|


เส้นทางจาก "ถ้ำพระ" ไปยัง "ถ้ำนางแอ่น" 
ภูผาที่สูงใหญ่ในอดีต 
ปัจจุบันทำหน้าที่ปักเสาไฟฟ้า (ฮา) 
ลำน้ำ "เซบั้งไฟ" ที่ไปแวะกิน "ปิ้งอึ่ง" อ่ะค่ะ คราวที่แล้วสายลมฯ พาไปเที่ยวคำม่วน โดยที่แรกที่เลือกเดินทางไปก็ไม่ใช่เพราะอะไรอื่นแต่เป็นเหตุผลทางภูมิภาคเท่านั้นเองว่าการเดินทางจากสะหวันเขดเข้ามายังเขตคำม่วนนั้น สถานที่แรกที่จะถึงก่อนคือ "ถ้ำพระ" ก็ได้พาไปนมัสการพระคำ (พระทองคำ) 
เส้นทางเกษตรกร ชาวนากำลังเกี่ยวข้าวกันเลยเชียว 

ตลอดเส้นทางที่ถูกปกคลุมไปด้วยฟ้ามัวฝน 

เกือบโดนจับขังคุกลาว ข้อหาลักลอบถ่ายภาพกันไปแล้ว (ไม่รู้มันจะหวงอะไรนักหนาสิเอ๊าท์) มาคราวนี้สถานที่ต่อไปที่จะพาไปชมกันก็คงไม่พ้นจากถ้ำเช่นเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือ ความสวยงามของถ้ำนั้นต่างกัน 
ถนนค่ะ อย่าตกใจไป น้ำมันแยะไปหน่อย เลยกลายเป็น "น้ำตก" 
เข้าป่าอีกรอบ

กว่าจะถึง เห้อ "ป้าย" พลาดไม่ได้ลูกสูตรต้องถ่าย 
ปากทางเข้าถ้ำ 
พนักงานต้อนรับที่น่ารักที่สุดในโลก ยิ้มตลอดเลยไม่มีหุบ 
มาเป็นคู่ "ดูโอ" ซะด้วย
เนืองจากแขวงคำม่วนเป็นแขวงที่อุดมไปด้วยป่าไม้และภูเขา ก็คงไม่แปลกที่จะมีน้ำตกและถ้ำให้ได้เที่ยวชม
โถงแรกภายใน "ถ้ำนางแอ่น" 



ห้องหับซับซ้อนภายในถ้ำ 
มองจากภายในถ้ำออกมายังทางเข้าปากถ้ำ

สถานที่ ๆ ขึ้นชื่อของที่นี่คือ เขื่อนน้ำเทิน ซึ่งมีความสูงถึงห้ากิโลเมตร แต่อย่าได้ดีใจไปค่ะ สายลมฯ มิได้ไปแต่อย่างใด เพราะด้วยหนทางที่ลำบากกอร์ปกับฝนตกชุก ถนนหนทางล้วนแต่กลับกลายเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นดินเป็นเลนทั่วหน้ากัน ความสวยงามของบรรดาหินงอกหินย้อยภายใน "ถ้ำนางแอ่น" 

สองภาพ (บนและล่าง) นี้คล้ายกัน แต่อยากให้ชมลายหินค่ะ 

ขับรถออกมาจากถ้ำพระฝนก็ทำท่าว่าจะตกพร่ำและก็จริงดั่งสัญญาณแจ้งเหตุที่บอกไว้แต่แรกฝนตกเทลงมาตลอดการเดินทางจนกระทั้งเราเดินทางไปจนถึงหน้าถ้ำนางแอ่นแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทางเดินชมถ้ำซึ่งได้ทำไว้อย่างสะดวกสบายสวยงาม แต่ทำไปไม่สุดทางเสียดายจัง 


การเข้าถ้ำแต่ละที่ที่ลาวนี่ อย่าคิดว่าจะได้เข้าฟรีนะค่ะ ถ้าเป็นคนลาวเขาจะเก็บคนละ 2,000 กีบ หรือประมาณ 8 บาทไทย แต่ถ้าเป็นคนต่างประเทศเขาจะเก็บคนละ 5,000 กี หรือประมาณ 20 บาท ใช่ค่ะสายลมฯ ต้องเสีย 20 บาทแต่สายลมฯ จ่ายแค่ 8 บาท อิอิอิ 


ถ้ำนางแอ่น เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาถ้ำของแขวงคำม่วน ถึงขนาดที่ว่าสายลมฯ ไม่สามารถใช้เวลาเดินเข้าไปจนถึงสุดปลายถ้ำ ไม่ใช่อะไร เพราะความที่มันยิ่งใหญ่จนคนเดินไฟไม่สามารถจะเดินไฟให้เข้าไปจนถึงที่สิ้นสุด ทำให้เราได้เห็นเพียงแสงที่ปลายถ้ำด้านบนเท่านั้น

