| กอดสายลมไว้อย่าให้หงอย 1 | ||
ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
พิมพ์หน้านี้
|
ต่อจาก ไป สะหวันฯ กันมั้ย??? ตอน 1 บ่นบ่น ต้นเรื่อง ไป สะหวันฯ กันมั้ย??? ตอน 2 คุยเฟื้องเรื่อง ธาตุโพน
"ภาระในเขตอ้อมแขน ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้" เสียงเพลงของตั๊กแตน ชลลดาดังแว่วอยู่บนรถตู้สีขาวที่สายลมฯ อาศัยนั่งนอนมาหลายเพลาตั้งแต่มาอยู่ในอนาเขตประเทศลาว เช่นเดียวกับ แผ่นเพลงของ ตั๊กแตน ชลลดา ที่ดังแว่วมาได้หนึ่งอาทิตย์แล้วโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือเสียงแหบเสียงแห้งแต่อย่างใด เพราะรถทั้งคันมีเพลงแผ่นนี้แผ่นเดียวก็เลยต้องฟังกันไป แต่ก็นะ เพราะดีเหมือนกัน "ไปทางเซโปนเด้อ" อ้ายปิ่นเอ่ยบอกแข่งกับเสียงน้องตั๊กแตน "แม่นอ้าย" รถอ้ายปิ่นเบนหัวออกขวามือวิ่งขึ้นถนนลาดยางเส้นที่ 9 เข้าสู่เขตเมือง "เซโปน" อดีตเมืองที่ได้รับผลกระทบทางสงครามมากที่สุดเมืองหนึ่ง เพราะเมืองนี้เป็นเมืองผ่านเส้นทางสาย "โฮจิมินท์" ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีชื่อเสียงในสมัย "สงครามอินโดจีน" โดยเป็นเครือข่ายเส้นทางที่ทุรกันดารที่ซับซ้อนตะแขบชายแดนลาว-เวียด (ชาวลาวเรียกพวกเวียดนามว่า "เวียด") โดยเริ่มต้นตั้งแต่โพนสะหวันไปจนถึงอัตตะปือของประเทศลาว โดยมีทางออกต่อไปยังประเทศกัมพูชาได้
"เซโปน" เป็นเมืองที่ยังมีร่องรอยอดีตให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นซากประหลักหักพัง ซากยุทธโธปกรณ์ เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางที่เวียดนามสร้างขึ้นเพื่อใช้ลำเลียงพลไปสู้กับทหารฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2506-2517 ในช่วงของสงครามอินโดจีนเส้นทางสายนี้ก็ถูกเวียดนามเหนื่อใช้เป็นเส้นทางเคลื่อนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปยังวียดนามใต้ โดยสหรัฐอเมริกาใช้ความพยายามในการทำลายเส้นทางสายนี้อย่างมากโดยการทิ้งระเบิดอย่างหนักสร้างความพินาทให้ปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังคงมีร่องลอยให้เห็นอยู่ทั้งกับระเบิดและซากอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เป็นเครื่องยืนยันอดีตอันโหดเหี้ยมจากสงครามให้ได้เห็นและศึกษาอยู่อย่างมากมาย แต่วันนี้สายลมฯ ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะไปเยี่ยมชมเมืองแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้ คงได้ใช้แต่เพียงเป็นทางผ่านเลยไปยัง "พระธาตุอิงฮัง" อย่างน่าเสียดาย
สำหรับองค์พระธาตุอิงฮังนั้นอยู่ใกล้กว่าพระธาตุโพนเล็กน้อย คืออยู่ห่างจากเมืองสะหวันเขตไปทางตะวันออกประมาณ 13 กิโลเมตรเลียบเส้นทางไปบ้านโพนสิม ซึ่งไปกันคนละทางกับพระธาตุโพน
พระธาตุอิงฮังนั้นถือเป็นพระธาตุคู่แฝดของ "พระธาตุพนม" ในประเทศไทย ในทุก ๆ ปี ประมาณเดือนธันวาคมจะมีงานสมโภชน์พระธาตุอิงฮัง เช่นเดียวกับ พระธาตุพนมซึ่งจะมีการจัดงานสมโภชน์ในเดือนกุมภาพันธุ์ของทุกปี โดยจะจัดงานสมโภชน์ยิ่งใหญ่ โดยจัดให้มีขบวนแห่เทียนและการฟ้อนรำถวายองค์พระธาตุทั้งสองเช่นเดียวกัน
ประตูด้านหนึ่งขององค์พระธาตุอิงฮัง
ภาพกามสูตร แบบภาพสลักนูนต่ำ
ภาพด้านทิศซ้าย
ขี่สัตว์พาหนะ
ภาพด้านหลัง พระธาตุอิงฮัง เป็นพระธาตุที่ก่ออิฐถือปูนเช่นเดียวกันกับพุทธสถานทั่ว ๆ ไปในประเทศลาว มีความสูง 25 เมตร สำหรับประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้านนั้นมีการจำหลักภาพกามาวิจิตรของฮินดูเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ภาพกามสังวาส ที่ถูกจัดทำขึ้นและประดับอยู่หน้าประตูทางเข้าพระธาตุ
แน๊ะ ภาพกลางมี Swinging ซะด้วย โจ่งครึ่มมั๊ก มั๊ก
ภาพกามสูตรแบบฉบับเฉพาะตัวของพระธาตุอิงฮังที่มีชื่อเสียงมาก
จนร้านย้อมผ้าจำลองไปทำประตูห้องในพิพิธภัณฑ์ย้อมผ้า
ภายในพระธาตุประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ฐานเบื้องล่างองค์พระธาตุจะเจาะเป็นช่องเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ในอดีตจะเปิดให้เข้าไปชมได้เฉพาะผู้ชายแต่ปัจจุบันถูกปิดไม่เปิดให้เข้าชม (เข้าใจว่าเป็นการเรียกร้องสิทธิที่เท่าเทียมกันของสตรีลาว อิอิอิ ทันสมัยซะ)
รอบผนังกำแหงวัดด้านในสร้างเป็นศาลาเดินวนรอบวัด มีพระปางจำนวน 160 องค์เป็นฝีมือการหล่อของพุทธศาสนิกชนทั้งไทยและลาวช่วยกันเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
รอบบริเวณองค์พระธาตุสายลมก็ได้เห็นรูปบูชาหลากหลายไม่ว่าจะเป็นศาลาปูนเล็ก ๆ คล้าย ๆ ซุ้มเสมาฯ บ้านเรา แต่ภายในบรรจุรูปหลักหินรูปคนตั้งอยู่หน้าบริเวณพระธาตุ
หรือก้อนหินโบราญที่ได้รับการสักการะบูชา รวมไปถึงรูปปั้นหินรูปสิงห์โตที่บริเวณพระธาตุ
ซึ่งจากการสอบถามจากชาวลาวหลาย ๆ คนก็ได้รับคำบอกเล่าว่า ปลูกมากเพาะมากก็ไม่รู้จะนำไปขายใคร อยากกินอะไรก็ปลูกกินเอาเพราะมีพื้นที่มากโขอยู่ ซึ่งนอกจากที่ทางรัฐบาลจะทำการปันส่วนที่ดินให้ครอบครัวละ 3 เฮกต้า (1 เฮกต้า = 6.25 ไร่) ซึ่งทางครอบครัวจะต้องทำการเสียภาษีที่ดินทุกปี แต่หากมีการแยกครอบครัวออกไปก็จะสามารถได้รับปันสวนอีกครอบครัวละ 3 เฮกต้า
พระเสี่ยงทาย ให้อธิฐานแล้วยกให้ขึ้นจะสมหวัง แต่โดยส่วนใหญ่ชาวลาวจะเข้าครอบครองพื้นที่ตามความสะดวกของตน โดยไม่ได้แจ้งให้กับทางรัฐบาลเพื่อที่จะไม่ต้องเสียภาษีประจำปี ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากับบริษัทฯ ที่ได้รับสัมปทานพื้นที่เพื่อเข้าพัฒนาหรือเข้าดำเนินการ เพราะถึงแม้นได้รับสัมปทานแล้วก็ต้องเข้าไปสำรวจพื้นที่ ๆ จะเข้าทำการ หากพบว่ามีชาวบ้านเข้าจับจองถึงแม้นว่าจะไม่ได้เสียภาษีประจำปีก็ตาม แต่หากต้องการความรวดเร็วก็คงต้องจำยอมจ่ายเงินให้ชาวบ้านเพื่อเคลือนย้ายออกจากพื้นที่ไป หรืออาจจะต้องให้ชาวบ้านดังกล่าวเข้าเป็นแนวร่วมหรือทำงานด้วยเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ดังกล่าว
