เจ๊เห็นวางอยู่ที่เคาร์เตอร์รีเซฟชั่น เขาพูดพร้อมกับยื่นโทรศัพท์มือถือส่งให้หญิงสาว แต่ก็ไม่วายสอดส่ายสายตาเหลือบดูหน้าจอนิดหนึ่งก่อนส่งคืนให้เจ้าของ ตาย ! มีทั้งมิสคอลล์ ทั้งแมสเซ็จ ส่งกันมาซะสนั่นขนาดนี้ คงเป็นของพ่อรูปหล่อหน้าอ่อน หรือไม่ก็คุณหมอฟันล่ะสิ หมั่นไส้จริงๆ ! เรทติ้งกระฉูดเกินหน้าเกินตาเจ๊ไปแล้วนะยะหล่อน หญิงสาวหัวเราะ แล้วรีบยื่นมือเล็กๆออกไปรับโทรศัพท์คืนมาจากมือใหญ่ๆของเจ้านาย แหม โชคดีจังที่เจ๊หยิบติดมือมาให้ด้วย ไม่งั้นหวานคงต้องเสียเวลาหาแน่ๆเลย จำไม่ได้จริงๆว่าเอาไปลืมทิ้งไว้ที่ไหน ขอบคุณนะคะ ได้แล้วก็รีบกลับไปซะทีสิยะ อย่าอยู่รบกวนสมาธิ เจ๊จะทำงานต่อล่ะ ว่าแล้วเจ๊สุก็ฮัมเพลงประจำตัว ซีล วิธ อะ คิส เดินบิดสะโพกน้อยๆเข้าห้องทำงานส่วนตัวไป ทีปนีอยากรู้ว่าใครส่งข้อความและโทรเข้ามาหาบ้างช่วงที่ไม่ได้รับสาย จึงกดโทรศัพท์เช็คดูทั้งหมด ทั้งมิสคอลล์ ทั้งฝากข้อความซึ่งมีทั้งเป็นข้อเขียนและส่งมาเป็นข้อความเสียง ทั้งหมดส่งมาจากหมออานะเพียงคนเดียว และที่น่าตกใจคือข้อความทั้งสองอย่างบอกถึงความกระวนกระวายใจของคนส่งมา หญิงสาวจึงรีบกดโทรศัพท์กลับไปหาหมออานะทันที ทันทีที่เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น และเห็นชื่อคนที่ตนกำลังจดจ่อรออยู่ปรากฏขึ้นที่หน้าจอ หมออานะก็รีบคว้ามือถือขึ้นมาแนบหู เขาเพิ่งกลับเข้าบ้านมาเมื่อก่อนหน้าที่โทรศัพท์จะดังเพียงครู่เดียว ยังไม่ทันจะนั่งพักให้หายเหนื่อยเลย คุณหมอมีอะไรหรือคะ ถึงให้หวานรีบโทรกลับด่วน เสียงถามบอกว่าร้อนใจ เพราะคนถามกำลังคิดว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่บ้านคุณยายวารีหรือเปล่า ใจหญิงสาวคิดไปถึงคุณยายก่อนใครเพื่อน ไข่หวานไม่เป็นอะไรใช่ไหม คำถามของทีปนีไม่ได้รับคำตอบ แต่หญิงสาวกลับได้ยินเสียงบอกความดีใจของเขากลับมาแทน หมออานะแสดงความโล่งใจออกมาอย่างชัดแจ้งที่ได้ยินเสียงทีปนี และมีเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกติดมาให้ได้ยินด้วย จนหญิงสาวต้องถามกลับด้วยเสียงบอกอาการงุนงง ค่ะ หวานไม่เป็นอะไร คุณหมอคิดว่าหวานเป็นอะไรไปหรือคะ ? เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก เห็นไข่หวานไม่รับโทรศัพท์ หมอเลยเป็นห่วงว่าไข่หวานจะเป็นอะไรไป ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว อ๋อ หวานลืมมือถือทิ้งไว้ที่หน้าบริษัทค่ะ แต่หวานนั่งทำงานอยู่ข้างในเลยไม่ได้ยิน นี่เจ้านายหวานแกไปเจอเข้า เพิ่งเอาคืนให้เมื่อกี๊นี้เอง หวานก็รีบโทรกลับมาหาคุณหมอทันทีเลยค่ะ ตกใจคิดว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากแจกแจงถึงสาเหตุที่ตนไม่รับโทรศัพท์แล้ว หญิงสาวก็นึกแปลกใจว่าทำไมเขาต้องแสดงความกังวลใจถึงขนาดนั้น อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเพราะเขาเป็นห่วง อยากจะถามออกไปตรงๆ แต่ความกระดากได้รั้งถ่วงไว้ให้ปากหนัก จริงสินะ เมื่อกี้ก็ลืมนึกไป ทำไมไม่ลองโทรไปที่ทำงานดูบ้าง หมออานะคิดตำหนิตัวเอง ..คงเป็นเพราะขาดสตินั่นเอง เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองฟุ้งซ่าน วุ่นวายเกินเหตุ ตีตนไปก่อนไข้ และมองโลกในแง่ร้าย ทั้งหมดทั้งมวลนี้อาจจะเป็นผลพวงมาจากการทำงานหนักจนเกินไป พักผ่อนน้อยจนร่างกายเหนื่อยล้า เลยส่งผลกระทบทำให้สมองอ่อนล้าตามไปด้วย อันมีผลทำให้ความคิดอ่านผิดเพี้ยนไปจากปกติทั้งกระบวนการ จนส่งผลทำให้เกิดอาการเหมือนคนมีปัญหาทางจิตประสาทไปได้ หมออานะพูดโทรศัพท์กับทีปนีไปก็วินิจฉัยอาการตัวเองไปด้วยเสร็จสรรพ เหมือนหมอกำลังนั่งวินิจฉัยอาการคนไข้อยู่อย่างเป็นขั้นเป็นตอน จะขาดอยู่ก็แต่เพียงขั้นตอนการสั่งจ่ายยาให้ตัวเองเท่านั้นเอง แค่นี้ใช่ไหมคะ ถ้าไม่มีอะไร งั้นหวานไม่กวนคุณหมอแล้วนะคะ หญิงสาวถามขึ้นหลังจากที่เสียงทางปลายสายเงียบไป เดี๋ยวก่อน ! ไข่หวานอย่าเพิ่งวางหู หมออานะรีบเรียกทีปนีไว้ก่อน เพิ่งกลับมาเป็นตัวเองคนเดิม หลังจากได้หลุดออกไปแสดงบทบาท เป็นทั้งหมอและคนไข้ในคนๆเดียวกันไปชั่วขณะ ไข่หวานยังอยู่ที่อ๊อฟฟิศอีกหรือนี่ เขาเหลือบตามองนาฬิกาไปด้วยในขณะพูด เวลาตอนนี้ใกล้จะสามทุ่มแล้ว ค่ะ แต่กำลังจะกลับบ้านแล้วค่ะ ไข่หวานกินข้าวหรือยัง ถามเพราะว่าตัวเองเริ่มจะรู้สึกหิวขึ้นมาทันทีที่จบเรื่อง แต่ยังไม่ทันจะได้คำตอบ ก็ถามกลับไปและสรุปเองเรียบร้อยว่า ยังไม่กินใช่ไหม รอหมออยู่ที่นั่นก่อนได้ไหม เดี๋ยวจะไปรับไปกินข้าวด้วยกันนะ ไม่น่าจะเกินสิบห้านาที พูดรวดเดียวจบ วางหูแล้วรีบออกจากบ้านไปทันที สุวิทย์มองผ่านกระจกห้องทำงานออกมา เห็นทีปนีกำลังมองโทรศัพท์มือถือในมือ ก่อนที่จะเก็บใส่กระเป๋า แล้วเขาก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นผู้ช่วยกำลังหย่อนโทรศัพท์ลงเก็บใส่ในกระเป๋าถืออย่างช้าๆ อ้อยอิ่ง นุ่มนวล เบามือ เหมือนกับกลัวว่าโทรศัพท์มันจะเจ็บ ! ตอนนี้หญิงสาวชักจะเริ่มรู้สึกหิวข้าวขึ้นมาแล้วเหมือนกัน แถมยังมีความรู้สึกแปลกๆอีกอย่างเกิดขึ้นด้วย .ท้องหิว แต่ใจมันกลับรู้สึกอิ่มๆ มันขัดกันพิลึกยังไงก็บอกไม่ถูก ! อ่านต่อพรุ่งนี้นะคะ ( เจ้าของลิขสิทธิ์ : อังศุพร ญาณเวคิน )
|