| เยือนปราสาทหิน | ||
บทบันทึกการเดินทางสู่เมืองแห่งปราสาทหิน |
||
|
View All |
||
| ลูกผู้ชาย | ||
บทเพลงแห่งศิลปิน หงา ฅาราวาน |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
"บริเวณที่เห็นเป็นรอยคือบริเวณที่น้ำท่วมสูงที่สุด" หนึ่งชี้ให้ดูร่องรอยของปริมาณน้ำในหน้าฝนที่ผ่านมา "ผมชอบบริเวณนี้มากเพราะว่าภาพของชาวบ้านที่อยู่เรือแพ มีม่านหมอกปกคลุมในยามเช้า" หนึ่งบอกถึงความรู้สึกของเขาที่มีต่อภาพเบื้องหน้า "เราน่าจะมาดูยามพลบค่ำที่ชาวบ้านจุดตะเกียง บนผืนน้ำที่จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานไฟฟ้า มันอาจจะเป็นอีกภาพหนึ่งก็ได้ที่ให้ความรู้สึกอีกด้านหนึ่ง" ผมเสนอมุมมองอีกมุมมอง "ใช่ ภาพบริเวณเดียวกันหากต่างมุมมอง ความเจ็บปวดย่อมซุกซ่อนในความงดงามที่ปรากฎย่อมจะแตกต่างกัน" หนึ่งเข้าใจสิ่งที่ผมพูดออกไป มนุษย์ย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันไป แต่จำเป็นที่จะต้องมองในจุดที่แตกต่างกัน บางครั้งเราคิดว่าเราใหญ่โตเสียเต็มประดา หากมามองอีกจุดหนึ่งเราเกือบจะเล็กเพียงเศษธุลี ไม่มีอะไรเลย หนึ่งขับรถมาจอดที่ตลาดสังขละบุรีเพื่อที่จะซื้อเสบียง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารแห้งเก็บไว้ได้นานวัน ที่นั่น "ปอย" เด็กหนุ่มในหมู่บ้านมาคอยรับ ความอบอุ่นจากแสงแดดจางหายไปแต่ความอบอุ่นในจิตใจกลับทวีขึ้น "เอารถเข้าไปได้ไหม" "สบายครับพี่ น้ำไม่มากและไม่เชี่ยว" ปอยตอบพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อซื้อข้าวสารอาหารแห้งและของสดที่จะทำกินมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย หนึ่งพร้อมเพื่อนรู้ใจก้ย้อนกลับเส้นทางเดิมเพื่อที่จะเข้าไปในหมู่บ้าน ที่นั่นมีเรื่องราวที่บริสุทธิ์มีความรักความอบอุ่น วิถีชีวิตของเผ่าพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันมากับผืนป่า คนที่รู้คุณค่าของป่าอย่างแท้จริง เด้กน้อยเล่นน้ำในลำธาร ภาพต่างๆรอคอยเราอยู่ที่หมู่บ้าน
หนึ่ง เลี้ยวรถเข้าสู่ถนนสายที่ทอดเข้าไปในผืนป่า ความเยือกเย็นของอากาศที่ห่อหุ้มรอบตัวทำให้เราอบอุ่นใจ นานแล้วที่เราห่างหายไปจากสภาพเช่นนี้ รถไต่ระดับความสูงเข้าไปเรื่อยๆ หนึ่งขับด้วยความระมัดระวัง เพราะถ้าพลาดเราคงจะไปไม่ถึงหมู่บ้าน ปอยเด้กหนุ่มจากหมู่บ้านบอกเราว่าเมื่อวันก่อนมีรถตกลงไปข้างทางกว่าจะนำกลับขึ้นมาได้ต้องใช้เวลาหลายวัน เราไม่อยากจะเป็นอย่างนั้นแต่ไม่กังวลเพราะเราเชื่อในตัวและจิตใจของเพื่อน เมื่อมีเส้นทางขึ้นสูงย่อมมีเส้นทางลงต่ำ หนึ่ง ลัดเลาะลงเรื่อยๆได้ยินเสียงน้ำไหลและมองเห็นสายน้ำอยู่เบื้องหน้า อีกไม่ช้าเราจะถึงหมู่บ้าน เมื่อผ่านสายน้ำที่ในเวลานี้ไหลเอื่อยๆไม่รุนแรงเหมือนหน้าฝน ระดับน้ำก็ต่ำจนสามารถขับรถผ่านไปได้ ปอย ให้เราหยุดที่บ้านเขาก่อนและเขาจะตามเราไปที่พัก