ภายในถ้ำมีอากาศเย็นด้วยความชื่นของน้ำด้านล่าง อีกทั้งมีการจัดทำทางเดินให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ดังนั้นการชมถ้ำจึงค่อนข้างจะสะดวกสบาย และทำให้เราสามารถเดินเที่ยวชมหินงอกหินย้อยได้อย่างปลอดภัย 

เนื่องจากถ้ำแห่งนี้เคยเป้นที่อยู่อาศัยของนกนางแอ่นมาก่อน จนกระทั้งรัฐบาลได้แปรสภาพถ้ำแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว นกนางแอ่นเจ้าของบ้านดังกล่าวจึงอพยพหลบหนีออกไปจนหมด เห้ออออมนุษย์ไปที่ไหนใคร ๆ เขาก็หนีว่ามั้ยค่ะ อิอิอิ 
นอกจากนี้ยังมี "พระพราหมณ์ขนาดเล็กสีทอง" ซึ่งไม่ปรากฏที่มาว่าเป็นมาอย่างไร แต่ชาวลาวที่เดินทางมาเที่ยวก็จะมากราบไหว้ขอพรกันอยู่เสมอ และเนื่องจากบริเวณถ้ำยังมีความรกชัฏและมีต้นไม้อยู่มาก ในบางครั้งเราจะสามารถเห็นสัตว์ป่าที่ห่าดูได้ยากได้เช่นกัน แต่เนื่องจากสายลมฯ ไปเป็นเวลาค่อนบ่ายและมีฝนตก การที่จะหาสัตว์ป่าดูนั้นคงยากลำบากสักหน่อย แต่ไม่เป็นไรค่ะ สายลมฯ เอากระจกไป ส่องบุ๊บเห็นปั๊บ วะ ฮะ ฮ่า 

ปากทางเข้าถ้ำจะแตกต่างจากถ้ำพระซึ่งเป็นถ้ำบริเวณหน้าผาอย่างสิ้นเชิง การเดินเข้าไปเยี่ยวมชมและถ่ายภาพก็เป็นไปโดยง่าย 
ค่ะไม่ว่าจะเป็นถ้ำอันสวยงาม หินงอกหินย้อย จะเห็นได้ว่าธรรมชาติได้สร้างสรรค์เอาไว้อย่างเหมาะสมลงตัว แต่สิ่งที่เป็นตัวทำลายความงามตามธรรมชาติที่ถูกสร้างสรรค์มายาวนาน และใช้เวลาสั้นกว่าการสร้างสรรค์นั้นเยอะมาก นั้นก็คือ มนุษย์ ค่ะ 
รูปปั้นหญิงสาวในถ้ำ ลืมถามว่ามีที่มาอย่างไรเสียดายจัง 
อีกมุมหนึ่ง หลอนดี ถ้ำแห่งนี้ก็เช่นกัน เราจะเห็นว่ามีร่องรอยการขีดเขียน หักพังทำลายอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะจุดที่เลื่อนหลบสายตามคน แน่นอนค่ะไม่ว่ามนุษย์จะเข้าไปที่ได้ ที่นั่นล้วนแล้วแต่เกิดความเสียหาย 
มาเปิดแฟลชมองกันแบบสว่าง ๆ ชัด ๆ เพียงแค่ลมหายใจของเราก็สร้างความเสียหายให้แก่พืชและสัตว์เล็ก ๆ ได้แล้ว และยิ่งถ้าเราใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมิได้ประโยชน์สูงสุดด้วยแล้ว 
หันมามองปากถ้ำนางแอ่นอีกครั้งก่อนกล่าวคำลา อีกไม่นานหรอกค่ะ ลูกหลาน เหลน โหลนของเรา เขาเหล่านั้นคงได้รู้จักแต่ "ทะเลทราย" เป็นที่แน่นอน หากเราไม่คิดจะอนุรักษ์ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ ให้ดำรงความยิ่งใหญ่ไว้ให้เป็นมรดกของลูกหลานของเรา จะรีรออะไรอ่ะค่ะ เริ่มได้เลยค่ะ .............วะ ฮะ ฮ่า 


ปล. ขออภัยหากภาพมืดบ้าง ไม่ชัดบ้าง เนื่องจากมิได้ใช้ขาตั้งกล้องแต่อย่างใด ด้วยความขี้เกียจถือไปและกล้องก็ดูแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ (กระจอกเกินความจำเป็น) จึงทำให้ต้องใช้ขาตั้งกรูแทนไปโดยปริยาย
|