อีกมุมหนึ่งของพระธาตุอิงฮัง ซึ่งจะว่าไปแล้วถึงจะต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันก็ใช่ว่าทางบริษัทที่ได้รับสัมปทานจะชนะ เนื่องจากระบบศาลของลาวยังเป็นระบบศาลชาวบ้าน นั้นคือ ตามหัวเมืองต่าง ๆ จะไม่มีศาลเพื่อว่าความคดีความปกติ แต่จะยกอำนาจให้กับทางผู้ใหญ่บ้าน เจ้าแขวงเป็นผู้ตัดสิน โดยใช้วิถีชาวบ้านเป็นหลักในการตัดสิน ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความปวดหัวให้กับเจ้าของกิจการต่าง ๆ ในการรับมือเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่ก็เลยไม่พูดเองแต่ใช้เงินและสัญญา รวมถึงนายบ้านต่าง ๆ (ที่ต้องโน้มน้าวให้เป็นพวกของบริษัทฯ) พูดเพื่อความรวดเร็ว
ถึงแม้ว่าสัญญาที่มีจะใช้ในการประกอบธุรกิจแล้วผู้ประกอบการยังต้องดำเนินการทางสัญญาใจกับชาวบ้าน และนายบ้านต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรืองข้อพิพาทคดีความ หรือปัญหาแรงงานขาดแคลน รวมไปถึงปัญหาสังคมระหว่างบริษัทฯ กลับชาวบ้าน เช่น ปัญหาการลักขโมย เป็นต้น
เครื่องบูชาพระธาตุ เช่นเดียวกับการคัดสรรชาวลาวเพื่อเข้ามาร่วมกิจกรรมกับทางบริษัทฯ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานหรือการเข้าร่วมในโครงการต่าง ปัญหาที่พบมาก คือ ปัญหาการไม่ได้รับการยอมรับของบริษัท ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการคดโกงของชาวลาว หรือปัญหาการไม่ได้รับความร่วมมือ
ภาพจำหลังบนทับหลังของพระธาตุด้านต่าง ๆ
ตัวอย่างที่สายลมฯ จะยกมาบ่น บ่นให้ฟังขำขำ เช่น ปัญหาการปรับพื้นที่เพื่อทำโครงการเกษตร เราอาจจะทำการตกลงกับชาวบ้านเพื่อเข้าทำการพัฒนาที่ดินของเข้าเพื่อเข้าร่วมในโครงการเกษตรของเรา โดยระบุถึงการเข้าพัฒนาไปก่อนและเรียกเก็บเป็นเงินค่าพัฒนาที่ดิน (แน่นอนค่ะ ทั้งหมดมันเป็นป่า ทั้งป่าโปร่งและป่าทึบ ที่มิได้เสื่อมสภาพแต่อย่างใด) แต่เมือเราทำการพัฒนาโดยการปรับหน้าดินให้เขาเรียบร้อยแล้วคราวนี้เป็นการลงนามรับสภาพหนี้กันหละ
ภาพนูนต่ำจำลองภาพเทวดาอารักษ์องค์พระธาตุ ขั้นนตอนนี้หละยากสุด เมื่อปรับหน้าดินให้แล้ว พี่ลาวบางท่านก็จะลีลาก๋ากั่นมาก เช่น "อ้าวมื้อแล้วเจ้าสิบอกว่าบ่กิ๊ดเงิ๊น จะมาคิดไดมื้อนี้" "บ่ฮู้ บ่เคยมีหนี้ บ่เซ้นน" นี่เป็นคำพูดมาตรฐานที่ได้ฟังค่ะ บางบ้านหนักกว่านั้น มีการเอาปืนมาขัดโชว์ซะอีก (ซึ่งก็ไม่รู้มันใช้ได้หรือเปล่า เพราะรุ่นเดียวกันกับสงครามอินโดจีนที่ผ่านมา แต่เพื่อป้องกันหลานเป็นกำพร้าป้าเลยต้องถอยออกมาตั้งหลักก่อน)