เวลานี้ทั้งหมู่บ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงสายลม สายน้ำและแมลงกลางคืนขับกล่อม กลางคืนที่นี่ไม่มีแสงสว่างจากไฟฟ้า มีเพียงแสงของดวงจันทร์และดวงดาวพร้อมฝูงหิ่งห้อย เปลวไฟจากกองไฟเพียงพอแล้วสำหรับความสว่างรอบกาย เพราะจิตใจพวกเขามีความสว่างอยู่เต็มเปี่ยม นกแห่งพงไพรปลุกฝูงนกในหัวใจให้ลุกตื่น แสงแห่งเช้าวันใหม่ปลุกหมู่บ้านให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง เช้านี้ผมเดินไปในหมู่บ้านเจอไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไม่ไผ่ค้ำกิ่งก้านนับสิบๆลำเรียงรายรอบต้น ผมเก็บความสงสัยเอาไว้เพื่อที่จะไปถามผู้เฒ่าแห่งชนเผ่า "เป็นพิธีสะเดาะเคราะห์ จะจัดขึ้นปีละหนึ่งครั้งในช่วงงานบุญวันสงกรานต์ "ไม้ไผ่ที่จะนำไปค้ำต้นไม้ใหญ่ในหมู่บ้านนั้นจะต้องยาวกว่าความสูงของตัวเองไปช่วยพยุงกิ่งที่อ่อนแอ เพราะเชื่อว่าคนที่นำไม้ไปค้ำจะแข็งแรงเหมือนไม้ค้ำและหากเมื่อใดที่อ่อนแอลงก็จะมีคนที่แข็งแรงกว่ามาช่วยเหลือ" "หลังจากที่นำไม้ไปค้ำเสร็จแล้วจะต้องนำกระบอกไม้ไผ่มาใส่น้ำแล้ววางไว้ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ในหมู่บ้าน เพราะจะทำให้ชีวิตร่มเย็นเป็นสุข และนำดอกไม้กับเทียนปักไว้ที่โคนต้นเพื่อสักการะบูชา" เมื่อเสร็จพิธี น้ำในกระบอกไม้ไผ่ก้จะถูกเทลงไปล้างโคนต้น ผู้เฒ่าเล่าเรื่องความเชื่อต่างๆให้รับฟัง หลังจากที่อิ่มท้องและสัญญาว่าคืนนี้จะมาพูดคุยด้วย ผมเดินกลับกระท่อมริมลำธารมองดูรอบตัวเห้นไม้ใหญ่ยืนตระหง่าน ทำให้นึกว่าทำไมเราไม่มีต้นไม้ประจำตัวเหมือนเด็ในหมู่บ้าน เด็กที่นี่เมื่อเกิดมา ผู้นำครอบครัวจะนำรกของเด็กเข้าไปในป่าเพื่อจะนำไปแขวนไว้บนต้นไม้ใหญ่ เขาจะเลือกต้นที่ยืนตระหง่านมีลูกดกซึ่งจะเป็นไม้ขนาดใหญ่กว่าเสาบ้าน เขาเชื่อว่าเมื่อเอารกของเด็กไปแขวนไว้ที่ต้นไม้แล้วเท่ากับว่าเขาฝากชีวิตของเด้กคนนั้นไว้กับไม้ต้นนั้น เพื่อให้ต้นไม้คุ้มครองและช่วยให้เด็กมีบุคลิกลักษณะสง่างาม ต้นไม้จึงถือว่าเป็นต้นไม้ที่คุ้มครองชะตาชีวิตของเด็กไว้ ใครจะมาตัดทิ้งไม่ได้ หากมีรใครมาตัดทิ้งโดยไม่ทราบความเป็นมา จะต้องทำพิธีขอขมาต้นไม้ มิฉะนั้นเด้กที่เป็นเจ้าของต้นไม้จะมีชีวิตที่มีแต่โรคภัย เนื่องจากขาดผู้คุ้มครอง นั่นไม่ใช่ความเชื่อที่งมงายแต่เป็นภูมิปัญญาของชนเผ่าที่จะรักษาผืนป่าเอาไว้ เพราะจะทำให้ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านมีต้นไม้ประจำตัวอย่างน้อย 1 ต้น ที่จะต้องปกปักรักษาเป็นต้นไม้แห่งชีวิตของเขา ความผูกพันของกะเหรี่ยงกับต้นไม้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดและเป็นส่วนช่วยให้เขาเข้าใจว่าผืนป่าจะอยู่รอดได้เพราะพวกเขา คนเมืองน่าจะมีต้นไม้ประจำชีวิตอย่างน้อยคนละต้น ผืนป่าจะได้ไม่ถูกทำลายอย่างที่เป็นอยู่
|