จริง ๆ เรื่องนี้เป็นปัญหาการไม่ได้รับความร่วมมือจากนายบ้านนะค่ะ เพราะหากนายบ้านให้ความร่วมมือจะเข้ามาไกล่เกลียให้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายเขาที่ได้รับประโยชน์ อิอิอิอิ เพราะส่วนใหญ่ชาวบ้านที่สร้างปัญหาเหล่านั้น ต่างมีเจตนาที่จะไม่จ่ายอยู่แล้วหละค่ะ (ใครว่าลาวซื่อค่ะ ไปคิดใหม่เด้ออ บ่ไซ่ทุกผู้เด้อออ)
ว่ามั้ยค่ะ มันขั๊ด ขัดกันนกับนิสัยชอบเสาะบุญของชาวลาวเสียเหลือเกิน และอย่านึกว่าเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวข่าวสารชาวโลกนะค่ะ แทบจะทุกบ้านรับสัญญาณทีวีจากไทย จีน และเวียดนามค่ะ เป็นระบบเคเบิ้ลทีวีซะด้วย ดังนั้น ถึงชาวลาวโดยเฉลี่ยแล้วจะมีการศึกษาค่อนข้างต่ำ แต่การพูดจา (เวลาจะเอา) ล้วนแต่มีหลักการค่ะ โดยเฉพาะเด็กรุ่น ๆ ที่เพิ่งเริ่มจะเป็นผู้ใหญ่ การรับวัฒนธรรมต่าง ๆ จากประเทศที่กล่าวมาข้างต้น ก็แสดงให้เห็นในรสนิยมการแต่งกายอย่างเด่นชัด เห็นอิทธิพลของทีวีแล้วใช่มั้ยค่ะ
เรื่องแบบนี้มันก่อให้เกิดปัญญาต่อเนื่อง เมื่อชาวบ้านไม่ยอมรับสภาพหนี้ ผู้รับเหมาก็มาเรียกเก็บเงินกับบริษัทฯ ไม่ได้ สุดท้ายก็เลิกทำงานกับบริษัทฯ ไป ซึ่งก็ต้องเป็นปัญหาของบริษัทต่อไปในการหาผู้รับเหมาะรายใหม่ หรือต้องจ่ายเงินแทนเพื่อผลทางธุรกิจภายหน้า
ภาพบานประตูไม้แกะสลักพุทธประวัติ หน้าวิหารวัดพระธาตุ โถ่ !!! ก็มันหาง่ายที่ไหนหละค่ะผู้รับเหมาที่สามารถโค้นป่าได้ภายในระยะเวลารวดเร็ว ซึ่งต้องมีเครืองมือหนักเข้าไปดำเนินการ อันนี้ยังไม่รวมบางพื้นที่ ๆ ต้องใช้รถเกรดดินที่มีความคงทนถาวร ขนาดป้องกันระเบิดได้ในพื้นที่เสี่ยงอีกหลายพิ้นที่ ๆ ต้องเข้าไปปรับเพื่อเข้าโครงการเกษตรนะค่ะ (ฝีมือการโค้นป่าระดับนี้ เราต้องนำเข้าผู้รับเหมาจากประเทศไทยเท่านั้นค่ะ) ไว้จะมาบ่นให้ฟังใหม่ค่ะ
ปานหน้าต่างของวิหารฯ ตายหละออกนอกเรืองอีกแล้วสายลมฯ ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่อยากจะบอกว่าในประเทศแถบนี้ซึ่งไม่ได้เป็นประเทศประชาธิปไตยหรือประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานที่ดีในการลงทุนแล้ว การเข้ามาลงทุนหรือท่องเที่ยวให้ระมัดระวังให้ดี โดนโกงบ้างเอาเปรียบบ้างก็ยอม ๆ กันไป นึกซะว่าแบ่ง ๆ กันกิน อดอยากนักก็อุทิศให้ อย่าไปใสใจเลยค่ะ เสียเงินดีกว่าเสียชีวิตค่ะ เชื่อเห้ออออออ
หน้าต่างอีกบาน ลายสลักวิจิตร ออกจากพระธาตุอิงฮังด้วยความปราบปลื้ม (อยู่คนเดียว) กับการเสาะบุญ (ทำบุญแสวงบุญ)
สายลมฯ กับอ้ายปิ่นก็มุ่งเข้าเมืองต่อไปเลยค่ะ มาดูกันต่อคราวหน้านะค่ะ ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากนิตยสาร "Trip" ฉบับ ลาวใต้ ค่ะ
|